censorship

Starpics 739 - Ong Bak 2

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ ดูหนังในหนังสือ
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 739 (ปักษ์หลัง พฤศจิกายน 2551)

ปก "แรง" ทีเดียว
555+


Son of Rambow


     หากพูดถึงภาพยนตร์ที่เชิดชูวีรกรรมของคนเล็กๆในการสร้างหนัง "ทำมือ" อันทุนต่ำและซื่อใส หลายคนคงนึกถึง Be Kind Rewind (2008, มิเชล กงดรี้) ที่เพิ่งเข้าฉายแบบจำกัดโรงในบ้านเราไปเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทว่าแท้จริงแล้วในปี 2007 มีหนังอังกฤษเล็กๆ อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับหนังทำมือเช่นกัน

     หนังเรื่องนั้นชื่อ Son of Rambow ของผู้กำกับ การ์ธเจนนิงส์ ผู้ไม่มีชื่อเสียงในวงกว้างเทียบเท่า มิเชล กงดรี้ ผมเองได้ยินชื่อของ Son of Rambow ผ่านหูผ่านตา โดยไม่เคยคิดว่าหนังเรื่องนี้จะเข้าโรงฉายให้คอหนังชาวไทยได้ดูอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งน่าดีใจและน่าแปลกใจ (แต่ผู้ชมบางส่วนอาจดูจาก "แหล่งที่เรารู้กัน" ไปประมาณชาติเศษแล้ว)

     หากจะเปรียบเทียบ Son of Rambow กับ Be Kind Rewind อย่างที่คนส่วนใหญ่มักนำไปเทียบกัน นอกจากเรื่องราวของ "หนังทำมือ" แล้ว ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้แทบจะต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งรูปแบบการนำเสนอ ท่วงท่าและท่าทีเรื่องแรกนั้นนำเสนอในแบบหนังดราม่าอบอุ่นซาบซึ้งขณะที่เรื่องหลังกลับวางท่าโชว์เทคนิคและความก๋ากั่นหลากหลายรูปแบบของตัวละครหลัก(ผ่านการแสดงที่แบบเกือบจิตหลุดของ แจ็ค แบล็ค) ตามสไตล์ของมิเชล กงดรี้

     ประเด็นอื่นๆในหนังนั้นก็ต่างกันอย่างชัดเจน เพราะใน Be Kind Rewind พูดถึงการรักษาชุมชนดั้งเดิมเอาไว้จากการรุกล้ำของทุนนิยม(ที่จะทุบตึกแถวไปทำห้างยักษ์) ซึ่งหนังก็ได้ลามเลียไปถึงการทำงานของระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจทำลายความจริงใจใสซื่อของหนังทำมือลงในพริบตา อาจมองได้ว่าเขากำลังสนับสนุนแนวทางของสื่ออิสระอย่างเช่น YouTube หรือเว็บโพสคลิปวิดีโอ และ blog ต่างๆที่เน้นความอิสระและความจริงใจของคนทำสื่อหรือทำหนัง (แต่แรงขับส่วนหนึ่งของตัวละครกลับเป็นความพยายามที่จะรักษาร้านเช่าวิดีโออันเก่าแก่แทบไร้ลูกค้ามิให้ถูกทุบไปพร้อมกับตึกแถวอันทรุดโทรม - ดูลักลั่นย้อนแย้งยังไงพิกล) ส่วน Son of Rambow กลับให้ความสำคัญกับตัวละครและปูมเบื้องหลังของพวกเขาอันนำมาซึ่งภาพยนตร์ทำมือของเด็กชายสองคน

     สองจุดนี้เองที่ทำให้ Son of Rambow นั้นเหนือกว่า Be Kind Rewind เพราะเทคนิคการนำเสนอและประเด็นของเรื่องนั้นไหลลื่นกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน มากกว่าหนังที่โฉ่งฉ่างเกินเลยไปนิดอย่าง BeKind Rewind ซึ่งทำให้หลายช่วงอารมณ์ของหนังดูโดดๆ สะดุดๆและนำพาคนดูไปไม่สุดทาง

     วิลล์ พราวด์ฟุต(บิลล์ มิลเนอร์) เป็นเด็กหน้าตาดี สะอาดสะอ้านแลดูเรียบร้อยไม่สู้คน ไม่โดดเด่นจากเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ เป็นลูกที่ดีของแม่(เจสสิกา สตีเวนสัน) พี่ที่ดีของน้องสาว และสาวกที่ดีผู้ไม่เคยเสียประวัติของนิกาย Plymouth Brethren อันเคร่งครัด

     วันหนึ่งระหว่างนั่งเล่นอยู่หน้าห้องเรียน เพราะสาวกของนิกาย PB นี้ห้ามเสพสื่อประเภทใดทั้งสิ้นโดยปราศจากข้อยกเว้น และคุณครูกำลังเปิดสารคดีเพื่อการเรียนรู้อยู่ในโทรทัศน์ เด็กน้อยได้พบกับ ลี คาร์เตอร์(วิลล์ พาวล์เตอร์) เด็กมีปัญหาแบบฉบับอังกฤษแท้ๆรุ่นเดียวกัน ที่ถูกไล่ออกจากห้องเรียนมาอย่างเกรี้ยวกราด พร้อมเสียงเฮโลของเพื่อนร่วมชั้นก่อนจะเกิดเหตุการณ์อลเวงที่ทำให้ทั้งคู่ถูกลากไปห้องปกครอง ซึ่งลีขู่วิลล์เอาไว้ว่าต้องถูกครูไหวใจร้ายจับทรมานอย่างสากรรจ์ และเสนอตัวรับโทษเองทั้งหมดโดยแลกกับนาฬิการาคาแพงของวิลล์(ก่อนจะหนีกลับบ้านไปอย่างเงียบเชียบ)

     จากจุดเริ่มต้นนี้เองลีจึงได้พาวิลล์มาร่วมทำหนัง เพื่อส่งประกวดหนังสั้นหน้าใหม่ของ BBC ซึ่งต้องแอบใช้กล้องของลอว์เรนซ์(เอ็ด เวสต์วิค) พี่ชายลีมาถ่ายเป็นขยักๆ กระทั่งวิลล์ได้ดูหนังเรื่อง First Blood(1982 - ภาคแรกของแรมโบ้) โดยบังเอิญ ผ่านม้วนวิดีโอที่ลีไปซูมมาจากโรง(และเปิดค้างไว้) ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจอย่างมหาศาล และกลายเป็นเรื่องราวประกอบภาพอันเปี่ยมจินตนาการเรื่องSon of Rambow กับมิตรภาพผ่านการร่วมแรงร่วมใจสร้างหนัง "ทำมือ" เรื่องนี้

     เด็กทั้งสองล้วนแต่มีปัญหาส่วนตนแบกอยู่เต็มบ่าเล็กๆของพวกเขา

     คนแรกพ่อเสียไปเมื่อไหร่ไม่ทราบได้ แถมบ้านนี้ยังเคร่งศาสนากันอย่างน่ากลุ้ม ซึ่งไม่เพียงแต่แม่เท่านั้น หากยังมีหัวหน้าคณะสาวกนิกาย บราเธอร์โจชัว(นีล ดัดเจียน) ที่ขอร้องแม่ของวิลล์ ให้เขาลาออกจากโรงเรียน เพื่อมาศึกษานิกาย Brethren แบบเต็มเวลา และแน่นอน การไปทำหนังเรื่อง Son of Rambow เป็นพฤติกรรมที่ไม่อาจยอมรับได้

     อีกคนหนึ่งมีบ้านใหญ่โต แต่ก็มีแค่พี่ชายติดเพื่อนพ่อแม่ทำงานอยู่ที่ประเทศสเปน นานๆจะกลับมาเยี่ยมสักที แถมที่โรงเรียนยังถูกแอนตี้จากนักเรียนและครูบาอาจารย์ทุกระดับชั้น(ชนิดที่เดินผ่านเมื่อไหร่ก็เป็นโดนโห่ โดนกระแนะกระแหน)จะเรียกว่ามีชีวิตอยู่ตัวคนเดียว ก็คงไม่บิดเบือนความจริงเท่าไร

     ลีอาจต้องการเรียกร้องหาที่ยืนให้ตัวเอง ผ่านการส่งหนังไปประกวดหนังสั้นหน้าใหม่ ในขณะที่วิลล์ก็หาพื้นที่สำหรับระเบิดจินตนาการอันสูงส่ง (ขนาดตอนยังไม่ได้ดูแรมโบ้หรือหนังอื่นๆ เขายังเขียนหนังสือเรียนผนังห้องน้ำจนอัดแน่นไปด้วยตัวละครกับเรื่องราวต่างๆ) จึงสอดประสานเข้ากันได้อย่างพอเหมาะพอดี

     บราเธอร์โจชัวถือโอกาสเข้ามาสวมรอยตำแหน่งพ่อคนใหม่อย่างชัดเจนเกือบเข้าขั้นคุกคาม โดยนอกเหนือจากอาการกะลิ้มกะเหลี่ยกับแม่ หาโอกาสมาทานข้าวเย็นร่วมโต๊ะอยู่เนืองนิตย์ เขาก็ทำหน้าที่ประหนึ่งสุนัขตำรวจของลัทธิ Brethrenคอยจับผิดพฤติกรรมของเหล่าสาวกในทุกฝีก้าวของชีวิต(แม้กระทั่งขั้นตอนของมื้ออาหาร) ช่วงที่วิลล์กำลังทำ Son of Rambow คือช่วงที่สถานะครอบครัวของเขาตกอยู่ใต้วิกฤติ เพราะหากไม่สามารถเกลี้ยกล่อมวิลล์ให้ล้มเลิกการทำ "ผิด" ได้ครอบครัวนี้ก็ไม่อาจเป็นส่วนหนึ่งของ Plymouth Brethren อีกต่อไป

     หนักหนากว่านั้นการทำหนังของเด็กชายทั้งสองยังถูกขัดจังหวะด้วยการมาเยือนของเหล่านักเรียนแลกเปลี่ยนฝรั่งเศสรุ่นพี่ ซึ่งหนึ่งในกลุ่มนั้นคือ ดิดิเยร์ เรอโวล(ฌูลส์ ซิตรุค) ผู้มีเอกลักษณ์ทั้งทรงผมและการแต่งกายจนกลายเป็นหัวโจกในโรงเรียนและขวัญใจสาวอังกฤษได้ว่องไวปานกามนิตหนุ่ม(ถึงขั้นที่เรียกนักเรียนหญิงจากทั้งโรงเรียนมาเรียงคิวให้เขา "จูบ" ได้) และคิดว่าตนคือ แพทริค สเวย์ซี่ ที่หลุดออกมาจากหนังเรื่อง The Outsiders(1983) เมื่อได้ข่าวว่าวิลล์กับลีกำลังทำหนังเรื่อง Son of Rambow กันอยู่เขาก็ไม่รีรอที่จะเสนอตัวเป็นหนึ่งในทีมนักแสดงทันที อันนำมาซึ่งการปรับบท แก้ฉากเพื่อให้เหล่าก๊วนกอของดิดิเยร์เข้ามามีส่วนร่วม (รวมถึงสาวๆที่อยากใกล้ชิดหรือโดดขึ้นเตียงกับเขาจนตัวสั่น) ซึ่งจะส่งผลให้หนังดูอลังการโปรดักชั่นกว่าตอนแรก วิลล์เห็นชอบ ทว่าลีส่ายหน้า จนเกิดความขัดแย้งขึ้นเมื่อลีเริ่มถูกลอยแพจากโปรเจ็คต์นี้มากขึ้นทุกที

     ไม่ต่างกับแรงบันดาลใจและความจริงใจของคนทำหนัง(แน่นอนไม่ใช่ทั้งหมด) ซึ่งมักถูกปิดกั้น/แทรกแซงจากเหล่ากองเซ็นเซอร์ ตำรวจศีลธรรมเครือข่ายพ่อแม่ผู้ปกครอง กับความต้องการส่วนตนของสตูดิโอและนักแสดงระดับบิ๊กเนมที่คอยแก้นั่นเปลี่ยนนี่ตามใจตนอยู่ร่ำไป และไม่ว่าการ์ธ เจนนิงส์จะตั้งใจแต่ต้นหรือไม่ การที่ตัวเอกเป็นเด็กวัยประถมสองคนก็สื่อภาวะกึ่งง่อยเปลี้ยของตัวละครที่รับบทบาทเป็นศิลปินเมื่อประสบสถานการณ์อันหนักหน่วงสาหัส ด้วยแรงกดดันรอบทิศ

      ฉากที่แม่เข้ามาคุยเปิดอกกับวิลล์เกี่ยวกับความเป็นไปของ "สถานะ" ของครอบครัว อันเกิดจากหนังของวิลล์และลีทำให้เรารู้ว่าเมื่อคราวเธอยังเด็ก เธอได้ยินเสียงเพลงอันไพเราะประทับใจจากร้านขายแผ่นเสียงเธอไม่อาจสลัดมันออกจากใจได้ จึงไปซื้อมันมาครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์ แต่แล้วเหล่าตำรวจศีลธรรมของลัทธิก็เผามันทิ้งเสียไม่มีดี ทำให้ผมอดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้ ว่าทำไมคนเราจึงต้องเสียสละมากมายเหลือเกินต้องเสียสละแม้กระทั่งความสุขเล็กๆส่วนตน เพียงเพื่อให้ได้รับคำสรรเสริญว่าเป็นผู้ประพฤติถูกทำนองคลองธรรมที่ใครบางคนกำหนดมา โดยไม่อาจรู้ได้ชัดเจนว่ามันมีคุณค่าต่อชีวิตเรามากเพียงนั้นจริงหรือ?

      การที่เด็กประถมสองคนได้แรงบันดาลใจจาก First Blood ซึ่งเป็นหนังแรมโบ้ภาคแรกนั้นก็น่าสนใจอีกประการ หนังได้ตั้งคำถามต่อเหล่าผู้ที่เรียกตนว่าผู้ปกป้องและคุ้มครองเยาวชน ว่าหนังที่พวกเขาพะหัวว่ารุนแรงหรือไร้ศีลธรรมนั้นได้ส่งผลกระทบแต่เพียงด้านชั่วร้ายต่อจิตใจของเด็กจริงหรือ?(ในสหราชอาณาจักรตามท้องเรื่อง หนังติดเรต 15) เพราะสิ่งที่กระทบอย่างแรงนั้นกลับทำให้จินตนาการของวิลล์ระเบิดพลังออกมา หาได้ไปปล้นแท็กซี่หรือฆ่าแกงใครอย่างที่ผู้เคร่งศีลธรรมมักตีตนไปก่อนไข้

     ในบรรดาเด็กนักเรียนไทยที่หันมาจับกล้องทำหนังสั้นกันให้อึกทึกตอนนี้หลายคนก็ได้แรงบันดาลใจจากหนังที่ถูก(บางคน/หน่วยงาน)ตีตราเช่นกันโดยเฉพาะขบวนหนังของ เควนติน ตารันติโน่, จอห์น วอเตอร์ส หนังซอมบี้เกรดบีเลือดสาดและฆาตกรโรคจิตอาละวาดทั้งปวง (ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีหนังทำมือประเภท ถ่ายเองเล่นเอง อีกจำนวนหนึ่ง - คนละประเภทกับคลิปหลุด)

      ย้อนกลับไปที่หนังของวิลล์กับลีที่แม้จะได้แรงบันดาลใจจากหนังยิงอุตลุดเรื่องนั้น สมองของเด็กน้อยอย่างวิลล์ก็ทำให้เรื่องราวกลายเป็นหนังแสนสดใสไร้พิษภัยว่าด้วยลูกชายของแรมโบ้ที่ตามไปช่วยพ่อจากการคุมขังซึ่งในแง่หนึ่งก็สะท้อนอาการโหยหาพ่อของวิลล์ผู้เขียนบทที่สูญเสียพ่อและยังไม่เชิงว่าทำใจได้ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงแรงขับภายในของศิลปินที่มีส่วนช่วยบันดาลผลงานแต่ละชิ้นออกมาได้อีกทางหนึ่งด้วย

      จากทัศนะส่วนตัวตัวละครดิดิเยร์เป็นเครื่องมือเสียดสีอย่างไม่ตั้งใจที่ Son of Rambow มีต่อ Be Kind Rewind (เนื่องจาก Son of Rambow สร้างเสร็จก่อน จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นเจตนาของเจนนิงส์) เพราะลุคของตัวละครเด็กฝรั่งเศสที่ประหลาดทั้งหน้าตาทรงผมและเสื้อผ้านี้ ดูจะไม่ต่างกับ มิเชล กงดรี้ ที่มักทำหนังเก๋ๆ ฮิปๆให้ผู้คน(กลุ่มหนึ่ง) กรี๊ดกร๊าดชื่นชมในความแหวกแนวอยู่เสมอ (ตั้งแต่ Eternal Sunshine of the Spotless Mind, The Science of Sleep - ยังไม่นับมิวสิกวิดีโอจำนวนมหาศาลที่เขากำกับ)

      เสียดสีไปกว่านั้น เมื่อตอนท้ายหนังเฉลยว่าตัวละครนี้ก็อยู่ในสถานะไม่ต่างกับลี คาร์เตอร์ คือโดนเพื่อนร่วมโรงเรียนกระแนะกระแหนถากถางและกันให้อยู่นอกกลุ่มตลอดเวลา เขาถึงต้องหาลูกกระจ๊อกกับสาวๆมาเดินตามรับใช้เขาที่นี่เพราะเมื่อกลับฝรั่งเศสเขาก็คงเป็นแค่ไอ้งั่งคนเดิมที่ไม่มีค่าอะไร (ซึ่งจริงๆกลุ่มคนที่ถากถางดิดิเยร์ อาจมีสถานะเป็นเพียงอากาศธาตุในความคิดเขาก็ได้)

      เพราะสิ่งที่ศิลปินต้องการมากที่สุด ก็ไม่ได้มากไปกว่าสายตาที่ยอมรับตัวตนเนื้อแท้ของเขาอย่างแท้จริง โดยไม่หวังจะบิดเบือนเปลี่ยนแปลงให้เสียรูป ทว่าสิ่งที่ดิดิเยร์ได้กระทำลงไป(อาจตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ) ได้ทำให้ตัวตนของลีค่อยๆเลือนหายไปจากหนังของทั้งคู่อย่างที่ลีตัดพ้อกับวิลล์ว่า "ตอนทำหนังกับนายแค่สองคนสนุกกว่าตอนนี้ตั้งเยอะ" ซึ่งตรงข้ามกับ Be Kind Rewind อย่างสิ้นเชิงที่ยิ่งใกล้จบมากเท่าไหร่ คนที่มีส่วนร่วมกับหนังทำมือของสองเกลอกลับล้นทะลักเฟรมภาพขึ้นเรื่อยๆ (จวบจนฉากสุดท้ายที่คนทั้งเมืองยืนปรบมือให้หนังที่พวกเขาทำอย่างเกรียวกราวชวนขนหัวลุก ราวกับต้อนรับวีรบุรุษของชาติกลับสู่มาตุภูมิ)

      ในขณะที่ Son of Rambow กลับเลือกจบอย่างไร้ซึ่งเกียรติยศและรางวัลใดๆ ทว่าเกาะกุมในหัวใจได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพ


 สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่
http://vreview.yarisme.com

     ตอนแรกผมกะไว้ว่าว่างเมื่อไรจะีีรีบมาอัพเอนทรี่สรุปหนังที่ดูไปในเดือนสิงหาคม (ซึ่งก็มีไม่ได้มากมายอะไีรนัก) แต่ว่าวันนี้ผมเพิ่งเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่รู้จะหัวเราะเยาะแบบเสียดเย้ย (เหมือนที่แดนทำกับดาร์เรนในเอนทรี่ก่อนหน้า ฮา..) หรือว่าจะโศกเศร้าให้กับความไร้สติของคนมีอำนาจกลุ่มนึงในบ้านเราดี

     เรื่องของเรื่องก็คือว่า ผมอยู่หอพัก แล้วอินเตอร์เน็ตของหอพักที่นี่ใช้เป็นระบบเครือข่าย wireless ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายเดือนละ 500 บาท โดยคนที่ต้องการใช้ก็ต้องลงไปซื้อการ์ด username/password ที่ป้อมยามข้างล่าง เพื่อเอามา login ก่อนใช้ โดยอินเตอร์เน็ตที่ว่านี้เป็นลูกข่ายของ TOT อีกทีหนึ่ง โดยก่อนหน้านี้พี่ยามได้มาเตือนผมแล้วว่า "ซื้อการ์ดเน็ตคราวหน้าเอาบัตรประชาชนลงมาด้วยนะ" ซึ่งผมก็ยังไม่อาจเข้าใจได้ ณ ตอนนั้นว่าทำไปเพื่ออะไร

     ในวันนี้อินเตอร์เน็ตหมดอายุึ 30 วันพอดี ผมก็เลยได้ฤกษ์ลงไปซื้อการ์ดอินเตอร์เน็ตของเดือนใหม่ เลยลองถามพี่ยามอีกทีว่า ตกลงเขาให้เอาบัตรประชาชนมาทำไม ก่อนที่จะให้เขียนชื่อนามสกุลเต็มยศ รหัสบัตรประชาชน ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน และ username/password ของการ์ดอินเตอร์เน็ตใบนั้นลงสมุด!

     พี่ยามตอบด้วยหน้าตาซื่อๆว่า "ก็เค้าจะเอาไว้ดูไอ้เกมที่มันออกข่าวนั่นไง"

     แม่เจ้า!!

     ผมเชื่อนะครับว่าทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเจ้านี้(ที่ล่มบ่อยจนผมเบื่อ) หรือแม่ข่ายอย่าง TOT คงไม่เซ็นเซอร์ตัวเองด้วยวิธีการบ้าคลั่งปานนี้ (แม้ TOT จะเคยมีคดี "เซ็นเซอร์โดยพลการ" ต่อเว็บไซต์ youtube, ฟ้าเดียวกัน และประชาไท มาก่อนหน้านี้ โดยอ้างความเป็นบริษัทของคนไทยมาก่อนก็ตาม แต่นั่นยังพอเข้าใจได้ในฐานะที่ว่ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่คนไทยคงอ่อนไหวกันมากกว่าเรื่องอื่นๆ) เพราะอย่างน้อยที่สุดผมเชื่อว่าคนที่ทำงานในบริษัทอินเตอร์เน็ต น่าจะรู้ข้อมูลพื้นฐานที่ว่า "GTA ไม่ใช่เกมออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ต" (ที่เมืองนอกเขาเล่นออนไลน์ได้ แต่ก็ไม่ได้เล่นผ่านคอมพิวเตอร์อย่างนี้ เพราะเครื่องเล่นเกมคอนโซลของเขามันล้ำหน้าไปไกลกว่าบ้านเรามากโข)

     ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคงเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากคำขอ "โดยไม่เป็นทางการ" จากส่วนกลางผู้มีอำนาจอย่างกระทรวงไอซีที (ซึ่งคงได้รับ "คำขอร้องแกมบังคับ" มาจากสถานที่โบราณๆอย่าง "หน่วยเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม" ของอีนังลัดดา) เพื่อมาจับตาดูผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างใกล้ชิดว่ามีใครบ้าง บ้านอยู่ที่ไหน และวันๆทำอะไรกันอยู่ !! (ไม่แน่ บางทีที่ผมเขียนด่าพวกมันอยู่นี่ มันอาจจะกำลังนั่งอ่านอยู่ก็ได้ ถ้ามันอยู่ในอารมณ์อยากอ่าน)

     เขาเอาไปแม้แต่รหัสประจำตัวประชาชนเลยนะครับ แม้จะมี พรบ.คอมพิวเตอร์ ออกมาก่อนหน้า (ที่ทำให้เวลาสมัครเว็บบอร์ดต้องใช้เลขประจำตัวประชาชน) แต่เล่นทำกันมาถึงขนาดนี้แล้วหรือนี่?

     ถ้าวันไหน DotA เกิดกลายเป็นเกมผิดกฎหมายขึ้นมาบ้าง มีหวังเพื่อนๆผมคงไปนอนคุกกันซักครึ่งรุ่น (ถ้าเกิดมันมีพวกบ้าออกไปตีกันแล้วบอกว่าเลียนแบบมาจาก DotA เข้าน่ะนะ เพราะกระทรวงพวกนี้กระเหี้ยนกระสันจะเห็นความรุนแรงที่มีคน "อ้างว่าเกิดจากเกม/การ์ตูน/หนัง" อยู่แล้ว เพราะท้ายที่สุดก็จะมีคนหัวโบราณหันหน้าไปเชียร์คนอย่างอีนังลัดดา)

     ผมเพิ่งอ่านบทความ "จดหมายรักใน 'รัฐแห่้งภาพยนตร์'" ที่เขียนโดย Tilda Swinton (แปลโดย ณัฐพรรณ แย้มเขไข ตีพิมพ์ใน Bioscope ฉบับล่าสุด) เธอพูดถึงภาพยนตร์ได้อย่างกินใจยิ่งในตอนท้ายๆ ตอนหนึ่งว่า

     "...มันเป็นรัฐแห่งความคิด ปราศจากพรมแดน และไม่มีนโยบายกีดกันหรือเนรเทศ มันไม่เสแสร้งว่าเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่กระทั่งจะอ้างตนว่ามีอารยะ มันไม่ขายนโยบายแห่งเสรีภาพด้วยการแอบบังคับ..."

     ครั้งนี้สิ่งที่ผมประสบ ผมไม่มองว่าเป็นแค่การเซ็นเซอร์เกมธรรมดาๆ เพราะหากพวกเขาสั่งการได้ถึงขนาดนี้แล้ว การควบคุมการใช้ชีวิตประจำวัน ก็ได้ล่วงล้ำเข้าสู่สิทธิเสรีภาพในโลกไซเบอร์ของเราในที่สุด แม้สังคมหรือวงการ เกม/หนัง/การ์ตูน หรือสื่อต่างๆ จะไม่เคยอ้างตนว่้าเปี่ยมอารยะ หรือสูงส่งกว่าใครที่ไหน ดังที่ทิลด้าว่าไว้ข้างต้น

     แต่อย่างน้อย ผมว่าเรามีอารยะมากกว่าพวกไร้สติที่ออกกฎแบบนี้ขึ้นมาในสังคมโลก

edit @ 8 Sep 2008 21:21:09 by nanoguy