review

TrefaPrank (Hungary, GÁRDOS Péter, 2009, A+)
     นิยามสั้นๆแบบเข้าใจง่าย มันคือ "เด็กหอ" เวอร์ชั่นฮังการีย้อนยุค ที่ทั้งนักเรียนทั้งครูอาการหนัก ยังกับว่าอยู่ใน รพ.โรคจิต มากกว่า โรงเรียน จริงๆจะว่าอยู่ใน รพ.โรคจิต ก็เวอร์ไปหน่อย เพราะเดี๋ยวคนจะหวังกันว่าตัวละครขึ้นมาออกงิ้วเฮี้ยนแดกไปหมด

     เอาเป็นว่าเกิดเรื่องแกล้งกันขึ้นในโรงเรียนประจำนี่ (เป้าหมายหลักคือ Szebeni เด็กติ๋มๆใส่แว่นโลกส่วนตัวสูง) แล้วพวกครูก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะอาจารย์สอนวรรณคดีก็ดูเหมือนพี่อ้วนใจดีที่ไม่รู้อะไร ครูใหญ่ก็ไม่ได้อยู่ดูแลอะไรที่นี่นัก อาจารย์อีกคนถึงกับพูดว่า "อย่าไปขัดขวางความสนุกของเด็กมันเลย" ส่วนตัวเองก็ดราม่าเพราะน้องชายตัวเองอยู่ในเรือไททานิค ไม่รู้ว่าจะเป็นหรือจะตาย
     แถมไอ้อาจารย์คนที่จะเป็นจะตายกับการที่เด็กแกล้งกัน ไปๆมาๆ ดันดูโรคจิตที่สุดในเรื่อง!
     ที่โรคจิตกว่านั้นคือ หนังก็ทำตัวตลกนุ้งนิ้งตั้งแต่การออกแบบฉาก ไปถึงดนตรีประกอบ แม้แต่ในฉากที่เครียดและหนักสุดๆ ยังใส่ดนตรีเหมือนเปิดกล่องดนตรี จนถึงจุดที่หนักที่สุดนั่นแหละ คนดูถึงตื่นเสียทีว่า "เฮ้ย นี่แม่งไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้วโว้ย" 
     แล้วหนังก็จบ !
     ป.ล. นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "การเขียนไดอารี่เป็นภัยร้ายแรง" ซึ่งหนังน่าจะเล่นกับเรื่อง "การบันทึกประวัติศาสตร์" ในเชิงการเมืองด้วย เพราะอีก motif หนึ่งที่หนังชอบเอามาเล่นคือการถ่ายหนัง (มีทั้งฉากที่เด็กนักเรียนดูไอ้ม้วนๆ ที่เป็นต้นกำเนิดอนิเมชั่น กับเด็กที่หนีออกจากโรงเรียนไปดูหนังและจีบสาวขายตั๋ว ก่อนจะได้ดูหนังข่าวพรอพากันดา บางฉากหนังยังใช้เอฟเฟคต์แบบม้วนๆ นั้นมาใส่กับภาพอีก)
 
La Fille du RERThe Girl on the Train (France, André Téchiné, 2009, A+)
     เปรี้ยวจริง ตอนดู The Witnesses เตชิเน่ยังทำหนังนิ่งๆอยู่เลย แต่พอเรื่องนี้แฮนด์เฮลด์กันสุดเหวี่ยงมากแล้วเป๊ะทุกครั้งที่ใช้เลยด้วย แถมไม่ใช่ดูแล้วรู้สึกว่าเป็นวัยรุ่นทำหนัง แต่เป็นคนแก่ที่เรียนรู้เทคนิคใหม่ แล้วเข้าใจมันอย่างดีมากๆ
     ชอบการปูเรื่องมาสู่จุดหักเหของเรื่องมาก มันทำให้เรารู้จักและ(อย่างน้อยก็พยายาม)เข้าใจนางเอกมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ให้เรารู้ลึกแตกฉานอะไรนัก ตอนแรกนึกว่าพ้นตรงนี้หนังจะอ่อนแรงลง แต่กลับกลายเป็นว่าฉากตอนนางเอกกับแม่หนีสื่อไปอยู่บ้านตากอากาศคนยิวนี่โคตรแสบเลย เรียกว่าด่าสื่อ(และพวกยิวเกรียนๆ)แบบไม่ต้องออกอาการ แต่โคตรจะปัญญาชน
     ดูเรื่องนี้แล้วรัก แคทเธอรีน เดอเนิฟ มากกว่าเดิม เพราะรู้สึกว่านางเอกยังเล่นดีไม่ได้ถึงที่สุดขนาดจะแบกหนังได้ แต่เดอเนิฟช่วยเสริมเธอมากๆ แทนที่จะแย่งซีนเธอ     ป.ล. คุยกับพี่เต้-ไกรวุฒิ ในเฟซบุค ได้ข้อสังเกตเพิ่มอีกมากมาย โดยเฉพาะความกลับหัวกลับหางของคนยิวกับคนฝรั่งเศสในเรื่อง ที่ฝ่ายแรกรวยแสนจะรวย ฝ่ายหลังยากจนข้นแค้นจนต้องรับเด็กมาเลี้ยงบ้าง แอบค้ายาบ้าง แต่คนที่สื่อเห็นอกเห็นใจดันเป็นพวกคนยิว(ที่มีปัญหามากสุดคือทะเลาะกับผัว) เพราะยังหลอนไม่หายกับสมัยนาซี - คนยิวในเรื่องก็เหยียดคนฝรั่งเศส(คือนางเอก) แต่กลายเป็นว่าลูกชายคนยิวให้รักแรกของเขากับนางเอก แถมตัวพ่อของคนยิวยังให้รักแรกกับแม่นางเอกเสียด้วย
 
PokerPoker (Romania, Sergiu Nicolaescu, 2010, B+)
     เสียสติเหี้ยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
     แค่โปสเตอร์ก็หนักแล้ว คือตัวที่หนักสุดในเรื่องคือนังผู้หญิง ทั้งที่จริงๆมันเป็นตัวประกอบ ไปๆมาๆ ฆ่าคนอื่นแถมเข้าเครื่องบดเนื้อด้วย เพราะอีนี่นอกจากแก้ผ้าทั้งเรื่อง มันยังเป็นทหารผ่านศึกอัฟกานิสถานด้วยค่ะ!
     เนื้อเรื่องก็เสียสติมาก ไม่เคยอ่าน Waiting for Godot แต่รู้สึกว่ามันคล้ายๆกันมั้ง(จากที่เคยได้ยินมา) เพราะครึ่งเรื่องหลังมันเล่าเรื่องแบบเกือบเรียลไทม์ของแก๊งโป๊กเกอร์ที่นัดมาเล่นไพ่กัน แล้วระหว่างรอเพื่อนตัวหลักที่ชนะตลอดเมื่อสมัยเด็กๆ ก็มีเหี้ยห่าอะไรเกิดขึ้นต่างๆมากมาย ตั้งแต่หมอต้องไปผ่าหน้าคนไข้ ส.ว.โดนเรียกไปประชุม หรือแก๊งมาเฟียตามมาล้างแค้น 
     ส่วนครึ่งเรื่องแรกเหรอ ก็ปูเรื่องตอนไอ้พวกนี้ยังไม่แก่ไง ซึ่งไม่รู้ว่าทำไปทำไมเหมือนกัน
     ข้อนึงที่ทำให้เสียสติไปกับหนังได้ไม่เต็มที่นักคงเพราะมันเป็นหนังการเมืองโคตรๆๆๆๆๆ โคตรการเมืองแน่ๆ (หนังจบด้วยฉากการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ของประเทศ เอ่อ... Democratistan !) แล้วหนึ่งในกลุ่มไพ่เคยอยู่ในกลุ่มปฏิวัติของเชาเชสคูอีกต่างหาก บังเอิญกุไม่รู้ประวัติศาสตร์ประเทศมึงขนาดนั้น
     ป.ล. ผู้กำกับเรื่อง Silent Wedding เล่นเป็นหนึ่งในแก๊งโป๊กเกอร์นี้ด้วย (คืออีตาแว่นขวาล่างนี่แหละฮะ)
 
TajnostiLittle Girl Blue (Czech Republic/Slovakia, Alice Nellis, 2007, A+)
     สาวชนชั้นกลางวัย(ใกล้เลย)กลางคน เกิดอยากลุกขึ้นปฏิวัติชีวิตตัวเอง หลังได้ยินข่าวการตายของ นีน่า ซีโมน - อันนี้คือพล็อตหลักๆ
     หนังเล่าเรื่องหนึ่งวันยุ่งเหยิงของเจ๊คนนี้ ตั้งแต่ไปบอกเลิกกับกิ๊กหนุ่มเซอร์ ไปทำแท้งโดยไม่บอกใคร แล้วเตรียมไปซื้อเปียโนมือสองมาประดับบ้าน หลังจากระลึกชาติได้(เพราะนีน่า ซีโมน)ว่าตอนเด็กๆฉันเคยเล่นเปียโน แถมยังไปทำท่าทำทางกิ๊กๆกั๊กๆกับคนขายเปียโน(หนุ่มเซอร์อีกนั่นแหละ)เข้าให้
     ชอบอารมณ์ตลกแบบเกือบหน้าตาย ที่กลายเป็นข้อดีเพราะทำให้เราสัมผัสความเป็นมนุษย์ของตัวละครมากๆ แต่ไม่เถลไถลลงคลองเป็นเมโลดราม่าเพ้อเจ้อ รู้เลยว่าเจ๊กำลังปั่นป่วนในใจสุดๆ เรียกว่าเอาไปฉายคู่กับ The Private Lives of Pippa Lee ในธีม "ชีวิตผู้หญิงผัวรวย" ได้เลย (การแสดงของ Iva Bittova ก็ใกล้เคียงกับ Robin Wright Penn ในเรื่องนั้นมากด้วย) 
     ช่วงท้ายๆ หนังยุ่งเหยิงอลวนหรรษาสุดๆ ยิ่งทำให้เข้าใจเลยว่าบางทีเราก็ต้องหาจุดสมดุลของชีวิตที่เราเป็นอยู่ และชีวิตแบบที่เราทำหลุดมือไปแล้วให้ได้
 
LoftLoft (Belgium, Eric Van Looy, 2008, B)
     หนังทริลเลอร์พล็อตเก๋ไก๋ - แก๊งชนชั้นกลางเพื่อนซี้ห้าคน เช่าห้องชุดหรูๆ ไว้ร่วมกันห้องนึงเพื่อทำอะไรต่ออะไรที่เมียไม่รู้ ก่อนจะเกิดเหตุฆาตกรรมโหด มีศพผู้หญิงนอนจมกองเลือดอยู่บนเตียง พร้อมข้อความ dying message
     เล่าเรื่องก็ทำตัวเก๋ - คือเล่าแยกเป็นสามเส้นเรื่อง ตั้งแต่ก่อนหน้าที่เรื่องจะมาถึงศพ (มิตรภาพของชายหนุ่มทั้งห้ากับชีวิตครอบครัวอะไรเทือกนี้) และการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่นำไปสู่เส้นเรื่องแรก แล้วก็เหตุการณ์หลังจากหนึ่งในห้าคนมาเจอศพ เป็นเส้นเรื่องที่สาม
     ในแง่หนังลุ้นๆ สนุกๆ สืบสวนๆ หน่อย (โดยเฉพาะสืบสวนที่ไม่ได้ดูมานานแล้ว แถมเพิ่งเฟลกับ ตี๋เหรินเจี๋ย มาอีก) มันก็พอได้แหละ จังหวะเล่าเรื่องดีน่าติดตาม ลุ้นว่าใครคือฆาตกรหรือเรื่องจริงคืออะไรดี แต่มาเสียแบบหนังฮอลลีวู้ดเป๊ะ คือมึงจะหักมุมอะไรกันนักหนา หนังสืบสวนก็มีประเด็นได้น่า ไม่ต้องทำลายมันทิ้งกับมือขนาดนี้ก็ได้ โธ่!
 
The HereticThe Heretic (Italy, Pietro Maria Benfatti, 2005, C-)
     ปิดท้ายเทศกาลไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ (ก็ดันลืมไปดู Lisbon Story ของลุงวิม เวนเดอร์ส เอง ช่วยไม่ได้ T T) กับหนังพีเรียดทื่อๆ น่ารำคาญๆ อันว่าด้วยนักดาราศาสตร์ที่ถูกกล่าวหาว่าจาบจ้วงศาสนาจนต้องถูกเผาทั้งเป็น ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 โน่น
     พล็อตรวมๆ ฟังดูดี ระหว่างทางมีเรื่องของอำนาจนอกในมือที่มองไม่เห็นของวงการศาลและศาสนาด้วย แต่ก็นั่นแหละ ทำไมหนังอิตาลีชอบทำอะไรดราม่าๆ โดยไม่จำเป็น (เช่น จะมีแฟลชแบ็คเรื่องเมียเก่าพระเอกทำไม หรือการหักหลังแบบมึนตึ้บของเด็กหนุ่มร่วมห้องขังกับพระเอกเนี่ย) เลยทำให้ทั้งเรื่องดูราคาถูก และเหมือนมีหน้าที่แค่เล่า 1-2-3-4 แล้วก็จบ

หนังสั้น

ไสหัวไปตายซะ (Thailand, ณัฐพันธุ์ บุญเลิศ, 2008, B)
You Have to Wait, Anyway (Thailand, นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, 2007, A+/A)
สมเสร็จ (Thailand, นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, 2008, A)
สิ่งดีดี (Thailand, นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, 2008, B)
Greeting (Thailand, กิตติพัฒน์ กนกนาค, 2008, A-/B+)
กลิ่นสายลม (Thailand, ชัยวัช เวียนสันเทียะ, 2008, C+)
Blind Romance (Thailand, พิสณฑ์  สุวรรณภักดี, 2005, B+)
Silent Talk
(Thailand, ธนภัทร ศรีนวล+ธิดา เหล่าหะชัยกุล+กฤษฎา ทิพย์ชัยเมธา+เอกรัตฐ์ ม่วงสกุล, 2008, B)
The Invisible City (Thailand, บุญศรี ตั้งตรงสิน, 2008, A+)
กำแพงโรงแรม (Thailand, สุ่ริยา จริยาภิรัต, 2008, A)
The Mirror (Thailand, ธนพล จึงเจริญ, 2008, A-)
The Laundry Room (Thailand, นัฐวุฒิ พูนพิริยะ, 2008, A-)
สดับเสียงว่างวน (Thailand, พิสณฑ์ สุวรรณภักดี, 2007, B)
เดียวดายทุกหนแห่ง (Thailand, วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา, 2007-2008, A-)

     เดือนนี้ขออนุญาตเขียนถึงหนังสั้นไม่เยอะมากนะครับ อาจจะเพราะว่าไม่ได้เจออะไรที่ถูกใจมาก หนังสั้นมาราธอนก็ไม่ค่อยว่างไปดู (ติดงาน ติดสอบ แสนเซ็ง) เอาเป็นว่าเรื่องที่ชอบมากๆ ก็เอาตามเกรดนั่นแหละขอรับ
     เรื่องแรก "ไสหัวไปตายซะ" โดยรวมยังไม่ลงตัวเท่าไหร่ แต่ชอบฉากสุดท้ายมากๆ เป็นการแถเข้ากับชื่อเรื่องที่ได้ใจจริงๆ ส่วนหนังพี่เต๋อ ชอบ You Have to Wait, Anyway มาก สมเสร็จก็ชอบ เป็นความกวนตีนที่แสบสันต์ดีแท้ (เข้ากับเสื้อที่เขาชอบใส่ ณ ปัจจุบันกาล) แต่ว่าเรื่องที่พีคที่สุดของเดือนนี้คืออนิเมชั่นอย่าง The Invisible City ที่เจ๋งทั้งมุมมองและกลวิธีการนำเสนอ
     จะพยายามหาเวลาไปดูหนังสั้นมาราธอนในโปรแกรมที่เหลืออยู่ให้มากที่สุด T^T

หนังยาว

The White PlanetThe White Planet
(France+Canada, Thierry Piantanida+Thierry Ragobert, 2006, A-)

     หนังเรื่องนี้เหมาะเอาไปเปิดในคลาสภาพยนตร์ ในหัวข้อ "ดนตรีประกอบ" เสียจริง เพราะหนังช่างขี้เล่น และช่างเลือกดนตรีประกอบได้สร้างสรรค์นัก โดยเฉพาะภาพรวมของดนตรีประกอบ ที่ทำให้ "ธรรมชาติ" แลดูเหมือน "พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์"
    
ช่างประชดดีจริงๆ ที่ "ธรรมชาติ" ในปัจจุบันเป็นอะไรหายากจนดูคล้าย "พิธีกรรม"..
    
เสียดายว่าช่วงหลังที่หนังพยายามพูดถึงโลกร้อน ดูยัดเยียดเกินไปหน่อย (แต่ก็ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงนัก เพราะหนังจริงๆออกฉายก่อนกระแสอัล กอร์ - การเข้าฉายเมืองไทยช้าไปหน่อย เลยทำให้หนังโดนข้อหานี้ซะงั้น 55+)

Red CliffRed Cliff (China, John Woo, 2008, B)
     เวอร์ชั่นที่เข้าบ้านเราจะเป็นเวอร์ชั่น 4 ชั่วโมง ที่ต้องแยกฉายสองภาค ไม่เหมือนกับฝรั่งที่เขาจะได้ดูรวดเดียวจบกันไปเลย อันนี้ก็เป็นภาคแรกส่วนภาคจบจะเข้าประมาณปลายๆปี
    
พอมันแยกฉายเป็นสองภาคแล้ว ทำไมผมดูไปตะหงิดๆไป เพราะเนื้อเรื่องของภาคแรกนี้แทบจะไม่เกี่ยวโยงกับศึกผาแดงที่เอามาตั้งเป็นชื่อเรื่องสักเท่าไหร่ แถมการดำเนินเรื่องก็ติดจะยืดเยื้อยืดยาดยังไงพิกล (ก็มัวเอาเวลาไปเล่นกับฉากรบอลังการนี่นะ) ตัวละครก็เยอะยุ่บยั่บ จนแทบจะหาที่ยืนกันไม่ได้
    
ถ้าจะดูเอาสนุก ก็คงพอไหวล่ะมั้ง แต่ผมว่าส่วนที่สนุกๆ เข้มข้นจริงๆ คงไปยัดรวมอยู่ในภาคจบหมดแล้ว

We Own the NightWe Own the Night (USA, James Gray, 2007, A-)
     หนังของ เจมส์ เกรย์ ผู้กำกับเจ้าประจำเทศกาลหนังเมืองคานส์คนหนึ่ง (หนังเขาเข้าชิงปาล์มทองมาแล้วสามเรื่อง ในปี 2000, 2007 และ 2008 แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ) แต่ไม่ต้องกลัวไปว่าหนังจะอาร์ตแตกแหกค่าย เพราะถ้าใครเห็นตัวอย่างเรื่องนั้เข้าก็คงอดคิดไม่ได้ว่า "อะไรมันจะเหมือน The Departed ซะขนาดนั้น"
    
เอาเข้าจริง เนื้อเรื่องก็ไม่ได้ต่างจากหนังแนว พี่เป็นโจร-น้องเป็นตำรวจ มากเท่าไหร่ เพราะหนังก็จุดความขัดแย้งขึ้นมาในจุดนั้น เพียงแต่ไม่ได้ทำให้ออกไปในแนวพี่น้องต้องห้ำหั่นกันเองเท่าไหร่ เพราะสุดท้ายตัวละครแต่ละตัวจะหันมาสำรวจมโนธรรมในจิตใจของตัวเองเสียมากกว่า (ซึ่งจริงๆมันก็ไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่นี่นะ 5555) โดยในเรื่องนี้ มาร์ค วอลเบิร์ก เป็นตำรวจ วาคีน ฟินิกซ์ เป็นเจ้าของคลับที่ใกล้ชิดกับพวกค้ายา จนวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องคิดว่าจะเลือกยืนอยู่ข้างไหน
    
หนังอาจไม่ได้ดีแบบทะลุปรอท แต่ก็ได้บรรยากาศหนังแกงสเตอร์ที่เย็นชา และแปลกไปอีกแบบ

HancockHancock (USA, Peter Berg, 2008, A-/B+)
     จริงๆแล้ว วิล สมิธ เล่นเรื่องนี้ได้ต่ำกว่ามาตรฐานของเขาเล็กน้อยด้วยซ้ำ แต่คนที่ช่วยหนังเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ ชาร์ลิซ เธรอน (ฮ่าๆ) ในขณะเดียวกับ ปีเตอร์ เบิร์ก ก็ทำอะไรได้ดีขึ้นจากตอนทำ The Kingdom
    
เรื่อง "จุดหักมุม" กลางเรื่องนั้น ผมเฉยๆนะ ไม่ได้รู้สึกผิดหวังหรือรู้สึกว่าเลวร้ายมากมายครับ
เพราะอย่างน้อยมันก็แสดงจุดประสงค์อย่างชัดแจ้งแล้วว่า
    
"กูไม่ได้จะทำหนังซูเปอร์ฮีโร่" (โว้ย)
     (จริงๆอยากเขียนถึงยาวๆ ถึงสัญลักษณ์อันสุดจะทิ่มตาอย่างไอ้นกอินทรีตัวนี้ แต่ไม่มีเวลาเสียที ขอให้รอกันต่อไป... มีคนรอด้วยเรอะ 55+)

A Year without LoveA Year without Love (Argentina, Anahí Berneri, 2005, B+)
     สารภาพว่าไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับหนังเรื่องนี้มาก แต่ก็เป็นหนังที่ดูได้เรื่อยๆดี (เรื่อยๆจนแอบงงว่า ทำไมได้รางวัลเยอะจัง) เกี่ยวกับนักเขียนเกย์ที่เป็นเอดส์ ใกล้ตายเต็มทน เลยคิดเขียนไดอารี่ชีวิตปีสุดท้ายของตัวเอง (พร้อมกับความสิ้นหวังในการดำรงชีวิตต่อ) โดยพาตัวเองเข้าไปยุ่งกับวังวนของเซ็กส์คลับซาดิสต์ (!!)
    
หนังอาจจะสร้างความกระอักกระอ่วนใจให้คนดูพอควร เพราะว่าพระเอกและตัวละครเกย์อื่นๆหน้าตาไม่หล่อ (ฮา) แถมภาพเปลือย ที่หนังนำเสนอก็ไม่ได้เร้าอารมณ์ใดๆ ออกจะดูดิบๆเถื่อนๆน่ากลัวๆ ซะอีก (ก็มันอยู่ในคลับ SM นี่นะ) และการดำเนินเรื่องก็ไม่ได้น่าสนใจอะไรมากนัก มีอยู่ฉากเดียว (ฉากที่อยู่บนโปสเตอร์) ที่ทำอารมณ์ระทึกได้สะใจดี (แต่ก็เท่านั้น)
    
แต่อย่างไรก็ดี หนังนำเสนอภาวะ "ไร้รัก" (ตามชื่อเรื่อง) ได้ค่อนข้างน่าสนใจ และน่าคิดว่าอาการ "ไร้รัก" ของตัวละครหลัก เกิดจากอะไรกันแน่

The Dark KnightThe Dark Knight
(USA, Christopher Nolan, 2008, A++++++++++++)

     ความกล้า บ้าบิ่น และดุดันของคริสโตเฟอร์ โนแลน ปะทุขึ้นมาในหนังเรื่องนี้พร้อมๆกันโดยมิได้นัดหมาย และทุกอย่างนั้นประกอบเป็นหนังที่รุนแรง โหดร้าย และถึงพร้อมในทุกๆด้าน
    
Joker - Harvey Dent - Batman คือตัวละครที่น่าจดจำ
     ไม่เพียงแต่แบทแมนของ Joel Schumacher จะพินาศพังพาบลงไปเท่านั้น
หากแต่การรื้อโครงสร้างและปมปัญหาทางจิตใจของตัวละครแบบไม่เหลือชิ้นดีของโนแลนครั้งนี้
ยังเล่นเอาเสียแบทแมนของ Tim Burton เอาตัวไม่รอดเช่นกัน
    
แบทแมนของเราไม่ได้เป็นเพียงตัวการ์ตูนแฟนตาซีอีกต่อไป

Grave of the FirefliesGrave of the Fireflies (Japan, TAKAHATA Isao, 1988, A+)
     ชอบมากกว่าการ์ตูนในแบบฟีลกู้ดของ มิยาซากิ ฮายาโอะ (แห่ง Spirited Away) มันนำเสนอความโหดร้ายและชั่วร้ายออกมาได้อย่างละมุนละม่อมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งความเป็นจริงออกไปเสียทั้งหมด
     ไม่เพียงแต่วิพากษ์สงครามเท่านั้น อนิเมชั่นเรื่องนี้วิพากษ์แนวคิดเรื่องศักดิ์ศรี และ "ชาตินิยม" ในแบบของคนญี่ปุ่นอย่างเฉียบคมและตรงไปตรงมาทีเดียว น่าเสียดายมากถ้าหากมันจะถูกกลบด้วยโศกนาฏกรรมของตัวละครในตอนท้าย (ทั้งที่ก็เฉลยตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว) จนคนมองผ่านประเด็นที่สำคัญมากๆอันนี้ไป

I'm Fine, Thank You. And You?I'm Fine, Thank You. And You?
(Thailand, พัฒนะ จิรวงศ์, 2008, A-)

     สารคดีอิสระเล่าเรื่องชีวิตของเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายหลายชีวิต เล่าผ่านการเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขา โดยเป้าหมายของเรื่องอยู่ที่การไปเข้าค่ายเที่ยวทะเลกับ "คุณป้า" อาสาสมัครที่เข้ามาช่วยเหลือดูแลในการรักษาเด็กเหล่านี้ (ไม่แปลกถ้าใครจะนึกถึง "เด็กโต๋" ขึ้นมาตะหงิดๆ เพราะผู้กำกับก็พูดทีเล่นทีจริงว่า "อ๋อ เราก็ก๊อปเขามาเลย" 5555)
     หนังไม่เรียกร้องอารมณ์ร่วมจากคนดู ไม่บีบเค้นอารมณ์ดราม่าให้หนักมือ ไม่พยายามเอาตัวเองเข้าไปข้องเกี่ยวกับ subject มาก ภาพรวมของหนังจึงออกมาค่อนข้างพอดีและมีประเด็น (หนังน่าฉายโรงใหญ่มากกว่า ปักษ์ใต้บ้านเรา เยอะเลย) เสียดายแค่ฉากไคลแมกซ์ริมทะเลตอนท้ายเรื่องกินเวลานานเกินไป และลดทอนความอิ่มเอมให้กลายเป็นความน่าเบื่อ

Inferno
Inferno
(Italy, Dario Argento, 1980, A/A-)
     หนังของอาร์เจนโต้เรื่องนี้วิจิตรตระการตามาก มากกว่า Suspiria ที่ผมให้ A+ ไปเมื่อคราวก่อนนู้นเสียอีก แต่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งว่า บทภาพยนตร์ในครึ่งหลังของเรื่องนั้น ชุ่ยแสนจะชุ่ยจนไม่อาจทำใจมองข้ามไปเฉยๆได้ (เหมือนกับตอนดู Suspiria) ทำให้แทนที่จะขึ้นแท่นอันดับหนึ่งหนังดาริโอ อาร์เจนโต้ในใจผม เลยตกบัลลังก์ไปอย่างน่าเสียดายโคตร


The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor

The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor

(Germany+Canada+USA, Rob Cohen, 2008, C+)
     ผมไม่รู้จะพูดอะไรเยอะกับหนังเรื่องนี้ครับ เอาสั้นๆดีกว่า
    
นี่คือ "หนังเสียสติแห่งปี"



Sands' ChronicleSands' Chronicle (Japan, SATO Shinsuke, 2008, B+)

     หน้าหนังอาจชวนให้นึกถึงหนังรักน้ำเน่าญี่ปุ่นทั่วไป (โดยเฉพาะเรื่องที่เพิ่งเข้าฉายไปเมื่อต้นปีอย่าง Sky of Love ที่ "เน่า" โคตรๆ) แต่เรื่องนี้มีดีกรีความเลี่ยนน้อยกว่าหนังทั่วไป แม้จะยังมีกลิ่นอายคลองแสนแสบอยู่บ้าง ก็ยังเป็นระดับที่พอรับได้ และไม่มีการแสดงโอเวอร์แบบการ์ตูนญี่ปุ่นที่ผมมักจะรับไม่ค่อยได้ โผล่ออกมาให้รำคาญใจอีกด้วย (มีแค่น้องนางเอกที่ตาโตเกิ๊น 555+)
    
เนื้อเรื่องโดยคร่าวๆ คือพ่อแม่ของนางเอกแยกทางกัน นางเอกเลยตามแม่ไปอยู่บ้านยายที่บ้านนอก แล้วอยู่ดีดีแม่ก็ฆ่าตัวตายซะงั้น ระหว่างนั้นเธอก็สานสัมพันธ์กับเด็กหนุ่มในหมู่บ้านจนกลายเป็นความรัก ทว่ากลับต้องพรากจากกันเพราะเธอต้องเข้าไปอยู่โตเกียวกับพ่อ ทำให้ระยะทางและเวลากลายเป็นตัวพิสูจน์ความรักไปโดยปริยาย (ลืมบอกไป หนังดัดแปลงมาจากมังงะเรื่อง "นาฬิกาทรายรัก")
    
หนังใช้ "นาฬิกาทราย" เป็นตัวเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ถึงความสัมพันธ์ของตัวละครที่น่าสนใจ บวกกับมีหลายช่วงที่ผมชอบมากๆ เพราะหนังมันถีบตัวเองพ้นจากความเป็นดราม่าแบบ tear-jerking ร่ำๆจะเป็นหนังอาร์ตเซอร์เรียล (หรือว่าผมคิดไปเองคนเดียว 55+) หลุดพ้นจากความซ้ำซากได้อย่างสง่างาม แม้ตอนจบจะ... เหมือนที่เคยเป็นมาก็ตาม (ฮ่า)

HellboyHellboy II: The Golden Army
Hellboy (USA, Guillermo del Toro, 2004, A-)
Hellboy II: The Golden Army (USA+Germany, Guillemo del Toro, 2008, B)

     ผมอาจเป็นคนส่วนน้อยที่ชอบภาคแรกมากกว่าภาคสอง ทั้งที่ภาคสองนั้นสนุกกว่า แฟนตาซีมากกว่า และเป็นสิ่งที่เดลโตโร่รอคอยเธอมาแสนนาน (ทรมานวิญญาณหนักหนา..)
     สำหรับภาคสองนั้นโดดเด่นที่ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบสัตว์ประหลาด ตัวประหลาด ต่างๆนานา ได้ติดตาตรึงใจ (โดยเฉพาะมนุษย์ต้นไม้ตัวนั้น)
     ด้านเนื้อเรื่องและปมขัดแย้งต่างๆนั้น ความสร้างสรรค์จุดนี้ภาคแรกถือว่ากินขาด แม้มันจะแทบไม่ปิดบังตัวเองเลยว่า ขยายความแนวคิดมาจากหนังแบบอินเดียน่าโจนส์เต็มๆ แต่การขยายความในภาคแรกนั้นถือว่าน่าประทับใจ ด้วยการเล่นกับเนื้อเรื่องและประวัติศาสตร์ให้สุดโต่งกันไปข้างหนึ่ง ทั้งประเด็นนาซี การข้ามมิติ และเกรกอรี่ รัสปูติน รวมถึงความขัดแย้งในตัวละครของ Selma Blair ที่มีเสน่ห์น่าค้นหา น่าเสียดายที่ตอนท้ายของภาคแรกลดพลังลงฮวบฮาบ จนต้องตัดคะแนนไปอย่างน่าเสียดาย
     แต่ในภาคสอง เซลม่า แบลร์ กลายเป็นเพียงไม้ประดับเพราะไม่อาจหาความขัดแย้งที่ "ฉลาด" มาสวมใส่ตัวละครนี้ได้ทันท่วงที แม้จะพยายามใส่เรื่องความรักของมนุษย์มัจฉา พร้อมกับความระหองระแหงของเร้ดและลิซเข้ามาก็ตามที แต่ก็ไม่เป็นผลเท่าที่ควร อีกทั้ง dilemma เรื่องความสัมพันธ์ของเจ้าชายเจ้าหญิงคู่แฝด ก็เหมือนเขียนมาแบบขอไปทียังไงพิกล พอๆกับประเด็นเรื่องประชาชนรังเกียจเดียดฉันท์พ่อตัวแดง ที่ใส่เข้ามาแบบ เวรี่เฟค...

edit @ 8 Aug 2008 03:05:51 by nanoguy