TrefaPrank (Hungary, GÁRDOS Péter, 2009, A+)
     นิยามสั้นๆแบบเข้าใจง่าย มันคือ "เด็กหอ" เวอร์ชั่นฮังการีย้อนยุค ที่ทั้งนักเรียนทั้งครูอาการหนัก ยังกับว่าอยู่ใน รพ.โรคจิต มากกว่า โรงเรียน จริงๆจะว่าอยู่ใน รพ.โรคจิต ก็เวอร์ไปหน่อย เพราะเดี๋ยวคนจะหวังกันว่าตัวละครขึ้นมาออกงิ้วเฮี้ยนแดกไปหมด

     เอาเป็นว่าเกิดเรื่องแกล้งกันขึ้นในโรงเรียนประจำนี่ (เป้าหมายหลักคือ Szebeni เด็กติ๋มๆใส่แว่นโลกส่วนตัวสูง) แล้วพวกครูก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะอาจารย์สอนวรรณคดีก็ดูเหมือนพี่อ้วนใจดีที่ไม่รู้อะไร ครูใหญ่ก็ไม่ได้อยู่ดูแลอะไรที่นี่นัก อาจารย์อีกคนถึงกับพูดว่า "อย่าไปขัดขวางความสนุกของเด็กมันเลย" ส่วนตัวเองก็ดราม่าเพราะน้องชายตัวเองอยู่ในเรือไททานิค ไม่รู้ว่าจะเป็นหรือจะตาย
     แถมไอ้อาจารย์คนที่จะเป็นจะตายกับการที่เด็กแกล้งกัน ไปๆมาๆ ดันดูโรคจิตที่สุดในเรื่อง!
     ที่โรคจิตกว่านั้นคือ หนังก็ทำตัวตลกนุ้งนิ้งตั้งแต่การออกแบบฉาก ไปถึงดนตรีประกอบ แม้แต่ในฉากที่เครียดและหนักสุดๆ ยังใส่ดนตรีเหมือนเปิดกล่องดนตรี จนถึงจุดที่หนักที่สุดนั่นแหละ คนดูถึงตื่นเสียทีว่า "เฮ้ย นี่แม่งไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้วโว้ย" 
     แล้วหนังก็จบ !
     ป.ล. นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "การเขียนไดอารี่เป็นภัยร้ายแรง" ซึ่งหนังน่าจะเล่นกับเรื่อง "การบันทึกประวัติศาสตร์" ในเชิงการเมืองด้วย เพราะอีก motif หนึ่งที่หนังชอบเอามาเล่นคือการถ่ายหนัง (มีทั้งฉากที่เด็กนักเรียนดูไอ้ม้วนๆ ที่เป็นต้นกำเนิดอนิเมชั่น กับเด็กที่หนีออกจากโรงเรียนไปดูหนังและจีบสาวขายตั๋ว ก่อนจะได้ดูหนังข่าวพรอพากันดา บางฉากหนังยังใช้เอฟเฟคต์แบบม้วนๆ นั้นมาใส่กับภาพอีก)
 
La Fille du RERThe Girl on the Train (France, André Téchiné, 2009, A+)
     เปรี้ยวจริง ตอนดู The Witnesses เตชิเน่ยังทำหนังนิ่งๆอยู่เลย แต่พอเรื่องนี้แฮนด์เฮลด์กันสุดเหวี่ยงมากแล้วเป๊ะทุกครั้งที่ใช้เลยด้วย แถมไม่ใช่ดูแล้วรู้สึกว่าเป็นวัยรุ่นทำหนัง แต่เป็นคนแก่ที่เรียนรู้เทคนิคใหม่ แล้วเข้าใจมันอย่างดีมากๆ
     ชอบการปูเรื่องมาสู่จุดหักเหของเรื่องมาก มันทำให้เรารู้จักและ(อย่างน้อยก็พยายาม)เข้าใจนางเอกมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ให้เรารู้ลึกแตกฉานอะไรนัก ตอนแรกนึกว่าพ้นตรงนี้หนังจะอ่อนแรงลง แต่กลับกลายเป็นว่าฉากตอนนางเอกกับแม่หนีสื่อไปอยู่บ้านตากอากาศคนยิวนี่โคตรแสบเลย เรียกว่าด่าสื่อ(และพวกยิวเกรียนๆ)แบบไม่ต้องออกอาการ แต่โคตรจะปัญญาชน
     ดูเรื่องนี้แล้วรัก แคทเธอรีน เดอเนิฟ มากกว่าเดิม เพราะรู้สึกว่านางเอกยังเล่นดีไม่ได้ถึงที่สุดขนาดจะแบกหนังได้ แต่เดอเนิฟช่วยเสริมเธอมากๆ แทนที่จะแย่งซีนเธอ     ป.ล. คุยกับพี่เต้-ไกรวุฒิ ในเฟซบุค ได้ข้อสังเกตเพิ่มอีกมากมาย โดยเฉพาะความกลับหัวกลับหางของคนยิวกับคนฝรั่งเศสในเรื่อง ที่ฝ่ายแรกรวยแสนจะรวย ฝ่ายหลังยากจนข้นแค้นจนต้องรับเด็กมาเลี้ยงบ้าง แอบค้ายาบ้าง แต่คนที่สื่อเห็นอกเห็นใจดันเป็นพวกคนยิว(ที่มีปัญหามากสุดคือทะเลาะกับผัว) เพราะยังหลอนไม่หายกับสมัยนาซี - คนยิวในเรื่องก็เหยียดคนฝรั่งเศส(คือนางเอก) แต่กลายเป็นว่าลูกชายคนยิวให้รักแรกของเขากับนางเอก แถมตัวพ่อของคนยิวยังให้รักแรกกับแม่นางเอกเสียด้วย
 
PokerPoker (Romania, Sergiu Nicolaescu, 2010, B+)
     เสียสติเหี้ยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
     แค่โปสเตอร์ก็หนักแล้ว คือตัวที่หนักสุดในเรื่องคือนังผู้หญิง ทั้งที่จริงๆมันเป็นตัวประกอบ ไปๆมาๆ ฆ่าคนอื่นแถมเข้าเครื่องบดเนื้อด้วย เพราะอีนี่นอกจากแก้ผ้าทั้งเรื่อง มันยังเป็นทหารผ่านศึกอัฟกานิสถานด้วยค่ะ!
     เนื้อเรื่องก็เสียสติมาก ไม่เคยอ่าน Waiting for Godot แต่รู้สึกว่ามันคล้ายๆกันมั้ง(จากที่เคยได้ยินมา) เพราะครึ่งเรื่องหลังมันเล่าเรื่องแบบเกือบเรียลไทม์ของแก๊งโป๊กเกอร์ที่นัดมาเล่นไพ่กัน แล้วระหว่างรอเพื่อนตัวหลักที่ชนะตลอดเมื่อสมัยเด็กๆ ก็มีเหี้ยห่าอะไรเกิดขึ้นต่างๆมากมาย ตั้งแต่หมอต้องไปผ่าหน้าคนไข้ ส.ว.โดนเรียกไปประชุม หรือแก๊งมาเฟียตามมาล้างแค้น 
     ส่วนครึ่งเรื่องแรกเหรอ ก็ปูเรื่องตอนไอ้พวกนี้ยังไม่แก่ไง ซึ่งไม่รู้ว่าทำไปทำไมเหมือนกัน
     ข้อนึงที่ทำให้เสียสติไปกับหนังได้ไม่เต็มที่นักคงเพราะมันเป็นหนังการเมืองโคตรๆๆๆๆๆ โคตรการเมืองแน่ๆ (หนังจบด้วยฉากการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ของประเทศ เอ่อ... Democratistan !) แล้วหนึ่งในกลุ่มไพ่เคยอยู่ในกลุ่มปฏิวัติของเชาเชสคูอีกต่างหาก บังเอิญกุไม่รู้ประวัติศาสตร์ประเทศมึงขนาดนั้น
     ป.ล. ผู้กำกับเรื่อง Silent Wedding เล่นเป็นหนึ่งในแก๊งโป๊กเกอร์นี้ด้วย (คืออีตาแว่นขวาล่างนี่แหละฮะ)
 
TajnostiLittle Girl Blue (Czech Republic/Slovakia, Alice Nellis, 2007, A+)
     สาวชนชั้นกลางวัย(ใกล้เลย)กลางคน เกิดอยากลุกขึ้นปฏิวัติชีวิตตัวเอง หลังได้ยินข่าวการตายของ นีน่า ซีโมน - อันนี้คือพล็อตหลักๆ
     หนังเล่าเรื่องหนึ่งวันยุ่งเหยิงของเจ๊คนนี้ ตั้งแต่ไปบอกเลิกกับกิ๊กหนุ่มเซอร์ ไปทำแท้งโดยไม่บอกใคร แล้วเตรียมไปซื้อเปียโนมือสองมาประดับบ้าน หลังจากระลึกชาติได้(เพราะนีน่า ซีโมน)ว่าตอนเด็กๆฉันเคยเล่นเปียโน แถมยังไปทำท่าทำทางกิ๊กๆกั๊กๆกับคนขายเปียโน(หนุ่มเซอร์อีกนั่นแหละ)เข้าให้
     ชอบอารมณ์ตลกแบบเกือบหน้าตาย ที่กลายเป็นข้อดีเพราะทำให้เราสัมผัสความเป็นมนุษย์ของตัวละครมากๆ แต่ไม่เถลไถลลงคลองเป็นเมโลดราม่าเพ้อเจ้อ รู้เลยว่าเจ๊กำลังปั่นป่วนในใจสุดๆ เรียกว่าเอาไปฉายคู่กับ The Private Lives of Pippa Lee ในธีม "ชีวิตผู้หญิงผัวรวย" ได้เลย (การแสดงของ Iva Bittova ก็ใกล้เคียงกับ Robin Wright Penn ในเรื่องนั้นมากด้วย) 
     ช่วงท้ายๆ หนังยุ่งเหยิงอลวนหรรษาสุดๆ ยิ่งทำให้เข้าใจเลยว่าบางทีเราก็ต้องหาจุดสมดุลของชีวิตที่เราเป็นอยู่ และชีวิตแบบที่เราทำหลุดมือไปแล้วให้ได้
 
LoftLoft (Belgium, Eric Van Looy, 2008, B)
     หนังทริลเลอร์พล็อตเก๋ไก๋ - แก๊งชนชั้นกลางเพื่อนซี้ห้าคน เช่าห้องชุดหรูๆ ไว้ร่วมกันห้องนึงเพื่อทำอะไรต่ออะไรที่เมียไม่รู้ ก่อนจะเกิดเหตุฆาตกรรมโหด มีศพผู้หญิงนอนจมกองเลือดอยู่บนเตียง พร้อมข้อความ dying message
     เล่าเรื่องก็ทำตัวเก๋ - คือเล่าแยกเป็นสามเส้นเรื่อง ตั้งแต่ก่อนหน้าที่เรื่องจะมาถึงศพ (มิตรภาพของชายหนุ่มทั้งห้ากับชีวิตครอบครัวอะไรเทือกนี้) และการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่นำไปสู่เส้นเรื่องแรก แล้วก็เหตุการณ์หลังจากหนึ่งในห้าคนมาเจอศพ เป็นเส้นเรื่องที่สาม
     ในแง่หนังลุ้นๆ สนุกๆ สืบสวนๆ หน่อย (โดยเฉพาะสืบสวนที่ไม่ได้ดูมานานแล้ว แถมเพิ่งเฟลกับ ตี๋เหรินเจี๋ย มาอีก) มันก็พอได้แหละ จังหวะเล่าเรื่องดีน่าติดตาม ลุ้นว่าใครคือฆาตกรหรือเรื่องจริงคืออะไรดี แต่มาเสียแบบหนังฮอลลีวู้ดเป๊ะ คือมึงจะหักมุมอะไรกันนักหนา หนังสืบสวนก็มีประเด็นได้น่า ไม่ต้องทำลายมันทิ้งกับมือขนาดนี้ก็ได้ โธ่!
 
The HereticThe Heretic (Italy, Pietro Maria Benfatti, 2005, C-)
     ปิดท้ายเทศกาลไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ (ก็ดันลืมไปดู Lisbon Story ของลุงวิม เวนเดอร์ส เอง ช่วยไม่ได้ T T) กับหนังพีเรียดทื่อๆ น่ารำคาญๆ อันว่าด้วยนักดาราศาสตร์ที่ถูกกล่าวหาว่าจาบจ้วงศาสนาจนต้องถูกเผาทั้งเป็น ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 โน่น
     พล็อตรวมๆ ฟังดูดี ระหว่างทางมีเรื่องของอำนาจนอกในมือที่มองไม่เห็นของวงการศาลและศาสนาด้วย แต่ก็นั่นแหละ ทำไมหนังอิตาลีชอบทำอะไรดราม่าๆ โดยไม่จำเป็น (เช่น จะมีแฟลชแบ็คเรื่องเมียเก่าพระเอกทำไม หรือการหักหลังแบบมึนตึ้บของเด็กหนุ่มร่วมห้องขังกับพระเอกเนี่ย) เลยทำให้ทั้งเรื่องดูราคาถูก และเหมือนมีหน้าที่แค่เล่า 1-2-3-4 แล้วก็จบ

Comment

Comment:

Tweet

โอ้ ในที่สุดก็ได้อ่านความคิดของคนที่ดู loft ซะที

คิดเหมือนกันเลยนะเรื่องที่มันหักมุมอะ ผมออกจะรำคาญด้วยซ้ำ แต่โดยรวมก้อยังชอบอยู่ big smile

#3 By keaaaa on 2010-11-01 18:46

^
^
จ้ะ เอาเข้าไป 555

อ่านแล้วอยากดู Little Girl Blue จังเลย แต่จะบอกว่าประทับใจสุดในเทศกาลนี้ก็คือ Heaven's Heart นะ ถึงกับตบมือกันเลยทีเดียว

#2 By eak early : เอกเช้า on 2010-11-01 10:36

อยากดู Loft มาก เพราะเมื่อก่อนสมัยหนุ่มๆก็เคยคิดกับเพื่อนซี้คนหนึ่งไว้แบบนี้ คืออยากซื้อคอนโดร่วมกันเอาไว้พากิ๊กมานอน ถ้าใครมาก่อนก็ให้ถอดรองเท้าไว้หน้าห้อง คนมาทีหลังก็ไปหาที่อื่นเอา 555

#1 By แฟนผมฯ (122.248.16.2) on 2010-11-01 08:55