Article

ขอมอบกล่องของขวัญกล่องนี้ เป็นของขวัญปีใหม่แด่ทุกท่าน
สวัสดีปีเสือ
แฮ่
 
The Box
 
 

(บทความนี้พูดถึงความลับของหนัง...อีกแล้ว)

 

ครอบครัวลูอิสปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้อย่างมีความสุข สุขในแบบที่ครอบครัวตามภาพฝันอเมริกันควรจะมี อาเธอร์(เจมส์ มาร์สเดน)ทำงานอันทรงเกียรติอยู่ในองค์การนาซ่า และรอวันที่จะได้เลื่อนขั้นเป็นนักบินอวกาศ นอร์ม่า(คาเมร่อน ดิอาซ)เป็นอาจารย์สอนวิชาวรรณคดี ผู้พิสมัยในงานของ ฌอง ปอล ซาตร์ แน่นอนว่าด้วยสถานะเช่นนี้ พวกเขามีดีพอที่จะส่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวน วอลเตอร์(แซม ออซ สโตน) ให้เข้าเรียนในโรงเรียนชั้นดี พร้อมกับดำเนินชีวิตตามแบบแผนอย่างปกติสุข

           

            ใช้เวลาในหนังเพียงชั่วอึดใจ ความผิดปกติก็ค่อยๆปรากฏขึ้นทีละเล็กละน้อย นอร์ม่าถูกนักเรียนทะโมนบีบให้เธอต้องเผยความผิดปกติอันไม่เจริญตาที่เท้าขวาขณะที่กำลังสอน เธอถูกเรียกพบเพื่อแจ้งข่าวร้ายว่าทางโรงเรียนไม่อาจลดหย่อนค่าเทอมให้ลูกชายได้อีกต่อไป เนื่องจากภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจในปี 1976 และหนทางสู่การเป็นนักบินอวกาศของอาเธอร์ก็ดับวูบลง แผนการที่จะผ่าตัดเท้าขวาของนอร์ม่าให้กลับมาเป็นปกติก็เป็นอันต้องสะดุด

           

            กล่องปริศนาห่อกระดาษสีน้ำตาลเรียบๆ วางอยู่หน้าบ้านหลังเสียงกริ่งและรถยนต์ปริศนา สามีภรรยาเปิดกล่องออกและพบเครื่องมือหน้าตาพิสดาร มันมีปุ่มสีแดงใหญ่เตะตาอยู่บนรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูทื่อๆ พร้อมกับจดหมายที่แจ้งการมาถึงของใครบางคนในอนาคตอันใกล้

           

            เขาคนนั้นคือ มิสเตอร์สตวร์ด(แฟรงค์ แลงเจลลา) ชายผู้สวมสูทสามชิ้นพร้อมหมวกท่าทางสุภาพ ทว่ามีแผลฉกรรจ์ตกค้างบนแก้มซ้าย เขาคือเจ้าของกล่อง และเขาคือเจ้าของเงื่อนไข หากสามีภรรยาเลือกกดปุ่มสีแดงนี้ พวกเขาจะได้เงินสดหนึ่งล้านเหรียญฯ พร้อมกับการตายของคนที่พวกเขาไม่รู้จักหนึ่งคน แน่นอนว่าเรื่องนี้ห้ามแพร่งพราย แม้แต่กับลูกชายของตัวเอง

           

James Marsden, Cameron Diaz & The Box

 

            ไม่ยากที่จะคาดการณ์เรื่องราวถัดจากนี้ เพราะเงินจำนวนมหาศาล(ยิ่งเทียบว่าเหตุการณ์ในหนังคือปี 1976)ย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะมามอบกันได้ง่ายดายเหมือนถ่มน้ำลายลงพื้นถนน ครอบครัวลูอิสยังต้องเผชิญเรื่องราวอีกมาก แต่ที่เหนือความคาดหมายจริงๆ ก็คือสเกลของหนังที่ค่อยๆถ่างกว้างขึ้น กว้างขึ้น หากเปรียบเป็นกราฟ มันคงพุ่งสูงทะลุชั้นบรรยากาศโลก และไม่มีวี่แววว่าจะหักโค่นลงมาเหมือนหุ้นตกฉับพลัน

           

            เมื่อพูดถึงครอบครัวพาฝันตามฉบับอเมริกันดรีม หนังอีกเรื่องซึ่งเข้าฉายในบ้านเราปีนี้เช่นกันก็เคยกล่าวถึงอย่างเจ็บแสบไปแล้ว นั่นคือ Revolutionary Road ของ แซม เมนเดส แต่สำหรับ The Box มันคือถนนสายปฏิวัติที่ทะเยอทะยานและให้รสชาติที่แปลกลิ้นกว่า โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากผลงานสองเรื่องแรกของริชาร์ด เคลลี่ ทั้ง Donnie Darko และ Southland Tales ที่เต็มไปด้วยลูกบ้าและความคลั่งไคล้ส่วนตน โดยเฉพาะต่อนิยายวิทยาศาสตร์ (แต่ผมเองยังไม่มีโอกาสได้ดูหนังสองเรื่องที่ว่าหรอกนะครับ เลยทำให้ The Box เป็นการเปิดประตูสู่ริชาร์ด เคลลี่ ของผมไปโดยปริยาย และไม่มีทีท่าจะปิดลงง่ายๆเสียด้วย)

           

            นอกจาก Revolutionary Road และขบวนของหนังทำลายภาพฝันอเมริกันดรีมทั้งหลายซึ่งเคยสร้างกันมา กระทั่งปรัชญาและแนวคิดของหนังอันเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก ก็ยังพ้องกับ The Day the Earth Stood Still ชนิดแทบจะซ้อนทับกันสนิท เพราะผู้มาเยือนของทั้งสองเรื่องต่างก็เข้ามาเพื่อทดสอบจริยธรรมของเผ่าพันธุ์มนุษย์ว่าเหมาะสมที่จะดูแลและใช้ชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงนี้หรือไม่ แต่หากในหนังโลกหยุดนิ่งเรื่องนั้นเขามาในฐานะของพระเจ้าหรือพระศาสดาผู้เปี่ยมเมตตาและคอยจับจ้องความเป็นไปของชาวโลก ใน The Box ซาตานผู้เลือดเย็นต่างหากที่รับหน้าที่นี้มา และยังคงทำหน้าที่นี้อยู่ตลอด

           

                คีอานู รีฟส์ อาจล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยความรวดเร็ว ให้สลายไปเหมือนอากาศธาตุ และทำไปด้วยความจำใจ แต่ แฟรงค์ แลงเจลลา เป็นเพียงร่างทรงของผู้มาเยือนที่ไม่ปรากฏตัว เต็มไปด้วยเครือข่ายในเนื้อหนังมังสาของมนุษย์ และค่อยๆให้บทเรียน พร้อมกับปลิดวิญญาณของเผ่าพันธุ์นี้ลงอย่างช้าๆ ผ่านเกมทดสอบจริยธรรมในกล่องที่เต็มไปด้วยเงื่อนไข กฎเกณฑ์ ผลประโยชน์ และข้อแลกเปลี่ยนที่ไม่อาจหลีกหนีได้

           

            ปีที่เกิดเหตุการณ์ใน The Box นี้น่าสนใจมาก เพราะมันอาจไม่ใช่แค่ดังที่เคลลี่ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เขาต้องการคารวะต่อหนังยุค 70s และสร้างสถานการณ์ให้ลี้ลับแบบย้อนยุค (คือความหวาดผวาของตัวละคร ที่ไม่สามารถบรรเทาลงได้โดยพลัน ด้วยโทรศัพท์มือถือหรืออินเตอร์เน็ตอย่างมนุษย์ในศตวรรษที่ 21) เพราะปี 1976 ค