government

 abhisit
ขอขอบคุณท่านแกนนำพันธมิตรทั้งห้า 
ที่ทำให้ผู้คนหันมาบูชากราบไหว้ขอร้องกระผม
ให้ช่วยปัดเป่าความชั่วของบ้านเมือง
ราวกับเป็นเจ้าแม่ไทรทอง 
~ขอบใจจ้ะ~

 

abhisit
4 พรรค กับ งูเห่าอีกหนึ่งฝูง
สุขใจจะหาใดเปรียบ
~ฮุ ฮุ~

 

abhisit
ไม่ต้องแย่งกันครับ
ผมไม่ใช่รถถัง 19 กันยา นะ
~เชื่อกันบ้างสิ~

 

 abhidit
หนายๆ ครายบอกว่าโผม "อภิสิทธิ์"
ของแบบนี้มันใครดีใครได้ว้อย
มาร์ค ม.7 ขอเป็น บ้ารัก โอบามาร์ค ก่อนละกัน
รอมานานแล้วเฟร่้ย
~คริ คริ~

 ว่าแล้วกระผมก็ขอตัว...

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

~ไปเล่นลิเก~
~เตรง เตรง เตร่ง เตร๊งงงง~

พิสิด 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไร้สาระ
~กูพับนกดีกว่า~

หมัก

 

 

 ชื่อหัว blog ดัดแปลงจากเนื้อเพลงของ โจอี้บอย (จำชื่อเพลงไม่ได้)

Starpics 723 - The Forbidden Kingdom 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 723 (ปักษ์หลัง มีนาคม 2551)

ตลกดี ฉบับนี้เป็นธีมหนังเอเชีย
แล้วเราก็เขียนหนังที่มีโลเกชั่นคือ "อิหร่าน"
(ตอนเขียนยังไม่รู้ธีมของเล่ม)


 Persepolis

     หลายคนอาจจะผิดหวังที่ภาพยนตร์อนิเมชั่นระดับรางวัลเรื่องนี้ไม่ได้ดูเคร่งเครียด รุนแรง หรือว่าอื้อฉาวตามกระแสที่ออกมาจากรัฐบาลหรือสถานทูตของประเทศอิหร่าน (ทั้งการส่งจดหมายต่อต้านถึงสถานทูตฝรั่งเศส, การกดดันให้ถอนภาพยนตร์จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ และการเซ็นเซอร์สิบกว่าฉากในการเข้าฉายที่อิหร่านเอง) เพราะผู้กำกับทั้งสองอย่างมาร์ยัน สตราบีย์กับแวงซ็องต์ ปารงโนด์ไม่ได้เจาะแค่ประเด็นการเมือง แต่เน้นเรื่องอัตชีวประวัติของผู้กำกับหญิงเอง และเลือกเล่าเรื่องชีวิตรันทดของเธอด้วยท่าทีผ่อนคลายเจืออารมณ์ขันในหลายช่วงหลายตอนด้วยซ้ำไป

     แม้ตามเนื้อหนังของประวัติศาสตร์นั้นพระเจ้าชาห์องค์สุดท้ายอย่างมูฮัมมัด ริฏอ บาห์ละวี จะพัฒนาและปฏิรูปประเทศอิหร่านผ่านการปฏิวัติสีขาว (White Revolution) ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ก็ประสบปัญหาสามัญเช่นเดียวกับประเทศทุนนิยมทั่วไปก็คือความเจริญไปไม่ถึงชุมชนคนรากหญ้า พร้อมกับปัจจัยอื่นๆทั้งการลดความสำคัญของศาสนาอิสลาม การคอรัปชั่น และการปราบปรามฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอย่างโหดเหี้ยมรุนแรง ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาในราชวงศ์บาห์ละวี จนต้องล่มสลายลงไปพร้อมกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของอิหร่าน

     ในช่วงครึ่งแรกของ Persepolis แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการย่นย่อประวัติศาสตร์การเมืองของอิหร่านมานำเสนอให้ผู้ชมอย่างรวดเร็ว(ส่วนจะตามกันทันหรือไม่ทัน คงขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคน) แต่กระนั้นหนังก็เล่าภาพครอบครัวของมาร์ยัน(ให้เสียงโดย ชิอาร่า มาสโตรยานนี่) แม้จะเป็นชนชั้นกลางผู้ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แต่ก็มีทัศนคติต่อต้านระบอบกษัตริย์ เพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามของรัฐบาลดังเช่นอาของมาร์ยันที่ถูกตามล่าในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ เธอเองก็ได้รับการถ่ายทอดทัศนคติและความสนใจการเมืองมาจากครอบครัว ภายหลังการปฏิวัติล้มราชวงศ์โดยการนำของกลุ่มที่เคร่งครัด(บ้างก็คลั่ง)ในศาสนาอิสลาม (Islamic Fundamentalists) และต่อต้านตะวันตกอย่างสุดขั้ว ที่นำโดยอิหม่ามอญาตุลเลาะห์ โคมัยนี อิหร่านที่ยังไม่มั่นคงเพียงพอถูกอิรักถือโอกาสเข้าโจมตีจนเกิดเป็นสงครามครั้งใหญ่ และครอบครัวสตราบีย์ตัดสินใจส่งมาร์ยันจากบ้านไปเรียนที่ออสเตรียเพื่อให้พ้นภัยของสงครามและตำรวจศาสนาที่คอยเพ่งเล็ง (หนังแสดงภาพของการ "หลบๆซ่อนๆ" เหล่าตำรวจศาสนาได้อย่างสมจริงแต่ก็สนุกสนานในเวลาเดียวกัน)

     มาร์ยันจากบ้านเกิดประเทศอิหร่านมาสู่สังคมยุโรปที่เสรีและเปิดกว้าง(กว่าอิหร่าน) กลุ่มเพื่อนใหม่สนใจชีวิตของเธอในอิหร่านมากทั้งสงคราม การปฏิวัติ และความตายราวกับเห็นเป็นของแปลกใหม่(แน่นอน พวกเด็กยุโรปมีชีวิตที่แสนสุขสบาย) พวกเพื่อนของเธอใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ไม่นานเธอก็เห็นว่ามันก็ไม่ต่างอะไรกับการอยู่ไปวันๆแบบไร้ความหมายไม่มีอุดมการณ์  และด้วยนิสัยที่ไม่ค่อยชอบกฎเกณฑ์ที่บีบบังคับ เลยมีปัญหากับเจ้าของบ้านพักอยู่เสมอๆ (โดยเฉพาะบ้านพักที่มีพวกแม่ชีเคร่งๆคอยดูแล) แถมคนยุโรปก็มักมองเธอเป็น "คนอิหร่านป่าเถื่อนสกปรกไร้มารยาท" ด้วยสายตารังเกียจเหยียดหยามอยู่ตลอดเวลา (จนมีช่วงหนึ่ง เธออายที่จะบอกคนอื่นว่าเธอเป็นคนอิหร่าน และบอกว่าตัวเองเป็นคนฝรั่งเศส)

     นอกจากเธอจะต้องย้าย "บ้านพัก" ไปเรื่อยๆอย่างไม่มีหลักแหล่ง ช่างน่าเศร้าที่ออสเตรียก็ไม่ใช่ "บ้าน" ที่ให้เธอพักพิงได้อย่างแท้จริง

Marjane Strapi in her childhoodMarjane Strapi with her European friends

     หลังจากที่ผิดหวังกับความรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอตัดสินใจกลับอิหร่านซึ่งยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐธรรมนูญอิสลาม แม้จะเป็นยุคที่การเมืองและสังคมเริ่มผ่อนคลายลงบ้างหลังการเสียชีวิตของอิหม่ามโคมัยนี แต่กฎเกณฑ์และค่านิยมของศาสนาก็ยังตามติดตัวเธอกับคนอื่นอย่างไม่ลดละ มีกฎแบ่งแยกชายหญิงอย่างชัดเจนในโรงเรียนศิลปะที่เธอเข้าศึกษาต่อ การแต่งตัวที่ต้องมิดชิด พร้อมกับการบังคับให้เข้าฟังการบรรยายที่ว่าด้วย "พฤติกรรมอันพึงประสงค์และการธำรงไว้ซึ่งศาสนาอิสลาม" อยู่เป็นระยะพร้อมคำขู่ว่าหากไม่เข้าร่วมต้องถูกพักการเรียน

     หนังดูเคร่งเครียดขึ้นมาบ้าง เมื่อมีภาพของมาร์ยันที่ลุกขึ้นโต้เถียงแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างเผ็ดร้อน ทั้งการตอกหน้าครูสอนศาสนาว่าโกหกเรื่องสงครามอิรัก-อิหร่านว่าเป็นการรบที่ทรงเกียรติเพื่อพระเจ้า (ทั้งที่จริงๆแล้วเป็นสงครามที่แสนไร้สาระที่ทำให้ผู้คนลุกขึ้นมาประหัตประหารกันด้วยการเอาพระเจ้ามาแอบอ้าง เมื่อความจริงปรากฏว่าประเทศมหาอำนาจลอบขายอาวุธให้สองฝ่าย แล้วนั่งดูการเข่นฆ่ากันของอิรัก-อิหร่าน) หรือการลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิสตรีกับผู้บรรยายเรื่องพฤติกรรมอันพึงประสงค์ฯ

     หนังก็แสดงให้เห็นภาพของมาร์ยันที่เธอเริ่มไม่เดือดร้อนกับการใส่ผ้าคลุมผม (เธอพูดกับย่าของเธอในทำนองว่า "ลืมไปเลย หนูชินจนไม่รู้สึกว่าใส่อะไรอยู่" เมื่อย่าของบอกให้ถอดผ้าคลุมผมออกเมื่ออยู่ในบ้าน) เป็นภาพที่ดูธรรมดาเหมือนไม่มีอะไร แต่ช่างสะกิดใจเหลือเกินว่า ต่อให้เราถูกทำร้ายทางอ้อมหรือถูกละเมิดสิทธิด้วยกฎระเบียบข้อบังคับ ในช่วงแรกเราอาจรู้สึกขัดขืน พอเวลาผ่านไปเรากลับชินชาและรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติสามัญในชีวิต จนลืมไปว่านั่นคือการละเมิดสิทธิปกติที่มนุษย์คนหนึ่งควรได้รับ (ไม่จำเป็นต้องเป็นกฎระเบียบอันเคร่งครัดของศาสนา แต่ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ก็ชินชากับการเซ็นเซอร์บุหรี่-เหล้า-ปืน-นมทางโทรทัศน์กันมากเกินไปแล้ว อีกไม่นานพวกเขาคงชินชากับการเซ็นเซอร์ในดีวีดีและการบล็อกเว็บไซต์ในอินเตอร์เน็ต ทั้งที่ไม่ได้เป็นสิ่งที่อารยประเทศเขาทำกัน)

     สุดท้ายแล้วประเทศอิหร่านที่เคยเป็น "บ้าน" ของเธอก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นอกจากกฎเกณฑ์แบบอิสลาม การใช้ชีวิตที่แทบไม่มีอิสระ ประจวบเหมาะกับชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลวอีกครั้ง สภาพจิตใจที่ย่ำแย่ทำให้ได้เรียนรู้ว่าที่แห่งนี้ไม่เหมาะกับมาร์ยัน สตราบีย์ เธอจึงไปใช้ชีวิตที่ประเทศฝรั่งเศสตราบจนปัจจุบัน...

     "แม่ขอสั่งไม่ให้ลูกกลับมาที่นี่อีก" คือประโยคบอกลาอันแสนเศร้า

Markane Strapi with Komeini's soldier
Marjane's friend with ABBA's record

     ภาพของมาร์ยันที่นั่งเหม่อลอยอยู่ที่สนามบินเป็นเวลาเพียงน้อยนิดของหนังที่เป็นภาพสี เหตุการณ์ที่เหลือนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเหตุการณ์ชีวิตในอดีตของเธอที่นำเสนอเป็นภาพขาวดำ นัยหนึ่งแล้วนอกจากหนังจะพูดถึงชีวิตในวัยเด็ก/วัยรุ่นของเธอก่อนที่จะอาศัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นการถาวร (หนังจบถึงแค่เหตุการณ์ที่เธอเดินทางถึงฝรั่งเศส) หนังเรื่องนี้ยังสะท้อนความคิดของเธอต่อสภาพการณ์ในปัจจุบัน และแสดงตัวตนของเธอในวันนี้ออกมาอย่างแจ่มชัด โดยบอกใบ้ให้คนดูทราบผ่านการเล่าเรื่องแบบ flashback ของหนัง

     พระเจ้าที่มาร์ยันได้พานพบในวัยเด็กนั้นกลับมีลักษณะที่เหมือนกับพระเจ้าทางตะวันตกที่เราเห็นกันบ่อยๆ ทั้งที่เธอนับถือศาสนาอิสลาม  (และเราแน่ใจได้อย่างหนึ่งว่าเธอเป็นคน "เอียงซ้าย" เพราะตอนที่พระเจ้ากลับมาหาเธอตอนวัยรุ่นที่เธอเป็นโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง พระเจ้าอีกองค์ที่อยู่ด้วยกันคือ คาร์ล มาร์กซ์) น่าจะเป็นการส่งสารถึงกลุ่มคนที่ถูกปลุกระดมให้ประหัตประการกันโดยใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ เพราะเอาเข้าจริงแล้วพระเจ้าของทั้งศาสนาคริสต์และอิสลามก็เป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน เถียงกันแล้วได้อะไรขึ้นมา เพราะท้ายที่สุดแล้วคนได้ประโยชน์ก็คือคนที่ยืนดูเด็กน้อยทะเลาะตบตีห้ำหั่นกันอย่างสนุกสนาน พร้อมกับเม็ดเงินที่ไหลมาเทมาอย่างไม่ขาดสาย

     อีกจุดที่หนังจงใจมากๆ คือหน้าตาของผู้บรรยายเรื่องพฤติกรรมอันพึงประสงค์ของสตรีอิสลามที่ถูกนางเอกลุกขึ้นตอกหน้า หน้าตาเหมือนกับมาห์มุด อาห์มาดิเนจัด ประธานาธิบดีของอิหร่านคนปัจจุบันราวกับแกะ

     Persepolis หรือ ปาร์เซห์ คือชื่อเมืองหลวงเก่าของอิหร่านที่ปัจจุบันเป็นมรดกโลกในลักษณะคล้ายกับเมืองโบราณอยุธยา หรือปราสาทหินพนมรุ้งของประเทศไทย แม้ว่าจะมีผู้คนเข้าไปชื่นชมมรดกอารยธรรมอันเก่าแก่อย่างชื่นชมอยู่ไม่ขาดสายก็ตาม แต่คำถามสำคัญก็คือ ทำไมเราต้องรอให้เหลือแต่ซากปรักหักพัง แล้วค่อยมานั่งชื่นชม

     ถ้ายังมัวแต่สู้กันแบบไร้เหตุผลเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เราคงได้ "ซากอารยธรรม" ให้ชาวโลกได้ชื่นชมเพิ่มอีกหลายแห่งในเวลาไม่นานนัก

     นั่นแหละคือสิ่งที่มาร์ยัน สตราบีย์ พยายามจะบอกกับ "บ้าน" ของเธอในวันนี้

     บ้านที่เธออยากกลับ แต่กลับไม่ได้

Marjane Strapi with... God !! 

 สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่ http://vreview.yarisme.com

พร้อมลุ้นรับบัตร Major M Cash มูลค่า 500 บาท จำนวน 8 ใบ ทุกเดือน!!

edit @ 25 Mar 2008 07:10:20 by nanoguy