Nanolife

Beyond Yangon
 
งานสัมภาษณ์งานแรกในชีวิต เกิดขึ้นอย่างทันด่วนพอสมควร หลังจากที่ได้ยืนคุยกับ ชิน เทวี และ มยา ดาร์ลี ออง ผู้กำกับกับตากล้องสาวจาก ย่างกุ้งฟิล์มสคูล (ขอพิมพ์เป็นภาษาไทยกันเหนียวไว้ก่อน ไม่รู้ว่าระบบเซ็นเซอร์พม่าจับตาพวกเขาอยู่หรือเปล่า หรือผมอาจจะคิดมากไปเองก็ได้) หลังโปรแกรม "บียอนด์ย่างกุ้ง" ในเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 14 โดยมูลนิธิหนังไทย จบลง พบว่าเราจูนกันติด คุยกันไหลลื่น และมีอะไรอยากถามเธอเพิ่มเติม เลยขอนัดสัมภาษณ์ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ด้วยความอยากทำล้วนๆ เหมือนมีใครจุดไฟติดในใจเรายังไงบอกไม่ถูก

จริงๆ อยากสัมภาษณ์ Florian Fessl ผู้กำกับหนังสั้นเรื่อง Below the Blue ด้วย เพราะอุตส่าห์มางานหนังสั้น (และหนังได้รางวัลชมเชยกลับไป เป็นครั้งแรกที่มี ผกก.ต่างชาติ มารับรางวัลที่นี่ด้วยตัวเอง คิดว่านะ) แต่เจอหน้ากันสองวันพอคุยเสร็จเกิดเดดแอร์ตลอด เลยรู้สึกว่าจูนกันไม่ติดแฮะ เอาไว้ก่อนแล้วกันนะครับ

1. การเตรียมตัวยอมรับว่าไม่เต็มที่นัก ส่วนหนึ่งต้องโทษปัจจัยภายนอกคือข้อมูลของหนังพม่า ในความรับรู้ของคนไทยอย่างเรา น้อยมาก และเรากะเอาว่าจะไปถามเอาดาบหน้า ก็คืออยากรู้อะไรเราก็ถามและคงถามต่อจากคำตอบของทั้งสองคนมากกว่า เหมือนเจาะลึกไปเรื่อยๆ

2. เมื่อหวังเอาอย่างนี้แล้ว ปรากฏว่าตอนถามก็เกิดอาการเกร็งๆขึ้นมาทั้งสองฝ่าย (จนน้องฝนที่ตามไปด้วยต้องช่วยถามแทรกให้บางคำถามที่เราลืมไป หรือช่วงที่เดดแอร์เพราะความไม่เชี่ยวชาญของเราเอง) จนเวลาผ่านไปราวๆ 45 นาที สัมภาษณ์เสร็จ เราถึงถามทั้งคุณเทวีกับดาร์ลีว่าเคยให้สัมภาษณ์ใครจริงจังไหม (เพราะเขาก็เคยไปที่เทศกาลอื่นๆมาบ้างแล้ว) เขาตอบว่า "ถ้าสัมภาษณ์จริงจังกับ journalist อย่างคุณ นี่เป็นครั้งแรก" ก็เลยเข้าใจได้ว่าทำไมเกร็งๆกันทั้งคู่ เพราะเราก็ไม่เคยสัมภาษณ์ใครจริงจังขนาดนี้เหมือนกัน

3. หลายเรื่องที่เคยคุยไปเมื่อวันฉายหนังเสร็จ พอมาคุยในวันสัมภาษณ์จริงกลับได้ข้อมูลผิดไปจากเดิม ไม่รู้ว่าสื่อสารกันผิดพลาดหรืออย่างไรในวันฉายหนังเสร็จ (แต่คิดว่าเราจับใจความเขาผิดเองมากกว่าล่ะมั้ง) ทำให้บางทีการถามตอบตันๆลงเพราะตรงนี้ด้วย แอบเสียดายเล็กน้อย 

4. ตอนแรกคิดอะไรประหลาดๆด้วย ว่าเดี๋ยวอาจจะขอที่อยู่ทั้งสองคน เผื่อบทสัมภาษณ์พิมพ์ลงแล้วจะได้ส่งไปให้ถึงที่พม่า แต่มาคิดอีกที ไปรษณีย์พม่าคงแกะอ่านแหลกลาญ ไม่น่าจะปลอดภัย (เกือบหาเรื่องซวยให้เขาแล้วมั้ยล่ะมึง)

5. ตอนแรกนึกว่าพม่าจะมีโรงหนังน้อย มีแค่ในเมืองหลวง พอถามเขาเรื่องนี้ก็เกิดตกใจ เพราะเขาบอกว่าพม่ามีโรงหนังอยู่ทุกเมืองเลยนะคะ (คงเหมือนเมืองไทยสมัยก่อนมัลติเพล็กซ์ยึดตลาด) แล้วโรงหนังใหม่ที่เนย์ปีดอว์(เมืองหลวงใหม่) มีระบบสามมิติแล้วด้วย แสดงว่าถ้านับในแง่วัฒนธรรมภาพยนตร์ เขาดูมีความเข้มแข็งกว่าลาวหรือกัมพูชาอีก ทั้งที่อยู่ใต้รัฐบาลเผด็จการที่ดูเข้มข้นกว่าอีกสองประเทศ แม้หนังฮิตของเขาก็จะเป็นหนังตลกบ้านๆ ของผู้กำกับแค่ไม่กี่คน (เพราะใครมีปัญหากับรัฐบาลหนังก็จะโดนแบนไปโดยปริยาย แล้วศิลปินดาราของที่นั่นค่อนข้างต่อต้านรัฐบาลพอสมควรเหมือนกัน) แล้วไปเสิร์ชรูปโรงหนังพม่าจากเว็บ Seatheatre เห็นโปสเตอร์เพอร์ซี่แจ็คสันอีกต่างหาก ตอนแรกไอ้เราก็นึกว่าเขาจะต่อต้านหนังฮอลลีวูด แบบพวกอิหร่าน ซะอีก

6. พอสัมภาษณ์เสร็จ เขาขอสัมภาษณ์เราด้วย ว่ารู้อะไรเกี่ยวกับพม่าบ้าง คำถามก็เกี่ยวกับอองซานซูจี เกี่ยวกับการเลือกตั้ง(หรือลากตั้ง?)ที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศเขา พอตอบเสร็จเขาก็หันมาบอกว่า "I like your answer" 

7. คุณเทวีบอกว่าตอนที่มาถึงเมืองไทยใหม่ๆ ถ้าไม่ได้อยู่กับคนของเทศกาล เขาค่อนข้างหวาดระแวงไม่น้อยเหมือนกัน เหมือนเห็นสายตาแปลกๆจากคนไทย ไม่ค่อยกล้าบอกใครว่าเป็นคนพม่า 

8. น้องฝนถามเรื่องสารคดี Burma VJ ไป ทั้งสองคนบอกว่าหนังมัน "โอเวอร์ดราม่า" ไปหน่อยนะ (แผ่นดองอยู่ยังไม่ได้ดูเลยเนี่ย)

9. ที่ผ่านมา เคยแต่ทำสัมภาษณ์อะไรเล็กๆน้อยๆ เพื่อไปประกอบรายงาน หรือไม่ก็ทำกันเป็นกลุ่ม สัมภาษณ์คนที่รู้จักอยู่แล้ว ในเรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว (สัมภาษณ์ใหญ่ๆ ที่เคยทำก็มีสมัย ม.5 หรือ 6 นี่แหละ สัมภาษณ์ กนก รัตน์วงศ์สกุล กับ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ลงนิตยสารของชมรม แต่เราก็ไปถามแทรกไม่กี่คำถาม เพราะมีรุ่นน้องที่สนิทกับสองคนนี้มากกว่า และเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสองคนนี้มากกว่าไปด้วย หรือตอนสัมภาษณ์พี่ลิ ชลิดา เรื่อง Free Thai Cinema Movement ไปทำรายงานกลุ่ม ก็เป็นเรื่องที่ตัวเองตามอยู่แล้ว) พอต้องมาสัมภาษณ์คนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ในเรื่องที่เราไม่เคยรู้มาก่อน การทำงานมันเป็นคนละเรื่องกันเลย

10. ไม่รู้เหมือนกันว่าชอบงานสัมภาษณ์มากขึ้นไหม แต่คิดว่าถ้ามีอีกก็อยากลองดู หรือไม่ก็ลองตามๆ คนที่เขาสัมภาษณ์เก่งๆ ไปดูวิธีการทำงาน เก็บประสบการณ์ไว้ก่อนดีกว่า

Very Thai

posted on 23 Apr 2010 21:23 by nanoguy in Nanolife

ตอนนี้องค์ประกอบแทบทุกอย่างในประเทศไทย มี potential สูงพอที่จะทำให้เกิด civil war หรือสงครามกลางเมือง - นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร สื่อต่างชาติ หรือแม้แต่คนไทยเองที่ตามสถานการณ์การเมืองมาพักใหญ่ ต่างก็พูดกันเป็นประเด็นหลักที่ชวนให้ขนหัวลุก

มีคนเข้ามาถามเป็นคอมเมนต์ที่ 336 ในบล็อกก่อน ว่ามีเหตุระเบิดที่สีลม ผมเสียใจกับคนที่ตายไหม? ต่อให้ผมไม่ชอบม็อบเสื้อหลากสี (หรือที่เรียกกันล้อๆว่า "สลิ่ม") ไม่ชอบสิ่งที่เกิดขึ้นคืนก่อนหน้า m79-night ที่มีการยิงหนังสติ๊ก ขว้างปาอะไรต่อมิอะไรใส่กันอย่างดุเดือด จนตำรวจยังทำอะไรไม่ได้ ซึ่งมาจากฝั่งม็อบหลากสี และฝั่งแดงก็ตอบโต้ด้วยพลุตะไลหรืออะไรก็ว่ากันไป - การตาย 3 ศพ เป็นเรื่องที่ "หนัก" มาก ยังไม่นับคนเจ็บอีกเกือบร้อย ฝรั่งนักท่องเที่ยวที่โดนลูกหลง และการเดินทางโดยรถไฟฟ้าที่คงจะชะงักงันไปอีกนาน ยิ่งกว่าตอนอริสมันต์ปล่อยข่าวลือบนเวทีว่าจะมีทหารนั่งบีทีเอสมาสลายชุมนุมที่ราชประสงค์ ตอนก่อนเกิดเรื่องวันที่ 10 เมษายน

สิ่งที่หนักกว่าคือ ในคืนวันนั้น รองนายกฯแถลงชัดเจนแบบไม่มีการตรวจสอบอะไร ว่าเสื้อแดงยิงแน่ๆ วิถีมันมาจากตรงหลังพระรูป ร.6 (บางคนสรุปไปก่อนสุเทพแถลงอีก) จนตอนหลังเริ่มมีคลิปมีอะไรออกมา ว่าสุดท้ายไม่ได้ยิงมาจากตรงนั้น (ซึ่งพิจารณาวิถีการยิงแล้วแทบเป็นไปไม่ได้ ตามประสิทธิภาพอาวุธอ่ะนะ) แต่มาจากตึกสูงแถวนั้นมากกว่า ตลกร้ายกว่าคือ คนยังไม่ทันรู้เลยว่าศาลแพ่งออกคำสั่งคุ้มครอง ไม่ให้รัฐสลายชุมนุมรุนแรง ก่อนจะมีคนตายเพิ่มที่สีลมแค่ไม่กี่ชั่วโมง - นี่ยังไม่เพิ่มเติมว่าคำว่า ก่อการร้าย ลอยฟ่องไปทั่วสังคมตั้งแต่วันที่ 10 เมษา จนมาถึงตอนนี้ แบบที่ก็ล่องลอยเหมือนฝุ่นใต้ตีนนั่นแล จับต้องหลักฐานอันใดมิได้ มีแต่คนมีหน้ามีตามาแถลงข่าวรายวัน

Very Thai

คุยกับเพื่อนหลายคน ว่าช่วงนี้ดูหนังอะไรก็เป็นการบ้านการเมืองสารขัณฑ์ไปหมด ล่าสุดนี่ก็เพิ่งไปดู Agora ออกจากโรงมาเจอกับจตุพร พรหมพันธุ์ ในจอโปรเจคเตอร์พอดี เห็นด้วยกับหลายๆคนเหลือเกินว่าหนังเรื่องนี้มัน very thai เลยว่ะ หนังถ่ายความรุนแรงได้เจ็บปวดมาก แถมยังเสนอเรื่องการเปลี่ยนผ่านทางความคิดกันด้วย จากแนวคิดเทพเจ้าโบราณแบบกรีก-โรมัน ของเหล่านักวิชาการชนชั้นสูง กลายเป็นเทพเจ้าแบบคริสเตียน แต่สุดท้าย พวกที่คิดว่าตัวเองเป็น majority ของสังคม แม่งก็มีหัวสมองคิดแต่เรื่อง violence กันเป็นส่วนใหญ่

ฉากฆ่ากันฉากแรกก็ทำเอาช็อคแล้ว เพราะคนที่ดำริและลงดาบว่า "พวกมันหมิ่นหยามพระเจ้าของเรา ฆ่ามันเสีย" คือเหล่าคนชั้นสูง และคนที่อ้างตนว่าเป็นนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิของอเล็กซานเดรีย ก่อนที่ในเวลาต่อมาเมื่อ majority เปลี่ยนข้าง คนเหล่านี้ก็ถูกย้อนศรด้วยวิธีการเดียวกัน และเจ็บปวดยิ่งกว่า เพราะคนที่เรียกร้องสันติและความเชื่อในการเห็นต่าง สุดท้ายก็ตาย เพราะพวกลิ่วล้อที่ถูกผู้นำปลุกปั่นให้ใช้ความรุนแรงกับคนที่เชื่อไม่เหมือนกัน

Very Thai

กระทั่งกา่ร์ตูนเด็กอย่าง How to Train Your Dragon คุณเพื่อนแสนดีก็ยังอุตส่าห์คิดโยงเป็นการเมืองไทยไปได้ เพ้อเจ้อกันดี ส่วนเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ก็มีคนเขียนไว้ดีๆเต็มไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น "บางระจัน ๒" (ที่มีคนมา raise ประเด็นชวนคุยอยู่เหมือนกันว่า "เฮ้ย พี่ปื๊ดเป็นเสื้อแดงป่าววะ") หรือ Clash of the Titans ที่ว่าด้วยเรื่องเทพเจ้าผู้ทำให้คนทุกข์ เพื่อให้พวกเขา หรือไพร่ หันมากราบกรานยกมือไหว้วิงวอน

ก่อนหน้านั้นก็มี Daybreakers หนังแวมไพร์สายพันธุ์ใหม่ ที่เนื้อเรื่องคล้ายๆกับ Blade แต่ว่าทำให้ดูอินเทรนด์ขึ้น เมื่อสังคมที่กลายมีแวมไำพร์เป็น majority (แต่ยังคงเต็มไปด้วยสันดานมนุษย์) เกิดมีแวมไพร์กลายพันธุ์ขึ้นมาเป็นหอกข้างแคร่ พร้อมๆกับพวกมนุษย์ที่ไม่ยอมสยบอำนาจเสียที จุดที่แสบคือเมื่อความจริงทุกอย่างเปิดเผยออกมา มันก็เป็นเรื่องหลอกลวงและผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจคนชั้นสูงอีกนั่นแหละ

Very Thai

และหลังจากไม่ได้อ่านหนังสือมานาน ได้ฤกษ์หยิบ A Most Unfortunate Incident หรือ "เหตุโชคร้ายร้ายแรง" ของฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ ขึ้นมาอ่าน (ยังไม่ไ้ด้อ่านงานดังๆของเขาหรอก) ว่าด้วย "นายพล" (คำเรียกข้าราชการชั้นสูงของรัสเซียในยุคนั้น) หน้าใหม่วัยสี่สิบต้นๆ ที่เกิดคิดสะระตะเรื่องความโรแมนติกแห่งการปฏิรูปสังคมโดยเข้าถึุงชนชั้นล่าง เกิดโชคร้ายไม่มีรถม้ากลับบ้าน ระหว่างที่เดินเท้าประชดคนขับรถม้าของตัวเองไปเรื่อยๆ ก็ไปปะเข้ากับบ้านหลังเล็กซึ่งจัดงานรื่นเริงฉลองพิธีแต่งงานอยู่ เมื่อรู้ว่าเจ้าบ่าวคือลูกน้องในสังกัด ท่านนายพลก็เลยคิดจะใช้โอกาสนี้ สร้างคอนเนคชั่นและความประทับใจต่อ "ชนชั้นล่าง" ตาม scenario ที่วางไว้อย่างดิบดี เลยเดินเข้าไปในงานเสียเลย

ถ้าอะไรๆเป็นไปได้ดี เรื่องนี้คงไม่ตั้งชื่อว่า "เหตุโชคร้ายร้ายแรง"

ครึ่งเล่มแรกที่อ่าน ชวนให้นึกหาหนังตลกร้ายแสบๆของพี่น้องโคน (ที่มี A Serious Man ออกมาทำแสบไปเมื่อเดือนก่อน) แต่พอเข้าสู่ครึ่งเล่มหลัง มันเริ่มไม่ตลกแล้ว แต่ว่าเศร้ามาก ไม่ได้เศร้ากับท่านนายพลที่อะไรๆก็ไม่เป็นไปตามแผน แต่เศร้าเพราะเหมือนกับเราต้องยอมรับว่า ช่องว่างในสังคมมันต่างกันขนาดนี้ ขนาดที่ว่าเมื่อคุณเกิดคนละครอบครัว คนละสถานที่ เราก็ไม่มีทางเข้าใจหรือ "ตามทัน" ได้เลย

บังเอิญว่าเรื่องในสมัยศตวรรษที่ 4 ที่เห็นใน Agora และเรื่องในรัสเซียตั้งแต่สมัยก่อนปฏิวัติของพรรคบอลเชวิค มันช่าง...

Very Thai