Nanolife

10 เมษายน 2553

posted on 12 Apr 2010 19:31 by nanoguy in Nanolife

จริงๆตอนนี้ผมยอมรับว่าอยู่ในภาวะอารมณ์ที่ไม่ปกติอย่างยิ่ง ผมเคยสนุกสนานกับการนั่งด่าหนังห่วยๆ ชมหนังดีๆ เป็นพารากราฟยาวๆ เพื่อมาประกอบรางวัลกำมะลองี่เง่าๆอย่าง Nanoguy Awards อยู่ทุกปี และตอนนี้ผมเองก็มีภาระต้นฉบับที่ต้องส่งบรรณาธิการ แต่นอกจากกองข้อมูลที่หามากองไว้แล้ว หนังผมก็ยังไม่ได้ดู และการเขียนก็ยังไม่คืบหน้า เพราะว่าตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์ทำอะไรจริงๆ และอาจจะต้องทิ้งรางวัลที่ผมนั่งทำมาทุกปีให้เหลือทิ้งไว้แค่นอมินี

ผมไม่ใช่คนจิตใจงดงาม อ่อนไหว เปี่ยมไปด้วยธรรมะ อะไรขนาดนั้นหรอกครับ ผมมันก็คนนิสัยธรรมดาคนนึง ที่ชอบการดูหนังเลือดสาด ฆ่าคน สมองไหล จนที่บ้านหาว่าเป็นโรคจิต แต่ตอนนี้ - อาจจะพูดเวอร์เกินไป - ผมกำลังอยู่ในขั้นเสื่อมศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ขั้นร้ายแรง

คุณเต้-ไกรวุฒิ จุลพงศธร ตั้งสเตตัสไว้ในเฟซบุึคของเขา เรื่องของ simulacrum ที่เป็นคอนเซ็ปต์ของ Jean Baudrillard ว่าด้วยความจริงที่ยิ่งกว่าความจริง (hyperreality) และการสนทนาในวันนั้นคงให้ภาพชัดที่สุด เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ และบางทีถ้าไม่มีเฟซบุคเราก็คงไม่รู้ว่าคนรอบตัวของเราหลายคนโหดร้ายและมืดบอดแค่ไหน

ปีที่แล้ว ตอนสงกรานต์เลือด ก็มีการปราบปราม มีความรุนแรง และมีความเห็นที่สาปแช่งให้ฝ่ายตรงข้ามตายห่ากันไปให้หมด เราก็ได้แต่นั่งครุ่นคิดว่าหวังว่าพี่น้องมิตรสหายรอบตัวเราจะไม่เป็นคนจิตใจหยาบช้าเช่นนั้น หยาบช้าพอที่จะสนุกสนานเมื่อเห็นผู้ที่ยืนอยู่คนละฝั่งถูกยิงสมองไหล เลือดสาด วิญญาณดับสูญ และนั่งหัวร่อร่าบอกว่าพวกเขาเป็นควาย

แต่วันนี้เฟซบุคทำให้ผมเห็น และผมเศร้ามาก ว่าคนรอบตัวผมคิดกันได้ถึงเพียงนี้

บางคนเรียนคณะรัฐศาสตร์แท้ๆ กลับคิดได้เพียงว่า ผู้ชุมนุมเสื้อแดงมีความรู้เรื่องประชาธิปไตยมากแค่ไหน ถึงจะออกมาชุมนุมเรียกร้อง ผมเองก็อยากถามเขาเหมือนกันว่า ร่ำเรียนมาจนป่านนี้แล้ว พวกเขารู้เรื่องประชาธิปไตยจริงหรือ ถึงได้เอาสถานะของตัวเองเข้าข่มได้ขนาดนี น่าอับอายยิ่งกว่ารุ่นน้องผมคนหนึ่ง ตอนแรกผมไม่ชอบแนวคิดเขาเลย เพราะเขาสนับสนุนและชื่นชอบนายกษิต ภิรมย์ และพยายามโยนบาปให้เสื้อแดงตลอดเวลา แต่อย่างน้อยผมก็ชื่นชมเขา ที่เขายอมรับตรงๆว่าเขาไม่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย

บางคนก็ฉลาดเฉลี่ยวกว่า ใช้การเสียดสีที่เจ็บแสบกว่า ไม่มีการหลุดมาว่าอยากให้ใครตาย แต่จิตสันดานด้านหยาบมันแฝงชัดอยู่ในคำพูดเหล่านั้น

ช่วงเริ่มต้นสลายการชุมนุม (ภายใต้คำที่น่ารังเกียจทุเรศอุบาทว์อย่าง "การขอพื้นที่คืน") มีความเห็นมากมายที่สนับสนุนให้ทหารฆ่าประชาชน ผมไม่พูดก็ได้ว่าประชาชนที่ไม่มีอาวุธ เพราะเสื้อแดงเองก็ต้องมีสัญชาตญาณในการป้องกันตนเอง โดยเฉพาะเมื่อทหารมีอาวุธสงครามครบมือ อุ่นเครื่องกันมาตั้งแต่คราวที่ปะทะกันที่สถานีดาวเทียมไทยคม ที่มีการยิงกันจริงๆ และที่ผ่านฟ้า สี่แยกคอกวัว ถนนดินสอ มีกระทั่งรถถังกับรถฮัมวี่ที่บรรทุกอาวุธสงครามมาเต็มอัตรา

สิ่งพวกนี้เทียบไม่ได้นะครับ กับการปล่อยบอลลูนไปก่อกวนเฮลิคอปเตอร์(ที่ใช้ในการปล่อยแก๊สน้ำตา) การใช้ด้ามธงทิ่มๆไปที่ทหาร การขว้างปาขวดน้ำ ก้อนหิน ก้อนอิฐ หรือแม้แต่การเข้าไปรุมประชาทัณฑ์ทหาร ผมเถียงเผื่อให้อีกก็ได้ว่า แม้ผู้ชุมนุมจะมีอาวุธในลักษณะประสงค์เอาชีวิตเหมือนทหาร (เช่น ปืนอาก้า เป็นอาทิ) แต่ในขณะชุมนุมนั้น มีหลักฐานการใช้อาวุธเหล่านี้เข้าไประรานคนอื่นหรือไม่ และหากต้องมีการใช้อาวุธเหล่านี้เพื่อป้องกันตัว ก็เป็นสิทธิของผู้ชุมนุมเหมือนกัน ไม่ต่างกับที่รัฐบาลอ้างว่าทหารมีกระสุนจริงไว้เพื่อป้องกันในเหตุจวนตัว (หลังจากที่ครั้งแรกกล่าวว่ากระสุนจริงมีไว้ยิงขึ้นฟ้าเท่านั้น)

ผมช็อค เมื่อหลายคนกำลังตั้งข้อสมมติฐานว่า เสื้อแดงเริ่มต้นความรุนแรงก่อนด้วยอาวุธหนัก ดังนั้นทหารจึงมีสิทธิปราบปรามด้วยอาวุธหนักเช่นกัน ผมถามว่าถ้าทหารไม่มาที่นี่ จะเอื้อให้เกิดเหตุเช่นนี้หรือไม่?

ผมขี้เกียจย้ำซ้ำไปมาจริงๆเลย(เพราะพูดไปหลายครั้งมากในเฟซบุค) ว่าการชุมนุมของเสื้อแดงนั้นไม่ได้ิผิดกฎหมายอะไร มันมีคนเดือดร้อน ผมไม่เถียง หลายคนที่ผมรู้จักก็เดือดร้อนอย่างยิ่งเพราะการชุมนุมของคนเสื้อแดง ก็เป็นสิทธิของพวกเขาที่จะไม่ชอบม็อบ ผมก็ไม่ได้บังคับให้พวกเขามาชอบ แต่ผมรับไม่ได้กับคนที่พยายามจะเดินตามตูดรัฐบาล ด้วยการบอกว่าเสื้อแดงผิดกฎหมายอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วมีแต่กฎหมายเล็กจ้อย เช่น กฎหมายจราจร

แล้วมันเ้รื่องอะไรที่รัฐบาลจะใช้ พรบ.ความมั่นคง กับ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง

กลับมาที่เรื่องที่ขัดข้องของผมต่อ พี่ที่ผมรู้จักคนหนึ่งก็อยู่ในกลุ่มคนที่ผมช็อค เขาเข้ามาสนับสนุนว่า "ตายๆกันไปให้หมดดีแล้ว" ในช่วงเริ่มต้นสลายการชุมนุม และวันถัดมา เมื่อผมตั้งสเตตัสที่พูดเรื่องการป้องกันตัวของคนเสื้อแดง เขาก็เข้ามาแย้งว่า "ทหารก็คนนะตี้" ผมขี้เกียจเถียงเขาว่า "แล้วเสื้อแดงไม่ใช่คนหรือไง" ไม่อยากให้ความขัดแย้งหรือความที่เรารู้จักกันมานานต้องมาพังเพราะเรื่องการเมือง มันทุเรศ

วันนั้น(ช่วงคาบเกี่ยว 10-11 เมษายน) ผม block คนไป 4 คน เพราะผมรู้สึกอิดหนาและขยะแขยงอย่างยิ่งกับพฤติกรรมของพวกเขา ผมอยากเชื่อว่ามันเป็นแค่ความไร้สติชั่ววูบ อยากเชื่ออย่างนั้นมากๆ เพราะ 3 คนในนั้นเป็นเพื่อนของผมสมัยมัธยมปลาย คนหนึ่งสนิทกันมากถึงขั้นเคยคุยกันได้ทุกเรื่อง ณ เวลานั้น อีกสองคนก็เป็นเพื่อนผู้หญิง ที่คนหนึ่งดูน่ารักสดใสอ่อนโยน และอีกคนหนึ่งแม้จะปากร้ายไปหน่อยแต่ก็เป็นเพื่อนเฮฮาที่ไม่มีอะไรต้องเถียงกัน

เอานอกจากสามคนนั้นก่อน รุ่นน้องร่วมคณะผมคนหนึ่ง ซึ่งผมเองจำได้แต่ชื่อภาษาอังกฤษที่เธอเอามาตั้งเป็นชื่อของเธอในเฟซบุค แรกๆผมก็เฉยๆ เมื่อเธอยังคงอัพสเตตัสเรื่อยเปื่อยเรื่องรถยนต์สีเหลืองของเธอ การแสดงออกทางการเมืองอย่างสูงสุดในชีัวิต ด้วยการบีบแตรใส่หูคนเสื้อแดงตามที่ต่างๆที่เธอขับรถไปพบเจอ จนกระทั่งช่วงที่เธอเริ่มสาปแช่งคนเสื้อแดง เฆี่ยนตีพวกเขาด้วยเก้าอี้ที่ชื่อวาทกรรม "ทักษิณซื้อ" ผมก็ hide เธอไประยะหนึ่ง เพื่อที่จะไม่ต้องมาขุ่นข้องหมองใจกันทีหลัง

กระทั่งวันหนึ่ง ผมเข้าไปคอมเมนต์สเตตัสของเพื่อนร่วมคณะ ซึ่งนั่งเรียนกันมาตลอด คนหนึ่ง ผมรู้ว่าเขาเป็นคนที่ไม่ชอบเสื้อแดงและทักษิณอย่างยิ่ง ซึ่งผมก็ไม่ได้ไปจุ้นจ้านอะไรเขา เขาตั้งสเตตัสในทำนองว่าตอนนี้เขาไม่อยากคุยกับคนเสื้อแดง เพราะพวกมันคิดจะเผาบ้านเผาเมือง ผมก็เข้าไปแสดงความเห็นสั้นๆทิ้งไว้ ก่อนเขาจะรีบมาออกตัวว่าเราคุยกับตี้ได้นะ (แสดงว่าผมเป็นเสื้อแดงไปแล้วสินะ) ก่อนที่ยัยน้องคนนั้นก็มาท้าทายให้ผม block เธอในสเตตัสนั้น แน่นอน ผมทำให้ และยินดีครับ อีห่า!

ก่อนจะ block ผมได้ลองแวบไปดูสเตตัสของเธอ เพราะเพื่อนผมหลายคนที่เกลียดเสื้อแดง อย่างน้อยพวกเขายังไม่มองการตายของคนเป็นเรื่องสนุกสนานหรือควรค่าที่จะเกิดขึ้น แต่สเตตัสของยัยรุ่นน้องคนนี้เขียนไว้ว่า "ขอไว้อาลัยให้กับคนไทย ที่เห็นคุณค่าของเงินมากกว่ารวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย" พร้อมกับเพื่อนๆของเธอที่นำเอารูปคนตายที่ถูกยิงสมองไหล มาล้อเล่นพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เหมือนกับว่านี่ไม่ใช่ศพมนุษย์ ในคอมเมนต์ของสเตตัสอันนั้น

ผมได้แต่รู้สึกยินดีที่จะกด remove friends ออกไป พร้อมกับยินดีอย่างยิ่งที่ตัวเป็นๆของเราไม่ได้พบปะพูดคุยกันเป็นกิจจะลักษณะก่อนหน้านี้ เสียดายแค่ผมลืมที่จะแคปภาพหน้าจอคำพูดอันหยาบทรามของเธอไว้ เผื่อเป็นหลักฐานให้เธอได้ระลึกว่า เธอเคยมีความคิดแบบใดต่อคนเหมือนกัน

เพื่อนผมอีกสามคนที่พูดถึงนี้ เป็นกรณีที่ผมเศร้ายิ่งกว่า เราเคยอยู่ห้องเดียวกัน คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ และแน่นอน นั่งด่าทักษิณด้วยกันอย่างมันปาก หนึ่งในนั้น(ซึ่งผมไม่ได้ hide เธอไว้ตั้งแต่แรก เหมือนกับอีก 2 คน) เธอตั้งสเตตัสขึ้นโพล่งมาว่า "รับไม่ได้ ถ้าต้องยุบสภาเพราะพวกไพร่แดง"

กรณีนี้ผมยังไม่ช็อคเท่ากับความเห็นของเพื่อนผมที่มาคอมเมนต์ในสเตตัสอันนี้ (ซึ่งเป็นคนที่ผมสนิทที่สุดใน 3 คนดังกล่าว) เขาพิมพ์ว่า "ช่ายๆ ถ้าเกิดยุบไป พวกไพร่แดงก็ได้ใจกันพอดี" แน่นอนว่าผมปรี๊ดแตก ผมพิมพ์ตอบกลับไปทันทีในทำนองว่า มีคนตายถึง 15 คนแล้ว(ปัจจุบัน 20-21 ผมไม่แน่ใจตัวเลข) ใครเขาจะเอาเวลามา "ได้ใจ" วะ?

ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการทะเลาะทุ่มเถียงใส่กัน ผมยังจะรับได้มากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อนคนที่ 3 เข้ามาคอมเมนต์ คุยข้ามหัวผมไปที่เจ้าของสเตตัส เอ่ยว่า "ทีนี้เข้าใจอารมณ์กูหรือยัง กูจะดีลีตแม่งแระ" ส่วนอีกสองคนก็เข้ามาสนับสนุนกันว่า "เออ เข้าใจ จริงด้วยว่ะแม่ง"

มันมีหลายอารมณ์นะครับตอนนั้น ที่ทำให้ผมตัดสินใจ remove สามคนนี้ทิ้งไปอย่างไม่ลังเล อย่างน้อยก็ในเฟซบุคและชีวิตจริงในช่วงเวลาอันใกล้นี้

สายตาพวกเขาที่มองผม มันไม่ได้มองว่าผมเป็นเพื่อนพวกเขาอีกต่อไป มันมองว่าผมเป็นแค่เศษไพร่ เป็นแค่ควายที่หลงโง่งมไปกับการชุมนุมของเสื้อแดง ที่เข้าไปป้วนเปี้ยนหรือบังเอิญติดอยู่ในลิสต์เพื่อนอันสูงส่งของพวกเขา ที่มีแต่ปัญญาชนผู้อยากเล่นสงกรานต์ อยากเดินพารากอน ความเห็นของผมเป็นแค่ความพยายามยุแยง ปั่นป่วน ความคิดอันสวยหรูของพวกเขา - ผมทั้งเศร้าและโกรธ เมื่อพวกเขาเป็นฝ่ายที่เลือกจะมองว่าผมเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ หรืออย่างน้อยก็มองว่าผมไม่ใช่เพื่อนของพวกเขาอีกต่อไป ก่อนที่ผมจะทันคิดอย่างนั้นเสียอีก

(นี่ยังไม่รวมกับ fact ที่ว่า ผมเคยเข้าไปแสดงความเห็นทางการเมืองที่เอนมาทางเสื้อแดงแย้งกับ 1 ใน 3 คนนั้น เพียงแค่ 2 ครั้ง ตั้งแต่เล่นเฟซบุคมา แต่เธอกลับใช้น้ำเสียงหยามเหยีัยด เหมือนกับว่าผมไปทำให้หน้าเฟซบุคของเธอรกรุงรังด้วยข้อความชั้นต่ำอยู่ทุกวี่ทุกวัน แล้วก็ทำท่าทำทางเหมือนกับปราณีผมเสียเหลือเกิน ที่ยังอุตส่าห์เก็บไว้อยู่ในลิสต์ โธ่ เหี้ยเอ๊ย!)

ผมเคยคิดว่า ผมจะไ่ม่พยายามทำอย่างนี้กับใคร ผมยังคุยกับคนที่เห็นต่างได้ แต่ถ้ามืดบอดกันถึงขั้นนี้ ผมก็ได้แต่ทำอย่างที่ผมทำไป เพราะเห็นแล้วว่าไม่มีประโยชน์อะไร ไม่มีแม้แต่การคิดจะเปิดประเด็นเถียงกัน คุยกัน ซึ่งถ้าเพื่อนกันไม่มีท่าทีแบบนั้น ผมก็ไม่รู้จะเก็บไว้ทำซากทำเผือกอะไร บางทีถ้าไปกินเหล้ากันอาจจะคุยกันได้มากกว่านี้ แต่สถานการณ์ที่เป็น ผมมองว่าเขาเหล่านั้นถ้ารู้ว่าผมจะไปก็คงแยกตัวออกไปแต่แรกมากกว่า

หลังจากนิสิตทั้งหลายเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยกับชีวิต (จริงๆก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แต่ก็ช็อคกันพอสมควร จนต้องปรึกษากันเลยทีเดียวว่าเอาไงดี๊ เอาไงดี) ก็ถึงได้ค่อยๆรู้ตัวกันขึ้นมาทีละเล็กละหน่อย ว่าที่ผู้ใหญ่บ้านแกมาคว้่านั่นนี่ไปอ่าน คงเป็นเพราะเราดันบอกไปตามจริง ว่าพอศึกษาหมู่้บ้านเสร็จก็ต้องไปพรีเซนต์ให้นายอำเภอกับผู้ว่าฯฟังด้วย แกเลยเกร็ง ตึงขนาด

ทุกคนเห็นพ้องต้องกัีนว่ารู้สึกชักจะอึดอัดยังไงชอบกล เพราะพอจะคุยงานกัน(ซึ่งเรามาศึกษาหมู่บ้านเขา ยังไงมันก็ต้องคุยถึงตัวพวกเขาน่ะ) เขาก็จะไม่ค่อยปล่อยเวลาให้เราอยู่กับลำพังเท่าไหร่ จะออกแนวว่า "ก็คุยตรงนี้สิ" แล้วเจ๊แพทย์ฯ ก็นั่งดูทีวีไป อะไรอย่างนั้น ส่วนสมุดบันทึกนี่แม้แต่นายอำเภอยังไม่เคยขอดูด้วยซ้ำ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะมีปัญหาพอสมควร

ตอนที่แล้วลืมเล่าไป ว่าก่อนที่จะแยกย้ายกันเข้านอน อยู่ดีดีเจ๊แพทย์ฯ ก็บอกว่า "พรุ่งนี้เดี๋ยวไปพบ สส. ที่มาแจกถุงยังชีพที่ อบต. นะ"  นิสิตทั้งหลายก็ร้องกรี๊ดในใจ อารมณ์ว่ากูมาศึกษาหมู่บ้านครับ ไม่ได้มาศึกษา อบต. แล้วที่พีคคือกำหนดการอะไรต่างๆ แจ้งกันแบบกระชั้นชิดไม่มีบอกกันก่อนเล้ย (ขนาดตอนนายกบินเอาเงินมาให้ยายไฮที่อุบล ยังไม่เห็นต้องไปรับเลย ปลัดอาวุโสบอก "ไม่เกี่ยวกะเรา ปล่อยเขาไป")

วันที่สองของหมู่บ้านนี้ ตื่นขึ้นมาตอนเช้าเพราะถูกผู้ใหญ่บ้านปลุก เราก็งัวเงียๆนิดหน่อย เพราะแกปลุกเช้ามาก ลงไปอาบน้ำซึ่งก็ต้องอาบหลังผู้ใหญ่บ้าน กับเืพื่อนที่ตื่นไปก่อน เราอาบเสร็จออกมา อ้าว หายไปไหนกันหมดแล้ว ซักพักผู้ใหญ่บ้านกลับเข้ามาแล้วก็ดันบอกว่า "เนี่ย พ่อต้องรีบไปใส่บาตรพระก่อน ทีหลังตื่นให้ทันนะ มาอยู่เนี่ยต้องรู้จักตื่นมาทำบุญนะ"

ถ้าจะให้ไปใส่ด้วยก็บอกกันก่อนสิคร้าบ - -* (อีกบ้านก็ไม่ตื่นเหมือนกันน่ะ)

วันนี้พอตื่นมาก็กินข้าว (ระหว่างกินข้าว เจ๊แพทย์ฯ ขอถ่ายรูป "นิสิตกินข้าวเหนียว" ด้วย แล้วเลือกเฉพาะช็อตที่กำลังจกส้มตำเข้าปากด้วยนะ) ก็ออกทัวร์หมู่บ้านอีกตามเคย และไม่ได้เดินกับเฉยๆอีกตามเคย มีคนตามตลอด ก็คือเจ๊แพทย์ฯ นั่นเอง (- -*) ถึงตรงนี้เริ่มสังเกตเห็นแล้วว่า ที่ที่กลุ่มกรรมการหมู่บ้านพาเราไปเดินดูเนี่ย มันไม่ครอบคลุมทั้งหมู่บ้านอ่ะ มันกินที่แค่ประมาณครึ่งหมู่บ้าน อีกครึ่งที่เหลือนี่แทบไม่ได้แตะ บ้านของกรรมการหมู่บ้านส่วนใหญ่ก็อยู่แต่ครึ่งที่เขาพาเราไปเดินดู ก็คือที่ที่มันมีป้าย "ฐานการเรียนรู้" นู่นนี่นั่นนี่แหละ

จนกระทั่งตอนเที่ยงก็ขึ้นรถกระบะ ออกรถไปที่ อบต.ท่าเมือง ยังดีที่ได้เอกสารข้อมูลของ อบต. จากรองนายกฯ(ที่มากินข้าวด้วยเมื่อวาน) มาเพิ่มทำรายงานบ้าง ก็ไปนั่งกินข้าวเที่ยงกันอยู่หลัง อบต. ก่อนจะรอให้ สส. มาแจกถุงยังชีพ

ระหว่างนั้นก็ถามๆคนใน อบต. ว่าเออ ที่นี่น้ำไม่ท่วมไม่ใช่เหรอ (น้ำที่ท่วมเยอะในอำเภออยู่อีกตำบลนึง) ทำไมถึงต้องมาแจก คำตอบที่ได้รับคือ "ท่าน สส. เขาของบไปแล้ว ก็เลยต้องเอามาแจก" .... (อ้ายจะอู้จะได๋บ่ออก)

สุดท้าย ปรากฏว่า สส. ก็ไม่มา (สส. ที่ว่านี้คือพรรคประชาธิปัตย์) เลยมีตัวแทน สส.ไม่แน่ใจว่าเป็นเลขา หรืออะไรสักอย่าง ออกไปพูดหาเสียงให้พรรคแบบไฟแล่บ เปลวน้ำลายจากปากก็คงร้อนพอๆกับชาวบ้านที่มานั่งตากแดดรอรับถุึงยังชีพ นิสิตทั้งหลายก็นั่งร้อนรอกันไปว่าตกลงกูมาทำอะไรที่นี่ล่ะวะเนี่ย เจ๊แพทย์ฯ ก็พยายามเรียกให้่ไปคุยกับใครก็ไม่รู้ ซึ่งก็ไม่รู้จริงๆว่าเป็นใคร พยายามจะลากเราออกไปหน้างานซะเหลือเกิน จะให้กูไปทำอะไรครับ ยืนเก๊กซืมถือของใส่พานให้เหรอ?

แล้วก็ราวกับสวรรค์มาโปรด นายอำเภอมาด้วย!

นายอำเภอก็ออกไปพูดๆกับชาวบ้านนิดหน่อย ไม่มีอะไรมาก นิสิตทั้งหลายหันมาปรึกษากันว่าเอาไงดี เพราะว่าหมู่บ้านนี้ที่เราไปมันชักจะยังไงๆอยู่ คือจริงๆมันก็ไม่ถึงกับทนไม่ได้น่ะนะครับ แต่มันก็ควรจะได้รับการรายงานซักนิดหน่อย แล้ววันนั้นประจวบเหมาะว่ามีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านที่อีกหมู่บ้านนึงพอดี ได้โอกาสแล้ว!

นิสิตทั้งห้าเดินเข้าไปหานายอำเภอ ขอไปดูการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน แน่นอนว่านายอำเภอรับปาก และให้พาขึ้นรถกระบะไปด้วย ระหว่างนั้นรถจะจอดที่อำเภอก็จะได้ไปคุยกับนายอำเภอเรื่องที่เราเจอๆกันมาได้บ้าง และประการสำคัญคือจะได้เป็นอิสระจากเจ๊แพทย์ฯ ซักระยะนึงก็ยังดี

ปรากฏว่าอีเจ๊นี่ขึ้นรถกระบะมาด้วย ชิ่ท!

ถึงจะได้เข้าไปคุยกับนายอำเภอก็จริงอยู่ แต่สุดท้ายก็สลัดเจ๊นี่ไม่หลุดจริงๆ อุตส่าห์บอกไปแต่แรกแล้วว่าเดี๋ยวให้พี่กลับไปรอที่หมู่บ้านก่อนก็ได้ครับ/ค่ะ แล้วจะตามกลับไปทีหลัง เจ๊แกก็ยังดื้อด้านตามมาจนได้สิน่า ให้มันได้งี้ดิ - -*

ดูเลือกตั้งอะไรต่ออะไรเสร็จ ก็ขึ้นรถกระบะอำเภอมาที่หมู่บ้านอีกครั้ง ซึ่งช่วงนั้นนิสิตทั้งหลายกำลังนอยได้ที่ เมื่อถึงหมู่บ้าน(ซึ่งเราก็ดูอะไรต่ออะไรไปจนพรุนเกือบหมดแล้ว เท่าที่เขาให้ดู) ก็เริ่มออกอาการไม่มีที่จะไป เจ๊ก็เสนอความคิดเห็นทันที ว่าไปบ้านนาคำภูฮีใกล้ๆนี่มั้ย? เพราะมีนักศึกษาเอแบคมาทำค่ายที่โรงเรียนในหมู่บ้านพอดี๊ พอดี (และด้วยความเป็นเอแบค นิสิตหญิงก็เคยกรี๊ดกร๊าดกันว่าอยากจะลองไปดูซะัหน่อย) อารามว่าเบื่อและนอย ก็เลยตกลงกันไป ซึ่งพาหนะของเราคือ รถตู้

ไปจนถึงโรงเรียนที่ว่าจนได้ เริ่มเห็นสนามบอลรำไรๆ นิสิตทั้งหลายคิดว่ารถตู้คงจะจอดแถวๆหน้าโรงเรียนแล้วค่อยเดินเข้าไป แต่มันก็ใกล้อยู่นะเว้ยเฮ้ย แต่ที่นะเว้ยเฮ้ยกว่าคือ รถตู้มันเลี้ยวขวา แล้วแล่นทับหญ้าสนามบอล พุ่งเข้าไปหาเตนท์นักศึกษาเอแบค ซึ่งกำลังผัดกับข้าวกันอยู่ ถ้ากูเป็นเด็กเอแบคคงคิดว่า "เฮ้ยไอ้เหี้ยใครไปทำห่าไรไว้วะ ตำรวจแม่งเอารถตู้มาถึงนี่เลยว่ะแสรด" เพราะรถตู้แอพโพรชเข้าหาด้วยท่าทีคุกคามสุดๆ - -* นิสิตจุฬาฯ ลงไปคุยกับนักศึกษาเอแบค เลยเกิดอาการเอ่อะๆอ่ะๆ ทำอะไรไม่ถูกกันไปพักใหญ่ (ไม่ใช่เพราะผู้ชายหล่อ ผู้หญิงสวย ซึ่งประการหลังไม่มีปรากฏ) ว่าแบบ เออ กูมาคุกคามรุกล้ำเขาเกินไปมั้ยวะเนี่ย เด็กเอแบคก็ทำหน้าปุเลี่ยนๆ ประมาณว่าไอ้พวกนี้มันเป็นใครวะ แล้วจะมาทำอะไรกับพวกกูวะ!!


ออกมาจากโรงเรียนก็กลับมาที่หมู่บ้าน กินข้าวอะไรกันไป โดนถ่ายรูปลงพอร์ตโฟลิโออะไรกันไป พรุ่งนี้จะไปอีกหมู่บ้านแล้ว หวังว่าจะไม่มีอะไรอีกล่ะ

เช้าวันต่อมา แหกขี้ตาตื่นเพื่อไปทำบุญตักบาตร แต่ก่อนจะได้ไปทำบุญ ข้าพเจ้าที่แหกขี้ตาตื่นมาเช้าสุด(นานๆจะทำได้) ก็ถูกผู้ใหญ่บ้านลากไป "นวดข้าว" (หรือถ้าดูตามกิริยาอาการจริงๆคือการ "ฟาดข้าว") ก็ลองทำๆดู เหนื่อยดี สนุกดี แต่จะไม่สนุกตรงที่พอทำไปซัีกพัก ผู้ใหญ่บ้านแกก็คว้าต้นข้าวไปจากมือแล้วลงมือฟาดป้าบๆๆให้ดู ก่อนจะหันมาเยาะเย้ย "นี่พ่อ 60 กว่าแล้ว ยังฟาดเสียงดังกว่าคุณเลย" (ก็คนมันไม่เคยนี่โว้ย) ส่วนไปรอพระมารับบาตร ปรากฏวันนี้พระติดกิจนิมนต์ซะงั้น สรุป ตื่นฟรี

หลังจากกินข้าวเสร็จ ก่อนจะไปอีกหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านซึ่งติดธุระบ่อยมาก ก็อาสาพาเดินทัวร์หมู่บ้านอีกรอบ (ฮือ) แต่เที่ยวนี้พิเศษหน่อย ได้เดินไปถึงแถวๆลำน้ำสาขาของลำเซบก ตอนเดินไปทีมพายเรือที่ซ้อมเตรียมแข่งประจำปีก็กลับมากันพอดี ระหว่างที่เดินไปก็ผ่านป่าชุมชนข้างๆด้วย ผู้ใหญ่บ้านแกก็เล่าเรื่องการอนุรักษ์ป่าอะไรทำนองนี้แหละครับ ไอ้เราก็ปากไว ถามไประหว่างที่เิดินอยู่บนลูกรังว่า เห็นผู้ใหญ่บอกว่าไม่ค่อยมีงบ แล้วถ้ามีงบผู้ใหญ่จะทำถนนคอนกรีตตรงนี้ด้วยไหม จริงๆคิดว่าแกจะตอบว่า "ไม่" เพราะแกพูดเรื่องอนุรัึกษ์ป่ามาซะนาน แต่แกดันตอบว่า "ทำสิ นี่ก็จะของบรัฐบาลอยู่ เพราะ อบต. งบไม่พอ" (อ้าว แล้วป่าล่ะ?)

เสร็จแล้วก็เดินไปดูศูนย์อนุรักษ์วัฒนธรรมหมู่บ้านอีกรอบ (รอบที่สามแล้วมั้ง) เราก็บอกว่าดูไปแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็บอก อ๋อเหรอ แล้วหยิบนั่นหยิบนี่มาถามนิสิตจุฬาฯทั้งหลาย ว่านี่เรียกอะไร เรียกอะไร พอตอบถูกแกก็บอก "เก่งนี่ จำได้ด้วย อย่างนี้แหละถือว่าได้เรียนรู้" (....)

แถมตอนที่นั่งรถไป ไอ้เราที่แหกขี้ตาตื่นมาในเวลาวิปริต (คือ เช้าเกิ๊นนน) ก็กำลังหลับๆ สะเงาะสะแงะ แต่ซวยที่นั่งหน้าข้างผู้ใหญ่บ้านพอดี แกก็ชอบถามนั่นถามนี่แล้วสะกิดเราอยู่เรื่อย (ง่วงว้อย) ระหว่างนั้นแกก็บอกว่า เวลาน้อยเนาะ เลยยังไม่ได้พูดเรื่องฐานเอื้ออารีย์เลย แล้วแกก็เลคเชอร์ให้ฟังมันซะบนรถนั่นแหละ! (ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้คร้าบบบบ) ที่หนักกว่าคือ แทนที่แกจะขับรถไปตามถนนธรรมดา ที่ไปถึงเร็วกว่ามาก แกดันพาเราอ้อมโลกขับผ่านถนนลูกรัง บอกว่า "จะได้สัมผัสชีวิตบ้านนอก"...

สรุป ไปถึงอีกหมู่บ้าน สายตะัวันโด่งกันเลยทีเดียว


(โปรดติดตามตอนต่อไป จบเรื่องหมู่บ้านพอเพียงแต่เพียงเท่านี้)