ShortStory

     บ่ายวันอาทิตย์ หลังจากพลอยฟ้าได้ทราบกำหนดการงานศพของบุคคลสำคัญคนหนึ่ง เธอก็เป็นอันกระวนกระวายใจนัก เพราะเกรงกลัวว่าหากเธอไปงานศพเพียงคนเดียวโดดๆ ผู้คนอาจค่อนแคะครหาครอบครัวเธอว่าไม่เห็นความสำคัญในวีรกรรมของผู้ที่ตายเพื่อครอบครัวของเธอมากเท่าที่ควร พลอยฟ้าเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น นั่งลงบนโซฟาราคาแพงระยับ และกดโทรศัพท์มือถือโทรหาลูกสาวคนโต ที่น่าจะไม่ติดธุระอะไร

     "พรุ่งนี้ตอนสี่โมงแกไปงานศพน้องเค้ากับแม่หน่อยสิ" พลอยฟ้าเอ่ยปากชวน
     "ไม่ว่างอะแม่ หนูมีคิวถ่ายรายการของมูลนิธิทั้งวันเลย"
     "อะไร นี่ไม่คิดจะเผื่อเวลาให้งานให้การที่บ้านบ้างเลยหรือไง?" ผู้เป็นแม่อารมณ์ขึ้น เอ็ดเสียงดังแว้ด
     "หนูนัดเขาไว้แล้ว คอนเฟิร์มไว้แล้วด้วย ถ้าขอเลื่อนไปวันอื่น แม่จะจ่ายค่าเสียเวลาให้ทีมถ่ายทำแทนหนูมั้ยล่ะ" ปูเป้สวนกลับด้วยน้ำเสียงสะบัดสั้นห้วนและรุนแรงไม่แพ้กัน เธอกับแม่คุยกันด้วยท่าทีเช่นนี้มานานจนเป็นเรื่องปกติแล้ว โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะเอือมระอาแค่ไหน เพราะต่างก็ทิฐิแรงกล้าด้วยกันทั้งคู่
     "แกจะช่วยแม่รักษาเกียรติวงศ์ตระกูลสักครั้งบ้างได้ไหม? ยัยปูเป้" พลอยฟ้ากำมือถือแน่น เหงื่อเริ่มซึมออกที่ฝ่ามือจนจับเป็นฝ้าแถวฝาแบตเตอรี่ของโทรศัพท์
     "นี่!! หนูติดถ่ายรายการ แต่หนูไม่ได้ทำผิดนะแม่ ถ้าแม่ยังจะพูดกับหนูแบบนี้ก็เลิกคุยเหอะ" ปูเป้วางโทรศัพท์ไปอย่างฉุนเฉียว และหันไปอ่านสคริปต์ที่ต้องถ่ายในวันพรุ่งนี้ โดยไม่แยแสเสียงเรียกเข้าอีกหลายต่อหลายครั้งจากแม่ของเธอ

     พลอยฟ้าแทบจะตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง แต่ด้วยรู้ว่าคนใช้สองสาวยังยืนอยู่ จึงต้องรักษาภาพลักษณ์ผู้ดีเอาไว้บ้าง

     "โห่...แม่ ก็หนูไม่อยากไปอะ แม่ก็รู้หนูออกไปเจอคนเยอะๆมันอึดอัด ยิ่งแพ้ฝุ่นแพ้อากาศง่ายๆอยู่ด้วย"
     "อะไรกัน นี่งานศพคนสำคัญนะ แกจะไม่ไปได้ยังไง คนเขาได้ด่าเปิง!!" พลอยฟ้าเอ็ดลูกสาวคนเล็กเสียงดังลั่น จนคนใช้หวั่นเกรงไม่กล้าเอาน้ำชาเข้ามาเสิร์ฟ "ไม่รู้ล่ะ ยังไงๆแกก็ต้องไปกับชั้น ตอนนี้เหลือแกคนเดียวแล้ว"
     "อะไรวะ ทีกับไอ้โอไม่เห็นบังคับแบบนี้มั่ง" โฟร์คิดอยู่ในใจ เคืองแม่ตัวเองอยู่พอควร
     "ถ้าพี่ชายแกไม่ป่วย แล้วพี่สาวของแกอีกคนไม่อยู่เมืองนอก ชั้นไม่มาลากแกไปหรอก รู้ไว้ซะ"
     "แม่ หนูต้องเตรียมไปพรีเซนต์งานวิจัยที่อินเดียนะ" โฟร์ตะโกนสุดเสียงใส่โทรศัพท์ จนพลอยฟ้าสะดุ้งเฮือก
     "ไม่ต้องมาอ้าง ชั้นก็เห็นแกก๊อปอันเดิมไปใช้ทุกทีไม่ใช่เหรอ จะมาเตรียมตงเตรียมตัวอะไร"  เจอไม้นี้เข้าไป โฟร์ก็ถึงกับเถียงไม่ออก ได้แต่นิ่งเงียบด้วยความคับแค้นใจ
     "งั้นชั้นเอารถไปรับแกพรุ่งนี้นะ"
     "ถ้าหนูป่วย แม่รับผิดชอบด้วยละกัน!"

     พลอยฟ้าพาโฟร์มาที่งานศพ ทั้งสองเดินทางถึงวัดที่จัดงานตอนสี่โมงเย็น ผู้คนสวมชุดดำขาวไว้ทุกข์ให้กับผู้ตายอย่างล้นหลาม เธอออกเงินค่าทำศพให้ทั้งหมดเพื่อเป็นการสนองน้ำใจ ประกายตาของผู้เป็นพ่อที่เธอเห็น ทำให้เธอทราบว่าสิ่งที่เธอคิดและกระทำไปนั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง พลางนึกถึงสมชาย สามีของเธอที่พยายามคัดค้านเธอมาตลอดโดยเฉพาะการสนองน้ำใจเล็กๆน้อยๆครั้งนี้
     พลอยฟ้าไม่เข้าใจสมชายจริงๆว่าทำไมเขาถึงคิดเช่นนี้ ทำไมเพียงการตอบแทนผู้มีพระคุณเล็กๆน้อยๆ จะเป็นเรื่องเสียหายอะไรหนักหนากระนั้นหรือ? ยิ่งเขามีพระคุณระดับเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเราและคนใกล้ชิด ยังมีอะไรต้องคิดให้หนักสมองอีก? ในเมื่อเขาเป็นคนดี ทำเพื่อช่วยครอบครัวของเราและช่วยชาติ จนต้องสังเวยวิญญาณให้กับความชั่วร้าย
    
     ขณะกำลังวางดอกไม้จันทน์ลงบนเปลวเพลิง พลอยฟ้าก็ยังไม่เข้าใจเช่นเดิม    

Requiem for a Dream (of Thailand)

posted on 04 Sep 2008 00:44 by nanoguy in ShortStory

     ดาร์เรน ลางานยาวสามเดือน เขาซื้อตั๋วเครื่องบินมาเที่ยวประเทศไทยเพื่อพักผ่อน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ดินแดนที่เขาว่ากันว่าซื้อหาผลิตภัณฑ์คาวโลกีย์ได้ในราคาย่อมเยา แม้จะไม่ถูกกฎหมายเหมือนประเทศแถบยุโรป บวกกับเสียงสำทับชื่นชม two thumbs up จาก โรเจอร์ เพื่อนซี้ ยิ่งทำให้เขาอยากลองมาสัมผัสดูสักครั้งในชีวิต
         
    
ทว่าคราวนี้ ไม่อาจทราบเหตุผลใดมาดลใจดาร์เรน (หรือจะบอกว่าเป็นชะตาที่พระเจ้ากำหนดดี?) เมื่อเขาเสพสมจนสุขสมไปหลายครา วันหนึ่งเขาออกเดินทางตอนกลางวันอย่างไร้จุดหมาย เพื่อชื่นชมทัศนียภาพ (หลังจากใช้ชีวิตกลางคืนมาเสียนาน) และนี่เป็นครั้งแรกที่กล้องดิจิตอลราคาแพงระยับซึ่งไม่ได้ผลิตในประเทศจีนของเขา ได้ใช้งานอย่างเต็มสมรรถภาพ คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในประเทศแม่ของดาร์เรน

     ระหว่างที่กำลังถ่ายรูปอย่างเพลินใจอยู่นั้น เขาพลันสังเกตเห็นกลุ่มคนจำนวนพอควร สวมชุดเหลืองเดินราวกับกำลังมาร์ชสวนสนาม พร้อมตะโกนภาษาที่เขาฟังไม่ออก ไม่ว่าในหนังสือไกด์บุ๊กเล่มไหนก็ไม่เคยบอกเขา (อย่างน้อยก็ไม่เคยบอกว่าคนไทยรักสีเหลืองมากขนาดนี้) เขาจึงถือวิสาสะเดินเข้าไปถามหนึ่งในกลุ่มคนสวมชุดเหลือง ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ และเขาก็ได้เรียนรู้จิตไมตรีของคนไทย เพราะคุณป้าสวมชุดเหลืองตอบเป็นภาษาอังกฤษอย่างอ่อนโยนด้วยยิ้มสยามว่า "กู้ชาติจ้ะ"

 

     เขาดึงตัวป้าออกมาเพื่อสืบความให้มากขึ้น และซาบซึ้งกับจุดยืนของคุณป้ากับผองเพื่อนเป็นยิ่งนัก เพราะชีวิตนี้เขาไม่เคยเห็นการร่วมแรงร่วมใจปานฉะนี้มาก่อนในประเทศบ้านเกิด เขาจึงตัดสินใจทิ้งชีวิตคาวโลกีย์ และหันมาตักตวงกับการเรียกร้องทางการเมืองให้กับประเทศด้อยพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ไปพร้อมๆกัน

     วันแล้ววันเล่าแถวท้องสนามหลวง กับเสื้อสีเหลืองที่สกรีนภาษาที่เขาอ่านไม่ออก (แต่เมื่อเดินสวนกับคนไทย เขามักจะได้รอยยิ้มตอบกลับมาเสมอ) วันใดที่ลืมใส่ เขาก็จะได้ผ้าพันคอสีฟ้าหรือเหลืองแล้วแต่กรณี และผู้คนที่จริงใจ พร้อมแปลภาษาอังกฤษให้เขาฟัง แม้จะขาดๆหายๆไปบ้างก็ตามที

     จนกระทั่งวันที่ 26 สิงหาคม วันที่เขาฟังมาแบบเบลอๆว่า จะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ดาร์เรนตื่นเต้นสุดขีด วันนี้แล้วสินะที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศด้อยพัฒนาแห่งนี้ เปลี่ยนค่านิยมทางการเมืองอันสกปรกโสมม และกลับมาเชิดชูสถาบันเหนือเกล้าของชาวไทยให้น่าเทิดทูนดังเคย แต่ปฏิบัติการแรกที่เขาได้เข้าร่วมเมื่อราว 8 โมงเช้า คือการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์และยุติการออกอากาศ

     ไม่เพียงเท่านั้น เขาเห็นผู้ชายใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าสวมแว่นดูภูมิฐาน ถูกการ์ดของกลุ่มคนเสื้อเหลืองพาตัวออกไป ทั้งที่ตอนแรกเขาก็เห็นเพื่อนๆผู้ชุมนุมถ่ายรูปกับชายคนนี้อยู่ดีๆ (ท่าทางจะเป็นคนดังพอสมควร) แต่ทำไมอยู่ดีดีกลับโดนไล่เตะไล่ต่อย แถมยังเอาไม้ทุบกระจกรถแท็กซี่อีกต่างหาก "การชุมนุมแบบอหิงสา เขาทุบกระจกรถแท็กซี่กันด้วยหรือนี่ แล้วเขาชกต่อยคนอื่นแบบไม่มีเหตุผลแบบนี้ด้วยหรือเปล่านะ" ดาร์เรนเริ่มสงสัยในสิ่งที่เคยร่ำเรียนมาแบบงูๆปลาๆ

     ความคิดของเขาสับสน สับสน ตีกันยุ่งในหัวไปหมด เขามึนงงกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนั้น เขาเลื่อนลอยจนเพื่อนกลุ่มเสื้อเหลืองทักเขาหลายคน แม้แต่ตอนที่ได้มานั่งพักที่บริเวณ "ไวท์เฮาส์เมืองไทย" เขาก็ยังคงครุ่นคิดไม่หยุดหย่อน

     ยามดึก เขาเหลือบมองเห็นรถยนต์ของสำนักข่าวประเทศบ้านเกิด พร้อมกับ แดน เพื่อนซี้ที่เป็นผู้สื่อข่าว เขายังทำหน้าที่ได้เผ็ดร้อนเช่นเคย เสียดายที่ดาร์เรนไม่ค่อยมีโอกาสติดตามผลงานนัก จนลืมไปเลยว่า แดนเป็นคนรับผิดชอบเนื้อหาข่าวเกี่ยวกับภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในประเทศนี้

     เขารอจนแดนรายงานข่าวจบช่วง เพราะหลังจากนี้คงยังไม่เกิดความเคลื่อนไหวอะไรที่น่าสนใจถึงขั้นรายงานข้ามโลก ดาร์เรนเดินปรี่เข้าไปทักทาย แต่การตอบรับของแดนกลับเป็นสีหน้าสุดช็อค ที่แดนเฉลยว่า ตกใจที่เห็นเขาใส่เสื้อสีเหลืองนั่นเอง

     แดนพยายามอธิบายเรื่องราวทั้งหมดของกลุ่มเพื่อนเสื้อเหลือง ซึ่งช่างต่างจากสิ่งที่เขาได้ยินได้ฟังมาอย่างสิ้นเชิง พร้อมชวนให้เขาถอยห่างออกมาให้ดีที่สุด เพราะจะไม่เป็นการดีต่อสวัสดิภาพของตนเอง ถึงขั้นขู่ว่าอาจไม่เหลือชีวิตกลับไปที่บ้านก็เป็นได้!

     เอาแล้วปะไร ดาร์เรนปวดหัวจี๊ดแล้วคราวนี้.....

     เลยวันศุกร์มาแล้ว วันที่แดนคาดการณ์ว่ากลุ่มคนเสื้อเหลืองต้องเสื่อมสลายกลับบ้านไป ทว่าการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น ดาร์เรนเองก็แปลกใจเช่นกัน พร้อมๆกับค่อยๆถอยห่างออกมาเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ มองดูเกมการเมืองที่พลิกไปมาอย่างไม่อาจคาดเดาได้ 

     ตอนนี้แดนกลายเป็นที่ปรึกษาด้านข่าวสารให้กับดาร์เรน ส่วนหนึ่งคือการเปรียบเทียบความแตกต่างของสื่อท้องถิ่นและสื่อของบ้านเกิด ซึ่งยังความแปลกใจให้กับเขาอย่างยิ่ง เพราะสื่อท้องถิ่นเปลี่ยนท่าทีการนำเสนอข่าวแบบหน้ามือเป็นหลังมือหลังเหตุการณ์ "แก๊สน้ำตา" วันนั้น จากที่ด่ากลุ่มคนเสื้อเหลืองที่บุกสถานีโทรทัศน์ กลับมาเป็นการสนับสนุนอย่างสุดตัว และแน่นอนว่าภาพของกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่รุมทุบตีฝั่งตรงข้าม เขากลับต้องหาดูจากสื่อของประเทศฝรั่งเศส เพราะสื่อท้องถิ่นที่นี่ไม่มีภาพที่ชัดเจนของคนตายเลย น่าประหลาดใจนัก

     แกนนำคนที่ตัวอ้วนๆ ใส่แว่นคนนั้น ตอนนี้ถูกหมายจับข้อหากบฏพร้อมกับสหายอีก 8 คน แต่พวกเขากลับยังชุมนุมที่หน้า "ไวท์เฮาส์เมืองไทย" ได้ดังเดิม ทั้งที่ประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ห้ามชุมนุมเกิน 5 คนแล้วด้วย แต่ก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

     ไม่มีตำรวจสามารถบุกเข้าไปจับเขาได้ ดาร์เรนไม่รู้จะขำหรือจะโศกดี เมื่อได้ยินแกนนำกลุ่มคนเสื้อเหลืองให้สัมภาษณ์ว่า ต่อให้ผู้นำประเทศคนปัจจุบันออกจากตำแหน่งแล้ว พวกเขาก็ขอรอดูหน้าผู้นำคนใหม่ก่อน หากไม่พอใจเขาก็จะรวมพลขับไล่อีกครั้ง

     ประเทศบ้านเกิดของดาร์เรนไม่เคยมีใครเสนอความคิดในลักษณะนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการชุมนุมเพื่อรอดูหน้าผู้นำคนใหม่ หรือการเสนอว่าให้สัดส่วนผู้แทนมาจากการเลือกตั้งเพียงร้อยละ 30 โดยยังหาญกล้าเรียกอย่างเต็มปากว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย

     สงสัยนี่คงเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่แดนเคยเล่าให้เขาฟัง(พร้อมกับเสียงหัวเราะอย่างเสียดเย้ย) เพราะตอน 19 กันยาปีที่แล้ว ก็มีข้อเสนอเทือกๆเดียวกันมาก่อนนี่นะ แถมมาจากนักวิชาการในมหาวิทยาลัยเสียด้วย(ถึงตรงนี้แดนหัวเราะออกมาด้วยความสมเพช ชวนให้ดาร์เรนอดหัวเราะไปด้วยไม่ได้)

     เมื่อคืนเขาก็เพิ่งเปิดโทรทัศน์ดู เห็นแดนได้ไปสัมภาษณ์ผู้นำประเทศ แล้วก็ถูกชี้หน้าด่าหาว่าแดนไปดูถูกเขา ดาร์เรนสงสัยมากว่าแดนพูดอะไรไม่ถูกหูผู้นำประเทศนี้หรือ เขางงมาก แต่เมื่อแดนกลับมาเขาถึงได้รู้ว่า ภาพแบบนี้เคยเกิดมาแล้ว และแดนชินแล้ว ที่จะฟังผู้นำประเทศคนนี้นั่งโกหกตอแหลให้ฟัง "คราวก่อนตอแหลหนักกว่านี้เยอะ" แดนว่าอย่างนั้น

     เฮ้อ... ประเทศนี้มองไปทางไหนก็มืดแปดด้าน ไร้ทางออก ดาร์เรนกุมขมับ

     ความฝันสู่การพัฒนาทางความคิด การพัฒนาทางการเมือง คงต้องเททิ้งละลายแม่น้ำ... เปิดเพลงสวดศพให้สักรอบสองรอบพอเป็นพิธีซะดีมั้ย...

     ด้อยพัฒนาต่อไปเถิด..... ถ้าทุกอย่างยังมั่วซั่วแบบนี้