thailand

Requiem for a Dream (of Thailand)

posted on 04 Sep 2008 00:44 by nanoguy in ShortStory

     ดาร์เรน ลางานยาวสามเดือน เขาซื้อตั๋วเครื่องบินมาเที่ยวประเทศไทยเพื่อพักผ่อน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ดินแดนที่เขาว่ากันว่าซื้อหาผลิตภัณฑ์คาวโลกีย์ได้ในราคาย่อมเยา แม้จะไม่ถูกกฎหมายเหมือนประเทศแถบยุโรป บวกกับเสียงสำทับชื่นชม two thumbs up จาก โรเจอร์ เพื่อนซี้ ยิ่งทำให้เขาอยากลองมาสัมผัสดูสักครั้งในชีวิต
         
    
ทว่าคราวนี้ ไม่อาจทราบเหตุผลใดมาดลใจดาร์เรน (หรือจะบอกว่าเป็นชะตาที่พระเจ้ากำหนดดี?) เมื่อเขาเสพสมจนสุขสมไปหลายครา วันหนึ่งเขาออกเดินทางตอนกลางวันอย่างไร้จุดหมาย เพื่อชื่นชมทัศนียภาพ (หลังจากใช้ชีวิตกลางคืนมาเสียนาน) และนี่เป็นครั้งแรกที่กล้องดิจิตอลราคาแพงระยับซึ่งไม่ได้ผลิตในประเทศจีนของเขา ได้ใช้งานอย่างเต็มสมรรถภาพ คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในประเทศแม่ของดาร์เรน

     ระหว่างที่กำลังถ่ายรูปอย่างเพลินใจอยู่นั้น เขาพลันสังเกตเห็นกลุ่มคนจำนวนพอควร สวมชุดเหลืองเดินราวกับกำลังมาร์ชสวนสนาม พร้อมตะโกนภาษาที่เขาฟังไม่ออก ไม่ว่าในหนังสือไกด์บุ๊กเล่มไหนก็ไม่เคยบอกเขา (อย่างน้อยก็ไม่เคยบอกว่าคนไทยรักสีเหลืองมากขนาดนี้) เขาจึงถือวิสาสะเดินเข้าไปถามหนึ่งในกลุ่มคนสวมชุดเหลือง ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ และเขาก็ได้เรียนรู้จิตไมตรีของคนไทย เพราะคุณป้าสวมชุดเหลืองตอบเป็นภาษาอังกฤษอย่างอ่อนโยนด้วยยิ้มสยามว่า "กู้ชาติจ้ะ"

 

     เขาดึงตัวป้าออกมาเพื่อสืบความให้มากขึ้น และซาบซึ้งกับจุดยืนของคุณป้ากับผองเพื่อนเป็นยิ่งนัก เพราะชีวิตนี้เขาไม่เคยเห็นการร่วมแรงร่วมใจปานฉะนี้มาก่อนในประเทศบ้านเกิด เขาจึงตัดสินใจทิ้งชีวิตคาวโลกีย์ และหันมาตักตวงกับการเรียกร้องทางการเมืองให้กับประเทศด้อยพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ไปพร้อมๆกัน

     วันแล้ววันเล่าแถวท้องสนามหลวง กับเสื้อสีเหลืองที่สกรีนภาษาที่เขาอ่านไม่ออก (แต่เมื่อเดินสวนกับคนไทย เขามักจะได้รอยยิ้มตอบกลับมาเสมอ) วันใดที่ลืมใส่ เขาก็จะได้ผ้าพันคอสีฟ้าหรือเหลืองแล้วแต่กรณี และผู้คนที่จริงใจ พร้อมแปลภาษาอังกฤษให้เขาฟัง แม้จะขาดๆหายๆไปบ้างก็ตามที

     จนกระทั่งวันที่ 26 สิงหาคม วันที่เขาฟังมาแบบเบลอๆว่า จะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ดาร์เรนตื่นเต้นสุดขีด วันนี้แล้วสินะที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศด้อยพัฒนาแห่งนี้ เปลี่ยนค่านิยมทางการเมืองอันสกปรกโสมม และกลับมาเชิดชูสถาบันเหนือเกล้าของชาวไทยให้น่าเทิดทูนดังเคย แต่ปฏิบัติการแรกที่เขาได้เข้าร่วมเมื่อราว 8 โมงเช้า คือการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์และยุติการออกอากาศ

     ไม่เพียงเท่านั้น เขาเห็นผู้ชายใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าสวมแว่นดูภูมิฐาน ถูกการ์ดของกลุ่มคนเสื้อเหลืองพาตัวออกไป ทั้งที่ตอนแรกเขาก็เห็นเพื่อนๆผู้ชุมนุมถ่ายรูปกับชายคนนี้อยู่ดีๆ (ท่าทางจะเป็นคนดังพอสมควร) แต่ทำไมอยู่ดีดีกลับโดนไล่เตะไล่ต่อย แถมยังเอาไม้ทุบกระจกรถแท็กซี่อีกต่างหาก "การชุมนุมแบบอหิงสา เขาทุบกระจกรถแท็กซี่กันด้วยหรือนี่ แล้วเขาชกต่อยคนอื่นแบบไม่มีเหตุผลแบบนี้ด้วยหรือเปล่านะ" ดาร์เรนเริ่มสงสัยในสิ่งที่เคยร่ำเรียนมาแบบงูๆปลาๆ

     ความคิดของเขาสับสน สับสน ตีกันยุ่งในหัวไปหมด เขามึนงงกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนั้น เขาเลื่อนลอยจนเพื่อนกลุ่มเสื้อเหลืองทักเขาหลายคน แม้แต่ตอนที่ได้มานั่งพักที่บริเวณ "ไวท์เฮาส์เมืองไทย" เขาก็ยังคงครุ่นคิดไม่หยุดหย่อน

     ยามดึก เขาเหลือบมองเห็นรถยนต์ของสำนักข่าวประเทศบ้านเกิด พร้อมกับ แดน เพื่อนซี้ที่เป็นผู้สื่อข่าว เขายังทำหน้าที่ได้เผ็ดร้อนเช่นเคย เสียดายที่ดาร์เรนไม่ค่อยมีโอกาสติดตามผลงานนัก จนลืมไปเลยว่า แดนเป็นคนรับผิดชอบเนื้อหาข่าวเกี่ยวกับภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในประเทศนี้

     เขารอจนแดนรายงานข่าวจบช่วง เพราะหลังจากนี้คงยังไม่เกิดความเคลื่อนไหวอะไรที่น่าสนใจถึงขั้นรายงานข้ามโลก ดาร์เรนเดินปรี่เข้าไปทักทาย แต่การตอบรับของแดนกลับเป็นสีหน้าสุดช็อค ที่แดนเฉลยว่า ตกใจที่เห็นเขาใส่เสื้อสีเหลืองนั่นเอง

     แดนพยายามอธิบายเรื่องราวทั้งหมดของกลุ่มเพื่อนเสื้อเหลือง ซึ่งช่างต่างจากสิ่งที่เขาได้ยินได้ฟังมาอย่างสิ้นเชิง พร้อมชวนให้เขาถอยห่างออกมาให้ดีที่สุด เพราะจะไม่เป็นการดีต่อสวัสดิภาพของตนเอง ถึงขั้นขู่ว่าอาจไม่เหลือชีวิตกลับไปที่บ้านก็เป็นได้!

     เอาแล้วปะไร ดาร์เรนปวดหัวจี๊ดแล้วคราวนี้.....

     เลยวันศุกร์มาแล้ว วันที่แดนคาดการณ์ว่ากลุ่มคนเสื้อเหลืองต้องเสื่อมสลายกลับบ้านไป ทว่าการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น ดาร์เรนเองก็แปลกใจเช่นกัน พร้อมๆกับค่อยๆถอยห่างออกมาเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ มองดูเกมการเมืองที่พลิกไปมาอย่างไม่อาจคาดเดาได้ 

     ตอนนี้แดนกลายเป็นที่ปรึกษาด้านข่าวสารให้กับดาร์เรน ส่วนหนึ่งคือการเปรียบเทียบความแตกต่างของสื่อท้องถิ่นและสื่อของบ้านเกิด ซึ่งยังความแปลกใจให้กับเขาอย่างยิ่ง เพราะสื่อท้องถิ่นเปลี่ยนท่าทีการนำเสนอข่าวแบบหน้ามือเป็นหลังมือหลังเหตุการณ์ "แก๊สน้ำตา" วันนั้น จากที่ด่ากลุ่มคนเสื้อเหลืองที่บุกสถานีโทรทัศน์ กลับมาเป็นการสนับสนุนอย่างสุดตัว และแน่นอนว่าภาพของกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่รุมทุบตีฝั่งตรงข้าม เขากลับต้องหาดูจากสื่อของประเทศฝรั่งเศส เพราะสื่อท้องถิ่นที่นี่ไม่มีภาพที่ชัดเจนของคนตายเลย น่าประหลาดใจนัก

     แกนนำคนที่ตัวอ้วนๆ ใส่แว่นคนนั้น ตอนนี้ถูกหมายจับข้อหากบฏพร้อมกับสหายอีก 8 คน แต่พวกเขากลับยังชุมนุมที่หน้า "ไวท์เฮาส์เมืองไทย" ได้ดังเดิม ทั้งที่ประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ห้ามชุมนุมเกิน 5 คนแล้วด้วย แต่ก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

     ไม่มีตำรวจสามารถบุกเข้าไปจับเขาได้ ดาร์เรนไม่รู้จะขำหรือจะโศกดี เมื่อได้ยินแกนนำกลุ่มคนเสื้อเหลืองให้สัมภาษณ์ว่า ต่อให้ผู้นำประเทศคนปัจจุบันออกจากตำแหน่งแล้ว พวกเขาก็ขอรอดูหน้าผู้นำคนใหม่ก่อน หากไม่พอใจเขาก็จะรวมพลขับไล่อีกครั้ง

     ประเทศบ้านเกิดของดาร์เรนไม่เคยมีใครเสนอความคิดในลักษณะนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการชุมนุมเพื่อรอดูหน้าผู้นำคนใหม่ หรือการเสนอว่าให้สัดส่วนผู้แทนมาจากการเลือกตั้งเพียงร้อยละ 30 โดยยังหาญกล้าเรียกอย่างเต็มปากว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย

     สงสัยนี่คงเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่แดนเคยเล่าให้เขาฟัง(พร้อมกับเสียงหัวเราะอย่างเสียดเย้ย) เพราะตอน 19 กันยาปีที่แล้ว ก็มีข้อเสนอเทือกๆเดียวกันมาก่อนนี่นะ แถมมาจากนักวิชาการในมหาวิทยาลัยเสียด้วย(ถึงตรงนี้แดนหัวเราะออกมาด้วยความสมเพช ชวนให้ดาร์เรนอดหัวเราะไปด้วยไม่ได้)

     เมื่อคืนเขาก็เพิ่งเปิดโทรทัศน์ดู เห็นแดนได้ไปสัมภาษณ์ผู้นำประเทศ แล้วก็ถูกชี้หน้าด่าหาว่าแดนไปดูถูกเขา ดาร์เรนสงสัยมากว่าแดนพูดอะไรไม่ถูกหูผู้นำประเทศนี้หรือ เขางงมาก แต่เมื่อแดนกลับมาเขาถึงได้รู้ว่า ภาพแบบนี้เคยเกิดมาแล้ว และแดนชินแล้ว ที่จะฟังผู้นำประเทศคนนี้นั่งโกหกตอแหลให้ฟัง "คราวก่อนตอแหลหนักกว่านี้เยอะ" แดนว่าอย่างนั้น

     เฮ้อ... ประเทศนี้มองไปทางไหนก็มืดแปดด้าน ไร้ทางออก ดาร์เรนกุมขมับ

     ความฝันสู่การพัฒนาทางความคิด การพัฒนาทางการเมือง คงต้องเททิ้งละลายแม่น้ำ... เปิดเพลงสวดศพให้สักรอบสองรอบพอเป็นพิธีซะดีมั้ย...

     ด้อยพัฒนาต่อไปเถิด..... ถ้าทุกอย่างยังมั่วซั่วแบบนี้

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "จดหมายสะกิดสังคม"
ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 (1 มิถุนายน - 16 สิงหาคม 2549)

บทความนี้เป็นงานแรกที่เขียนในชีวิตมหาวิทยาลัย
เนื้องานโดยรวมคืออาจารย์ให้หาข่าว แล้วเขียนวิจารณ์ข่าวโดยใช้เรื่องที่เรียนไป
(ตอนนั้นเรียนไปแค่ สองอาทิตย์)
เพราะฉะนั้น ถ้าประเด็นมันดูเอาท์ๆ เก่าๆ ก็โปรดเข้าใจว่า
"เอาของเก่ามาอู้ในบล็อก" ละกันนะ

สิ่งที่ surprise มากก็คือ
บทความนี้ถูกเรียกเป็นตัวแทนภาควิชา ไปพรีเซนต์หน้าชั้น
(ตอนพรีเซนต์ ทุกอย่างที่เขียนกลายเป็น "ภาษาพูด" เกือบหมด 55+)

และหลังจากพรีเซนต์เสร็จ มีผู้หญิงมาบอกว่าชอบ 2 คน... พร้อมๆกัน
(อืม... นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่า "หลงผิด" ฮ่ะๆ)

ตอนนี้เธอสองคนนั้นก็ "ตาสว่าง" กันไปนานแล้วล่ะ
ไม่ต้องถามนะ ว่าตอนนี้เป็นไง (หุหุ)


ถึงแม้ว่าข่าวนี้ จะเป็นข่าวเก่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ที่ผมหยิบข่าวนี้มาอภิปรายเนื่องจากคิดว่า กระแส "เกาหลี" ยังไม่จางหายไปจากสังคมไทยในตอนนี้เสียทีเดียว นับตั้งแต่วัฒนธรรม "เกาหลี" เข้าสู่สังคมไทยมา...

     ตามเนื้อข่าวระบุว่า คนไทยไปเที่ยวเกาหลี(ใต้)มากขึ้น หลังจากที่ซีรี่ส์ชื่อดัง "แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง" เข้าฉายในประเทศไทยได้ไม่นาน และได้รับความนิยมจากผู้ชมชาวไทยในเวลาอันรวดเร็ว และไม่ได้เป็นการท่องเที่ยวธรรมดา แต่เป็นการจัดทัวร์ "ตามรอยแดจังกึม" เลยทีเดียว โดยมีจุดขายอยู่ที่ แดจังกึม ฟิล์ม ปาร์ค  สถานที่ถ่ายทำซีรี่ส์เรื่องดังกล่าว

     กระแสเกาหลีเข้ามาในประเทศไทยจากภาพยนตร์และซีรี่ส์ทางโทรทัศน์ โดยเรื่องที่โด่งดังจนสามารถปลุกกระแสเกาหลีให้ดังเทียบเท่ากระแสญี่ปุ่นได้คือภาพยนตร์เรื่อง My Sassy Girl หรือ "ยัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยมเจี้ยม" และซีรี่ส์โทรทัศน์เรื่อง Winter Love Song หรือ "เพลงรักในสายลมหนาว" โดยเฉพาะเรื่องหลังที่ทำให้เกาะนามิ สถานที่ถ่ายทำซีรี่ส์เรื่องนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังและเป็นที่นิยมขึ้นมาแทบจะในทันที จากข้อมูลในข่าวที่ผมยกมา

     หลังจากนั้นทั้งภาพยนตร์เกาหลีและซีรี่ส์เกาหลีก็ทยอยนำเข้ามาฉายในประเทศไทยในอัตราทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระแสเริ่มคงตัว ก็มีกระแสความนิยมนักร้องของเกาหลีเข้ามาอีก หลังจากที่สังคมไทยเคยคลั่งไคล้นักร้องของญี่ปุ่นมามากอยู่พักหนึ่ง  ยกตัวอย่างนักร้องที่โด่งดังของเกาหลีได้แก่ Seven และ Rain โดยเฉพาะ Rain นั้นเป็น 1 ใน The Time 100 ที่จัดโดยนิตยสาร Time ของปีล่าสุดอีกด้วย

     และสิ่งที่ทำให้กระแสเกาหลีพุ่งขึ้นสูงอีกครั้งก็คือซีรี่ส์ "แดจังกึม" นี่เอง

     จากกระแสความนิยมในผลผลิต ผลิตภัณฑ์ และสื่อของเกาหลีทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ดาราศิลปินนักร้อง และอาหาร  ผมวิเคราะห์ได้ว่านี่คือทุนทางวัฒนธรรมที่เกาหลีได้ทุ่มงบในการลงทุนเพื่อสร้างทุนทางวัฒนธรรมด้วยเม็ดเงินมหาศาล...

     สังเกตได้ว่าสื่อบันเทิงทั้งด้านเพลง ละคร และภาพยนตร์ของเกาหลีนั้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ แต่เป็นสื่อคุณภาพ ที่เห็นได้ชัดก็คือละครและภาพยนตร์ ที่ได้วางรากฐานอย่างเข้มแข็งจากในประเทศตัวเองก่อนด้วยการกำหนดอัตราเข้าฉายของภาพยนตร์เกาหลีให้มากกว่าภาพยนตร์ฮอลลีวูด แต่ว่าการกำหนดอัตราการฉายเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถจูงใจคนให้ดูหนังเกาหลีมากกว่าหนังฮอลลีวูดได้  ถ้าหากภาพยนตร์เกาหลีเองไม่เชิญชวนให้ผู้ชมเข้าไปดู

     ดาราเกาหลีส่วนใหญ่เป็นดาราคุณภาพ เล่นบทได้หลากหลายซับซ้อน  ดาราชายบางคนเรื่องหนึ่งเล่นเป็นนักเลงใจโหด แต่อีกเรื่องกลับกลายเป็นหนุ่มสมองพิการ และดาราสาวอีกคนเรื่องหนึ่งเล่นเป็นสาวง่อย แต่อีกเรื่องกลับกลายเป็นสาวใหญ่กระดังงาลนไฟ  หากไม่ใช่ดาราคุณภาพจริงๆ การเล่นบทที่แตกต่างกันสุดขั้วแบบนี้ให้ดีได้ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ "โคตรยาก"

     ในด้านงานสร้าง บทภาพยนตร์เองก็ต้องเคี่ยวให้ได้คุณภาพไม่แพ้กัน มีภาพยนตร์เกาหลีหลายเรื่องที่ไปได้รางวัลมาจากสถาบันหรือเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆทั่วโลกได้ (เช่นเรื่อง Old Boy ของ Park Chan-wook)

     ทุนทางวัฒนธรรมจากสื่อเหล่านี้ ทำให้ประเทศมีรายได้มากมายจากการขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และซีรี่ส์คุณภาพเหล่านี้  และหากไม่ได้ลงทุน ทุ่มทุนเพื่อสร้างสินค้าเหล่านี้ให้มีคุณภาพเพียงพอให้ต่างชาติไว้ใจ  ทุนวัฒนธรรมของเกาหลีก็จะไม่เกิด...

     เมื่อสินค้าคุณภาพเหล่านี้สามารถซื้อใจผู้ชมได้แล้ว ผลพลอยได้อื่นๆก็ตามมาเป็นทวีคูณ  ทั้งภาพลักษณ์ที่ดีของสื่อบันเทิงเกาหลี สินค้าเกาหลี อาหารเกาหลี รวมไปถึงรายได้จากการท่องเที่ยวอีกด้วย.. เพราะในละครหลายเรื่องใช้ทิวทัศน์ของเกาหลีได้อย่างคุ้มค่า งดงาม ติดตาตรึงใจผู้ชม เชิญชวนให้ผู้ชมอยากไปสัมผัสสถานที่จริง และการใช้สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หรือละครที่โด่งดังเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ (ดังเช่นกรณีของเกาะนามิใน Winter Love Song และ แดจังกึม ฟิล์ม ปาร์ค ของ แดจึงกึม จอมนางแห่งวังหลวง) ก็ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเทียวต่างชาติมากขึ้น

     การแพร่กระจายวัฒนธรรมทางสื่อนี้มีอิทธิพลมากมายเกินกว่าจะอธิบายได้.. เพราะเหมือนอย่างคราวที่วัฒนธรรมญี่ปุ่นบูมในไทย ก็มีวัยรุ่นคลั่งไคล้นักร้องญี่ปุ่น มีนิยายญี่ปุ่นมาแปลวางขาย มีคนทำทรงผมแบบชาวญี่ปุ่น เรียนภาษาญี่ปุ่น ทานอาหารญี่ปุ่น ฯลฯ

     ในกรณีของเกาหลีเองก็ไม่ต่างกันมากนัก เพราะนอกจากละครและซีรี่ส์เกาหลีที่ฮิตมากๆแล้ว ยังมีอาหารเกาหลี นิยายเกาหลี สินค้าเกาหลี  แม้แต่ชุดของเด็กเล็กๆที่ออกแบบมาจากชุดฮันบกของเกาหลีก็ยังมี!

     เมื่อกลับมาคิดถึงประเทศไทย.. ทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทยนั้นมีไม่มากเหมือนญี่ปุ่นกับเกาหลี  และถึงแม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าการเผยแพร่วัฒนธรรมทางสื่อนั้นมีอิทธิพลเพียงใด แต่ผลิตภัณฑ์ทางสื่อของไทยนั้นกลับแทบจะย่ำอยู่กับที่ ทั้งละครที่มุ่งเจตนาขายเรือนร่างของดาราสาว ขายเนื้อเรื่องพล็อตเรื่องน้ำเน่าเดิมๆ ผู้สร้างภาพยนตร์ไม่รวมตัวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันแต่กลับแตกความสามัคคี แยกพรรคแยกพวกแยกค่าย ตัวใครตัวมัน

     น่าอายไหม? ประเทศเรามีอะไรขายได้มากมายตั้งเยอะตั้งแยะ แต่ไม่ได้เอาออกไป "ขาย" ให้เกิดผลประโยชน์แก่ชาติ มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและสถาปัตยกรรมที่ล้ำค่า แต่กลับไม่ได้ใช้สื่อในการสร้าง "ทุนวัฒนธรรม" ที่ดีให้กับชาติได้คุ้มค่าเพียงพอ กลับกลายเป็นว่าชาวตะวันตกรู้จักประเทศเราแต่อะโกโก้ โคโยตี้ โสเภณี  และละครกับภาพยนตร์ของเราก็ย่ำอยู่กับที่ ใครทำอะไรแล้วฮิตก็ทำตามเขาไปหมด

     ใครจำได้ไหม? ตอน "สตรีเหล็ก" ฮิตก็มีแต่หนังขายกะเทยตามกันออกมาให้ควั่ก

     ใครจำได้ไหม? ตอน "ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ" ดังทะลุร้อยล้าน ก็มีแต่หนังผีตามกันออกมาเต็มพรืด  แถมที่น่าอายที่สุด เราดันไปก๊อปปี้ผีมาจากหนังญี่ปุ่นหนังเกาหลีเสียอีก...

     และใครจำได้อีกไหม? ที่ช่วงหนึ่ง หนังไทยมีแต่หนังตลกตีหัวเข้าบ้าน หวังจะเอาเงินไปวันๆ และคุณภาพห่วยแตกสิ้นดี!!!

     แล้วกระทรวงวัฒนธรรมทำอะไรที่จะ "ขาย" ของดีดีในบ้านเราออกไปให้ต่างชาติรับรู้บ้างนอกจากการมานั่งตามเซนเซอร์บุหรี่ เหล้า และภาพศิลปะในภาพยนตร์ ละคร โทรทัศน์  แทนที่จะมานั่งทำอะไรที่งี่เง่า ไร้เหตุผลด้วยการทำลายงานศิลปะ และรุกล้ำสิทธิส่วนตัวผู้อื่นด้วยการเซนเซอร์ที่น่าเกลียดอย่างที่ได้กล่าวไปในจย่อหน้าที่แล้ว กระทรวงนี้ที่ตั้งขึ้นมาใหม่หลังจากถูกยุบไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ได้ทำอะไรอันควรค่าแก่การคงอยู่เป็น "กระทรวง" ไปแล้วบ้างเล่า?

     แทนที่กระทรวงวัฒนธรรมจะคอยสนับสนุนการขายของดีดีในประเทศเราให้ออกสู่สายตาชาวโลก กลับเอาเวลามานั่งทำเรื่องไร้เหตุผลและไร้ประโยชน์เช่นการเซ็นเซอร์บุหรี่ (ถามจริงๆเถอะ ใครมันจะดูว่าไอ้ที่เบลอๆแล้วมีควันออกมาตรงปากมันคือกูลิโกะป๊อกกี้บ้าง?)

     ถึงตอนนี้ ผมก็ยังคงเฝ้ารอครับ... วันที่ชาติบ้านเมืองเราจะโด่งดังในสายตาชาวโลก ในด้านที่ไม่ได้ขายแต่อะโกโก้ โคโยตี้ และโสเภณี... การใช้สื่อประชาสัมพันธ์ชาติทำได้ตลอดเวลาครับ ถ้าหากดูเกาหลีเป็นตัวอย่าง  ประเทศไทยไม่ได้มีแต่เรือพระที่นั่ง ไม่ได้มีแต่วัดพระแก้ว มีอย่างอื่นอีกมากมายที่โปรโมตได้โดยไม่ต้องรองานใหญ่ งานระดับชาติ หรืองานระดับโลกแต่อย่างใด

     เอาแค่ละครทีวีหรือภาพยนตร์แหละครับ มีหลายเรื่องที่น่าจะเชิดชูคุณภาพและภาพลักษณ์ของเราได้มากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ส่วนทีไม่ดีมันยังมีมากกว่า เท่านั้นเอง... 

     ปลาเน่าเยอะกว่าปลาดี ยังไงก็มีกลิ่นครับ ต่อให้ปลาดีจะเป็นปลาโคตรเกรดเอก็ตาม...

edit @ 28 Jun 2008 03:54:00 by nanoguy