article

ขอมอบกล่องของขวัญกล่องนี้ เป็นของขวัญปีใหม่แด่ทุกท่าน
สวัสดีปีเสือ
แฮ่
 
The Box
 
 

(บทความนี้พูดถึงความลับของหนัง...อีกแล้ว)

 

ครอบครัวลูอิสปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้อย่างมีความสุข สุขในแบบที่ครอบครัวตามภาพฝันอเมริกันควรจะมี อาเธอร์(เจมส์ มาร์สเดน)ทำงานอันทรงเกียรติอยู่ในองค์การนาซ่า และรอวันที่จะได้เลื่อนขั้นเป็นนักบินอวกาศ นอร์ม่า(คาเมร่อน ดิอาซ)เป็นอาจารย์สอนวิชาวรรณคดี ผู้พิสมัยในงานของ ฌอง ปอล ซาตร์ แน่นอนว่าด้วยสถานะเช่นนี้ พวกเขามีดีพอที่จะส่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวน วอลเตอร์(แซม ออซ สโตน) ให้เข้าเรียนในโรงเรียนชั้นดี พร้อมกับดำเนินชีวิตตามแบบแผนอย่างปกติสุข

           

            ใช้เวลาในหนังเพียงชั่วอึดใจ ความผิดปกติก็ค่อยๆปรากฏขึ้นทีละเล็กละน้อย นอร์ม่าถูกนักเรียนทะโมนบีบให้เธอต้องเผยความผิดปกติอันไม่เจริญตาที่เท้าขวาขณะที่กำลังสอน เธอถูกเรียกพบเพื่อแจ้งข่าวร้ายว่าทางโรงเรียนไม่อาจลดหย่อนค่าเทอมให้ลูกชายได้อีกต่อไป เนื่องจากภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจในปี 1976 และหนทางสู่การเป็นนักบินอวกาศของอาเธอร์ก็ดับวูบลง แผนการที่จะผ่าตัดเท้าขวาของนอร์ม่าให้กลับมาเป็นปกติก็เป็นอันต้องสะดุด

           

            กล่องปริศนาห่อกระดาษสีน้ำตาลเรียบๆ วางอยู่หน้าบ้านหลังเสียงกริ่งและรถยนต์ปริศนา สามีภรรยาเปิดกล่องออกและพบเครื่องมือหน้าตาพิสดาร มันมีปุ่มสีแดงใหญ่เตะตาอยู่บนรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูทื่อๆ พร้อมกับจดหมายที่แจ้งการมาถึงของใครบางคนในอนาคตอันใกล้

           

            เขาคนนั้นคือ มิสเตอร์สตวร์ด(แฟรงค์ แลงเจลลา) ชายผู้สวมสูทสามชิ้นพร้อมหมวกท่าทางสุภาพ ทว่ามีแผลฉกรรจ์ตกค้างบนแก้มซ้าย เขาคือเจ้าของกล่อง และเขาคือเจ้าของเงื่อนไข หากสามีภรรยาเลือกกดปุ่มสีแดงนี้ พวกเขาจะได้เงินสดหนึ่งล้านเหรียญฯ พร้อมกับการตายของคนที่พวกเขาไม่รู้จักหนึ่งคน แน่นอนว่าเรื่องนี้ห้ามแพร่งพราย แม้แต่กับลูกชายของตัวเอง

           

James Marsden, Cameron Diaz & The Box

 

            ไม่ยากที่จะคาดการณ์เรื่องราวถัดจากนี้ เพราะเงินจำนวนมหาศาล(ยิ่งเทียบว่าเหตุการณ์ในหนังคือปี 1976)ย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะมามอบกันได้ง่ายดายเหมือนถ่มน้ำลายลงพื้นถนน ครอบครัวลูอิสยังต้องเผชิญเรื่องราวอีกมาก แต่ที่เหนือความคาดหมายจริงๆ ก็คือสเกลของหนังที่ค่อยๆถ่างกว้างขึ้น กว้างขึ้น หากเปรียบเป็นกราฟ มันคงพุ่งสูงทะลุชั้นบรรยากาศโลก และไม่มีวี่แววว่าจะหักโค่นลงมาเหมือนหุ้นตกฉับพลัน

           

            เมื่อพูดถึงครอบครัวพาฝันตามฉบับอเมริกันดรีม หนังอีกเรื่องซึ่งเข้าฉายในบ้านเราปีนี้เช่นกันก็เคยกล่าวถึงอย่างเจ็บแสบไปแล้ว นั่นคือ Revolutionary Road ของ แซม เมนเดส แต่สำหรับ The Box มันคือถนนสายปฏิวัติที่ทะเยอทะยานและให้รสชาติที่แปลกลิ้นกว่า โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากผลงานสองเรื่องแรกของริชาร์ด เคลลี่ ทั้ง Donnie Darko และ Southland Tales ที่เต็มไปด้วยลูกบ้าและความคลั่งไคล้ส่วนตน โดยเฉพาะต่อนิยายวิทยาศาสตร์ (แต่ผมเองยังไม่มีโอกาสได้ดูหนังสองเรื่องที่ว่าหรอกนะครับ เลยทำให้ The Box เป็นการเปิดประตูสู่ริชาร์ด เคลลี่ ของผมไปโดยปริยาย และไม่มีทีท่าจะปิดลงง่ายๆเสียด้วย)

           

            นอกจาก Revolutionary Road และขบวนของหนังทำลายภาพฝันอเมริกันดรีมทั้งหลายซึ่งเคยสร้างกันมา กระทั่งปรัชญาและแนวคิดของหนังอันเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก ก็ยังพ้องกับ The Day the Earth Stood Still ชนิดแทบจะซ้อนทับกันสนิท เพราะผู้มาเยือนของทั้งสองเรื่องต่างก็เข้ามาเพื่อทดสอบจริยธรรมของเผ่าพันธุ์มนุษย์ว่าเหมาะสมที่จะดูแลและใช้ชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงนี้หรือไม่ แต่หากในหนังโลกหยุดนิ่งเรื่องนั้นเขามาในฐานะของพระเจ้าหรือพระศาสดาผู้เปี่ยมเมตตาและคอยจับจ้องความเป็นไปของชาวโลก ใน The Box ซาตานผู้เลือดเย็นต่างหากที่รับหน้าที่นี้มา และยังคงทำหน้าที่นี้อยู่ตลอด

           

                คีอานู รีฟส์ อาจล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยความรวดเร็ว ให้สลายไปเหมือนอากาศธาตุ และทำไปด้วยความจำใจ แต่ แฟรงค์ แลงเจลลา เป็นเพียงร่างทรงของผู้มาเยือนที่ไม่ปรากฏตัว เต็มไปด้วยเครือข่ายในเนื้อหนังมังสาของมนุษย์ และค่อยๆให้บทเรียน พร้อมกับปลิดวิญญาณของเผ่าพันธุ์นี้ลงอย่างช้าๆ ผ่านเกมทดสอบจริยธรรมในกล่องที่เต็มไปด้วยเงื่อนไข กฎเกณฑ์ ผลประโยชน์ และข้อแลกเปลี่ยนที่ไม่อาจหลีกหนีได้

           

            ปีที่เกิดเหตุการณ์ใน The Box นี้น่าสนใจมาก เพราะมันอาจไม่ใช่แค่ดังที่เคลลี่ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เขาต้องการคารวะต่อหนังยุค 70s และสร้างสถานการณ์ให้ลี้ลับแบบย้อนยุค (คือความหวาดผวาของตัวละคร ที่ไม่สามารถบรรเทาลงได้โดยพลัน ด้วยโทรศัพท์มือถือหรืออินเตอร์เน็ตอย่างมนุษย์ในศตวรรษที่ 21) เพราะปี 1976 คือช่วงเวลาที่สหรัฐอเมริกาเพิ่งแพ้สงครามเวียดนามมาหมาดๆ ยุค 70s ใน The Box จึงปราศจากฮิปปี้บุปผาชนและเหล่าเสรีชนทั้งหลาย ผู้คนสิ้นหวังและหันมาดำเนินชีวิตตามกรอบขนบธรรมเนียมประเพณี มายาคติค่านิยมสำเร็จรูป(ซึ่งกลายเป็นวัตถุดิบอย่างดีให้หนังสร้างแรงบันดาลใจแห่งศตวรรษอย่าง Dead Poets Society)

 

สามีภรรยาลูอิสเองก็เป็นหนึ่งในนั้น พวกเขาดำเนินชีวิตตามแบบแผน เพื่อดำรงสถานะแห่งความเป็นครอบครัวในฝันด้วยโครงสร้าง พ่อ-แม่-ลูก และชีวิตที่สุขสบาย มีระดับ หน้าที่การงานมั่นคง ไม่ใช่แค่การส่งลูกเรียนโรงเรียนชั้นดี การแต่งตัวของนอร์ม่าในหนังยังดูมีระดับราวกับมีสไตลิสต์ส่วนตัว ชนิดที่หากใครมาได้ยินเธอพูดกับสามีว่า เราไม่มีเงินแล้ว เราอาจจะต้องขายบ้าน คงต้องค้อนขวับแล้วมองเธอหัวจรดเท้า มากกว่าจะแสดงความสงสารเห็นใจ


Cameron Diaz & The Box

           กล่องพร้อมปุ่มสีแดงนี้จึงไม่ใช่เพียงกล่อง มันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่าคนเราใช้ชีวิตอยู่ในกล่อง และยังไม่อาจหลีกหนีออกนอกกล่องนี้ได้ และเราเองนี่แหละที่เลือกจะยอมรับเงื่อนไขและผลลัพธ์ที่ตามมาเมื่อเลือกกดปุ่มสีแดงท่าทางอันตรายนั้น บางคนอาจทำด้วยความหวาดหวั่น และบางคนก็อาจทำแบบไม่คิดอะไร โดยหลอกตัวเองว่ามันคงไม่เป็นอะไร เช่นเดียวกับนอร์ม่า (การแสดงของดิอาซในฉากกดปุ่ม ช็อคคนดูได้ผลอย่างยิ่ง)

           

           พ้นจากระดับปัจเจกบุคคลไปอีก ซาตานจากนอกโลกผู้นี้ย่อมไม่ได้ให้บททดสอบเฉพาะเพียงครอบครัวอเมริกันดรีมทั้งหลายเท่านั้น จริงอยู่ เราอาจเห็นปุ่มกดสีแดงนี้เฉพาะเมื่อมันปรากฏในบ้านของครอบครัวต่างๆที่มันเดินทางไปถึงผ่านมือของสตวร์ด แต่สหรัฐอเมริกามิใช่หรือที่กดปุ่มนี้ไปเรียบร้อยตั้งแต่ปี 1959 ก่อนจะค่อยๆรู้ซึ้งถึงผลลัพธ์ที่ตามมา และกว่าจะถอนตัวเสร็จสิ้นก็ต้องรอถึงปี 1975 -สิ้นสุดสงครามเวียดนาม- แน่นอน... พวกเขากดปุ่มหลายครั้ง คนเสียชีวิตที่พวกเขาไม่รู้จักจึงยิ่งทวีจำนวน กลายเป็นความอัปยศครั้งประวัติศาสตร์ ที่ทำลายความน่าเชื่อถือและจิตวิญญาณของผู้คน

           

           การกดปุ่มรัวซ้ำหลายครั้งของรัฐบาลนั่นแหละ ที่ทำให้เหล่าตัวละครในเรื่องล้วนตัดสินใจกดปุ่มสีแดง เพื่อเงินก้อนโตสำหรับค่าใช้จ่ายมหาศาล เพื่อสร้างระดับความเป็นอยู่ แก้ไขความผิดปกติ โดยเฉพาะเท้าพิการจากอุบัติเหตุของนอร์ม่า(ซึ่งเกิดขึ้นเพราะพี่ชายของเธอ) น่าพิจารณามาก เนื่องจากช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุจนเป็นรอยแผลติดตัวเธอมานี้ น่าจะตรงกับช่วงเริ่มต้นของสงครามเวียดนามพอดี!

           

            น่าสังเกตอีกเหมือนกัน เพราะช่วงซัมเมอร์เราก็เพิ่งได้ดู Watchmen ที่เกี่ยวโยงกับสงครามเวียดนามโดยตรง เราก็อาจเดาได้ไม่ยากว่าสงครามเวียดนามที่เคยสร้างรอยแผลฉกรรจ์และความสูญเสีย มันจะต่างอะไรจากสงครามอิรักที่กำลังดำเนินอยู่ ลูกหลานของพวกเขาได้กล้องพร้อมปุ่มสีแดงอีกครั้งจากซาตาน และกำลังกดมันอย่างไม่ยั้งมืออีกหน ซ้ำรอยบุพการีทางการเมือง

           

           ถ้า The Day the Earth Stood Still เลือกจบแบบลวงโลกว่ามนุษย์ยังมีความหวัง เพราะยังคงมีคนดีดีหลงเหลืออยู่บนผิวโลกใบนี้ (เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ ไง) The Box ก็ทำร้ายจิตใจเรามากกว่า ด้วยการตัดสินใจของครอบครัวหน้าใหม่ที่ได้รับครอบครองกล่องนี้

           

           ยิ่งไปกว่านั้น หนังยังเย้ยหยันได้แสนเจ็บแสบ เมื่อสามีภรรยาลูอิสปิดเรื่องกล่องเงินล้านจากสายตาและการรับรู้ของลูกชาย เมื่อพวกเขาเริ่มเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นทุกที ซาตานผู้เย็นชาก็ให้พวกเขาเลือก เลือกระหว่างลูกชายที่ตาบอดและหูหนวก(ไม่เห็น ไม่รับรู้ ไม่ได้ยิน) หรือจะทำลายภาพฝันของครอบครัวอเมริกันดรีมลง ด้วยการปลิดชีวิตสมาชิกในครอบครัวที่ลงมือกดปุ่ม เพื่อรักษาชีวิตและประสาทสัมผัสของลูกไว้ ถ้าเลือกพูดอีกแบบก็คือ เลือกระหว่างให้ลูกต้องถูกปิดกั้น พิกลพิการไปตลอด กับการฆ่าผู้ให้กำเนิดที่มีจิตอคติเสีย เพื่อยับยั้งการกำเนิดทายาทสืบเผ่าพันธุ์ (นั่นคือสาเหตุที่ทำไมหนังเลือกตัวละครเพศแม่เป็นผู้กดปุ่มทั้งหมด)

 

ผู้ให้กำเนิดนี้จะแทนภาพใครไปได้ ถ้าไม่ใช่คนที่กดปุ่มเพื่อให้กำเนิดสงครามและการสู้รบทั้งหลาย?

 

 James Marsden & Cameron Diaz

           

            ความพิกลพิการของตัวละครยังถูกหยิบจับมาเล่นอย่างสนุกมือและน่าทึ่ง ไม่ว่าจะช่วงที่นอร์ม่าพิการเท้าขวาอย่างที่ได้พูดไปแล้ว สิ่งที่สามีของเธอพยายามช่วยคือหาเงินมาผ่าตัดให้เป็นปกติ เมื่อถูกสภาพการณ์ต่างๆ เพราะวิกฤติเศรษฐกิจรุมเร้า หนทางที่เหลือของสามีคือ การหล่อยางที่รับกับเท้าของนอร์ม่า เพื่อให้เธอเดินได้สวยสง่าดังเดิมเป็นภาพสะท้อนถึง ก้าวแรกบนดวงจันทร์ของมนุษย์ เมื่อปี 1969 (โดยเฉพาะเมื่อสามีของเธอก็มีความใฝ่ฝันที่จะไปสำรวจดาวอังคาร) ที่ช่วยสร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้คน พร้อมกับช่วยเยียวยาแผลใจที่เกิดขึ้นจากสงครามอันน่าอดสูทั้งหลายทั้งปวงในห้วงเวลานั้น และการเล่นกับเท้า ก็ล้อกับประโยคอมตะของนีล อาร์มสตรอง นี่คือก้าวเล็กๆของมนุษย์ แต่เป็นย่างก้าวอันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ (That’s one small step for man, one giant leap for mankind) เมื่อเขาได้สัมผัสพื้นผิวดวงจันทร์ แต่ไม่ว่าจะเป็นแผ่นยางที่เท้าของนอร์ม่าหรือการสัมผัสดวงจันทร์ของนีล อาร์มสตรอง ก็เป็นเพียงการเยียวยาช่วงสั้นๆเท่านั้น

           

             ยิ่งเมื่อไม่นานมานี้ องค์การนาซ่าเพิ่งสำรวจค้นพบร่องรอยของแหล่งน้ำบนดวงจันทร์ ยิ่งน่าขนลุกเข้าไปใหญ่ ราวกับหนังเรื่องนี้รับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้ายังไงยังงั้น เพราะโครงการสำรวจดาวอังคารใน The Box ก็มีจุดประสงค์เพื่อสำรวจแหล่งน้ำ (อันเป็นกรรมวิธีเริ่มต้นสำหรับการหาร่องรอย สิ่งมีชีวิตนอกโลก ซึ่งได้มาปรากฏอยู่ในร่างของสตวร์ด อดีตหนึ่งในทีมสำรวจดาวอังคารของนาซ่าเป็นที่เรียบร้อย)

           

            “น้ำ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์อีกหนึ่งที่ปรากฏในหนัง จากเงาลางๆในโครงการสำรวจดาวอังคาร ที่นำพาเจ้าของดาวเริ่มปฏิบัติการกล่องเศรษฐี กระทั่งขยายเป็นรูปธรรม เมื่ออาเธอร์ถูกบีบบังคับให้เลือกทางออกจากห้องสมุด (ซึ่งเต็มไปด้วยสมุนต่างดาวของสตวร์ด) เพียง 1 ใน 3 กล่อง ที่หล่อเลี้ยงไปด้วย น้ำ โดยมีข้อแม้ว่าหากเลือกผิดหรือไม่ตัดสินใจเลือก เขาจะต้องพบกับจุดจบในนรก และภาพของ นรก ที่เขาได้เห็น คือบ้านที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ กับเงื่อนไขที่จำต้องเลือกระหว่างตัวเลือกเลวร้ายกับตัวเลือกสามานย์ พร้อมกับลูกชายที่ถูกขังอยู่ใน ห้องน้ำ เช่นเดียวกับลูกสาวของครอบครัวเจ้าของกล่องคนก่อน... นี่แหละเขาถึงว่าไว้ว่า สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับ

           

            แล้วตัวละครพี่เลี้ยงสาว, เมียของสตวร์ด, ลูกศิษย์ท่าทางยียวนของนอร์ม่า, หญิงสาวผู้ตื่นตระหนกในซูเปอร์มาร์เก็ต, ชายแก่ตาไร้แววที่มาด้อมๆมองๆบ้านครอบครัวลูอิส รวมไปถึงเหล่าผู้คนในห้องสมุดที่น่าหวาดผวา พวกเขาเกี่ยวอะไร แล้วหน้าที่อะไรในหนังเรื่องนี้ล่ะ? คำตอบคือพวกเขาก็เกี่ยวข้องกับน้ำเหมือนกัน แต่น้ำที่ว่านั้นหลั่งออกมาจากโพรงจมูกเป็นสีเลือด และหน้าที่ของพวกเขาคือการสร้างความสะพรึงกลัว พร้อมทั้งเน้นย้ำตักเตือนถึงภยันตรายให้กับ ผู้กดปุ่ม หรืออาจทะเยอทะยานกว่านั้น คนดูอย่างเราๆก็คือเป้าหมายของตัวละครเหล่านี้ด้วยเช่นกัน เพราะฉากที่ตัวละครเหล่านี้เลือดกำเดาไหล ก็ล้วนสร้างความสะพรึงกลัวให้คนดูไปพร้อมๆกับนอร์ม่าและอาเธอร์

 

ไม่มีอะไรจะเตือนผู้กดปุ่มหรือทายาททั้งหลายได้ดีเท่ากับเลือด ไม่เช่นนั้นบารัค โอบาม่า คงไม่ใช้การถอนกำลังทหารออกจากอิรักเป็นนโยบายหาเสียงเมื่อคราวเลือกตั้งประธานาธิบดี และริชาร์ด นิกสัน คงไม่ต้องหวนกลับมาทบทวนบทบาทของอเมริกาในสงครามเวียดนาม

           

            แต่ก็อย่างที่บอกว่า สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับ พวกเขาเลือกกดปุ่มนั้นไปเรียบร้อย ไม่เพียงแต่ติดอยู่ในกล่องที่มีชื่อเรียกว่า บ้าน, มายาคติ, ค่านิยม, ความคาดหวังต่างๆ พวกเขาได้นำตัวเองเข้าไปสถิตในกล่องใบใหม่เรียบร้อยแล้ว และกล่องนี้ ไม่มีทางออก เหมือนกับละครเวทีที่พวกเขาไปดูเรื่อง No Exit ที่สามีภรรยาคู่นี้ทิ้งลูกไปดูกันสองคนนั่นแหละ

 

           ความเป็นมนุษย์ของนอร์ม่าและอาเธอร์ที่บทภาพยนตร์(และการกำกับ)มอบให้เต็มเปี่ยม ยิ่งทำให้เรื่องราวดูมืดหม่นสิ้นหวังกว่าเก่า พวกเขาคือกลุ่มคนที่ต้องกดปุ่มเพราะความกดดันที่บีบคั้นให้เลือกทางที่เสี่ยง และคนตัวเล็กๆผู้มีความฝันแบบอเมริกันดรีมอย่างพวกเขากับคนอื่นๆ ไม่ได้มีโอกาสครั้งที่สอง สาม สี่ เหมือนกับผู้กดปุ่มทางการเมือง

 

เราไม่มีโอกาสได้พบผู้กดปุ่มทางการเมืองทั้งหลายในหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะความตายในเรื่องต่างก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผู้ตายไม่รู้จักและไม่เห็นผู้กดปุ่มทั้งนั้น

 

            หากคนดูจะต้องตายด้วยสาเหตุนี้ เราก็ย่อมมองไม่เห็นผู้กดปุ่มนั้นเช่นกัน

 
 The Son

 

Poster 
 
เนื่องจากหนังเพิ่งออกแผ่นลิขสิทธิ์มาเมื่อเร็วๆนี้ ก็เลยขอเอามาลงบล็อกกันเน่าเสียหน่อยดีกว่า
หนังเขาดีจริงๆนะครับ เสียดายที่ตัวเลขรายได้ต่ำมาก 
 
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 756
(ปักษ์แรก สิงหาคม 2552)


* ชื่อบทความ "สนามเด็กเล่น(แห่งใหม่)ของเด็กชาย"
จงใจตั้งให้คล้องกับบทวิจารณ์ของ ชาคร ไชยปรีชา ที่เขียนถึงภาพยนตร์เรื่อง อสุจ๊าก
ซึ่งตั้งว่า "สนามเด็กเล่นของเด็กชาย" *
 



    
ผมเพิ่งได้ดู อสุจ๊าก เป็นครั้งแรกก่อนลงมือเขียนบทความนี้ไม่นาน และมันช่วยให้ผมเห็นภาพรวมหลายๆอย่างของผู้กำกับที่ชื่อทวีวัฒน์ วันทา มากขึ้น (ถึงจะยังไม่ได้ดูหนังสั้น-หนังยาวอันว่าด้วย ขุนกระบี่ฯ ของเขาเลย) อย่างน้อยก็มากกว่าแค่การดูหนังสั้นต้นเรื่องของอนุบาลเด็กโข่งที่ชื่อ หัวหน้า
      คงเป็นเพราะหนังสั้นเรื่องหัวหน้าต้องทำในโครงการชวนเด็กดูหนัง ของ สสส. ซึ่งข้อจำกัดแน่นอนว่าไม่ได้มีแค่ความยาวราวๆ 25 นาทีแน่ แต่เนื้อหาของหนังบางส่วนอาจจะถูกตัดตอนออกไปเสียก่อนเพราะมีใครบางคนเห็นว่าไม่เหมาะสมหากจะสร้างให้เด็กดู(อันนี้เป็นแค่ความคิดเพ้อเจ้อและเจืออคติของผมเองล่ะกระมัง) เพราะแค่ที่ตัวหนังสั้นออกมานี้ ในเอกสารประชาสัมพันธ์เมื่อหนังมาฉายในกรุงเทพฯ หลังไปฉายที่อื่นมา 3-4 แห่ง ความเห็นของนักวิชาการกับผู้ปกครองที่ถูกคัดเลือกมาต่างก็ตั้งคำถามถึงความรุนแรงของฉากแอ็คชั่นที่ใช้ ซึ่งเป็นไปในรูปแบบเกินจริง
      พล็อตส่วนหนึ่งที่เติมมาในหนังใหญ่อย่างชัดเจนคือตัวละครที่ชื่อ ออม(คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์) คือแน่นอนว่าอาจเป็นเหตุผลเรื่องการตลาดสวยๆส่วนหนึ่ง แต่เมื่อหนังมีเรื่องของการตกหลุมรัก และก้อนความคิดในแบบของวัยรุ่นโผล่เข้ามา ก็เห็นชัดว่าหนังดูสมบูรณ์ขึ้น นอกเหนือจากการเพิ่มแง่มุมของเรื่องราวในส่วนอื่นๆ เช่น การเป็นหัวหน้า และ ที่มาของการเป็น “เด็กโข่ง” โดยเฉพาะประการแรกที่ดูเบาบางมากๆในตัวหนังสั้น ทั้งที่ตั้งชื่อเสียชัดเจนว่า “หัวหน้า” แท้ๆ แต่กลับไปเล่นเรื่องของมิตรภาพและความเป็นเพื่อนมากกว่า
      แล้วจริงๆ อนุบาลเด็กโข่ง ก็เป็นเสมือนภาคต่อของ อสุจ๊าก อยู่กลายๆ เพราะท่าทีของหนังที่ทำตัวเสมือนสนามเด็กเล่นของเด็กชายเหมือนกัน เพียงแต่ลดวัยจากวัยรุ่นห่ามๆที่หมกมุ่นในเรื่องเซ็กส์ ลงมาเป็นเด็กวัยอนุบาลที่กำลังเริ่มแก่แดดแก่ลมแทน
 
 Gypsie

      โอม(นพฤทธิ์ สุริวงศ์) กับ สุทิน(พุฒิพงษ์ ศรีวัฒน์) อาจเป็นตัวแทนของเด็กชายในสังคมไทย –อย่างน้อยก็ในสายตาของทวีวัฒน์- ที่ต่างช่วงวัยกัน แต่ทั้งสองมีเป้าประสงค์เดียวกันชัดเจนนั่นคือเรื่องของความโด่งดังมีชื่อเสียง และเรื่องการคว้าหัวใจของหญิงที่ตัวเองหมายปอง ซึ่งกรณีของอสุจ๊ากนั้นหนังไปสุดทางกว่าเพราะวางตัวเองไว้เหนือจริงอย่างสุดขั้ว ตอนจบพระเอกจึงได้มีเซ็กส์กับนางเอกเพื่อช่วยโลกที่กำลังจะย่อยยับ และวันต่อมาคงได้แถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการว่าคบหาดูใจกันอยู่ อะไรทำนองนั้น ทิ้งความฝันเรื่องวงร็อคไปเสียสนิท
      ในขณะที่โอม หัวหน้าแก๊งคิงคอง เป้าหมายอยู่แค่การยึดครองดินแดนของแก๊งอื่นในตำบล(ไม่ได้อยากดังไปคับประเทศ เพราะเขาก็เป็นแค่เด็กอนุบาลอยู่ดี ถึงจะโข่งขนาดไหนก็ตาม) ก่อนที่จะมีออมก้าวเข้ามาในชีวิตแบบไม่ทันตั้งตัวและดูเหนือจริงแบบสุดเว่อร์ (เธอมาทำอะไรในสะพานของหมู่บ้านที่กันดารเกินกว่าเครื่องแบบโรงเรียนนานาชาติของเธอ?) ยิ่งกับพฤติกรรมที่เธอแสดงออกกับโอม แม้จะอยู่บนพื้นฐานว่ากำลังประชดชีวิตกับผู้ชายอีกคน ก็ยังดูเหนือจริงสุดๆอยู่ดีที่เธอจะทั้งไปคาราโอเกะ ถ่ายรูปสติกเกอร์คู่กับเขาไปอวดคนอื่น และทำดีด้วยต่างๆชนิดที่คนดู(แน่นอน เพศชาย)ได้แต่อิจฉาอ้าปากค้าง แถมยังไม่ใคร่จะระแคะระคายในพฤติกรรมที่เด็กเกินเหตุของพระเอกเสียอีก
      ทั้งที่เรื่องราวลดอายุลงไปสู่จักรวาลของเด็กอนุบาล แต่เห็นได้ชัดว่าทวีวัฒน์นั้น “นิ่ง” ขึ้นในการทำหนัง (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับความพลุ่งพล่านสุดโต่งใน อสุจ๊าก) มีประเด็นหลายอย่างที่เติมมาจากหนังสั้น และเมื่อออกมาเป็นหนังใหญ่มันได้ช่วยให้เรื่องราวสมบูรณ์ขึ้น ราวกับว่านี่แหละคือเรื่องที่เขาอยากเล่าตั้งแต่ตอนรับโจทย์หนังสั้นเรื่องนี้มาตอนแรก
      ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นเหมือนสุทิน เป็นเด็กอนุบาลเหมือนโอม ต่างก็เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่ความต่างมีแค่ความทะเยอทะยานของเด็กอนุบาลอย่างโอมนั้น จะแลดูเพ้อฝันเกินจริงไปบ้าง ซึ่งก็ไม่ได้ผิดแผกอะไรกับชีวิตคนเรา สมัยเราอยู่อนุบาลเราก็เพ้อฝันอะไรไปเรื่อยเปื่อยเพราะยังไม่ทันได้เผชิญกับความโหดร้ายของโลกมนุษย์กันนัก

sweet
ฐานทัพ
 
      ความเพ้อฝันตรงนี้เลยถูกตีความเสนอภาพออกมาเป็นฐานทัพของแก๊งต่างๆที่สถาปนาอำนาจของตัวเองตามจุดต่างๆ ยิ่งแก๊งไหนคนเยอะหรือกิตติศัพท์เลื่องลือมากเท่าไร ภาพที่ปรากฏในหนังก็ยิ่งโหดและเหนือจริงมากเท่านั้น (โดยเฉพาะการปรากฏของฐานทัพแก๊งแพนด้า ที่เหมือนเป็นกองกำลังแบ่งแยกดินแดนก็มิปาน) แต่เมื่อถึงฉากแอ็คชั่น ท่ามกลางความสวิงสวายและโหดเกินจริง กลับแทรกซึมอยู่ด้วยความน่ารักไร้สาระแบบเด็กๆ เช่นการรบกันด้วยการล้อชื่อพ่อชื่อแม่ การดักเด็กโง่ด้วยขนมกรุบกรอบ ความโหดร้ายของการท่องสูตรคูณ และความน่าอับอายของการถ่ายหนักในโรงเรียน ทำให้อนุบาลเด็กโข่งมีกลิ่นอายแบบแฟนฉันอยู่ในตัว ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้
      แต่สิ่งที่ทำให้การรำลึกย้อนวัยเด็กของหนังเรื่องนี้ไปไกลกว่าแฟนฉัน ทั้งๆที่แฟนฉันล่วงเข้าวัยประถมแล้วด้วยซ้ำ ก็เพราะหนังหยิบเอาเรื่องเล็กๆในวัยอนุบาลมาขยายเพื่อเล่าเรื่องของผู้ใหญ่ได้แบบเนียนๆ เนียนชนิดที่ว่าตอนดูเราไม่ต้องคิดไปในทางนั้นเลยก็ยังได้ แค่ดูเป็นหนังเด็กสนุกๆขำๆ(หรืออาจไร้สาระไปเลยสำหรับบางคน)เรื่องหนึ่ง เช่นการแบล็คเมล์ด้วยรูปถ่าย ผ่านตัวละครเด็กหญิงลึกลับพร้อมผ้าปิดตาที่ชื่อจำเนียร(กัจนฐานิยา ศรีโรจน์วัฒนะ)
      การดำเนินเรื่องตรงช่วงนี้ในหนังสั้นออกจะรีบๆไปหน่อย คงเป็นเพราะปัจจัยเกี่ยวกับเวลาที่ทำให้ซับซ้อนมากไม่ได้ ก็คือจำเนียรไปแอบถ่ายรูปโอมตอนกำลังถ่ายหนักในห้องน้ำ แล้วขู่จะเอาไปประจานถ้าไม่ยอมรับเข้าแก๊งคิงคอง จนโอมต้องยอมแหกกฎของแก๊งที่จะไม่รับสมาชิกผู้หญิงเพราะกลัวอับอาย แล้วเมื่อเข้าเป็นสมาชิกก็เกิดความขัดแย้งขึ้นเพราะเด็กโคตรโข่งอย่างไอ้ลูกหมี(ณัฐวุฒิ ศรีหมอก) ดันกระชากโซ่ออกมาเรียนได้ จำเนียรเลยใช้โอกาสนี้ไต่เต้าทางอำนาจ ซึ่งในเวอร์ชั่นหนังใหญ่ไม่ได้มีแค่เรื่องโอมแอบไปเข้าห้องน้ำด้วย เพราะโอมดันไปกิ๊กกั๊กกับออม ทั้งที่ตัวเองตั้งกฎว่าสมาชิกแก๊งห้ามมีแฟน ช่วยเพิ่มมิติความซับซ้อนได้ดีทีเดียว
 
จำเนียร
 
      คำพูดประจำตัวของออมที่ชอบถามโอม(และคนดู)แบบเซอร์ๆแถมไม่มีคำตอบให้อย่าง “ชีวิตคืออะไร” เหมือนจะกลายเป็นธีมของหนังไปโดยปริยาย ถึงจะขัดๆไปบ้างว่าวุฒิภาวะของเด็กอนุบาลอย่างโอมจะเข้าใจความหมายเชิงปรัชญาของประโยคนี้หรือไม่ แต่คนดูส่วนใหญ่น่ะเข้าใจแน่ เพียงแต่ไม่เข้าใจว่ายัยออมจะมาปรัชญาอะไรกันมากมาย(ฮา) เพราะไม่ใช่แค่ถามโอมแต่ออมยังถามตัวเองอยู่กลายๆด้วยว่าฉันควรทำอะไรกันแน่ บางทีเธออาจจะเริ่มเซ็งแล้วที่ต้องควงผู้ชายหน้าตาแย่ๆ(เหมือนอารมณ์ประชดแฟนเก่าตอนแรกเริ่มได้จางๆลงไปแล้ว) พอรู้ความจริงก็เลยได้ทีหนีหายตายจากไปเสียเลย
      เช่นเดียวกับโอมที่เหมือนจะได้รู้อะไรบางอย่างจากประโยคนี้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะจริงๆคาแรคเตอร์เด็กโข่งของโอมนี้มีความก้ำกึ่งระหว่างความเป็นเด็กอนุบาลและวัยรุ่นอยู่เหมือนกัน ถึงรสนิยมความคิดความอ่านจะกระเดียดไปในทางอนุบาลสุดๆ(สังเกตได้ในฉากเลือกเสื้อให้ออม) แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่คาบเกี่ยวเกินวัยอนุบาล ไหนจะการที่ไปหลงรักออมอย่างถอนตัวไม่ขึ้น การดูต้นทางตำรวจให้แม่ตอนเล่นไพ่ หรือกิจกรรมอื่นๆที่โดนออมลากไปทำเขาก็ยังพอจะเนียนๆไปได้
     ตัวละครอีกตัวที่หนังเสริมเข้ามาให้เนื้อหาแน่นขึ้น คือ จอน รองหัวหน้าแก๊ง(เศรฐวุฒิ มนัสปิติสุข) ที่กลายเป็นตัวจุดความขัดแย้งหลักของเรื่องเลยก็ว่าได้ (นอกจากออมกับจำเนียรที่เป็นตัวละครเพศหญิง) และดูจะเป็นตัวละครที่ถูกกระทำที่สุด เพราะระหว่างที่เรื่องดำเนินไปกับตัวละครใหม่อีกตัวคือ พี่อู๊ด(ธีรชาติ ธีราวิทยางกูร – พี่อู๊ด เป็นต่อ) ที่คอยยุแยงตะแคงรั่วให้โอมละทิ้งความเป็นเพื่อนสนิทกับจอน แต่ต้องทำตัวให้สมกับเป็น “หัวหน้า” คือให้แข็งกร้าวดุดันและเผด็จการ เมื่อโอมค่อยๆซึมซับแนวคิดทำนองนี้ไปเรื่อยๆ เขาก็ค่อยๆเห็นความสำคัญของมิตรภาพลดน้อยลง
      จอนลาออกไปเข้าแก๊งแพนด้าซึ่งเป็นแก๊งใหญ่ในตำบลข้างๆ เพราะทนไม่ได้ที่โอมต้องยอมให้จำเนียรโดยไม่ชี้แจงเหตุผล(และเอาเผด็จการเข้าว่าอยู่ตลอดในพักหลัง เพื่อปกปิดเรื่องน่าอับอายของตัวเอง) โดยเฉพาะเมื่อจำเนียรได้ตำแหน่งรองหัวหน้าไป เพราะชนะพนันที่สามารถจัดการไอ้ลูกหมีได้โดยไม่ต้องใช้กำลังอะไรเลย ซึ่งในระหว่างนั้นคำพูดของพี่อู๊ดก็ยังค่อยๆกัดเซาะหลอกหลอนเราอยู่เรื่อยๆทั้งเรื่อง และชักนำให้คนดูไขว้เขวอยู่ตลอด
      ตัวละครพี่อู๊ดก็คือผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักโต (แม้จะนำเสนอแบบโจ่งแจ้งแข็งทื่อเกินไปหน่อย เหมือนกับเสียง voiceover ของหนังที่พากย์โดยน้าต๋อย เซมเบ้) ที่คอยอ้างตลอดว่าเคยเกรียงไกรแค่ไหนกับการเป็นหัวหน้าแก๊งคิงคองที่เด็ดเดี่ยว พร้อมๆไปกับปรามาสเพื่อนพ่อของโอม(ที่หน้าเหมือนโอมกว่าพ่อแท้ๆซะอีก)ว่าขาดความเด็ดขาด อยู่ดีดีก็กลายเป็นคนอ่อนแอปวกเปียก จนไม่สามารถสร้างตำนานยึดตำบลเบ็ดเสร็จได้ ทั้งที่พี่อู๊ดก็รู้ตัวตลอดนั่นแหละ ว่าคนอื่นที่เขาเลิก “อิน” กับเรื่องของแก๊งและการละเล่นแบบเด็กๆนี้ต่างก็ไปทำอาชีพอะไรที่ดูดีกว่าการเปิดร้านขายของ แล้วก็พูดหลอกเด็กไปวันๆ หรือจะพูดให้แรง คือคนอื่นเขาเลิกอินกับศักดิ์ศรีโง่ๆกันไปนานแล้ว – บางทีความคับแค้นที่ตัวเองต้องตกอับอยู่อย่างนี้ ผลักดันให้เขาพยายามจะสร้างเด็กที่โตขึ้นจะตกอับเหมือนเขาก็ได้
 
จอน 

      ตัวละครพี่อู๊ด ก็เหมือนเป็นภาคขยายของวัยรุ่นไม่รู้จักโตจากอสุจ๊าก ส่วนน้องออมผู้น่ารักก็เหมือนเป็นอีกร่างของแลมมี่ นางแบบสาว ที่ทำตัวเหมือนประชดชีวิตโดยลดตัวลงไปหาผู้ชายหน้าตาแย่ๆเหมือนกัน (ในกรณีืที่แลมมี่ เจอหน้าตาอาจไม่แย่มาก แต่นิสัยนั้นหมกมุ่นในกามสุดๆจนไม่น่าจะมีใครรับพฤติกรรมได้) สำหรับเรื่องของโอมกับออม ก็เป็นตัวช่วยให้เห็นกันชัดๆว่าโลกของเด็กอนุบาลกับเด็กวัยรุ่นต่างกันแค่ไหน แต่อีกด้านหนึ่ง บางทีโลกของผู้ใหญ่มันก็ไร้สาระไม่ต่างกับโลกของเด็กอนุบาลยังไงชอบกล
      ถึงหนังจะจบแบบแผ่วๆไปหน่อย เพราะท่าทีสั่งสอนเรื่องคุณค่าของมิตรภาพ, ความปรองดอง และไปจนถึงการทำตัวให้สมกับเป็น “หัวหน้า” (กับเสียง voiceover ของน้าต๋อยที่เริ่มจะกลายเป็นน่ารำคาญ) มันก็ชวนให้นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศเราตลอดช่วงที่ผ่านมาอย่างไรบอกไม่ถูก ซึ่งที่ประหลาดมากคือหนังไม่ได้มีสัญลักษณ์หรือคำพูดในทำนองสีเหลืองหรือสีแดงโผล่มาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
      สงสัยเพราะคนพวกนั้นจะเหมือนเด็กโข่งเกินไปล่ะมั้ง เลยทำผมเริ่มเพ้อเจ้อ 


น้องยิปซีที่รัก