MARATHON 14 - WEEK 2 (6-11 July 2010)

posted on 30 Jul 2010 15:05 by nanoguy in Movies

6 July 2010

Worldly Rhythm (อานนท์ ไสย์โยธา, B+)
- จังหวะของโลก ใช้ภาพสงครามเวียดนามเปิดเหมือนสไลด์ คลอกับเพลงแล้วก็โมโนล็อคของตัวละคร จริงๆหนังไปได้สุดทางกว่านี้อีกเยอะ ด้วยประเด็นที่พยายามจะพูด (เรื่องการตายของสันติภาพอะไรทำนองนั้น) แต่ตอนท้ายพลังมันแผ่วลงไปเยอะไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ปูทางมาได้ค่อนข้างดีแล้ว เสียดายๆ

กฎ (ทรงยุทธ กำยานบุรี/กฤษณะ นามประดิษฐ์, A-)
- ชอบที่สุดท้ายสรุปจบว่า คนที่พยายามรักษากฎที่พระเจ้าตั้งให้ สุดท้ายก็ถูกพระเจ้าหักหลัง

กรรม (ปริญญ์ รักบ้านเกิด, D+)
- ทื่อ เก่า ไร้ชั้นเชิงอย่างมาก

กรอบ (วิชญ์ธาวิน เลิศรัศมีมาลา, C+)
- ตัวละครพ่อเล่นดีมาก แต่ก็อยากถามว่า ถ้าพ่อที่เลี้ยงลูกแล้วลูกออกมาน็อนเซ้นส์ขนาดนี้ เขาคงเศร้าใจตายห่าเลย

กระเป๋า (วชร กัณหา/ธนิ ฐิติประวัติ, D+)
- เพี้ยน เหวอ เวอร์ คลั่ง เอามาเฟียญี่ปุ่นมาทริบิวต์กันแบบโต้งๆ ซึ่งพอมันมากไป ยาวไป ก็กลายเป็น kitsch ที่น่ารำคาญเกินไป แทนที่จะสนุก ตลกแดก หรือบันเทิงคัลต์ (ทั้งที่การให้ตัวละครพูดญี่ปุ่นแบบมั่วถั่ว มันน่าจะทั้งฮาและแก้ปัญหาเรื่องนักแสดงบ้าไม่พอได้ดีมากแล้ว)

กระต่ายในดวงจันทร์ (วชร กัณหา, !!!!!!!)
- นี่สิ คัลต์จริง ไม่ต้องรู้เรื่องอะไรกันอีกแล้ว 

กราฟฟิตี้ (พรเทพ ใจพระ, D+)
- นี่เป็นตัวอย่างของการเอาสารคดีมาทำเพื่อสนองความคิดที่ตัวเองตั้งต้นไว้แต่แรก ซึ่งมันก็ผิดหลักการทำสารคดีแต่แรกแล้ว (เว้นเสียแต่ว่าจะมีความขยันที่เพียงพอ เพื่อไม่ให้ดู "แถ" และ "จับยัด" แต่เราก็ไม่ได้หวังให้ใครเป็น ไมเคิล มัวร์ ได้หรอก) การใส่ภาพเพื่อสร้าง comparison ระหว่างกราฟฟิตี้กำแพงกับวัดพระแก้ว (หลังจากคำสัมภาษณ์ของคนทีล้วนแต่ไม่ชอบกราฟฟิตี้) ก็แสดงออกชัดเจนว่าคนทำคิดอย่างไร ยิ่งรวมกับ quote คนดังที่ว่าด้วยศิลปะที่ต้องการการยอมรับถึงจะมีค่า การที่หนังขึ้นคำขอบคุณคนทำกราฟฟิตี้ หรือถ่ายแช่ภาพคนวาดกราฟฟิตี้ในตอนจบ จึงเป็นอะไรที่โคตรเฟค

Bangkok 2021 A.D. (พัทธมน จิตระจินดา, C+)
- สั้นเกินไป เหมือนตัดแปะคอลลาจรวมเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น คนดูไม่มีช่องว่างเข้าหาอะไรในหนังได้เลย

กลับบ้าน (ปรีชา สาคร, C+)
- บรรยากาศชนบทในเรื่องนี้ไม่ดึงดูดเอาเสียเลย และเหมือนใจความสำคัญของหนังจะอยู่ที่คำพูดของพระเจ้าอาวาสแค่อย่างเดียว แถมยังเป็นคำพูดที่บิดเบือนความจริงในสังคมไม่ใช่น้อย (ซึ่งผมไม่โทษคนทำ โทษพระครับ)

กลับบ้าน (วิชชุดา วงษ์ศรี, D+)
- ลูกกินเหล้า ไม่ยอมกลับบ้าน พ่อแม่นั่งรอจนหลับคาโต๊ะกินข้าว .... ขอบคุณ

กลัว (ชานนท์ ตรีเนตร/ณจรี รัตนเจียเจริญ, B)
- สารคดีถ่ายชีวิตคนเล็กๆน้อยๆ และเสียงบรรยายความคิดของตัวเองต่อ "ความกลัว" ในชีวิต ช่วงแรกจะรำคาญมากเพราะเป็นหนุ่มสาวมาบรรยายเรื่องความรักของตัวเอง แต่พอตอนหลังที่มีคนอายุมากขึ้นมาพูดในแง่มุมอื่น หนังก็โอเคขึ้นบ้าง แล้วตอนสุดท้ายที่เอาไปประเหมาะกับภาพ The Day After Tomorrow, 2012 และหนังหายนะอื่นๆ ทำให้หนังดูประชดประชันดี

กวยอาเจียง (อาทิต์ยา จันทร์ประเสริฐ, A-)
- หนังแบบที่ขี่ช้างมาเข้ารอบ ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็มีช้างจริงๆ และเหมือนขี่ช้างมาเหยียบหนังเรื่องอื่นเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากโปรดักชั่นอลังการ ถ่ายภาพสวย ช้างในเรื่องนี้บทเด่นมาก และเล่นดีมาก จนอาจจะได้เข้าชิงนักแสดงยอดเยี่ยม (ว่าไปนั่น!) แต่เสียดายตรงที่เหมือนคนทำจะไม่มั่นใจในทรัพยากรและศักยภาพของตัวเองเท่าไหร่ การใส่แฟลชแบ็คที่เยอะเกินไป ใส่ดนตรีประกอบที่ชี้นำมากเกินไป จนไม่เป็นธรรมกับตัวละคร (เพราะหนังก็ชี้นำแนวคิดกับคนดู ตามสไตล์หนังอนุรักษ์นิยม ที่เสนอเรื่องของคุณค่าวิถีเก่า) ทำให้หนังไปไม่ถึงจุดสูงสุดอย่างที่มันทำได้ อันเป็นปัญหาคล้ายกับ ไตแลง ของสถาบันเดียวกันที่เน้นความอลังการเหมือนกัน

กว่าจะรู้เดียงสา (ปณิธาน บุณฑริก, F)
- "ถ้าแกไม่เป็นแพทย์ ชั้นก็จะไม่ให้แกเป็นนักดนตรี" ครับ มีพ่อแบบนี้ผมก็คงโดดตึกตาย แต่ผมจะไม่ไปนั่งระลึกชาติถึงพ่อแบบนี้ที่บันไดขั้นเดิมทุกวันแน่

กักกัน (ภพฐ์ นุกูลรัตน์, B+)
- ถ่ายภาพสวย บรรยากาศหลอกหลอนน่ากลัวดีมาก (โลเกชั่นพีคสุดๆ) แต่เสียดายอยู่ตรงที่หนังไม่ทำให้รู้สึกว่าถูก "กักกัน" เท่าไหร่ ทั้งจากการถ่ายทำที่เหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง และการแสดงของตัวเอกที่เล่นไม่ถึงด้วยประการทั้งปวงจนหนังกึ่งๆจะล่ม 

กาแฟเย็น (ชนพ นาสำราญ, !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!)
- ตัวร้ายประจำวัน ทำลายหนังทุกเรื่องในโปรแกรม (หนังเรื่องแรกๆของวันนี้ผมลืมไปเกือบหมดแล้วครับ) หนังมาด้วยความฉิบหายและฮาร์ดในทุกซีน นักแสดงแข็งกระโด๊ก ไดอะล็อคน้ำเน่าอย่างเสมอต้นเสมอปลาย การถ่ายภาพสวยอลังการกัดสีแหลกจนเหมือนใช้กล้องโลโม่ ดนตรีเก๋ๆ และนักแสดงหน้าตาเก๋ๆ กับการกินกาแฟเก๋ๆ แต่ที่ขาดเสียมิได้คือซิมโบลิกที่รุนแรงที่สุดในเทศกาลขณะนี้ นั่นคือ "ก้อนเลโก้ประจำตัว" ของแต่ละคน ที่ใช้ตัดสินว่าเรา "เข้ากันได้หรือเปล่า" - มันเป็นซิมโบลิกที่เฟลมาก โดดเด้งถีบตาคนดูมากจนน่าด่า แต่คนทำก็กล้าจนเรายอมแพ้ เพราะเขาดูจะมั่นใจกับซิมโบลิกอันนี้มาก และใช้มันย้ำไปมาอย่างเข้มข้นจนขำระเบิดระเบ้อ รวมถึงเรื่องความสัมพันธ์ของผู้หญิงที่กินแต่เอสเพรสโซร้อน(แบบเก๋ๆ และไม่รู้อะไรเกี่ยวกับกาแฟเลย) เพราะติดความสมบูรณ์แบบ ซึ่งถูกบอกเลิกแล้วจึงไปเข้าเว็บ "หาผู้ชาย" มา "ต่อเลโก้" กัน นี่มันชวนให้คิดไปไกลจริงๆ ขอโทษคนทำด้วย เพราะยังไงผมก็คิดว่า "ต่อเลโก้" ในหนังเนี่ย มันคือเรื่องบนเตียง ไม่ใช่บนโต๊ะร้านก