political

 abhisit
ขอขอบคุณท่านแกนนำพันธมิตรทั้งห้า 
ที่ทำให้ผู้คนหันมาบูชากราบไหว้ขอร้องกระผม
ให้ช่วยปัดเป่าความชั่วของบ้านเมือง
ราวกับเป็นเจ้าแม่ไทรทอง 
~ขอบใจจ้ะ~

 

abhisit
4 พรรค กับ งูเห่าอีกหนึ่งฝูง
สุขใจจะหาใดเปรียบ
~ฮุ ฮุ~

 

abhisit
ไม่ต้องแย่งกันครับ
ผมไม่ใช่รถถัง 19 กันยา นะ
~เชื่อกันบ้างสิ~

 

 abhidit
หนายๆ ครายบอกว่าโผม "อภิสิทธิ์"
ของแบบนี้มันใครดีใครได้ว้อย
มาร์ค ม.7 ขอเป็น บ้ารัก โอบามาร์ค ก่อนละกัน
รอมานานแล้วเฟร่้ย
~คริ คริ~

 ว่าแล้วกระผมก็ขอตัว...

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

~ไปเล่นลิเก~
~เตรง เตรง เตร่ง เตร๊งงงง~

พิสิด 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไร้สาระ
~กูพับนกดีกว่า~

หมัก

 

 

 ชื่อหัว blog ดัดแปลงจากเนื้อเพลงของ โจอี้บอย (จำชื่อเพลงไม่ได้)

Taken : สำนึกรักบ้านเกิด

posted on 19 Oct 2008 17:18 by nanoguy in Article, Movies

Taken

     ถึงหนังเรื่องนี้จะมาในคราบหนังฝรั่งเศสแต่ก็เป็นเพียงแค่ทุนสร้างกับตัวผู้กำกับ โครงเรื่อง การดำเนินเรื่อง ภาษาภาพยนตร์ไปจนถึงรายละเอียดต่างๆนั้น กลับไม่ได้แตกต่างจากหนังแอ็คชั่นทั่วๆไปของฮอลลีวูดมากนัก อย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้จัดอยู่ในกลุ่มที่ดูสนุกสนานและไม่ได้น่าเบื่อหรือเฝือซ้ำซากจนเกินเหตุ ต้องชมความทรหดของมือตัดต่อที่ต้องพยายามกลบเกลื่อนความไม่สมบูรณ์ด้านการเล่นบทแอ็คชั่นของเลียม นีสัน ด้วยการตัดแบบฉับไวยิ่งกว่าหนังโคตรมึนสมองอย่าง The Bourne Ultimatum

     พล็อตเรื่องแนว "ลูกกูอยู่ไหน" ถูกขับเคลื่อนโดยตัวละครไบรอัน(เลียม นีสัน) พ่อผู้รักลูกสาว คิม(แม็กกี้ เกรซ) สุดหัวใจแต่ต้องหย่าร้างกับภรรยา(แฟมเก้ แจนส์เซ่น) ด้วยเหตุผลด้านหน้าที่การงานอันนำมาซึ่งความขัดแย้งและแตกร้าวรุนแรงในชีวิตคู่ หนังไม่ได้ให้รายละเอียดชัดเจนว่าเขาทำงานอะไรกันแน่ แต่เห็นทีจะไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองหรือการทหารด้านสืบราชการลับอันเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ เพราะเขากับเพื่อนมีความหลังที่ตะวันออกกลางร่วมกันและพูดคุยกันเกือบทุกครั้งที่มีนัดกินบาร์บีคิวกันในสวนหลังบ้าน

     ลักษณะความเป็นทหารของไบรอันถูกนำเสนอให้เห็นอย่างชัดเจนตลอดเวลาในกิริยาท่าทางต่างๆ ชัดเจนที่สุดตอนที่เขาวางกฎระเบียบเคร่งครัดต่อลูกสาวตอนที่เธอมาขอไปเที่ยวฝรั่งเศสกับเพื่อนสนิท(อาจนึกย้อนไปถึง แฮงค์ เดียร์ฟิลด์ ใน In the Valley of Elah แต่ว่ารายนั้นแสดงออกอย่างลุ่มลึกและค่อนข้างแอบซ่อนมากกว่า)

     คิมไม่ได้โทรหาพ่อทันทีที่เครื่องแตะพื้นกรุงปารีสและประจวบเหมาะกับตอนพ่อโทรไปหา พวกแก๊งลักพาตัวเด็กสาวนักท่องเที่ยวก็บุกเข้ามาจับตัวอแมนดาเพื่อนสนิทออกไปอย่างน่าระทึกขวัญ ไบรอันวางแผนอย่างรวดเร็วเพื่อทราบรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายจากลูกสาวก่อนจะถูกลากตัวออกจากใต้เตียง เขาขึ้นเครื่องบินไปบุกเดี่ยวตามล่าพวกคนร้ายเหล่านั้นด้วยตนเองทันที หลังจากที่ทราบว่าคนร้ายเหล่านั้นคือแก๊งค้ามนุษย์ชาวแอลเบเนีย(ประเทศเล็กๆทางยุโรปตะวันออก ประชาชนนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่) ที่มาอาศัยฝรั่งเศสเป็นแหล่งหากิน และนักท่องเที่ยวสาววัยรุ่นคือเหยื่ออันโอชะเพราะนอกจากคุณภาพดีแล้วยังประหยัดต้นทุนอีกด้วย

     หนังแอ็คชั่นทำนองนี้ไม่ได้มีอะไรให้คนดูลุ้นระทึกมากไปกว่าการออกแบบฉากแอ็คชั่นให้สมจริง ยิ่งในเรื่องนี้ไบรอันคือตัวละครที่เปี่ยมด้วยแรงขับด้านจิตใจ แรงจูงใจ รวมไปถึงความสามารถเฉพาะตัวอันเหนือชั้นยิ่งกว่าเจมส์ บอนด์ ภาคไหนๆ ทั้งทางกายภาพและการวิเคราะห์สถานการณ์(โดยเฉพาะภาคเจ้าสำอาง) ที่เป็นผลจากการเคี่ยวกรำฝีมือในอาชีพลึกลับอันเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ เขาจึงทราบรายละเอียดและหนทางตามหาตัวคนร้ายอย่างรวดเร็วไม่น่าเชื่อ จนสามารถสาวถึงต้นตอและจัดการจนสิ้นซาก และบรรลุจุดประสงค์ในการช่วยชีวิตและเยื่อพรหมจรรย์ของลูกสาวในโอวาท

     โลเกชั่นหลักของเรื่องอย่างฝรั่งเศสเป็นดินแดนที่ปัญหาเรื่องผู้อพยพชัดเจนมากขึ้นในช่วงหลังๆ ด้วยการกระทบกระทั่งกันระหว่างคนฝรั่งเศสกับผู้อพยพซึ่งส่วนใหญ่มาจากแอฟริกาตอนเหนือ(เช่น แอลจีเรีย, ตูนีเซีย) ทั้งประเด็นด้านเชื้อชาติหรืออาชญากรรม แก๊งค้ามนุษย์ชาวแอลเบเนียในหนังเรื่องนี้เปรียบเสมือนเหลือบไรในกลุ่มผู้อพยพที่เป็นภัย คอยแฝงตนเป็นอาชญากรทำร้ายผู้คนบริสุทธิ์บนแผ่นดินฝรั่งเศส อีกทั้งตำรวจอดีตสหายรักของไบรอันในกรมตำรวจ ดันกินสินบนใต้โต๊ะกับคนร้ายกลุ่มนี้จนเขาไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร เพราะเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ก็ไม่สนับสนุนการกระทำอันบ้าระห่ำของไบรอันตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เพราะแค่เริ่มภารกิจแรกสุด พี่แกก็เล่นซะมีคนตายไป 4-5 คนแถมด้วยระเบิดวินาศสันตะโรยังกับ Die Hard

     ปัญหาเรื่องผู้อพยพต่างด้าวเกิดขึ้นให้เราได้รับรู้ในหลายๆกรณี และจากหลายมุมมองโดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่ค่อยเห็นด้วยนักกับเรื่องสวัสดิการครบวงจร(ในภาษาทางรัฐศาสตร์จะเรียกระบบนี้ว่า "รัฐสวัสดิการ" หรือ Welfare State) อันจะนำมาซึ่งการเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงและกรณีผู้อพยพจากประเทศที่ไม่มีระบบสวัสดิการดีเทียบเท่าทะลักทะล้นเข้ามา เช่นกรณีของชาวตุรกีในเยอรมนี ชาวแอลจีเรียในฝรั่งเศส หรืออีกหลายประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ที่มักติดอันดับหนึ่งของชาร์ต "ประเทศที่ประชาชนมีความสุขที่สุดในโลก" หรือ "คุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลก" อยู่เป็นนิจ หรือในประเทศที่ระบบสวัสดิการก็ไม่ได้ดีนักอย่างไทยเรา ก็มีคนยกปัญหาแรงงานพม่า, มอญ, กัมพูชา มาเป็นที่ถกเถียงอยู่เนืองๆ

      ขนาดในประเทศที่รัฐบาลสนับสนุนเรื่องสวัสดิการครบวงจรยังมีข้อถกเถียง ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาที่แนวคิดเรื่องสวัสดิการแตกต่างจากชาติในยุโรปอย่างสิ้นเชิง จึงมองภาพคนต่างด้าวต่างไปราวหน้ามือหลังมือ ผู้อพยพต่างชาติในหนังแอ็คชั่นฮอลลีวูดอย่าง Taken จึงได้กลายเป็นอาชญากรอย่างสมบูรณ์แบบ และไม่ว่าพระเอกของเราจะใช้วิธีใดจัดการก็นับว่าชอบธรรมแล้ว เพราะตัวแทนของรัฐบาลหรือกฎหมายอย่างตำรวจที่เป็นเพื่อนเก่านั้นไม่อยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลือได้ แถมยังมีเอี่ยวกับความชั่วร้ายอย่างชัดแจ้ง

      ราวกับบอกว่าจะเล่นกับพวกนี้มันต้อง "ถึงลูกถึงคน" ถ้ามามัวนั่ง "จับเข่าคุย" เห็นทีจะไม่ทันการ

      การค้ามนุษย์ในยุโรปนั้นก็นับว่าเป็นปัญหาเรื้อรังและถกเถียงกันมานานเช่นกัน โดยเนื้อแท้นั้นอาจเกิดจากความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจของชาติร่ำรวยกับชาติยากจนแถบยุโรปตะวันออกหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และการตั้งสหภาพยุโรปขึ้น (ลองเทียบประเทศอย่างฝรั่งเศส,อังกฤษ, เยอรมนี กับแอลเบเนีย, โรมาเนีย หรือตุรกี) การหลั่งไหลของชาวยุโรปตะวันออกที่มุ่งแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าเข้าสู่ฝั่งตะวันตกของยุโรปก็เริ่มเกิดขึ้นเป็นวัฏจักร และงานง่ายเงินดีที่ให้ผลตอบแทนงดงามทั้งแก่คนลงแรงทำงานกับคนจัดหางานก็เห็นจะหนีไม่พ้นการขายบริการทางเพศ ไม่ว่าจะในประเทศที่เปิดให้เป็นสิ่งถูกกฎหมาย(เช่น เนเธอร์แลนด์)หรือเห็นว่าผิดกฎหมายก็ตาม

      สภาพของซ่องระดับสูงที่มีแมงดาจอมโหดคอยคุมจนกระดิกกระเดี้ยอะไรไม่ได้กับซ่องระดับล่างในไซต์ก่อสร้าง(ดูราวกับทำไว้เพื่อให้ "กรรมกร" ใช้บริการ) ที่มีเพียงม่านกางกั้นและสาวๆที่ถูกจับฉีดเฮโรอีนจนสติฟั่นเฟือน จึงถูกนำเสนอไม่ต่างกันมากนัก

      ทว่าเมื่อความต้องการสูงขึ้น จะอาศัยแต่พวกสาวๆจากประเทศจนๆ ที่สมัครใจมาพลีร่างก็คงไม่ทันการ จึงเกิดขบวนการค้ามนุษย์ (หรือ "ตกเขียว" ที่เราชาวไทยเคยคุ้นหูกันอยู่พักใหญ่) เริ่มจากสาวๆในยุโรปตะวันออกกันก่อน จนเมื่อความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป้าหมายจึงเริ่มไม่จำกัดคุณสมบัติและลามมาถึงนักท่องเที่ยวอย่างคิมกับอแมนด้า ซึ่งทั้งสองคนถูกจับไปก็เพราะความ "แรด" ของคนหลังที่ไปให้ท่าสมาชิกแก๊งค้ามนุษย์ที่สนามบิน

      หนังเรื่องนี้เลยกลายเป็นบทเรียนสอนเด็กสาววัยรุ่นไปในตัวว่า "อย่าแรดจนเกินงามนะหนู ประเดี๋ยวจะตายโหง เพราะถูกหลอกไปขายตัวที่ต่างแดน"

      ปฏิบัติการถึงลูกถึงคนของไบรอัน ก็ชวนให้นึกเปรียบเทียบกับการใช้กำลังของสหรัฐฯทั้งในอัฟกานิสถานและอิรักยังไงชอบกล อีกทั้งหนังเรื่องนี้ก็สนับสนุนการใช้กำลังอย่างสุดตัวอย่างที่ได้บอกไปก่อนหน้า เพราะเป้าหมายในการช่วยเหลือของหนังเรื่องนี้ก็คือลูกสาว ส่วนชีวิตของคนอื่นนั้นเข่นฆ่าได้ง่ายดายร่วงโรยเช่นผักปลา เหมือนกับทหารอเมริกันที่เข่นฆ่าผู้คนในดินแดนเหล่านั้นเพื่อจัดการการก่อการร้าย โดยให้เหตุผลถึงหน้าที่ในการปกป้องประชาชนชาวอเมริกัน(และลูกหลานของพวกเขา)

      Taken ยิ่งตอกย้ำตัวมันเองตรงจุดนี้ด้วยการให้ตัวร้ายตัวสุดท้ายคือ ชีค จากบางประเทศแถบตะวันออกกลางที่บ้าคลั่งการเสพสาวบริสุทธิ์จนขึ้นสมอง (แน่นอนว่านับถือศาสนาอิสลามเพราะในหนังพี่แกแต่งตัวเต็มยศแบบชาวอาหรับที่เราเห็นเดินห้างในบ้านเราเป๊ะ -อะไรจะขนาดนั้น) และสาวคิมของเราก็คือสาวบริสุทธิ์ที่ขายได้ในราคาสูงลิบ ในขณะที่อแมนด้าเพื่อนสาวสุดแรด ต้องตายโหงในสภาพสุดอนาถคาซ่อง เหตุด้วยเธอเป็นสินค้าไร้ราคาเพราะขาดความบริสุทธิ์นั่นเอง (ถ้ารู้จักรักนวลสงวนตัวไบรอันก็ตามมาช่วยทันแล้ว เพราะเธอจะถูกจับมาประมูลราคาเช่นเดียวกับคิม - หนังต้องการบอกแบบนี้หรือเปล่านะ...)

      ไม่ใช่แค่อเมริกันชนเท่านั้นที่ดูหนังเรื่องแล้วเกิดอาการสำนึกรักบ้านเกิดขึ้นในใจ แต่อาจรวมถึงชาวฝรั่งเศส หรือประเทศต่างๆ ที่มีความไม่ไว้วางใจในตัวของแรงงานอพยพและแรงงานข้ามชาติที่แห่แหนกันเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศ(อเมริกาเองก็มีปัญหาทำนองนี้กับแรงงานชาวเม็กซิกัน - ดูได้ใน Babel) ในประเทศไทยก็มีข่าวคนใช้กับลูกจ้างจากประเทศเพื่อนบ้านก่อวีรกรรมปล้นฆ่านายจ้างออกสื่ออยู่เป็นพักๆ

      พ้นจากเรื่องของอคติต่อแรงงานต่างด้าวและชาวมุสลิมอย่างไม่กลัวใครหาว่าอคติ หนังเรื่องนี้ยังสามารถใช้เป็นสื่อหาเสียงให้กับ จอห์น แม็คเคน แห่งพรรครีพับลิกันในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ได้สบายๆ โดยเฉพาะในเรื่องการทุ่มงบประมาณทำสงครามกับผู้ก่อการร้ายในอิรักอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลของจอร์จ ดับเบิลยู บุช

      หนังอย่าง In the Valley of Elah(2007, พอล แฮ็กกิส) หรือ Grace Is Gone(2007, เจมส์ ซี สเตราส์) แสดงภาพทหารซึ่งไปรบในศึกที่ไม่จำเป็น อันก่อให้เกิดความแตกสลายและล่มสลายของสถาบันครอบครัวอย่างร้ายแรงและเจ็บลึกทั้งกรณีของลูกชายในเรื่องแรก และภรรยากับแม่ในเรื่องหลัง เหลือไว้เพียงความเจ็บปวดค้างคาเป็นแผลในใจของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ไปตลอดกาล

      Taken กลับนำเสนอสิ่งที่อยู่ขั้วตรงข้ามเพราะในฐานะผู้รักษาความมั่นคงของชาติ (จะเรียกว่าทหารก็คงไม่ผิดนักแม้หนังจะไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจน) ถึงไบรอันจะหมกมุ่นกับการป้องกันประเทศชาติอยู่นานหลายปีจนลืมให้ความสำคัญกับครอบครัวและนำมาซึ่งการหย่าร้างแตกแยก แต่เมื่อเกิดเหตุอาเพศกับคิม ความสามารถเฉพาะตัวจากการเป็นทหารของไบรอันไม่ใช่หรือที่ปกป้องชีวิตและเยื่อพรหมจรรย์ของลูกสาวคนเดียวได้สำเร็จ แม้จะไม่ได้กลับมาอยู่เป็นครอบครัวเดียวกันอย่างสมบูรณ์ก็ตาม แต่ก็นำมาซึ่งชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุขแบบ happily ever after

      เหมือนจะบอกว่า ไอ้พวกที่ต่อต้านสงครามมั่วซั่วหรือบอกว่าจะถอนทหารออกจากอิรักนั่นแหละ คือพวกที่ทำให้ครอบครัวล่มสลายและทำให้ประเทศชาติอันเกรียงไกรอย่างสหรัฐอเมริกา อาจต้องถึงวันพังพินาศย่อยยับเพราะปราศจากความมั่นคงปลอดภัย

      เข้าใจปะ...บารัค โอบาม่า ?


 สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่
http://vreview.yarisme.com