The Universitoomมหาวิทย์ทะลาย (ปวิตร มหาสารินันทน์, การแสดง, 2010, C+)
     ไปดูรอบวันที่ 18 สิงหา ไม่รู้ว่านักแสดงเรียนหนักจนเบลอกันหรือเปล่า เลยเป็นรอบที่โคตรไม่สนุกเลย เพราะจริงๆมันต้องเป็นละคร interactive ที่คนเล่นต้องเล่นกับคนดู เราก็พยายามสนุกเต็มที่เล่นนั่นนี่บ้าง แต่พอเล่นไป นักแสดงก็เมินแล้วหันไปต่อบทกันเองต่อไป (ฮ่วย!) แล้วในบรรดานักแสดงเป็นสิบๆคนเนี่ย มีแค่สองสามคนเองมั้งที่เข้ามาเล่นกับคนดูแล้วคนดูรู้สึกว่าสนุกจนอยากเล่นต่อด้วย 
     เราว่าแรกเริ่มเดิมที มันจะเน้นที่การพรีเซนต์ของตัวละครหรือเปล่า (ที่เป็นนิสิต) ที่จะยกประเด็นอะไรต่างๆขึ้นมาพูดให้เป็นที่ถกเถียง อย่างในรอบที่เราไปดูจะพูดเรื่องให้นักศึกษาท้องมาเรียนหนังสือได้ มันก็พอเถียงๆกันได้ในระดับนึง (แต่อีกฝั่งที่สนับสนุนว่าท้องต้องห้ามเรียน ดูจะเล่นแบบเล่นเกินเหตุไปหน่อย เลยแอบกร่อยนิดๆ) แต่สักพักมันก็เฟด หรืออยู่ดีดีตัวละครจุดเรื่อง "เสื้อแดง" ขึ้นมา เราพยายามชวนเล่น ไปๆมาๆ ก็เฟดอีก น้องที่ไปดูด้วยกันตั้งข้อสังเกตว่า บางทีถ้าจะแสดงการแสดงทดลองที่มัน range กว้างขนาดนี้ คนเล่นต้อง "ใจกว้าง" ให้มากพอๆกับ range ที่ตัวเองกำหนดไว้ ไม่งั้นพอขึ้นไปประเด็นล่อแหลมก็จะจบเห่ไปดื้อๆแบบนี้แล

 

Salt

Salt (USA, Phillip Noyce, 2010, A+)
     SURPRISE FILM OF THE YEAR!
     ตอนที่ไปดูนั้นอยู่ในช่วงที่หนังสั้นมาราธอนเพิ่งจบ ไม่ได้ดูหนังในโรงมาพักใหญ่มาก เลยเดินไปด้วยความคิดแบบอยากดูหนังฝรั่งโง่ๆซักเรื่อง (วินาทีนั้นถ้าไม่มีหนังฝรั่ง ต่อให้เป็น ตายทั้งกลม ก็ยินดีจ่ายร้อยสี่สิบแล้วล่ะ เสี้ยนหนังขั้นสุดขีดมาก)
     พอมารู้ว่าตอนแรกตัวเอกแม่งจะเอา ทอม ครูซ มาเล่น ก็เห็นแล้วล่ะว่ามันไม่เล่นน่ะดีมากแค่ไหน เพราะไอ้วัลคีรี่หน้าตายนั่นคงเล่นบทแบบนี้ไม่ได้แน่ ที่ต้องอาศัยทั้งพลังดารา (มันยังมีพลังดาราอีกเรอะ?) การเล่นฉากแอ็คชั่นกับการแสดงแบบดราม่า พอเอาโจลี่มาเล่นมันเพิ่มมิติตัวละคร มิติของเรื่องชนิดที่แทบเป็นหนังคนละเรื่อง
     ช่วงแรกๆของหนัง เราก็นึกไปล่วงหน้าแล้วว่าแบบ โห นี่แม่งหนังฝรั่งโง่แน่ๆ คือกลับไปหายุคสงครามเย็นกันแบบโง่ๆ ด่ารัสเซีย ด่าเกาหลีเหนือ แต่ไปถึงกลางเรื่องเรียกว่าโดนตบจนหน้าชา หนังไปไกลกว่าที่คิดมาก (ไอ้ที่เห็นในโปสเตอร์และตัวอย่างนี่เป็นแค่เสี้ยวแรกของหนังทั้งเรื่องเท่านั้น) เพราะยังไงเสีย คนอเมริกันก็ต้องยอมรับว่า ตัวละครทางการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ได้มีแค่สองขั้วแบบเมื่อห้าสิบปีก่อนอีกแล้ว
     ตัวโจลี่เปลี่ยนตัวตนตลอดเรื่อง ตั้งแต่เป็นอีสาวผมบลอนด์ดูโง่ๆ เป็นสาวผมดำเพื่อปลอมตัว และตอนสุดท้ายเธอกลายเป็น เดมี่ มัวร์ ในยุครุ่งเรือง (!) ตอนท้ายที่ใครๆก็เป็นสายลับรัสเซียได้เป็นอะไรที่สนุกมาก (รวมถึงฉาก "ลอบสังหาร" ที่ไม่รู้ว่าคิดได้ยังไง) และในเมื่อหนังเลือกจบได้โคตรเก๋ขนาดนี้ ถ้าทำภาคต่อกูจะโกรธมาก!!!

 

Punishment Park

Punishment Park (USA, Peter Watkins, 1971, A++++++++++++)
     หนังบางเรื่องอาจต้องฉายให้ "ถูกที่ ถูกเวลา" ถึงจะส่งผลสะเทือนรุนแรงได้เหมือนเรื่องนี้ หนังย้อนยุคสมัยสงครามเย็น ยุคแม็คคาร์ธี่อิสซึม ที่เหล่านักศึกษาถูกจับมาสอบสวนแบบไม่เป็นธรรม และถูกยัดข้อหาว่ามีแนวความคิดอันเป็นภัยต่อความมั่นคงอะไรต่างๆนานา (ตั้งแต่เด็กเนิร์ดยันร็อคเกอร์สาวรุ่น) ทุกคนอยู่ในภาวะที่ไปไหนไม่ได้ เพราะยังไงก็โดนยัดให้ผิดอยู่แล้ว จึงเหลือทางเลือกแค่ว่าจะติดคุกตามโทษที่ได้รับ หรือจะไปฝ่าฟันเกมอันตรายใน Punishment Park ที่ถ้าชนะก็จะได้รับการลดหย่อนโทษ
     ความรุนแรงของหนัง คือการตัดสลับเหตุการณ์สองที่ ที่กลุ่มแรกที่ไปอยู่ใน Punishment Park เรียบร้อยแล้ว (พวกเขาต้อง "ชิงธงชาติ" ให้ทันด้วยการเดินเท้านับสิบกิโลไปยังยอดเขาอีกฟากของทะเลทราย ก่อนที่พวกตำรวจจะตามล่าพวกเขาได้ทัน) และอีกกลุ่มที่กำลังงัดข้อกับคณะกรรมการสอบสวนหัวแข็ง ก่อนที่กลุ่มหลังนี้เลือกไปยัง Punishment Park ที่ดูเหมือนมีความหวังนี้เช่นกัน
     บอกไว้แค่ว่าถึงจะรู้เรื่องหมดแล้ว (คือย่อหน้าที่แล้วนี่แหละ) การดูหนังเรื่องนี้ที่มีแต่คนเถียงกัน ด่ากัน มันก็สนุกตรงการเถียงกัน ด่ากัน นี่แหละ ฟังแล้วแสบ(+แซ่บ)ไปถึงทรวง

 

1984

Nineteen Eighty-Four (UK, Michael Radford, 1984, B+)
     จริงๆเรื่องนี้คงนับเป็นแค่หนังที่ตอบสนองกระแสคัลต์ของตัวนิยาย 1984 เสียมากกว่า (ก็เล่นทำฉายในปี 1984 ซะขนาดนี้) เพราะตอนดู ด้วยความที่ไม่เคยอ่านหนังสือมันมาก่อน เลยไม่อินไม่อะไรเท่าไหร่เลย เหมือนสร้างมาต่อเติมภาพจินตนาการของแฟนๆหนังสือมากกว่าจะเพิ่มเติมแง่มุมอะไรใหม่ๆ ให้คิดให้รู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังหรือกระทั่งกับสังคมรอบๆตัว 
     หนังหยิบเอาระบบภาษาใน 1984 มาใช้แบบดุ้นๆ ดื้อๆ เลย เล่นเอาคนไม่ได้อ่านหนังสือนั่งงงว่ามึงพูดห่าอะไรกันวะ หรือเรื่องการโยงใยของสงครามก็ไม่ได้รับการอธิบายในเวอร์ชั่นหนังนี้เหมือนกัน สงสัยเป็นการตลาดหนึ่งของแฟนหนังสือ 1984 ล่ะมั้ง ซึ่งก็สำเร็จแหละ เพราะดูแล้วก็อยากอ่านเติมเต็มไอ้สิ่งที่ขาดไปใจจะขาด!
     อันที่ดีสุดในหนังคือพวกฉากโหดๆทั้งหลาย (อย่างตอนลงโทษท้ายเรื่อง) และตัวละครของริชาร์ด เบอร์ตัน ที่น่ากลัวว่าบิ๊กบราเธอร์หลายเท่า

 

Baaria

Baarìa (Italy/France, Giuseppe Tornatore, 2009, B)
     อืม ชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง ตั้งแต่เป็นเด็กลูกคนงานในไร่ ถูกกดขี่ข่มเหง จนโตขึ้นเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ได้เป็นนักการเมืองชื่อดังพอประมาณ จนแก่มีลูกหลายคน คนหนึ่งในนั้นเป็นคนบ้าหนังเหมือนหลุดมาจาก Cinema Paradiso เรียกว่าทำเยอะ ทำใหญ่ เหมือนกับว่าถ้าไม่ได้ทำจะนอนตายตาไม่หลับงั้นแหละ
     ถ้าจะดูหนังแบบมหากาพย์คนอิตาลีแบบนี้ เราอินกับ The Best of Youth ของ Marco Tulio Giordana มากกว่า (แต่แนะนำให้ดูแค่สี่ชั่วโมงแรกพอ เพราะชั่วโมงสุดท้ายหนังโคตรเลี่ยนเลย รับไม่ได้) สงสัยเพราะ Baaria มันเหลือแค่สองชั่วโมงครึ่งนี่แหละ ทำให้พอจะเป็นมหากาพย์มันก็ไม่มหากาพย์เต็มที่นัก ขาดนั่นนิดนี่หน่อยตลอดเวลา แล้วส่วนตัวก็ไม่ค่อยอินกับบทเชิดชูมนุษย์แบบซึ้งๆ แบบนี้เท่าไหร่ด้วย (อย่าง Cinema Paradiso ก็ชอบแค่เป็นฉากๆ แต่ไม่ได้ชอบโดยรวมเท่าไหร่)

 

The Girl with the Dragon Tattoo

The Girl with the Dragon Tattoo 
(Sweden/Denmark/Germany/Norway,
Niels Arden Oplev, 2009, A+)
    
เฟลเล็กน้อยกับตอนจบ (พูดให้กระชับได้ว่า "แถโคตรๆ") แต่หนังมีอย่างอื่นให้ชื่นชมมากกว่า โดยเฉพาะเคมีของตัวพระเอกนางเอก คนหนึ่งเป็นนักข่าวที่ชอบหาเรื่องคนใหญ่คนโต ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิงประหลาดๆ ดำรงชีพด้วยการเป็นแฮ็คเกอร์ และตามกฎหมายเป็น "คนไร้ความสามารถ" ที่ต้องมี guardian คอยดูแล ซวยหน่อยว่าการ์เดียนคนที่ดีกับเธอมากเกิดล้มป่วย การ์เดียนคนใหม่ที่เป็นพวกหื่นกามโรคจิตเลยเข้ามาทำหน้าที่แทน นางเอกดูแข็งกร้าวดิบเถื่อนเย่อหยิ่ง แต่ยังไงเธอก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เธอพร้อมจะแสดงความสามารถ แต่ก็พร้อมจะโดนกดขี่ข่มเหงได้แบบไม่ทันตั้งตัวเสมอ 
     เชื่อว่าในหนังสือสามารถเล่าได้อลังการกว่านี้ เพราะมันเซ็ตตัวเองเป็นหนังสืบสวนที่ดูซับซ้อนมาก มีตัวผู้ต้องสงสัยเป็นสิบคน แถมยังเป็นพล็อตแบบคินดะอิจิมากๆ คือความเคียดแค้นหรืออะไรบางอย่างในครอบครัวเศรษฐียักษ์ใหญ่ การตัดตัวละครออกน่าจะใช้เวลาและหลักฐานแบบน่าทึ่งกว่าที่ในหนังเสนอออกมา แต่การที่มันขาดตรงนี้ไปมันไปเพิ่มตรงอื่นแทน อย่างการเน้นเรื่องนัยยะการเมือง โดยเฉพาะการหยิบเอา "นาซี" มาพูดถึงอีกครั้งในหนังยุโรปสมัยใหม่ ที่ชวนให้คิดเหลือเกินว่านี่มันอยู่ในยุคล่าผีนาซีหรือเปล่านี่ อย่าง Frontier(s) ก็หยิบเอานาซีมาเป็นตัวร้ายแล้วใส่ภาพของความงี่เง่าแบบขวาๆลงไป 
     นี่อาจเป็น counter ของกลุ่มคนที่ออกซ้ายในยุโรปหรือเปล่า (เพราะความซ้ายทำให้เกิดรัฐสวัสดิการและอะไรต่างๆที่ทำให้ยุโรปดูเหนือกว่าภูมิภาคอื่นของโลก) แต่ตอนนี้พวกขวาเริ่มเถลิงอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ อย่าง Frontier(s) น่าจะเกิดขึ้นเพราะการชนะเลือกตั้งของซาร์โกซี กับคะแนนของพรรคชาตินิยมสุดโต่งที่ได้เยอะขึ้น ส่วนอีสาวสักมังกร นอกจากความคัลต์ฮิตของตัวนิยาย อีกอันที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องก็คือ การที่คนในประเทศสแกนดิเนเวียเหล่านี้ (ที่มักจะมีความสุขที่สุดในโลกไปเสียทุกปี) เริ่มปฏิเสธระบบรัฐสวัสดิการและไปเลือกพรรคแนว "รีพับลิกัน" มากขึ้นทุกที
     ต่อไปอาจมีหนังที่ออกมา counter กระแส "ล่าผีมุสลิม" ในภูมิภาคอื่นของยุโรปให้เราได้ดูกัน

 

Kaidan

Kaidan (Japan, NAKATA Hideo, 2007, A)
     จำไม่ได้แล้วว่าได้ดู Kwaidan ที่เป็นเวอร์ชั่นเก่าหรือเปล่า (จำได้แค่ว่าเคยมาฉายที่เทศกาลหนังญี่ปุ่น ตอนสมัยแกรนด์อีจีวียังไม่ปิด ปีนั้นเน้นหนังเก่าแต่ดันว่างไปดูเรื่องเดียวเอง) แต่เวอร์ชั่นนี้ก็สนุกพอประมาณ เสียตรงที่นักแสดงผู้หญิงดู "สมัยใหม่" ไปหน่อย (โดยเฉพาะยัยน้อง อิโนะอุเอะ มาโอะ) จนผิดโทนหนังที่เป็นการทริบิวต์ครูทางภาพยนตร์ เหมือน ผกก ก็รู้ด้วยมั้งว่านักแสดงผู้หญิงส่วนใหญ่ทำหน้าที่กันผิดๆเกินๆ เลยไปให้ความเด่นที่ตัวพระเอก กับผู้หญิงสองคน คือเมียหลวง กับ เมียจำใจ (รับบทโดย คุโรกิ ฮิโตะมิ กับ อาโสะ คุมิโกะ) แทน
     แต่คนที่แย่งซีนคนอืานแบบหน้าด้านๆแสนสะใจ คือยัยเกอิชาหน้าเลือด เล่นโดยเจ๊ เซโตะ อาซากะ แรงงงงงที่สุด

 

Boonchu 10

บุญชู จะอยู่ในใจเสมอ (Thailand, เกียรติ กิจเจริญ, 2010, C+)
     ทิ้งท้ายสั่งลาแบบเนือยๆ ยังไงพิกล (คือเราเองก็คงไม่เข้าทางกับหนังแบบบุญชูอยู่แล้วด้วยส่วนหนึ่ง) มุขตลกแบบกร่อยๆ งงๆ พล็อตอนุรักษ์ธรรมชาติแบบงงๆ เพ้อๆ (มีการปกป้อง "ต้นไม้ของพ่อ" ด้วยนะ ซิมโบล ซิมโบล) และบางทีคนเราน่าจะรู้ตัวแล้วว่า อาร์ตี้ ไม่สามารถเป็นนักแสดงภาพยนตร์ได้ เขาหมดอายุการใช้งานแล้ว
     นะโม ทองกำเหนิด น่ารำคาญมาก แต่คนที่น่ารำคาญสุดๆในเรื่องคือ จินตหรา สุขพัฒน์ นี่มันบทอะไรของเธอเนี่ย ถ้าไม่ได้ชื่อบุญชูเธอคงไม่รับเล่นหรอกมั้ง เสียราคามิใช่น้อย ส่วนที่ดีสุดของเรื่องอาจเป็นภาพสไลด์โชว์ของอาบัณฑิต ในเครดิตจบ

 

First Loveสิ่งเล็กเล็ก ที่เรียกว่า...รัก 
(Thailand, วศิน ปกป้อง/พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร, 2010, A-)
     หนังน่ารักดี แต่ต้องยอมรับกันข้อนึงว่า ถ้าไม่มีใบเฟิร์นกับมาริโอ้ หนังเรื่องนี้ล่มระเนระนาดแน่นอนไม่มีข้อกังขา ฟังดูสุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าสุดท้ายคนเราก็ต้องหน้าตาดีถึงจะช่วยอุ้มชูหนังหรือความรักได้เนอะ แต่ส่วนที่ดีจริงๆคือหนังไม่ได้ทรีตสองคนนี้เป็นแบบสวยๆๆๆๆๆๆๆ หล่อๆๆๆๆๆๆๆ แต่ยังเหลือความเป็นคนให้บ้าง (แม้แต่กับตัวมาริโอ้ที่เนื้อหนังระบุว่าเป็นพวกหล่อเทพ) บวกกับการแสดงของสองคนที่ช่วยไว้เยอะ
     เราชอบตรงที่มันใส่กิมมิคของช่วงชีวิต ม.ปลาย เข้ามาแบบไม่ exaggerate เกินเหตุดี (ตัวอย่างของการ exaggerate คือบางช่วงบางตอนใน "แฟนฉัน") เพราะยังไงเราก็ต้องเคยมีเพื่อนแบบยัยเชียร์ เพื่อนแบบเพื่อนโชน(จำชื่อมันไม่ได้เพราะหมั่นไส้มัน ฮา) เพื่อนแบบยัยเค้กมะม่วง (แต่ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้อินกับพล็อตมันมาก เพราะเป็นพวกเห็นแก่ตัว ไม่เคยทำอะไรเพื่อความรัก) ซึ่งพอหนังไปตั้งใจตรงนั้นแล้วทำออกมาดูดี มันเลยทำให้ไอ้ตอนจบที่เลวทรามมากๆ (ฉากในห้องส่ง) ดูไม่ทำลายหนังมากนัก 

 

Country Hotel

โรงแรมนรก (Thailand, รัตน์ เปสตันยี, 1957, A+)
     ไม่อยากเชื่อว่านี่คือหนังอายุ 53 ปี - หนังไทยบางเรื่องสมัยนี้ยังไม่กล้าทำอะไรแบบนี้ เพราะเชื่อได้ว่าแม้จะผ่านมาครึ่งศตวรรษ หนังที่เล่าเรื่องแบบนี้ ใช้การถ่ายแบบนี้ ก็จะยังเจ๊งยับคาตารางหนังทำเงินเหมือนเดิม
     เนื้อเรื่องชวนให้นึกถึงหนังพี่น้องโคเอนมาก ในความชิบหายวายป่วงและอารมณ์ร้ายๆของมัน (มีกระทั่งฉากล้อ "ชั่วฟ้าดินสลาย" แบบฮาร์ดเซลล์ ตลกมาก) แต่ปีที่หนังเรื่องนี้ฉาย โจเอล โคเอน เพิ่งจะอายุสามขวบ!
     พระเอกเป็นลูกจ้างบริษัท ทำหน้าที่เอาเงินเดือนมาให้สาขาต่างจังหวัด แต่เงินยังไม่ได้เพราะต้องรอคนเอามาให้อีกทีแต่ไม่รู้เป็นใคร มานอนในโรงแรมที่มีห้องพักห้องเดียว ซึ่งดูแลโดยชายหนุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นนักงัดข้อแชมเปี้ยนโลก แถมยังต้องเจอนางเอกป่วงๆ ที่จะแย่งห้องให้ได้ แถมไม่บอกชื่อเสียงเรียงนาม แนะนำตัวแค่ว่าอายุหกสิบห้า ค้าฝิ่นเถื่อน มีลูกสิบสองคน แล้วก็เงินเดือนที่จะให้สาขาต่างๆนี้ ยังเป็นที่หมายปองของพวกโจรท้องถิ่นทั้งระดับล่างระดับบน
     อาจเหมือนหนังโคเอนหลายๆเรื่อง (ไหนๆก็เทียบกันแล้ว) ดาราหญิงมักมีอนาคตสดใสเสมอ อย่างในเรื่องนี้ ศรินทิพย์ ศิริวรรณ เปรี้ยวมาก ก๋ากั่นมาก แสบมาก และสำคัญมาก พอเธอหายไปจากเรื่อง หนังกร่อยขึ้นมาทันทีเลย

 

Toy Story 3

Toy Story 3 (USA, Lee Unkrich, 2010, A+)
    
ถ้าพิกซาร์ยังกล้าทำภาคต่ออีก ผมจะไปเผาบริษัท - พูดแบบสั้นกระชับได้ใจความ นี่คือการปิดท้ายเรื่องราวของมิตรภาพและการจากลาที่งดงามแต่ไม่หวานเลี่ยน และลงตัวที่สุดเท่าที่เรื่องนี้จะทำได้แล้ว
     เตรียมกาย เตรียมใจ กันมาให้เต็มที่ได้เลย กินยาชาหัวใจมากันก่อนก็ได้ เชื่อเถอะว่าสุดท้ายคุณก็จะร้องไห้ให้หนังเรื่องนี้ ด้วยความงดงามดีงามของมัน การเข้ามาสัมผัสหัวใจของมนุษย์ ด้วยของเล่นพลาสติก ที่ถูกรังสรรค์ผ่านพิกเซลอันเต็มไปด้วยจิตวิญญาณและความเข้าอกเข้าใจถึงสัจธรรม จนเราลืมไปเลยว่า นี่มันโคตรแห่งเทคโนโลยี โคตรแห่งวิทยาศาสตร์ โคตรแห่งรากเหง้าของการสร้างสิ่งลวงตา การสร้างสัตว์ประหลาด หุ่นยนต์ ที่ไกลจากความเป็นมนุษย์ออกไปเรื่อยๆ
     ขอบคุณพิกซาร์ที่แม้คุณจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตมากนักในงานของพวกคุณ ก็ยังไม่คิดจะทอดทิ้งเลือดเนื้อเหล่านั้นไป

 

Behind the Scene

สามมิติ (Thailand, พิชย จรัสบุญประชา, 2010, B+)
     
ชอบความจริงใจของหนังมาก คือมันมีความล้มเหลวในหลายจุดพอตัว แต่ว่ามีคนช่วยอยู่แล้ว นั่นก็คือ สายป่าน อวยกันตามตรง เผลอๆจะชิงนักแสดงนำหญิงเอา น่าดีใจที่ได้ดูการแสดงดีๆจากเธออีก นี่คงเป็นเรื่องแรกหลังจาก "พลอย" (งานแจ้งเกิดนู่นเลย) ที่เล่นได้น่าจับตาขนาดนี้
     จุดที่บอกว่ามันไม่ค่อยดี ก็อย่างเช่นมันไม่มีความเป็น "สามมิติ" อย่างชื่อเรื่องเท่าไหร่ เพราะยังไงมันก็เน้นที่ตัวว่านกับตัวสายป่านเยอะอยู่ดี ตัวอื่นเลยดูโดดๆ เกินๆ แม้แต่ตัวพี่ป้า หรือไอ้แว่นนี่เอามาเดินรกๆ ทำตลก แต่ก็เจื่อนๆ
     ซีนที่ดีมากของหนังคือตอนสายป่านด่าว่าน แล้วก็ตอนจบที่ไม่พยายามเค้นอะไรมากนัก (แต่จะดีกว่านี้ถ้าไม่เปิดวิดีโอตอนเครดิตจบ!)

 

The Girl Who Played with Fire

The Girl Who Played with Fire 
(Sweden/Denmark/Germany, Daniel Alfredson, 2009, B-)
     นี่อาจเป็นข้อพิสูจน์อีกเรื่องหนึ่ง คือ ต่อให้เรื่องดี นักแสดงดี น่าสนใจ หรือทำยังไงก็ต้องพีค ถ้าอยู่ในมือผู้กำกับที่คุมไม่อยู่หรือแปร่งๆ มันก็ออกมาปะหลับปะเหลือกแบบหนังเรื่องนี้แหละ เรียกว่าทำเอาความคาดหวังต่อภาคจบลดฮวบๆ
     สิ่งที่ดีที่สุดของภาคนี้คือการเปลี่ยนโมเมนตัมตัวละครเด่นมาที่นางเอกแบบจริงจัง แต่หนังก็ดันทิ้งแนวทางสืบสวนแล้วก็เคมีของพระเอกนางเอก (ที่เป็นตัวช่วยมากๆในหนังภาคแรก) เนื้อเรื่องไปแบบ "กูอยากจบแล้ว" ตลอดเวลา ถามว่าสนุกไหมก็เร้าใจดี มีฉากโหดๆสะใจเยอะดี แต่พอหนังเฉลยเราก็แบบ "อืม.... เอางี้จริงๆด้วยเหรอมึง" และยิ่งฉาก "ผุดจากหลุม" นี่ยิ่งแล้วใหญ่ คือกูรู้ว่านางเอกมันแต่งตัวไม่เหมือนชาวบ้าน แต่ก็ช่วยเรียลลิสติกนิดนึง! มึงไม่ได้กำลังทำ Kill Bill โว้ยยย แง่งงง

 

Hello Stranger

กวน|มึน|โฮ (Thailand, บรรจง ปิสัญธนะกูล, 2010, A-) 
     เราเริ่มรู้สึกว่า "แก๊งแฟนฉัน" (ยกเว้นพี่ย้งทรงยศไว้คนหนึ่ง) จะอยู่ในอณูความคิดแบบฟุ้งๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เราไม่ถูกใจหนังจีทีเอชหลังๆมานี้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกตั้งแต่ "กอด" นู่นมั้ง ที่เราให้แตะเกรด A แต่ก็เอไม่เต็มเพราะความเป็นจีทีเอชอีกนั่นแหละ ผมว่าพี่โต้ง-บรรจง เป็นคนเก่งมาก เพราะหนังออกมาลงตัวดูเป๊ะแบบไม่ได้เป็นสูตร คือถึงจะมีอะไรดูแปลกๆ แต่พี่แกก็ตบกลับมาจนดูไม่น่าเกลียดได้ เช่น ตอนจบ ที่เชื่อว่าถูกลากยาวจากบทร่างแรกแน่นอน (เหมือนกรณี รถไฟฟ้าฯ)
     พระเอกนางเอกมีเสน่ห์ดีมากทั้งคู่ (ไม่อยากเชื่อว่า ฉันทวิชช์ ธนะเสวี จะเล่นหนังดีได้ด้วย) เสียดายที่ว่า บทออกแบบมาให้ real แต่จะชอบมีมุขแบบจีทีเอช (ทั้งแบบขำกับแบบซึ้ง) ถูกยัดเข้ามา จนบทก็สะดุด คนเล่นก็สะดุด อารมณ์คนดูเลยสะดุดตาม อย่างไอ้ตอนที่พระเอกพยายามบอกว่า "ใช่ ผมไม่รู้จักชื่อคุณ แต่ผมรู้จักผู้หญิงที่กินเป๊ปซี่เป็นลิตร ผู้หญิงที่เมาแล้วทำท่าสะพานโค้ง" คือไม่คิดกันหน่อยเหรอว่า คนดูของคุณก็ฉลาดบ้าง คือเค้าเก๊ตประเด็นหนังตรงนี้โดยที่มึงไม่ต้องพูดน่ะครับ
     ตัวละครหลักคนที่สามที่หนังใส่เข้ามา เหมือนจงใจไปหน่อยให้เกิดความขัดแย้ง แล้วตอนจบก็เลยดู "โกงความรู้สึกคน" มากไปหน่อย (ซึ่งมันก็ดูจีทีเอชมากๆอีกนั่นแหละ) ถ้ามีฉากให้ตัวละครนั้นเศร้าๆหน่อย หรือให้เราเห็นความรู้สึกเธอบ้าง เราจะรู้สึกดีกับหนังมากขึ้นกว่านี้
     ฉากที่ดีมากๆ หนังกลับไม่ทิ้งช่วงเวลาอยู่กับมันเท่าไหร่ (เพราะผมไม่ตลกกับมุขช่วงครึ่งเรื่องแรกเลย) อย่างฉากที่สองคนนี้ไปเที่ยวงานเทศกาลกันหลังจากที่เริ่มรักกันแล้ว ฟุตเตจที่ถ่ายมากับดนตรีประกอบ (โดยคุณชาติชาย พงศ์ประภาพันธ์!) พาอารมณ์ไปสุดมาก แต่แป๊บๆ ตัดไปแล้ว ฮ่วย! ทีไอ้มุขตลกเถื่อนๆตอนต้นเรื่องนี่นานเชียว
     ประเด็นตอนจบอาจจะโดนกับตัวเองพอสมควรด้วยมั้งเลยชอบ และหนังก็เลือกทางลงที่มันไม่สว่างไสวเกินเหตุเหมือนเรื่องก่อนๆที่ผ่านมาส่วนใหญ่ ทำให้หนังเรื่องนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ประเด็นที่ว่าคือ รักน้ำเน่าน่ะเกิดได้ แต่ความสัมพันธ์น้ำเน่าน่ะอีกเรื่องนึง (ฮา)

 

Woochi

Woochi (South Korea, CHOI Dong-hun, 2009, B-)
     ว่ากันตามเนื้อผ้า มันก็เป็นพอร์ตโฟลิโอชิ้นหนึ่งของวงการซีจีเกาหลีใต้ และบังเอิญว่าเป็นชิ้นที่ดีชนิดเอาไปอวดใครต่อใครได้ แต่อืม .... หนังมันก็คือแฟนตาซีบ้าๆบอๆเรื่องหนึ่ง ที่ก็สดใสเหมาะกับเด็กดี แต่ไอ้กรรมการเซ็นเซอร์เมืองไทยให้ไปได้ไงตั้งเรต 18+ ดูดบุหรี่ก็ไม่ค่อยดูด เหล้าก็กินนิดๆหน่อยๆ ฆ่าคนเลือดยังไม่ออกสักแหมะ (มีแต่เลือดปีศาจสีเขียว สงสัยจะน่ากลัวมาก! น่ากลัวเท่าปิรันย่า!) 
     ถ้ายังไม่รู้สึกว่าเรตนี้ประหลาด จะบอกว่า Salt ที่ฆ่ากันอย่างวายป่วง มีทั้งระเบิดลอบสังหาร จ่อยิงซึ่งหน้า ซ้อมโจลี่จนหน้าเยิน ได้เรต 13+ หรือ Splice ที่มีฉากน่าหวาดเสียวเลือดสาด (น้องสัตว์ประหลาดกินกระต่าย โดนตัดหาง) และฉากข่มขืน ได้เรต 15+

 

Splice

Splice 
(Canada/France/USA, Vincenzo Natali, 2009, A+++++++++++)
     
The creature is so stunning! It's so cute as a kid, as so gorgeously crazy as a grown-up. Dren just came in the right place and a right time. Sarah Polley is incredible! The way she portrayed her character made me shocked, really clever and beautiful. 
     I keep thinking about the bi-polar things in the movie, like, Masculinity & Femininity, Scientistic type & Parental type, Oedipus & Elektra. 
     It's still disturbing my head, but I think those scientists are like abnormal parents who read too many guidebooks about raising their child. They want to create 'NEW SPECIES' and Elsa kept her like a little baby (even her husband said 'like a pet'), she loves her a lot, until Dren made her disappoint. That's a twist of those characters.

 

Unreal Forest

Unreal Forest (Thailand/Zambia, จักรวาล นิลธำรงค์, 2010, A-)
     
พอเข้าใจในประเด็นที่หนังจะสื่อ เรื่องของความเป็น colonialism ที่จะเทียบระหว่าง "การทำโปรเจ็คต์ Forget Africa ของเทศกาลหนังรอตเตอร์ดัม" กับ "สมัยที่ตะวันตกเข้าอยุธยา" ในทำนองว่าเป็นสิ่งคล้ายกัน หรืออะไรแบบนั้น ภาพอยุธยาตอนท้ายของเรื่องก็สวยดีแต่มันขาดพลังยังไงชอบกล แถมด้วยการยกประวัติศาสตร์ช่วงที่ "วันวลิต" เข้ากรุงศรีฯ มาใส่เป็น text เป็นระยะๆช่วงต้นเรื่อง คือก็เข้าใจประเด็นน่ะแหละ แต่เราจะถามตัวเองแบบ "So?"
     รู้สึกว่าในแง่ของความเป็นสารคดีมันดูเจื่อนๆ ขาดๆ ไปพอสมควร เพราะสุดท้ายมันคือการวางตัวว่า นี่เป็นสารคดีของ "คนทำหนังชาวแซมเบียที่ได้รับเลือกมาทำหนังในโครงการนี้ ภายใต้การดูแลของ จักรวาล นิลธำรงค์" เพราะการเล่าถึงกระบวนการทำหนังของคนทำหนังชาวแซมเบียคนนี้ น้อยเหลือเกิน จนเราแทบสัมผัสไม่ได้ โอเคอยู่ว่ามันอาจจะต้องไปดูเพิ่มใน art installation ที่กำลังจะจัด แต่ในตัวหนังเรื่องนี้เองก็เหมือนจะไม่ได้ใส่ใจกับส่วนนั้นเท่าไหร่นัก
     หนังติดอารมณ์หน่วงๆแบบตอน Man and Gravity: Plateau มาไม่น้อยเลย แต่ว่ากลมกล่อมขึ้นมาก ทำให้ดูได้เพลินๆ ภาพสวยแปลกตา exotic ดึงดูดเราได้ตลอดเจ็ดสิบนาที ซึ่งน่าเสียดายว่าเพราะสิ่งที่ว่าไปในสองย่อหน้าแรกมันเป็นตัวทอนพลัง มันเลยเป็นหนังที่สวยแบบเหมือนแต่งหน้าไม่เสร็จเท่าไหร่ ดีว่าเค้าหน้าเดิมมันสวยอยู่แล้วเลยรอดตัวไป

 

Each Film... An Island?

Each Film... An Island? (Unfinished) 
(Philippines, Kidlat Tahimik, 2010, ?)
 
     จนปัญญา ไม่รู้จะให้เกรดหนังเรื่องนี้ยังไง เพราะตอนดูนอกจากจะวูบๆไปตามประสาบ้างแล้ว หนังยังเหวอแดกบ้าบอคอแตกจนจับอะไรไม่ได้เลย (มีทั้งเหวอแบบ เหวอจริงๆ กับเหวอแบบตลกเชี่ยๆ) เดาว่ามันคือการหยิบเอาฟุตเตจจากหนังเก่าต่างๆ ของ ผกก. มาเรียงจนเป็นเรื่องใหม่ เข้ากับเรื่องของชีวิตตัวเอง (ที่อยู่กับหนังมาทั้งชีวิต) เสียดายเหมือนกันที่ไม่รู้สึกกับหนังเท่าไหร่ (ถ้าได้ดูแบบไม่หลับเป็นระยะขนาดนี้อาจจะชอบมากก็ได้ เพราะมันเวียร์ดดี) รู้แต่ดูเสร็จแล้วอยากดู Perfumed Nightmare ง่ะ  (แล้วตอนเขาเอามาฉายไม่รู้จักไปดู!!!)

 

Brown Sugarน้ำตาลแดง (Thailand, 2010, A-)
     เรียงลำดับความชอบ
     1. รักต้องลุ้น (ศาสตร์ ตันเจริญ, A+++++)
จังหวะได้ ลงตัวไปหมด แล้วนักแสดงเล่นดีมาก ถึงจะยังไม่เก๊ตว่าส่วนที่หนังเล่นกับ fourth wall จะทำไปเพื่ออะไร แต่มันช่วยให้หนังดูไม่ธรรมดาดี แล้วจังหวะที่ใส่เข้ามานี่มันแจ๋วทุกเม็ด ยิ่งการเล่นกับอารมณ์ที่ขึ้นๆลงๆ แล้วทำได้ราบรื่นขนาดนี้ยิ่งน่าชมเลยล่ะ
     2. ปรารถนา (กิตติยาภรณ์ กลางสุรินทร์, A-) เจ้าของฉากแห่งทศวรรษ (ฉากนั้นแหละจ้ะ) ซึ่งเป็นส่วนที่ดีมากจริงๆ เราชอบอารมณ์ตัวละคร ผกก.กำกับดีมาก แต่พอตัวละครพูดกันนี่มันเรียกว่าตกตึกลงไปสองชั้นเลย อีกอย่างที่คือ หนังมันแก่สัญลักษณ์เกินไปหน่อย(นกยูงรำแพน)จนขัดขากับอารมณ์ตัวละครที่ปูมาดีมากๆแล้ว ทำให้มันไม่ถึงจุดสูงสุดที่มันควรได้ (ฉาก "สัก" สำหรับเราเป็นส่วนเกินมาก) เสียดายจัง
     3. โสบนเตียง (ภาณุมาศ ดีสัตถา, C+) ตอนนี้ผมว่าธรรมดาไป คือนอกจากแคสติงที่หวิดๆจะ "สิ้นคิด" (พี่ปั๋ง) แล้ว การนำเสนอไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ยิ่งมาเจอความแปลกของอีกสองตอนยิ่งแล้วใหญ่เลย หนังโดนกลบโดยสนิท แต่ว่า "ครี" เป็นคนที่ช่วยให้รอดมาได้จนจบ
     ส่วนไอ้หนังเปิดที่อุตส่าห์ไปลากโอเด็ตมาเล่นให้ เกรด F ยังเยอะไป สงสารหนังสามเรื่องในนี้มากที่ถูก degrade เพราะหนังสั้นกะหลั่วๆ ของคนที่ "เกิดจะอยากมีส่วนร่วม"
 
 
I'm Here, You're Far
ฉันอยู่นี่ เธออยู่ไกล (Thailand, พัฒนะ จิรวงศ์, 2010, B+)
     สารคดีติดตามการสานสัมพันธ์ของเด็กสองคน คนหนึ่งเป็นมะเร็งจนต้องหยุดเรียนมาสองปีกว่า ส่วนอีกคนเป็นผู้รอดชีวิตจากสึนามิ จากความบังเอิญของ ผกก. ที่ไปเล่าเรื่องของคนแรกให้คนหลังฟัง ทำให้สองคนนี้ได้ติดต่อกันผ่าน video letter ที่มี ผกก. เป็นผู้นำสาร และคอยสอนวิธีใช้กล้องให้เด็กๆ ถ่ายนั่นนี่ให้แต่ละคนดู
     เอาจริงๆก็ไม่ได้อินอะไรมากมายกับตัวเนื้อเรื่อง(ตามประสาคนใจจืดใจดำโหดร้าย) แต่จะว่าอะไรได้ในเมื่อหนังทำด้วยเจตนาดีขนาดนี้แล้ว เพราะมันก็เห็นมิตรภาพที่เกิดขึ้นจริง เห็นการเยียวยาของกันและกันจริง และเห็นการสูญเสียเกิดขึ้นจริง จะน่าเสียดายเล็กน้อยก็แค่ว่าภาพที่เด็กๆถ่ายมาอาจยังไม่ดีมาก(แหงล่ะ) ภาพจากสายตาของ ผกก. ที่เอาเข้ามาเสริมเลยดูจะสัดส่วนเยอะพอๆกัน ทำให้ไปลดทอนความรู้สึกของเด็กๆลง
     มีคนตั้งคำถามเหมือนกันว่า ผกก. exploit ตัวน้องที่เป็นมะเร็งหรือเปล่า (เพราะตอนสุดท้ายน้องก็เสียชีวิต) แต่ส่วนตัวไม่คิดว่าจะถึงขนาดนั้น
 
 
Centurion
Centurion (UK, Neil Marshall, 2010, D+)
     กูอยากจะบ้า! เอา นีล มาร์แชลล์ คนเก่าของกูคืนมาเดี๋ยวนี้นะ!
     คือก็เข้าใจน่ะนะ พี่มันบ้าเลือด อยากทำหนังย้อนยุคบ้าๆ แต่มึงก็จะบ้าเกินไปหน่อยไหม ตัวละครไม่มี motivation หรืออะไรที่จะมา convince คนดูได้เลยว่ามึงเป็นบ้าอะไรกัน ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ เป็นทหารชาวบ้านที่จะล้างแค้นให้แม่ทัพ แล้วคนอื่นก็ติดสอยห้อยตามกันมาสนุกๆหรือไง โอลกา คูริเลนโก เป็นอีสาวใบ้แสนเก่งเหมือนมีพลังจิต แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่เห็นทำห่าอะไรได้เลย
     เอาเป็นฉากๆดีกว่า อย่างตอนที่พวกพระเอกเนี่ยมันไปค่ายของไอ้เผ่าของโอลกา มันหนีออกมาแบบหัวซุกหัวซุนมาก แล้วหนังเป็นบ้าอะไรต้องใส่ความลำบากให้ตัวละคร ด้วยการให้ทหารคนหนึ่งเดินสะดุดก้อนหินแล้วขาหัก (WTF!) แล้วต้องไปโดดลงน้ำที่ชะง่อนหินแห่งหนึ่ง ไอ้พวกของโอลกาก็ตามมาทันจนได้ (ด้วยการดมกลิ่นหรืออะไรไม่ทราบ คือตามมาช้าเป็นวันๆยังทันแล้วมาถูกได้!) แต่พอยิงธนูโดนคนนึงตาย พอจะฆ่าอีกคนมึงเสือกหันไปควักหอกมาเขวี้ยง มันก็โดดลงน้ำไปแล้วสิอีห่าาาาา!
     แล้วพอพวกพระเอกตามไปถึงบ้านนางเอก (เป็นพวกชนเผ่าแต่ถูกไล่ออกมาเพราะเป็นแม่มด) พวกอีโอลกาก็ตามมาถูกอีก! แต่พอพระเอกลงไปหลบใต้บ้านตอนอีโอลกาเข้าไปค้น เสือกหาไม่เจอ! แล้วระหว่างนั้นแก๊งพระเอกที่หนีออกไปจากกลุ่ม ก็กำลังวิ่งหนีหมาป่าอยู่ คนหนึ่งเป็นนักวิ่งมาก่อนเลยวิ่งนำหน้าไป ไอ้ทหารไม่โดดเด่นล้ม ตะโกนเรียก ไอ้นักวิ่งมาช่วย ไอ้ไม่โดดเด่นเอาดาบเชือดขานักวิ่ง แล้วหันมาทำเท่พูดว่า "มันก็ต้องมีคนเสียสละน่ะนะ" (เหี้ยอะไร!!!!!!!)
 
 
Baby Arabia
Baby Arabia (Thailand, ภาณุ อารี/ก้อง ฤทธิ์ดี/กวีนิพนธ์ เกตุประสิทธิ์, 2010, A) 
     ยอมรับตามตรงว่าตัวเองคงไม่ถูกกับดนตรี naseb เท่าไหร่แฮะ อาจเพราะนอนน้อยด้วยส่วนหนึ่งแต่มันก็จะแปลกๆ ตรงที่ว่าพอหนังเข้าช่วงเล่นเพลงยาวๆ (หรือแม้แต่ตอนเบบี้อาระเบียเพอร์ฟอร์มอยู่บนเวที) สักพักนึงผมจะวูบหายไปจากโลก
     เสียดายตรงที่ว่าหนังมันดูเป็น introduction มากไปหน่อย เลยไม่ได้ให้ข้อมูลมาก หรือเรื่องที่มีปัญหากับกลุ่มเคร่งก็ไม่เห็นมากเท่าที่คิดไว้แต่แรก (ฟังคุณอุมัรพูดบนเวทีดูอินไซด์กว่า แต่ก็พอเข้าใจว่าโมเมนต์แบบนั้นไม่ได้ถ่ายกันง่ายๆ)
     ถึงจะวูบหลับไปหลายรอบก็ยังชอบที่หนังเลือกทิ้งยาวๆ ให้ดู performance ของเบบี้อาระเบีย ถ้าใครชอบมากก็จะอิ่มและประทับใจไปเลย ซึ่งจากเสียงตอบรับก็ดูจะเป็นเช่นนั้น :)
     สุดท้าย ชื่นชมคนถ่ายภาพทุกคนในหนังเรื่องนี้ครับ emotional มากๆ

Comment

Comment:

Tweet

i never seen this type of blog,you write always best,thats the reason i visit regurly,

#9 By Finance Dissertation (182.178.20.242) on 2010-10-28 14:33

วูชิสนุกใสๆจะตาย ได้เรทขนาดนั้นได้ไงวะ?

อยากดู Salt ภาคต่อเหมือนกัน รู้สึกว่ามันน่าจะมันส์กว่านี้ได้อีกในภาค 2 ส่วน Toy story ยังไม่ได้ดูเลย (อดร้องไห้ในโรงเลยกู)

#8 By แฟนผมฯ (180.183.13.15) on 2010-09-11 22:20

อันลิสนี้อิฉันได้ดู Toy Story 3 เพียงเรื่องเดียว แต่อ่านจนจบ เพลินและมันส์มากๆ (ชอบการเขียนของน้องว่ะ)

Toy Story 3 หากมีภาคต่อ ขอเคืองด้วยคน!

ช่วงนี้พี่ก็ฮอลลี่วู๊ดและไทยๆกันไป อยู่กับแฟนดูหนังหลุดโทนไม่ค่อยได้

#7 By Seam - C on 2010-09-10 12:10

Splice ชอบมากเลยค่ะ พล็อตดีมาก ตัวละครไม่มีใครดีทุกอย่าง วางตอนจบไว้แบบทิ้งท้ายน่าติดตามดี ที่สำคัญคือหักมุมจากสูตรเดิมอย่างเห็นได้ชัด big smile

#6 By ilovehollywood on 2010-09-04 17:20

กำลังคิดว่าจะไปดู Centurion แต่เปลี่ยนใจยังทันสินะ open-mounthed smile

Salt สนุกดี ได้กลิ่นหนังแนวสงครามเย็นยุคใหม่ (งงไหม?)



สรุปว่า Splice ชนะเลิศ big smile

#5 By Navagan (58.8.121.71) on 2010-09-04 01:21

อาจด้วยความที่ได้ดูเรื่อง I'm Fine Thank You. And You? ของพัฒนะมาก่อน (และชอบมากกว่าเรื่องนี้นะครับ) ซึ่งอันนั้นเกี่ยวกับเด็กที่เป็นมะเร็งเป็นสิบคนเลยทีเดียว จากท่าทีในเรื่องนั้นที่ค่อนข้างนุ่มนวลกว่านี้ ทำให้ผมไม่รู้สึกว่าเขาจะคิด exploit subject อย่างที่ตั้งข้อสังเกตกันน่ะครับ

แต่ยังไงก็ถือว่าข้อสังเกตนี้ไม่ใช่ลอยมาแบบไม่มีเหตุชวนให้เชื่อเสียทีเดียว

#4 By nanoguy on 2010-09-03 21:50

สนใจประเด็น explot น้องที่เป็นมะเร็งใน ฉันอยู่นี่ เธออยู่ไกลครับ ไม่แน่ใจว่าเข้าใจตรงกันหรือเปล่า? เพราะประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับความเป้นสารคดีและชีวิตน้องที่เป็นมะเร็งเป็นเรื่องที่ทำให้ผมตะขิดขวงใจและอึดอัดตอนดูหนังเรื่อนี้มากๆ เลยครับ

#3 By Warong Lupaiboon (202.176.84.105) on 2010-09-03 15:27

ดูหนังเยอะดีครับ อิจฉา ที่วิจารณ์มาผมชอบหลายเรื่องเลย splice ดีขนาดนั้นเลยหรอครับ พลาดไปซะแล้วคงต้องตามล่าหามาดู big smile

#2 By keaaaa on 2010-09-03 13:08

แต่สำหรับพี่ ถ้า Salt ทำภาคต่อ พี่จะอยากดูนะ ด้วยความคาดหวังสูงเลยว่า แกจะมีอะไรมาหักความคาดหวังคนดูได้อีก 555

แต่กับ Toy Story เนี่ย ห้ามต่อเด็ดขาด!

ป.ล. พลาด Splice หลุดโรงไปละ อาทิตย์ที่แล้วก็หาโรงหารอบที่ลงตัวไม่ได้ทั้งอาทิตย์เลย

#1 By eak early : เอกเช้า on 2010-09-03 12:36