The Universitoomมหาวิทย์ทะลาย (ปวิตร มหาสารินันทน์, การแสดง, 2010, C+)
     ไปดูรอบวันที่ 18 สิงหา ไม่รู้ว่านักแสดงเรียนหนักจนเบลอกันหรือเปล่า เลยเป็นรอบที่โคตรไม่สนุกเลย เพราะจริงๆมันต้องเป็นละคร interactive ที่คนเล่นต้องเล่นกับคนดู เราก็พยายามสนุกเต็มที่เล่นนั่นนี่บ้าง แต่พอเล่นไป นักแสดงก็เมินแล้วหันไปต่อบทกันเองต่อไป (ฮ่วย!) แล้วในบรรดานักแสดงเป็นสิบๆคนเนี่ย มีแค่สองสามคนเองมั้งที่เข้ามาเล่นกับคนดูแล้วคนดูรู้สึกว่าสนุกจนอยากเล่นต่อด้วย 
     เราว่าแรกเริ่มเดิมที มันจะเน้นที่การพรีเซนต์ของตัวละครหรือเปล่า (ที่เป็นนิสิต) ที่จะยกประเด็นอะไรต่างๆขึ้นมาพูดให้เป็นที่ถกเถียง อย่างในรอบที่เราไปดูจะพูดเรื่องให้นักศึกษาท้องมาเรียนหนังสือได้ มันก็พอเถียงๆกันได้ในระดับนึง (แต่อีกฝั่งที่สนับสนุนว่าท้องต้องห้ามเรียน ดูจะเล่นแบบเล่นเกินเหตุไปหน่อย เลยแอบกร่อยนิดๆ) แต่สักพักมันก็เฟด หรืออยู่ดีดีตัวละครจุดเรื่อง "เสื้อแดง" ขึ้นมา เราพยายามชวนเล่น ไปๆมาๆ ก็เฟดอีก น้องที่ไปดูด้วยกันตั้งข้อสังเกตว่า บางทีถ้าจะแสดงการแสดงทดลองที่มัน range กว้างขนาดนี้ คนเล่นต้อง "ใจกว้าง" ให้มากพอๆกับ range ที่ตัวเองกำหนดไว้ ไม่งั้นพอขึ้นไปประเด็นล่อแหลมก็จะจบเห่ไปดื้อๆแบบนี้แล

 

Salt

Salt (USA, Phillip Noyce, 2010, A+)
     SURPRISE FILM OF THE YEAR!
     ตอนที่ไปดูนั้นอยู่ในช่วงที่หนังสั้นมาราธอนเพิ่งจบ ไม่ได้ดูหนังในโรงมาพักใหญ่มาก เลยเดินไปด้วยความคิดแบบอยากดูหนังฝรั่งโง่ๆซักเรื่อง (วินาทีนั้นถ้าไม่มีหนังฝรั่ง ต่อให้เป็น ตายทั้งกลม ก็ยินดีจ่ายร้อยสี่สิบแล้วล่ะ เสี้ยนหนังขั้นสุดขีดมาก)
     พอมารู้ว่าตอนแรกตัวเอกแม่งจะเอา ทอม ครูซ มาเล่น ก็เห็นแล้วล่ะว่ามันไม่เล่นน่ะดีมากแค่ไหน เพราะไอ้วัลคีรี่หน้าตายนั่นคงเล่นบทแบบนี้ไม่ได้แน่ ที่ต้องอาศัยทั้งพลังดารา (มันยังมีพลังดาราอีกเรอะ?) การเล่นฉากแอ็คชั่นกับการแสดงแบบดราม่า พอเอาโจลี่มาเล่นมันเพิ่มมิติตัวละคร มิติของเรื่องชนิดที่แทบเป็นหนังคนละเรื่อง
     ช่วงแรกๆของหนัง เราก็นึกไปล่วงหน้าแล้วว่าแบบ โห นี่แม่งหนังฝรั่งโง่แน่ๆ คือกลับไปหายุคสงครามเย็นกันแบบโง่ๆ ด่ารัสเซีย ด่าเกาหลีเหนือ แต่ไปถึงกลางเรื่องเรียกว่าโดนตบจนหน้าชา หนังไปไกลกว่าที่คิดมาก (ไอ้ที่เห็นในโปสเตอร์และตัวอย่างนี่เป็นแค่เสี้ยวแรกของหนังทั้งเรื่องเท่านั้น) เพราะยังไงเสีย คนอเมริกันก็ต้องยอมรับว่า ตัวละครทางการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ได้มีแค่สองขั้วแบบเมื่อห้าสิบปีก่อนอีกแล้ว
     ตัวโจลี่เปลี่ยนตัวตนตลอดเรื่อง ตั้งแต่เป็นอีสาวผมบลอนด์ดูโง่ๆ เป็นสาวผมดำเพื่อปลอมตัว และตอนสุดท้ายเธอกลายเป็น เดมี่ มัวร์ ในยุครุ่งเรือง (!) ตอนท้ายที่ใครๆก็เป็นสายลับรัสเซียได้เป็นอะไรที่สนุกมาก (รวมถึงฉาก "ลอบสังหาร" ที่ไม่รู้ว่าคิดได้ยังไง) และในเมื่อหนังเลือกจบได้โคตรเก๋ขนาดนี้ ถ้าทำภาคต่อกูจะโกรธมาก!!!

 

Punishment Park

Punishment Park (USA, Peter Watkins, 1971, A++++++++++++)
     หนังบางเรื่องอาจต้องฉายให้ "ถูกที่ ถูกเวลา" ถึงจะส่งผลสะเทือนรุนแรงได้เหมือนเรื่องนี้ หนังย้อนยุคสมัยสงครามเย็น ยุคแม็คคาร์ธี่อิสซึม ที่เหล่านักศึกษาถูกจับมาสอบสวนแบบไม่เป็นธรรม และถูกยัดข้อหาว่ามีแนวความคิดอันเป็นภัยต่อความมั่นคงอะไรต่างๆนานา (ตั้งแต่เด็กเนิร์ดยันร็อคเกอร์สาวรุ่น) ทุกคนอยู่ในภาวะที่ไปไหนไม่ได้ เพราะยังไงก็โดนยัดให้ผิดอยู่แล้ว จึงเหลือทางเลือกแค่ว่าจะติดคุกตามโทษที่ได้รับ หรือจะไปฝ่าฟันเกมอันตรายใน Punishment Park ที่ถ้าชนะก็จะได้รับการลดหย่อนโทษ
     ความรุนแรงของหนัง คือการตัดสลับเหตุการณ์สองที่ ที่กลุ่มแรกที่ไปอยู่ใน Punishment Park เรียบร้อยแล้ว (พวกเขาต้อง "ชิงธงชาติ" ให้ทันด้วยการเดินเท้านับสิบกิโลไปยังยอดเขาอีกฟากของทะเลทราย ก่อนที่พวกตำรวจจะตามล่าพวกเขาได้ทัน) และอีกกลุ่มที่กำลังงัดข้อกับคณะกรรมการสอบสวนหัวแข็ง ก่อนที่กลุ่มหลังนี้เลือกไปยัง Punishment Park ที่ดูเหมือนมีความหวังนี้เช่นกัน
     บอกไว้แค่ว่าถึงจะรู้เรื่องหมดแล้ว (คือย่อหน้าที่แล้วนี่แหละ) การดูหนังเรื่องนี้ที่มีแต่คนเถียงกัน ด่ากัน มันก็สนุกตรงการเถียงกัน ด่ากัน นี่แหละ ฟังแล้วแสบ(+แซ่บ)ไปถึงทรวง

 

1984

Nineteen Eighty-Four (UK, Michael Radford, 1984, B+)
     จริงๆเรื่องนี้คงนับเป็นแค่หนังที่ตอบสนองกระแสคัลต์ของตัวนิยาย 1984 เสียมากกว่า (ก็เล่นทำฉายในปี 1984 ซะขนาดนี้) เพราะตอนดู ด้วยความที่ไม่เคยอ่านหนังสือมันมาก่อน เลยไม่อินไม่อะไรเท่าไหร่เลย เหมือนสร้างมาต่อเติมภาพจินตนาการของแฟนๆหนังสือมากกว่าจะเพิ่มเติมแง่มุมอะไรใหม่ๆ ให้คิดให้รู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังหรือกระทั่งกับสังคมรอบๆตัว 
     หนังหยิบเอาระบบภาษาใน 1984 มาใช้แบบดุ้นๆ ดื้อๆ เลย เล่นเอาคนไม่ได้อ่านหนังสือนั่งงงว่ามึงพูดห่าอะไรกันวะ หรือเรื่องการโยงใยของสงครามก็ไม่ได้รับการอธิบายในเวอร์ชั่นหนังนี้เหมือนกัน สงสัยเป็นการตลาดหนึ่งของแฟนหนังสือ 1984 ล่ะมั้ง ซึ่งก็สำเร็จแหละ เพราะดูแล้วก็อยากอ่านเติมเต็มไอ้สิ่งที่ขาดไปใจจะขาด!
     อันที่ดีสุดในหนังคือพวกฉากโหดๆทั้งหลาย (อย่างตอนลงโทษท้ายเรื่อง) และตัวละครของริชาร์ด เบอร์ตัน ที่น่ากลัวว่าบิ๊กบราเธอร์หลายเท่า

 

Baaria

Baarìa (Italy/France, Giuseppe Tornatore, 2009, B)
     อืม ชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง ตั้งแต่เป็นเด็กลูกคนงานในไร่ ถูกกดขี่ข่มเหง จนโตขึ้นเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ได้เป็นนักการเมืองชื่อดังพอประมาณ จนแก่มีลูกหลายคน คนหนึ่งในนั้นเป็นคนบ้าหนังเหมือนหลุดมาจาก Cinema Paradiso เรียกว่าทำเยอะ ทำใหญ่ เหมือนกับว่าถ้าไม่ได้ทำจะนอนตายตาไม่หลับงั้นแหละ
     ถ้าจะดูหนังแบบมหากาพย์คนอิตาลีแบบนี้ เราอินกับ The Best of Youth ของ Marco Tulio Giordana มากกว่า (แต่แนะนำให้ดูแค่สี่ชั่วโมงแรกพอ เพราะชั่วโมงสุดท้ายหนังโคตรเลี่ยนเลย รับไม่ได้) สงสัยเพราะ Baaria มันเหลือแค่สองชั่วโมงครึ่งนี่แหละ ทำให้พอจะเป็นมหากาพย์มันก็ไม่มหากาพย์เต็มที่นัก ขาดนั่นนิดนี่หน่อยตลอดเวลา แล้วส่วนตัวก็ไม่ค่อยอินกับบทเชิดชูมนุษย์แบบซึ้งๆ แบบนี้เท่าไหร่ด้วย (อย่าง Cinema Paradiso ก็ชอบแค่เป็นฉากๆ แต่ไม่ได้ชอบโดยรวมเท่าไหร่)

 

The Girl with the Dragon Tattoo

The Girl with the Dragon Tattoo 
(Sweden/Denmark/Germany/Norway,
Niels Arden Oplev, 2009, A+)
    
เฟลเล็กน้อยกับตอนจบ (พูดให้กระชับได้ว่า "แถโคตรๆ") แต่หนังมีอย่างอื่นให้ชื่นชมมากกว่า โดยเฉพาะเคมีของตัวพระเอกนางเอก คนหนึ่งเป็นนักข่าวที่ชอบหาเรื่องคนใหญ่คนโต ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิงประหลาดๆ ดำรงชีพด้วยการเป็นแฮ็คเกอร์ และตามกฎหมายเป็น "คนไร้ความสามารถ" ที่ต้องมี guardian คอยดูแล ซวยหน่อยว่าการ์เดียนคนที่ดีกับเธอมากเกิดล้มป่วย การ์เดียนคนใหม่ที่เป็นพวกหื่นกามโรคจิตเลยเข้ามาทำหน้าที่แทน นางเอกดูแข็งกร้าวดิบเถื่อนเย่อหยิ่ง แต่ยังไงเธอก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เธอพร้อมจะแสดงความสามารถ แต่ก็พร้อมจะโดนกดขี่ข่มเหงได้แบบไม่ทันตั้งตัวเสมอ 
     เชื่อว่าในหนังสือสามารถเล่าได้อลังการกว่านี้ เพราะมันเซ็ตตัวเองเป็นหนังสืบสวนที่ดูซับซ้อนมาก มีตัวผู้ต้องสงสัยเป็นสิบคน แถมยังเป็นพล็อตแบบคินดะอิจิมากๆ คือความเคียดแค้นหรืออะไรบางอย่างในครอบครัวเศรษฐียักษ์ใหญ่ การตัดตัวละครออกน่าจะใช้เวลาและหลักฐานแบบน่าทึ่งกว่าที่ในหนังเสนอออกมา แต่การที่มันขาดตรงนี้ไปมันไปเพิ่มตรงอื่นแทน อย่างการเน้นเรื่องนัยยะการเมือง โดยเฉพาะการหยิบเอา "นาซี" มาพูดถึงอีกครั้งในหนังยุโรปสมัยใหม่ ที่ชวนให้คิดเหลือเกินว่านี่มันอยู่ในยุคล่าผีนาซีหรือเปล่านี่ อย่าง Frontier(s) ก็หยิบเอานาซีมาเป็นตัวร้ายแล้วใส่ภาพของความงี่เง่าแบบขวาๆลงไป 
     นี่อาจเป็น counter ของกลุ่มคนที่ออกซ้ายในยุโรปหรือเปล่า (เพราะความซ้ายทำให้เกิดรัฐสวัสดิการและอะไรต่างๆที่ทำให้ยุโรปดูเหนือกว่าภูมิภาคอื่นของโลก) แต่ตอนนี้พวกขวาเริ่มเถลิงอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ อย่าง Frontier(s) น่าจะเกิดขึ้นเพราะการชนะเลือกตั้งของซาร์โกซี กับคะแนนของพรรคชาตินิยมสุดโต่งที่ได้เยอะขึ้น ส่วนอีสาวสักมังกร นอกจากความคัลต์ฮิตของตัวนิยาย อีกอันที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องก็คือ การที่คนในประเทศสแกนดิเนเวียเหล่านี้ (ที่มักจะมีความสุขที่สุดในโลกไปเสียทุกปี) เริ่มปฏิเสธระบบรัฐสวัสดิการและไปเลือกพรรคแนว "รีพับลิกัน" มากขึ้นทุกที
     ต่อไปอาจมีหนังที่ออกมา counter กระแส "ล่าผีมุสลิม" ในภูมิภาคอื่นของยุโรปให้เราได้ดูกัน

 

Kaidan

Kaidan (Japan, NAKATA Hideo, 2007, A)
     จำไม่ได้แล้วว่าได้ดู Kwaidan ที่เป็นเวอร์ชั่นเก่าหรือเปล่า (จำได้แค่ว่าเคยมาฉายที่เทศกาลหนังญี่ปุ่น ตอนสมัยแกรนด์อีจีวียังไม่ปิด ปีนั้นเน้นหนังเก่าแต่ดันว่างไปดูเรื่องเดียวเอง) แต่เวอร์ชั่นนี้ก็สนุกพอประมาณ เสียตรงที่นักแสดงผู้หญิงดู "สมัยใหม่" ไปหน่อย (โดยเฉพาะยัยน้อง อิโนะอุเอะ มาโอะ) จนผิดโทนหนังที่เป็นการทริบิวต์ครูทางภาพยนตร์ เหมือน ผกก ก็รู้ด้วยมั้งว่านักแสดงผู้หญิงส่วนใหญ่ทำหน้าที่กันผิดๆเกินๆ เลยไปให้ความเด่นที่ตัวพระเอก กับผู้หญิงสองคน คือเมียหลวง กับ เมียจำใจ (รับบทโดย คุโรกิ ฮิโตะมิ กับ อาโสะ คุมิโกะ) แทน
     แต่คนที่แย่งซีนคนอืานแบบหน้าด้านๆแสนสะใจ คือยัยเกอิชาหน้าเลือด เล่นโดยเจ๊ เซโตะ อาซากะ แรงงงงงที่สุด

 

Boonchu 10

บุญชู จะอยู่ในใจเสมอ (Thailand, เกียรติ กิจเจริญ, 2010, C+)
     ทิ้งท้ายสั่งลาแบบเนือยๆ ยังไงพิกล (คือเราเองก็คงไม่เข้าทางกับหนังแบบบุญชูอยู่แล้วด้วยส่วนหนึ่ง) มุขตลกแบบกร่อยๆ งงๆ พล็อตอนุรักษ์ธรรมชาติแบบงงๆ เพ้อๆ (มีการปกป้อง "ต้นไม้ของพ่อ" ด้วยนะ ซิมโบล ซิมโบล) และบางทีคนเราน่าจะรู้ตัวแล้วว่า อาร์ตี้ ไม่สามารถเป็นนักแสดงภาพยนตร์ได้ เขาหมดอายุการใช้งานแล้ว
     นะโม ทองกำเหนิด น่ารำคาญมาก แต่คนที่น่ารำคาญสุดๆในเรื่องคือ จินตหรา สุขพัฒน์ นี่มันบทอะไรของเธอเนี่ย ถ้าไม่ได้ชื่อบุญชูเธอคงไม่รับเล่นหรอกมั้ง เสียราคามิใช่น้อย ส่วนที่ดีสุดของเรื่องอาจเป็นภาพสไลด์โชว์ของอาบัณฑิต ในเครดิตจบ

 

First Loveสิ่งเล็กเล็ก ที่เรียกว่า...รัก 
(Thailand, วศิน ปกป้อง/พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร, 2010, A-)
     หนังน่ารักดี แต่ต้องยอมรับกันข้อนึงว่า ถ้าไม่มีใบเฟิร์นกับมาริโอ้ หนังเรื่องนี้ล่มระเนระนาดแน่นอนไม่มีข้อกังขา ฟังดูสุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าสุดท้ายคนเราก็ต้องหน้าตาดีถึงจะช่วยอุ้มชูหนังหรือความรักได้เนอะ แต่ส่วนที่ดีจริงๆคือหนังไม่ได้ทรีตสองคนนี้เป็นแบบสวยๆๆๆๆๆๆๆ หล่อๆๆๆๆๆๆๆ แต่ยังเหลือความเป็นคนให้บ้าง (แม้แต่กับตัวมาร