thai

Nanoguy's decade TOP10 about THAI CINEMA

posted on 02 Jan 2010 19:20 by nanoguy in Movies

บล็อกที่แล้ว (เลื่อนไปด้านล่าง หรือ http://nanoguy.exteen.com/20100101/nanoguy-s-top10-of-the-decade) เพิ่งจัดหนังในดวงใจรอบทศวรรษ 2000-2009 ไป แต่ว่าเพราะเป็นช่วงปีใหม่ จิตใจยังว่างอยู่ ก็เลยหันมาจัดชาร์ต หนังไทยในรอบทศวรรษ ด้วย เพื่อความสนุกสนาน (โดยโปรเจ็คต์ต่อไป จะลองปวดหัวเลือก การแสดงในรอบทศวรรษของหนังไทย ทั้งชายหญิง ดู ตอนนี้ยังปวดหัวกับการแสดงฝ่ายหญิงอยู่ เพราะเข้ารอบมาตอนนี้ 46 คน!)

ลิสต์นี้จะไม่รวม กอด และ สัตว์ประหลาด! เพราะติดชาร์ต decade ใหญ่ไปแล้ว ถือว่าหนังไทยสองเรื่องนี้ยังไงก็ติดชาร์ตหนังไทยโดยปริยาย จึงไม่ขอกล่าวซ้ำอีก
(This list excluded Handle Me with Care and Tropical Malady because those films are listed in The Decade List already. Let their absence means that they are in this list, too.)


หนังที่ตกรอบไปก่อนก็มี เด็กหอ(Dorm, ทรงยศ สุขมากอนันต์), เปนชู้กับผี(The Unseeable, วิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง), พลอย(Ploy, เป็นเอก รัตนเรือง), คน ผี ปีศาจ(Evil, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุึล) และ The Truth Be Told: The Cases Against Supinya Klangnarong(พิมพกา โตวิระ)

10(+3) หนังไทยแห่งทศวรรษ/10(+3) Thai Film if the 2000s
(listed in Thai alphabetical order)

Slice เฉือน
เฉือน (ก้องเกียรติ โขมศิริ, 2552)
Slice (Kongkiat Komesiri, 2009)

A Mysterious Object at Noon ดอกฟ้าในมือมาร
ดอกฟ้าในมือมาร (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, 2543)
A Mysterious Object at Noon (Apichatpong Weerasethakul, 2000)


The Sian Renaissance ทวิภพ
ทวิภพ (สุรพงศ์ พินิจค้า, 2547)
The Siam Renaissance (Suraphong Pinijkhar, 2004)

ฺBangkok Dangerous เพชฌฆาตเงียบ:อันตราย
บางกอกแดนเจอรัส เพชฌฆาตเงียบ:อันตราย (อ๊อกไซด์ แปง ชุน/แดนนี่ แปง, 2543)
Bangkok Dangerous (The Pang Brothers, 2000)


Citizen Juling พลเมืองจูหลิง
พลเมืองจูหลิง (สมานรัชฏฺ กาญจนวณิชย์/มานิต ศรีวานิชภูมิ/ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ, 2552)
Citizen Juling (Ing K/Manit Sriwanitchapoom/Kraisak Choonhavan, 2009)


Dear Dakanda เพื่อนสนิท
เพื่อนสนิท (คมกฤษ ตรีวิมล, 2548)
Dear Dakanda (Komkrit Treewimol, 2005)


Wonderful Town เมืองเหงาซ่อนรัก
เมืองเหงาซ่อนรัก (อาทิตย์ อัสสรัตน์, 2551)
Wonderful Town (Aditya Assarat, 2008)


October Sonata รักที่รอคอย
รักที่รอคอย (สมเกียรติ วิทุรานิช, 2552)
October Sonata (Somkiat Vidhuranij, 2009)


The Love of Siam รักแห่งสยาม
รักแห่งสยาม (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล, 2550)
The Love of Siam (Chookiat Sakveerakul, 2007)


Last Life in the Universe เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล
เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล (เป็นเอก รัตนเรือง, 2546)
Last Life in the Universe (Pen-ek Ratanaruang, 2003)


Syndromes and a Century แสงศตวรรษ
แสงศตวรรษ (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, 2549)
Syndromes and a Century (Apichatpong Weerasethakul, 2006)


Citizen Dog หมานคร
หมานคร (วิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง, 2547)
Citizen Dog (Wisit Sasanatieng, 2004)


The Judgment ไอ้ฟัก
ไอ้ฟัก (พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์, 2547)
The Judgment (Pantham Thongsang, 2004)

 

Poster 
 
เนื่องจากหนังเพิ่งออกแผ่นลิขสิทธิ์มาเมื่อเร็วๆนี้ ก็เลยขอเอามาลงบล็อกกันเน่าเสียหน่อยดีกว่า
หนังเขาดีจริงๆนะครับ เสียดายที่ตัวเลขรายได้ต่ำมาก 
 
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 756
(ปักษ์แรก สิงหาคม 2552)


* ชื่อบทความ "สนามเด็กเล่น(แห่งใหม่)ของเด็กชาย"
จงใจตั้งให้คล้องกับบทวิจารณ์ของ ชาคร ไชยปรีชา ที่เขียนถึงภาพยนตร์เรื่อง อสุจ๊าก
ซึ่งตั้งว่า "สนามเด็กเล่นของเด็กชาย" *
 



    
ผมเพิ่งได้ดู อสุจ๊าก เป็นครั้งแรกก่อนลงมือเขียนบทความนี้ไม่นาน และมันช่วยให้ผมเห็นภาพรวมหลายๆอย่างของผู้กำกับที่ชื่อทวีวัฒน์ วันทา มากขึ้น (ถึงจะยังไม่ได้ดูหนังสั้น-หนังยาวอันว่าด้วย ขุนกระบี่ฯ ของเขาเลย) อย่างน้อยก็มากกว่าแค่การดูหนังสั้นต้นเรื่องของอนุบาลเด็กโข่งที่ชื่อ หัวหน้า
      คงเป็นเพราะหนังสั้นเรื่องหัวหน้าต้องทำในโครงการชวนเด็กดูหนัง ของ สสส. ซึ่งข้อจำกัดแน่นอนว่าไม่ได้มีแค่ความยาวราวๆ 25 นาทีแน่ แต่เนื้อหาของหนังบางส่วนอาจจะถูกตัดตอนออกไปเสียก่อนเพราะมีใครบางคนเห็นว่าไม่เหมาะสมหากจะสร้างให้เด็กดู(อันนี้เป็นแค่ความคิดเพ้อเจ้อและเจืออคติของผมเองล่ะกระมัง) เพราะแค่ที่ตัวหนังสั้นออกมานี้ ในเอกสารประชาสัมพันธ์เมื่อหนังมาฉายในกรุงเทพฯ หลังไปฉายที่อื่นมา 3-4 แห่ง ความเห็นของนักวิชาการกับผู้ปกครองที่ถูกคัดเลือกมาต่างก็ตั้งคำถามถึงความรุนแรงของฉากแอ็คชั่นที่ใช้ ซึ่งเป็นไปในรูปแบบเกินจริง
      พล็อตส่วนหนึ่งที่เติมมาในหนังใหญ่อย่างชัดเจนคือตัวละครที่ชื่อ ออม(คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์) คือแน่นอนว่าอาจเป็นเหตุผลเรื่องการตลาดสวยๆส่วนหนึ่ง แต่เมื่อหนังมีเรื่องของการตกหลุมรัก และก้อนความคิดในแบบของวัยรุ่นโผล่เข้ามา ก็เห็นชัดว่าหนังดูสมบูรณ์ขึ้น นอกเหนือจากการเพิ่มแง่มุมของเรื่องราวในส่วนอื่นๆ เช่น การเป็นหัวหน้า และ ที่มาของการเป็น “เด็กโข่ง” โดยเฉพาะประการแรกที่ดูเบาบางมากๆในตัวหนังสั้น ทั้งที่ตั้งชื่อเสียชัดเจนว่า “หัวหน้า” แท้ๆ แต่กลับไปเล่นเรื่องของมิตรภาพและความเป็นเพื่อนมากกว่า
      แล้วจริงๆ อนุบาลเด็กโข่ง ก็เป็นเสมือนภาคต่อของ อสุจ๊าก อยู่กลายๆ เพราะท่าทีของหนังที่ทำตัวเสมือนสนามเด็กเล่นของเด็กชายเหมือนกัน เพียงแต่ลดวัยจากวัยรุ่นห่ามๆที่หมกมุ่นในเรื่องเซ็กส์ ลงมาเป็นเด็กวัยอนุบาลที่กำลังเริ่มแก่แดดแก่ลมแทน
 
 Gypsie

      โอม(นพฤทธิ์ สุริวงศ์) กับ สุทิน(พุฒิพงษ์ ศรีวัฒน์) อาจเป็นตัวแทนของเด็กชายในสังคมไทย –อย่างน้อยก็ในสายตาของทวีวัฒน์- ที่ต่างช่วงวัยกัน แต่ทั้งสองมีเป้าประสงค์เดียวกันชัดเจนนั่นคือเรื่องของความโด่งดังมีชื่อเสียง และเรื่องการคว้าหัวใจของหญิงที่ตัวเองหมายปอง ซึ่งกรณีของอสุจ๊ากนั้นหนังไปสุดทางกว่าเพราะวางตัวเองไว้เหนือจริงอย่างสุดขั้ว ตอนจบพระเอกจึงได้มีเซ็กส์กับนางเอกเพื่อช่วยโลกที่กำลังจะย่อยยับ และวันต่อมาคงได้แถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการว่าคบหาดูใจกันอยู่ อะไรทำนองนั้น ทิ้งความฝันเรื่องวงร็อคไปเสียสนิท
      ในขณะที่โอม หัวหน้าแก๊งคิงคอง เป้าหมายอยู่แค่การยึดครองดินแดนของแก๊งอื่นในตำบล(ไม่ได้อยากดังไปคับประเทศ เพราะเขาก็เป็นแค่เด็กอนุบาลอยู่ดี ถึงจะโข่งขนาดไหนก็ตาม) ก่อนที่จะมีออมก้าวเข้ามาในชีวิตแบบไม่ทันตั้งตัวและดูเหนือจริงแบบสุดเว่อร์ (เธอมาทำอะไรในสะพานของหมู่บ้านที่กันดารเกินกว่าเครื่องแบบโรงเรียนนานาชาติของเธอ?) ยิ่งกับพฤติกรรมที่เธอแสดงออกกับโอม แม้จะอยู่บนพื้นฐานว่ากำลังประชดชีวิตกับผู้ชายอีกคน ก็ยังดูเหนือจริงสุดๆอยู่ดีที่เธอจะทั้งไปคาราโอเกะ ถ่ายรูปสติกเกอร์คู่กับเขาไปอวดคนอื่น และทำดีด้วยต่างๆชนิดที่คนดู(แน่นอน เพศชาย)ได้แต่อิจฉาอ้าปากค้าง แถมยังไม่ใคร่จะระแคะระคายในพฤติกรรมที่เด็กเกินเหตุของพระเอกเสียอีก
      ทั้งที่เรื่องราวลดอายุลงไปสู่จักรวาลของเด็กอนุบาล แต่เห็นได้ชัดว่าทวีวัฒน์นั้น “นิ่ง” ขึ้นในการทำหนัง (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับความพลุ่งพล่านสุดโต่งใน อสุจ๊าก) มีประเด็นหลายอย่างที่เติมมาจากหนังสั้น และเมื่อออกมาเป็นหนังใหญ่มันได้ช่วยให้เรื่องราวสมบูรณ์ขึ้น ราวกับว่านี่แหละคือเรื่องที่เขาอยากเล่าตั้งแต่ตอนรับโจทย์หนังสั้นเรื่องนี้มาตอนแรก
      ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นเหมือนสุทิน เป็นเด็กอนุบาลเหมือนโอม ต่างก็เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่ความต่างมีแค่ความทะเยอทะยานของเด็กอนุบาลอย่างโอมนั้น จะแลดูเพ้อฝันเกินจริงไปบ้าง ซึ่งก็ไม่ได้ผิดแผกอะไรกับชีวิตคนเรา สมัยเราอยู่อนุบาลเราก็เพ้อฝันอะไรไปเรื่อยเปื่อยเพราะยังไม่ทันได้เผชิญกับความโหดร้ายของโลกมนุษย์กันนัก

sweet
ฐานทัพ
 
      ความเพ้อฝันตรงนี้เลยถูกตีความเสนอภาพออกมาเป็นฐานทัพของแก๊งต่างๆที่สถาปนาอำนาจของตัวเองตามจุดต่างๆ ยิ่งแก๊งไหนคนเยอะหรือกิตติศัพท์เลื่องลือมากเท่าไร ภาพที่ปรากฏในหนังก็ยิ่งโหดและเหนือจริงมากเท่านั้น (โดยเฉพาะการปรากฏของฐานทัพแก๊งแพนด้า ที่เหมือนเป็นกองกำลังแบ่งแยกดินแดนก็มิปาน) แต่เมื่อถึงฉากแอ็คชั่น ท่ามกลางความสวิงสวายและโหดเกินจริง กลับแทรกซึมอยู่ด้วยความน่ารักไร้สาระแบบเด็กๆ เช่นการรบกันด้วยการล้อชื่อพ่อชื่อแม่ การดักเด็กโง่ด้วยขนมกรุบกรอบ ความโหดร้ายของการท่องสูตรคูณ และความน่าอับอายของการถ่ายหนักในโรงเรียน ทำให้อนุบาลเด็กโข่งมีกลิ่นอายแบบแฟนฉันอยู่ในตัว ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้
      แต่สิ่งที่ทำให้การรำลึกย้อนวัยเด็กของหนังเรื่องนี้ไปไกลกว่าแฟนฉัน ทั้งๆที่แฟนฉันล่วงเข้าวัยประถมแล้วด้วยซ้ำ ก็เพราะหนังหยิบเอาเรื่องเล็กๆในวัยอนุบาลมาขยายเพื่อเล่าเรื่องของผู้ใหญ่ได้แบบเนียนๆ เนียนชนิดที่ว่าตอนดูเราไม่ต้องคิดไปในทางนั้นเลยก็ยังได้ แค่ดูเป็นหนังเด็กสนุกๆขำๆ(หรืออาจไร้สาระไปเลยสำหรับบางคน)เรื่องหนึ่ง เช่นการแบล็คเมล์ด้วยรูปถ่าย ผ่านตัวละครเด็กหญิงลึกลับพร้อมผ้าปิดตาที่ชื่อจำเนียร(กัจนฐานิยา ศรีโรจน์วัฒนะ)
      การดำเนินเรื่องตรงช่วงนี้ในหนังสั้นออกจะรีบๆไปหน่อย คงเป็นเพราะปัจจัยเกี่ยวกับเวลาที่ทำให้ซับซ้อนมากไม่ได้ ก็คือจำเนียรไปแอบถ่ายรูปโอมตอนกำลังถ่ายหนักในห้องน้ำ แล้วขู่จะเอาไปประจานถ้าไม่ยอมรับเข้าแก๊งคิงคอง จนโอมต้องยอมแหกกฎของแก๊งที่จะไม่รับสมาชิกผู้หญิงเพราะกลัวอับอาย แล้วเมื่อเข้าเป็นสมาชิกก็เกิดความขัดแย้งขึ้นเพราะเด็กโคตรโข่งอย่างไอ้ลูกหมี(ณัฐวุฒิ ศรีหมอก) ดันกระชากโซ่ออกมาเรียนได้ จำเนียรเลยใช้โอกาสนี้ไต่เต้าทางอำนาจ ซึ่งในเวอร์ชั่นหนังใหญ่ไม่ได้มีแค่เรื่องโอมแอบไปเข้าห้องน้ำด้วย เพราะโอมดันไปกิ๊กกั๊กกับออม ทั้งที่ตัวเองตั้งกฎว่าสมาชิกแก๊งห้ามมีแฟน ช่วยเพิ่มมิติความซับซ้อนได้ดีทีเดียว
 
จำเนียร
 
      คำพูดประจำตัวของออมที่ชอบถามโอม(และคนดู)แบบเซอร์ๆแถมไม่มีคำตอบให้อย่าง “ชีวิตคืออะไร” เหมือนจะกลายเป็นธีมของหนังไปโดยปริยาย ถึงจะขัดๆไปบ้างว่าวุฒิภาวะของเด็กอนุบาลอย่างโอมจะเข้าใจความหมายเชิงปรัชญาของประโยคนี้หรือไม่ แต่คนดูส่วนใหญ่น่ะเข้าใจแน่ เพียงแต่ไม่เข้าใจว่ายัยออมจะมาปรัชญาอะไรกันมากมาย(ฮา) เพราะไม่ใช่แค่ถามโอมแต่ออมยังถามตัวเองอยู่กลายๆด้วยว่าฉันควรทำอะไรกันแน่ บางทีเธออาจจะเริ่มเซ็งแล้วที่ต้องควงผู้ชายหน้าตาแย่ๆ(เหมือนอารมณ์ประชดแฟนเก่าตอนแรกเริ่มได้จางๆลงไปแล้ว) พอรู้ความจริงก็เลยได้ทีหนีหายตายจากไปเสียเลย
      เช่นเดียวกับโอมที่เหมือนจะได้รู้อะไรบางอย่างจากประโยคนี้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะจริงๆคาแรคเตอร์เด็กโข่งของโอมนี้มีความก้ำกึ่งระหว่างความเป็นเด็กอนุบาลและวัยรุ่นอยู่เหมือนกัน ถึงรสนิยมความคิดความอ่านจะกระเดียดไปในทางอนุบาลสุดๆ(สังเกตได้ในฉากเลือกเสื้อให้ออม) แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่คาบเกี่ยวเกินวัยอนุบาล ไหนจะการที่ไปหลงรักออมอย่างถอนตัวไม่ขึ้น การดูต้นทางตำรวจให้แม่ตอนเล่นไพ่ หรือกิจกรรมอื่นๆที่โดนออมลากไปทำเขาก็ยังพอจะเนียนๆไปได้
     ตัวละครอีกตัวที่หนังเสริมเข้ามาให้เนื้อหาแน่นขึ้น คือ จอน รองหัวหน้าแก๊ง(เศรฐวุฒิ มนัสปิติสุข) ที่กลายเป็นตัวจุดความขัดแย้งหลักของเรื่องเลยก็ว่าได้ (นอกจากออมกับจำเนียรที่เป็นตัวละครเพศหญิง) และดูจะเป็นตัวละครที่ถูกกระทำที่สุด เพราะระหว่างที่เรื่องดำเนินไปกับตัวละครใหม่อีกตัวคือ พี่อู๊ด(ธีรชาติ ธีราวิทยางกูร – พี่อู๊ด เป็นต่อ) ที่คอยยุแยงตะแคงรั่วให้โอมละทิ้งความเป็นเพื่อนสนิทกับจอน แต่ต้องทำตัวให้สมกับเป็น “หัวหน้า” คือให้แข็งกร้าวดุดันและเผด็จการ เมื่อโอมค่อยๆซึมซับแนวคิดทำนองนี้ไปเรื่อยๆ เขาก็ค่อยๆเห็นความสำคัญของมิตรภาพลดน้อยลง
      จอนลาออกไปเข้าแก๊งแพนด้าซึ่งเป็นแก๊งใหญ่ในตำบลข้างๆ เพราะทนไม่ได้ที่โอมต้องยอมให้จำเนียรโดยไม่ชี้แจงเหตุผล(และเอาเผด็จการเข้าว่าอยู่ตลอดในพักหลัง เพื่อปกปิดเรื่องน่าอับอายของตัวเอง) โดยเฉพาะเมื่อจำเนียรได้ตำแหน่งรองหัวหน้าไป เพราะชนะพนันที่สามารถจัดการไอ้ลูกหมีได้โดยไม่ต้องใช้กำลังอะไรเลย ซึ่งในระหว่างนั้นคำพูดของพี่อู๊ดก็ยังค่อยๆกัดเซาะหลอกหลอนเราอยู่เรื่อยๆทั้งเรื่อง และชักนำให้คนดูไขว้เขวอยู่ตลอด
      ตัวละครพี่อู๊ดก็คือผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักโต (แม้จะนำเสนอแบบโจ่งแจ้งแข็งทื่อเกินไปหน่อย เหมือนกับเสียง voiceover ของหนังที่พากย์โดยน้าต๋อย เซมเบ้) ที่คอยอ้างตลอดว่าเคยเกรียงไกรแค่ไหนกับการเป็นหัวหน้าแก๊งคิงคองที่เด็ดเดี่ยว พร้อมๆไปกับปรามาสเพื่อนพ่อของโอม(ที่หน้าเหมือนโอมกว่าพ่อแท้ๆซะอีก)ว่าขาดความเด็ดขาด อยู่ดีดีก็กลายเป็นคนอ่อนแอปวกเปียก จนไม่สามารถสร้างตำนานยึดตำบลเบ็ดเสร็จได้ ทั้งที่พี่อู๊ดก็รู้ตัวตลอดนั่นแหละ ว่าคนอื่นที่เขาเลิก “อิน” กับเรื่องของแก๊งและการละเล่นแบบเด็กๆนี้ต่างก็ไปทำอาชีพอะไรที่ดูดีกว่าการเปิดร้านขายของ แล้วก็พูดหลอกเด็กไปวันๆ หรือจะพูดให้แรง คือคนอื่นเขาเลิกอินกับศักดิ์ศรีโง่ๆกันไปนานแล้ว – บางทีความคับแค้นที่ตัวเองต้องตกอับอยู่อย่างนี้ ผลักดันให้เขาพยายามจะสร้างเด็กที่โตขึ้นจะตกอับเหมือนเขาก็ได้
 
จอน 

      ตัวละครพี่อู๊ด ก็เหมือนเป็นภาคขยายของวัยรุ่นไม่รู้จักโตจากอสุจ๊าก ส่วนน้องออมผู้น่ารักก็เหมือนเป็นอีกร่างของแลมมี่ นางแบบสาว ที่ทำตัวเหมือนประชดชีวิตโดยลดตัวลงไปหาผู้ชายหน้าตาแย่ๆเหมือนกัน (ในกรณีืที่แลมมี่ เจอหน้าตาอาจไม่แย่มาก แต่นิสัยนั้นหมกมุ่นในกามสุดๆจนไม่น่าจะมีใครรับพฤติกรรมได้) สำหรับเรื่องของโอมกับออม ก็เป็นตัวช่วยให้เห็นกันชัดๆว่าโลกของเด็กอนุบาลกับเด็กวัยรุ่นต่างกันแค่ไหน แต่อีกด้านหนึ่ง บางทีโลกของผู้ใหญ่มันก็ไร้สาระไม่ต่างกับโลกของเด็กอนุบาลยังไงชอบกล
      ถึงหนังจะจบแบบแผ่วๆไปหน่อย เพราะท่าทีสั่งสอนเรื่องคุณค่าของมิตรภาพ, ความปรองดอง และไปจนถึงการทำตัวให้สมกับเป็น “หัวหน้า” (กับเสียง voiceover ของน้าต๋อยที่เริ่มจะกลายเป็นน่ารำคาญ) มันก็ชวนให้นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศเราตลอดช่วงที่ผ่านมาอย่างไรบอกไม่ถูก ซึ่งที่ประหลาดมากคือหนังไม่ได้มีสัญลักษณ์หรือคำพูดในทำนองสีเหลืองหรือสีแดงโผล่มาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
      สงสัยเพราะคนพวกนั้นจะเหมือนเด็กโข่งเกินไปล่ะมั้ง เลยทำผมเริ่มเพ้อเจ้อ 


น้องยิปซีที่รัก