MARATHON 14 - WEEK 2 (6-11 July 2010)

posted on 30 Jul 2010 15:05 by nanoguy in Movies

6 July 2010

Worldly Rhythm (อานนท์ ไสย์โยธา, B+)
- จังหวะของโลก ใช้ภาพสงครามเวียดนามเปิดเหมือนสไลด์ คลอกับเพลงแล้วก็โมโนล็อคของตัวละคร จริงๆหนังไปได้สุดทางกว่านี้อีกเยอะ ด้วยประเด็นที่พยายามจะพูด (เรื่องการตายของสันติภาพอะไรทำนองนั้น) แต่ตอนท้ายพลังมันแผ่วลงไปเยอะไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ปูทางมาได้ค่อนข้างดีแล้ว เสียดายๆ

กฎ (ทรงยุทธ กำยานบุรี/กฤษณะ นามประดิษฐ์, A-)
- ชอบที่สุดท้ายสรุปจบว่า คนที่พยายามรักษากฎที่พระเจ้าตั้งให้ สุดท้ายก็ถูกพระเจ้าหักหลัง

กรรม (ปริญญ์ รักบ้านเกิด, D+)
- ทื่อ เก่า ไร้ชั้นเชิงอย่างมาก

กรอบ (วิชญ์ธาวิน เลิศรัศมีมาลา, C+)
- ตัวละครพ่อเล่นดีมาก แต่ก็อยากถามว่า ถ้าพ่อที่เลี้ยงลูกแล้วลูกออกมาน็อนเซ้นส์ขนาดนี้ เขาคงเศร้าใจตายห่าเลย

กระเป๋า (วชร กัณหา/ธนิ ฐิติประวัติ, D+)
- เพี้ยน เหวอ เวอร์ คลั่ง เอามาเฟียญี่ปุ่นมาทริบิวต์กันแบบโต้งๆ ซึ่งพอมันมากไป ยาวไป ก็กลายเป็น kitsch ที่น่ารำคาญเกินไป แทนที่จะสนุก ตลกแดก หรือบันเทิงคัลต์ (ทั้งที่การให้ตัวละครพูดญี่ปุ่นแบบมั่วถั่ว มันน่าจะทั้งฮาและแก้ปัญหาเรื่องนักแสดงบ้าไม่พอได้ดีมากแล้ว)

กระต่ายในดวงจันทร์ (วชร กัณหา, !!!!!!!)
- นี่สิ คัลต์จริง ไม่ต้องรู้เรื่องอะไรกันอีกแล้ว 

กราฟฟิตี้ (พรเทพ ใจพระ, D+)
- นี่เป็นตัวอย่างของการเอาสารคดีมาทำเพื่อสนองความคิดที่ตัวเองตั้งต้นไว้แต่แรก ซึ่งมันก็ผิดหลักการทำสารคดีแต่แรกแล้ว (เว้นเสียแต่ว่าจะมีความขยันที่เพียงพอ เพื่อไม่ให้ดู "แถ" และ "จับยัด" แต่เราก็ไม่ได้หวังให้ใครเป็น ไมเคิล มัวร์ ได้หรอก) การใส่ภาพเพื่อสร้าง comparison ระหว่างกราฟฟิตี้กำแพงกับวัดพระแก้ว (หลังจากคำสัมภาษณ์ของคนทีล้วนแต่ไม่ชอบกราฟฟิตี้) ก็แสดงออกชัดเจนว่าคนทำคิดอย่างไร ยิ่งรวมกับ quote คนดังที่ว่าด้วยศิลปะที่ต้องการการยอมรับถึงจะมีค่า การที่หนังขึ้นคำขอบคุณคนทำกราฟฟิตี้ หรือถ่ายแช่ภาพคนวาดกราฟฟิตี้ในตอนจบ จึงเป็นอะไรที่โคตรเฟค

Bangkok 2021 A.D. (พัทธมน จิตระจินดา, C+)
- สั้นเกินไป เหมือนตัดแปะคอลลาจรวมเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น คนดูไม่มีช่องว่างเข้าหาอะไรในหนังได้เลย

กลับบ้าน (ปรีชา สาคร, C+)
- บรรยากาศชนบทในเรื่องนี้ไม่ดึงดูดเอาเสียเลย และเหมือนใจความสำคัญของหนังจะอยู่ที่คำพูดของพระเจ้าอาวาสแค่อย่างเดียว แถมยังเป็นคำพูดที่บิดเบือนความจริงในสังคมไม่ใช่น้อย (ซึ่งผมไม่โทษคนทำ โทษพระครับ)

กลับบ้าน (วิชชุดา วงษ์ศรี, D+)
- ลูกกินเหล้า ไม่ยอมกลับบ้าน พ่อแม่นั่งรอจนหลับคาโต๊ะกินข้าว .... ขอบคุณ

กลัว (ชานนท์ ตรีเนตร/ณจรี รัตนเจียเจริญ, B)
- สารคดีถ่ายชีวิตคนเล็กๆน้อยๆ และเสียงบรรยายความคิดของตัวเองต่อ "ความกลัว" ในชีวิต ช่วงแรกจะรำคาญมากเพราะเป็นหนุ่มสาวมาบรรยายเรื่องความรักของตัวเอง แต่พอตอนหลังที่มีคนอายุมากขึ้นมาพูดในแง่มุมอื่น หนังก็โอเคขึ้นบ้าง แล้วตอนสุดท้ายที่เอาไปประเหมาะกับภาพ The Day After Tomorrow, 2012 และหนังหายนะอื่นๆ ทำให้หนังดูประชดประชันดี

กวยอาเจียง (อาทิต์ยา จันทร์ประเสริฐ, A-)
- หนังแบบที่ขี่ช้างมาเข้ารอบ ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็มีช้างจริงๆ และเหมือนขี่ช้างมาเหยียบหนังเรื่องอื่นเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากโปรดักชั่นอลังการ ถ่ายภาพสวย ช้างในเรื่องนี้บทเด่นมาก และเล่นดีมาก จนอาจจะได้เข้าชิงนักแสดงยอดเยี่ยม (ว่าไปนั่น!) แต่เสียดายตรงที่เหมือนคนทำจะไม่มั่นใจในทรัพยากรและศักยภาพของตัวเองเท่าไหร่ การใส่แฟลชแบ็คที่เยอะเกินไป ใส่ดนตรีประกอบที่ชี้นำมากเกินไป จนไม่เป็นธรรมกับตัวละคร (เพราะหนังก็ชี้นำแนวคิดกับคนดู ตามสไตล์หนังอนุรักษ์นิยม ที่เสนอเรื่องของคุณค่าวิถีเก่า) ทำให้หนังไปไม่ถึงจุดสูงสุดอย่างที่มันทำได้ อันเป็นปัญหาคล้ายกับ ไตแลง ของสถาบันเดียวกันที่เน้นความอลังการเหมือนกัน

กว่าจะรู้เดียงสา (ปณิธาน บุณฑริก, F)
- "ถ้าแกไม่เป็นแพทย์ ชั้นก็จะไม่ให้แกเป็นนักดนตรี" ครับ มีพ่อแบบนี้ผมก็คงโดดตึกตาย แต่ผมจะไม่ไปนั่งระลึกชาติถึงพ่อแบบนี้ที่บันไดขั้นเดิมทุกวันแน่

กักกัน (ภพฐ์ นุกูลรัตน์, B+)
- ถ่ายภาพสวย บรรยากาศหลอกหลอนน่ากลัวดีมาก (โลเกชั่นพีคสุดๆ) แต่เสียดายอยู่ตรงที่หนังไม่ทำให้รู้สึกว่าถูก "กักกัน" เท่าไหร่ ทั้งจากการถ่ายทำที่เหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง และการแสดงของตัวเอกที่เล่นไม่ถึงด้วยประการทั้งปวงจนหนังกึ่งๆจะล่ม 

กาแฟเย็น (ชนพ นาสำราญ, !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!)
- ตัวร้ายประจำวัน ทำลายหนังทุกเรื่องในโปรแกรม (หนังเรื่องแรกๆของวันนี้ผมลืมไปเกือบหมดแล้วครับ) หนังมาด้วยความฉิบหายและฮาร์ดในทุกซีน นักแสดงแข็งกระโด๊ก ไดอะล็อคน้ำเน่าอย่างเสมอต้นเสมอปลาย การถ่ายภาพสวยอลังการกัดสีแหลกจนเหมือนใช้กล้องโลโม่ ดนตรีเก๋ๆ และนักแสดงหน้าตาเก๋ๆ กับการกินกาแฟเก๋ๆ แต่ที่ขาดเสียมิได้คือซิมโบลิกที่รุนแรงที่สุดในเทศกาลขณะนี้ นั่นคือ "ก้อนเลโก้ประจำตัว" ของแต่ละคน ที่ใช้ตัดสินว่าเรา "เข้ากันได้หรือเปล่า" - มันเป็นซิมโบลิกที่เฟลมาก โดดเด้งถีบตาคนดูมากจนน่าด่า แต่คนทำก็กล้าจนเรายอมแพ้ เพราะเขาดูจะมั่นใจกับซิมโบลิกอันนี้มาก และใช้มันย้ำไปมาอย่างเข้มข้นจนขำระเบิดระเบ้อ รวมถึงเรื่องความสัมพันธ์ของผู้หญิงที่กินแต่เอสเพรสโซร้อน(แบบเก๋ๆ และไม่รู้อะไรเกี่ยวกับกาแฟเลย) เพราะติดความสมบูรณ์แบบ ซึ่งถูกบอกเลิกแล้วจึงไปเข้าเว็บ "หาผู้ชาย" มา "ต่อเลโก้" กัน นี่มันชวนให้คิดไปไกลจริงๆ ขอโทษคนทำด้วย เพราะยังไงผมก็คิดว่า "ต่อเลโก้" ในหนังเนี่ย มันคือเรื่องบนเตียง ไม่ใช่บนโต๊ะร้านกาแฟ...

 



7 July 2010
 
กากบาท (จิรพันธ์ สิงคำห์, B) 

 

- ตอนจบใช้ได้นะ เหมือนจะสรุปว่า "การเลือกตั้ง ไม่เท่ากับ การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน" แต่หนังก็เป็นแบบเด็กมัธยม ที่ยังขาดๆเกินๆอยู่บ้าง (ชอบอาจารย์ที่มาเล่นเป็นแม่ แรงดี) ถ้าตอนสุดท้ายให้เห็นบอร์ดที่ได้คะแนนเต็มด้วยนี่คงกลายเป็นหนังเฟลไป (หรือคนทำก็อาจจะตอบไม่ได้เหมือนกันว่า "การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน" ควรจะพรีเซนต์ออกมาแบบไหน)

กายวิพากษ์ (ชัยวัช เวียนสันเทียะ, A+)
- ชอบการเล่นสี เล่นกับภาพ เหมือนเป็นเพื่อนที่ตามเพื่อนไปต่างจังหวัด กินเหล้ากินขนม (อยู่ในโลเคชั่นประหลาดๆ) แล้วก็มองนกมองฟ้าไปเรื่อยเปื่อย การใช้ภาพที่ถ่ายเหมือนคนมองข้างทาง เหมือนคนเหม่อลอย ทำให้หนังน่าติดตามมาก รวมถึงเวลาที่เพื่อนคุยแล้วเราฟังไม่รู้เรื่องเลย ยิ่งทำให้น่าติดตาม จนกระทั่งฉากงานศพในตอนจบที่มีพลังมากๆ ที่ตอบ(แบบไม่เต็ม)กับคนดูว่าคนกลุ่มนี้มาทำอะไรกัน และไกด์เพิ่มให้อีกว่าคนเหล่านี้ "อิน" กับการเดินทางครั้งนี้แค่ไหนกันเชียว
- ฉากหนึ่งที่ชอบมากคือฉากที่มีเสียงแว่วมา เหมือนเสียงผี

การเดินทางระยะสั้น (ณัฎฐ์ธร กังวาลไกล, B) 
- ผมรู้สึกว่าพลังหมดตั้งแต่ตอนเพลงจบ และตอนท้ายเพลงเปิดเสียงดังไป อารมณ์เพลงตอนที่เสียงมันคลอกับเสียงคลื่นมันดูลื่นไหลกว่า ส่วนพาร์ตที่กลายเป็น "จดหมายถึงแม่" รู้สึกว่ามาผิดจังหวะไปหน่อย จนเกือบเป็น "การเดินทางระยะยาว" ไปครับ

การทรงตัว (โอฬาร โปสุวรรณ, A-/B+) 
- ถ่ายภาพได้น่าสนใจ เลือกประเด็นได้โอเค เพราะปกติถ้าสัมภาษณ์อะไรแบบนี้ หากไม่ขี้เกียจสุดๆ (แบบเลือกมาคนเดียว สั้นๆ จบ) ก็จะเป็นพวกเสียดายของ ใส่มาซะเต็มอัลบั้ม ถือว่าคนทำเลือกตัวละครในสารคดีตัวเองมาได้ครบถ้วนดี ในแง่ที่จะเล่าและให้แง่คิด แต่จะขาดความโดดเด่น แปลกใหม่ และความน่าสนใจเหนือหนังเรื่องอื่นๆไป

การเเสดงสด (สุรศักดิ์ ดุสิตสถิตไกวัล, F) 
- ผมเกลียดดนตรีเฮฟวี่เมทัล และผมก็เกลียดหนังเรื่องนี้ ที่คิดว่าดนตรีเฮฟวี่เมทัลจะทำให้หวาดเสียวและมีอารมณ์ร่วมกับภาพต่างๆ แล้วก็ทำหนังแบบคนขี้เกียจ ที่จริงๆ เอาไปเป็นทีเซอร์ให้กลุ่มคนในหนังใช้โฆษณาตัวเอง เขายังไม่เอา

กาลครั้งหนึ่ง (วราวุฒิ วชิราภากร, B-)
- หญิงสาวคนหนึ่งเหม่อลอยสูบบุหรี่เก๋ๆ ชายคนหนึ่งเข้ามา ถ่ายรูปเธอกลับไปชักว่าวที่บ้าน แล้วสองคนนี้ก็ลงเอยกัน ก่อนจะฆ่าตัวตายพร้อมกัน! นี่มันเป็นดาร์คไซด์ของหนังกางจออย่าง Suicide Paradise ชัดๆ แต่ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่า ดาร์คไซด์ที่ไม่ถึงขั้น ก็ไม่ได้ทำให้หนังดูกว่ากันมากมายเท่าไหร่

กาลานุสติ (สิทธิพร ราชา, A++++++++++++++++)
- จะบอกว่าเหมือนดูหนังอภิชาติพงศ์ก็ใช่ (เพราะมีทั้งพระ, ป่า, และความเป็นธรรมชาติ) แต่ช่วงแรกของหนังหลอกเราได้เนียนมาก จนเรานึกว่าเป็นหนังสารคดีตามติดชีวิตพระที่ไปจำวัดบ้านนอก ตอนกลางเรื่องหนังหักมาเฉลยตัวว่าเป็นหนังฟิคชั่นแบบที่เราไม่ทันรู้ตัวเลยก็ว่าได้ (ฉากที่ให้เด็กวัดอ่านมติชนสุดสัปดาห์ให้ฟังยังกึ่งๆ แล้วความจริงจึงปรากฏในฉากฟังข่าวทีวี และดูหนังไทย) เมสเสจเรื่องการเมืองก็ไม่ได้ออกมาแบบไร้เดียงสา เพราะมันคือการเรียกร้องให้คนดู "ระลึกถึงเวลา" อย่างชื่อเรื่องจริงๆ

ก้าวแรกสู่ความฝัน (อดิศักดิ์ เหมือนมิ่ง, D+) 
- จุดที่ต้องชมและน่าไปสัมภาษณ์มากก็คือ ทำอย่างไรถึงไปขอเวทีราชดำเนินถ่ายหนังได้ขนาดนี้ แต่ส่วนที่เหลือที่หนังพยายามทำตัวเป็นสารคดี (ผมว่าหนังไม่ใช่สารคดีนักมวยจริงๆ แต่เป็น mock) ไม่ถึงด้วยประการทั้งปวง จังหวะหลายอย่างผิดพลาดและไม่สมประกอบ ยิ่งมาอยู่ในหนังที่ยาวถึง 33 นาที ยิ่งช่วยส่งเสริมให้หนังล่มครับ
- การใช้เพลง "ผู้ชนะ" กลายเป็นเรื่องน่ารำคาญมากๆ สำหรับผมมันเป็นเพลงที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ของเวลา และใกล้ตายแล้วครับ

กำแพงปริญญา (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา, A)
- เสียดเย้ยแสบสันต์ ตามแบบคุณ filmsick , ต่าย อรทัย กับเพลงตัดพ้อถึงความรักที่พังลงเพราะสถานะสังคมที่ถูกแบ่งกั้นด้วย "กำแพงปริญญา" และชายหนุ่มคนรักผู้มีแต่ความมืดในดวงตา พร้อมภาพจากหนังเก่าฉายขึ้นเป็นฉากหลังบนกำแพง - เมื่อการศึกษาที่มักถูกอ้างว่าเป็นสิ่งช่วยให้คนกระเถิบตนข้ามชนชั้น กลับทำให้เขาเป็นคนตามืดบอด และทำให้ความรักนั้นพังลง (ปฏิเสธไม่ได้ว่า text ต้นเรื่องนั้นมีพลังและแฝงนัยยะ แต่เมื่อฟังเพลงดูหนังจนจบกลับรู้สึกว่ามันไม่ใคร่จะตรงกันนัก)

กำกึ๊ด (ฐิติพงษ์ อินิจา, C)
- ไม่แน่ใจว่าเป็นสารคดีจริง สารคดีปลอม หรือว่าผสมกัน (เพราะตรงสัมภาษณ์ ผกก. น่ะคงจริง) ที่ทำให้รู้สึกว่ามันไม่จริงเพราะตัวละครดูพูดภาษาเหนือแบบฝืนๆ ไม่เข้าปากอย่างแรง ไม่รู้ทำไปทำไมเหมือนกัน (แน่นอนว่าถ้าเข้าใจผิดก็ขอโทษไว้ก่อน)

กินรี (วรเทพ ธรรมโอรส, C+)
- หนังขาดเยอะและเกินเยอะ , ขาดเยอะคือตัวละคร (ที่สุดท้ายคนเด่นสุดคือ แก้วเกสร) ที่ไม่มีแง่มุมมากนัก ทั้งที่ทำมาไว้ตั้งเจ็ดตัว แต่สุดท้ายเหมือนถูกตัดๆออกเพื่อให้หนังยาวไม่เกินครึ่งชั่วโมง เพื่อจะได้มีโอกาสเข้าสายประกวด , ส่วนที่เกินเยอะคืออาการ "ทำหนังเอาใจเพื่อน" และการแสดงที่โอเวอร์ ไปจนถึงหลายคนที่ไร้สกิลด้านนี้อย่างสิ้นเชิง ที่ทำให้หนังไปได้ไม่ไกลเท่าความทะเยอทะยาน อย่างที่ "นิรันดร์" เคยทำไว้

เกมหลอน ซ่อนวิญญาณ (วนิชพงศ์ สิทธิกรวณิช, A+)
- ง่าย เลือด หลอน สะใจ !

 


8 July 2010

 

 
เกิบ (ทิฆัมพร ภูพันนา)

 

- ดูไม่ทันต้นเรื่อง พอเดาเรื่องได้แล้วไม่ชอบเท่าไหร่ (เก่ามากกก มุขเด็กวิ่งล้มแล้วพระเอกไปกอดคอพาเข้าเส้นชัยเนี่ย) แต่เพื่อความเป็นธรรมขอปล่อยเกรดว่างไว้

แกนโลกหมุนทวนเข็มนาฬิกา (สิทธิชัย เปลี่ยนทองดี)
- หลับครึ่งเรื่องหลัง หลังจากที่ตัวละครเริ่มจะล้อหนังตัวเองที่ผมไม่เคยดูนานเกินไป ปล่อยเกรดว่างอีกเรื่อง

เก้าอี้ (อเทตยา สายสะอาด)
- หลับเกือบทั้งเรื่องอีกเช่นกัน

แกะแดง (สำนักงานใต้ดิน หรือ The Blank Generation)
- ปล่อยเกรดว่าง ไม่ได้หลับแต่รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้พิจารณาด้วยกรอบหนังปกติไม่ได้
เลย และเอาจริงๆมันแทบจะไม่ใช่หนังด้วยซ้ำ หนักหนาสาหัส หาเรื่องคนดู ไม่ประนีประนอม และไม่สนใจภาษาหนัง ไม่สนใจแม้แต่ตรรกะที่ flaw ในตัวมันเอง
- ปกติหนังการเมืองในเทศกาลหนังสั้นก็มักจะเป็น หนังการเมืองไร้เดียงสา, หนังการเมืองฉลาดที่คิดรอบด้าน, หนังการเมืองที่พยายามทำตัวเป็นกลาง, หนังการเมืองที่ทำเพื่อเชียร์ฝั่งที่ตัวเองชอบ จากมุมมองคนนอก แต่สำหรับ "แกะแดง" ผมว่ามันสำคัญมาก เพราะเหมือนเป็นกึ่งๆสาส์นชี้แจงเหตุการณ์จากคนเสื้อแดง (ปกติหนังเชียร์เสื้อแดงมักไม่มีมุม "คนใน" แบบเรื่องนี้) ท่าทีหาเรื่องของหนัง (โดยเฉพาะฉากลองเทคที่เอาผู้ชายปิดหน้าสองคนมาด่ารัฐบาลและพวกสลิ่ม) ทำให้เป็นเหมือนสาส์นท้ารบ หรือประกาศคณะปฏิวัติล้มล้างการปกครอง , การใช้ภาพและเสียงที่สับสนซับซ้อนเกินกว่าจะ "ให้ความจริงตามเหตุการณ์" ยิ่งทำให้มันงงงวยเข้าไปใหญ่ แต่การที่หนังที่มีท่าที ท่าทาง น้ำเสียง แข็งกร้าว และประกาศตนว่าเป็นคนใน มาแย่งชิงพื้นที่ใน "งานหนังสั้น" แบบนี้ ผมว่าเป็น movement ที่น่าสนใจมากกว่าการทะลักล้นของหนังเสื้อสีปีก่อนเสียอีก

กรุงเทพมหานครเมืองโคตรมนุษย์ คริสต์ศักราช 2021 (ฉบับผู้กำกับ)
(อัลวา ริตศิลา, B+/B)
- ปกติหนังของอัลวามักจะมีดนตรีประกอบเป็นส่วนที่ดีที่สุด ช่วยกลบหรืออุดช่องโหว่ต่างๆ ของหนังจนทำให้ดูดีมีระดับ เพราะเซนส์ทางดนตรีที่ดีของเขา แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ ดนตรีประกอบกลายเป็นส่วนเกินและส่วนช่วยทำลายหนัง เพราะเหมือน ผกก. จะกลัวหนังเงียบจนโหมประเคนเสียงเพลงที่ดังเกินลิมิตเข้ามาตลอด ไม่ใช่แค่กลบเสียงพูดคน แต่กลบอารมณ์ความรู้สึกในหลายฉากไปด้วย (ซึ่งฉากไหนที่ควบคุมให้ออกมากลมกล่อมได้ ก็เป็นฉากที่ดีมาก เช่น ฉากฆ่าเมียหมวดชิต) 

ขยะ (เรวัติ ศุภลักษณ์, C+)
- เชยและไม่น่าเชื่ออย่างแรง ทั้งพฤติกรรมตัวละครและความใสสะอาดในตอนจบ

ของเล่นที่ได้รางวัล (สรทัศน์ ปึงศิริเจริญ, B)
- เรียบไปนิดนึง จริงๆน่าจะเอาที่เคยเขียนสามภาคมารวมเป็นเรื่องเดียว คงสนุก

ขอดาว (ณัฎฐ์ธร กังวาลไกล, C+)
- เหมือนหนังลองโปรแกรมที่ผมไม่อินตามไปด้วย

ขอบคุณ ลุงบุญมี (กรกฎ โนนคู่เขตโขง)
- หลับตอนพี่มะเดี่ยว ตื่นตอนไฟห้องฉายเปิด (เป็นสารคดีสัมภาษณ์คนในวงการ เกี่ยวกับ ลุงบุญมีระลึกชาติ ของพี่เจ้ย)

 


9 July 2010 

 

ไม่ได้ไป
 

 


10 July 2010
 
ความพยายามอันน่าชื่นชมของเด็กหญิงวรรณษา (เอกราช มอญวัฒ, A-)
- หนังเสียดสีการเมืองจอมืดทั้งเรื่อง มีแต่เสียงและคำบรรยาย (เป็น video-report ของนักเรียนประถมหญิงส่งคุณครู) สไตล์ไม่ใหม่มาก ทำออกมาไม่เด่นมาก แต่อยู่ในระดับ "ปลอดภัย"

คือคำสอน (ศศิทร รุนกระโทก / ศิริพงษ์ โสวัณณะ, B)
คือดวงอาทิตย์ (ศิริพงษ์ โสวัณณะ, B+)
คือภารกิจ (ศิริพงษ์ โสวัณณะ, C+)
- กึ่งๆจะเป็น cult-favourite ด้วยความเป็นหนังแนวคุณธรรมทั้งสามเรื่อง (พะยี่ห้อด้วย ศุนย์คุณธรรม และ สำนักนายกรัฐมนตรี) เด็กๆที่เล่นน่ารักดี สิ่งที่หนังสอนก็ไม่ได้กระแดะเกิน ส่วนตัวชอบ ดวงอาทิตย์ มากที่สุด (จริงๆชื่อหนังที่ขึ้นไม่มี "คือ" สงสัยเขาจะใส่ "คือ" มาเพื่อให้หนังมันฉายต่อกัน ซึ่งให้ผลดีทีเดียว) ส่วน ภารกิจ นี่สนุกที่สุด เสียแค่เราไม่ชอบทัศนคติของหนัง ที่ทำให้เรื่องการระรานสิทธิคนอื่นกลายเป็นความน่ารักแบบเด็กๆ ซึ่งเป็นความคิดแบบ สสส. มากๆ และพอทำออกมาในรูปแบบเด็กๆแบบนี้ ยิ่งทำให้เป็นหนังอันตราย

คุณแม่อยากไปคาร์ฟูร์ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, A+)
- คนทำอาจจะไม่ได้อยากบันทึกสภาพสังคมการเมืองอะไรขนาดนั้น แต่มันติดมาด้วยความบังเอิญ แต่มีพลังเชียว

คู่หูป๊อดปอด ภาค3 (ศรัทธา ทาไชย, C+)
- ดีกว่าสองภาคแรกมาก แต่ก็ยัง "ได้อีกเยอะ" สู้ต่อไปครับ

ฅน คน คนหลาย ฅน (ไพบูลย์ อักษรน้ำผึ้ง, F)
- ทำ ทำ ทำทำไม ทำไม ทำไม ทำทำไม ทำไม ทำไม

ฆ่าคน (เปรม ผลิตผลการพิมพ์)
งานเลี้ยงแฟนปู่ (ภูมิรพี แซ่ตั้ง)
- น้องฟรอยด์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น หนังดูได้ความช่วยเหลือจากพ่อจากพี่เยอะทีเดียว ยังตัดสินอะไรไม่ได้ ส่วนน้องภูมิรพีเริ่มทำหนังกึ่งสารคดี (ว็อท?) ซึ่งออกมาดูเนี้ยบเกินเด็กทีเดียว ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคุณทิพย์ช่วยเหลือลูกชายเยอะแค่ไหนเหมือนกัน

งูกินหาง (เมทนี ชัยสิทธิ์, B+)
- สวยแต่ทำไมไม่ทำให้มีเรื่องมีราว มากกว่าโชว์ภาพสวยๆหนอ

เงา: อดีตจากป่า, คนแปลกหน้าที่ขุนยวม
(ศุภร ชูทรงเดช/นุชจรี ใจเก่ง/ศิริลักษณ์ กัณฑ์ศรี, A+)
- เป็นสารคดีที่มีพลังมาก ทั้งตัว content และ subject น่าเสียดายที่มันดูเป็นสารคดีทางโทรทัศน์มากไปหน่อย เลยไปไม่สุด เพราะหนังมีช็อตซึ้งๆ ช็อตรุนแรงมาก ซึ่งเป็นเพราะความทุ่มเทของคนทำสารคดี (ปีนี้เรื่องนี้น่าจะเป็นสารคดีที่คนทำเจาะลึกและพยายามหาข้อมูลรอบด้านที่สุดก็ว่าได้) ด้วยความที่มันเป็นเรื่องที่เรามีฐานความรู้กับมันน้อยมาก (ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากไม่รู้ว่าที่อำเภอขุนยวม เคยเป็นทางผ่านของทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง) สิ่งที่ดีมากคือการเข้าหา subject ที่เป็นคนรุ่นสงครามโลกจริงๆ และเล่าประวัติศาสตร์นี้ผ่านมุมมองส่วนตัวของพวกเขาเอง เสริมด้วย "ประวัติศาสตร์ส่วนกลาง" เล็กน้อย จากฟุตเตจสงครามโลก และมุมมองฝั่งญี่ปุ่น ตอนที่หนังตัดมาให้เห็นความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและทางญี่ปุ่น เรื่องการสร้าง Little Japan ก็เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายมากๆ

เงียบ (พลากร เจียมธีระนาถ, B)
- เยอะไปมาก ยาวไปมาก มุขที่หักมาตอนจบนี่ทำร้ายหนังไม่ใช่น้อยเลย 

จดหมายของนายตาบอดสี (สรยศ ประภาพันธ์, A)
- ดูรอบสองแล้วเคลียร์กับหนังมากขึ้นหน่อย หลังจากรอบแรกรุ้สึกว่ามันเพลย์เซฟเกินไป 

 


11 July 2010
 
จดห(ม)าย (มณเฑียร สวัสดี, A-)

 

- แฟนสาวของพระเอกตาย เขาเลยกำลังเศร้า จนวันหนึ่งมีจดหมายจาก "ลูกสาวที่หนีออกจากบ้านไปอยู่กับผู้ชาย แล้วผู้ชายคนนั้นก็ตาย" ส่งมาที่บ้านนี้ ช่วยให้เขาช่วยคลี่คลายตัวเองได้ ที่งงๆคือจดหมายมันมาถึงบ้านนี้ได้ยังไง แต่ว่าจังหวะหนังมันจูนกับคนดูได้ค่อนข้างโอเค เหลือแค่เรื่องรายละเอียดที่น่าจะเพิ่มอีกสักหน่อยครับ (ไม่ต้องถึงขั้นบอกว่าจดหมายนี้เป็นของใคร หรือให้พระเอกไปตามหาเจ้าของจดหมายหรอก) 

จักรวาล จิตวิญญาณ กาลเวลา (จาซมี เจ๊ะแต, B)
- ถ้าอนิเมชั่นทำออกมาดีกว่านี้ผมอาจจะให้เกรด !!! เพราะหนังเหวอดีมาก เหมือนเป็นการเล่าพุทธประวัติออกมาใหม่ ด้วยเนื้อเรื่องแบบที่เป็น "โคตรกระแสรอง" (หนังอ้างว่าเอามาจากเรื่องเล่าของพระรูปหนึ่ง ที่ผู้สร้างนับถือ) นั่นคือพระศรีอาริย์ที่เกิดพร้อมกับการกำเนิดของจักรวาล และการอวตารของเทพห้าองค์ ลงมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าทั้งห้าในไข่เต่า ที่ไหลจากแม่น้ำโขงย้อนมายังแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ซึ่งที่ผมเหวออีกอย่างคือ เนื้อเรื่องแนวพระเจ้าสร้างโลกคล้ายกับศาสนาคริสต์ มารวมอยู่กับพุทธประวัติ รวมถึงชื่อผู้กำกับที่เห็นแวบแรกใครๆก็ย่อมนึกว่าเขานับถือศาสนาอิสลาม

จุดเปลี่ยน (ทศวรรษ ปัญญาแก้ว, D+)
- หนังโปรดักชั่นง่อยๆ เกี่ยวกับกลุ่มเพื่อนที่รวมตัวกันทำโครงการหนังสั้นรักประชาธิปไตย ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับชื่อเรื่องและประชาธิปไตยทั้งนั้น แถมยังไม่เข้าใจอีกว่า การแค่จะบอกว่าฝ่ายไหนต้องทำอะไรบ้าง ต้องใช้เวลาไปเดินแรดๆตั้งสามเดือนเลยเรอะ!

เจ็ดคูณเจ็ดสิบครั้ง (สิทธิพงษ์ วงศ์อาจ, A-)
- การแสดงทำได้เหนือคาดมาก รวมถึงการถ่ายภาพด้วย ซึ่งเป็นจุดดีของหนัง แต่เรื่องที่เถียงกันนี้มันดู "เด็กๆ" เกินตัวละครไปหน่อย (ไม่ได้หมายถึงเรื่องเงิน แต่หมายถึงเรื่องที่เพื่อนติดเกม) ตอนจบค่อนข้างโอเคที่ไม่พยายามทำให้ทุกอย่างเคลียร์แบบแฮปปี้เกินไป ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้อง "เจ็ดคูณเจ็ดสิบ" ฟังดูออกแนวเป็นหนังเผยแพร่ศาสนายังไงชอบกล

เจ้าเงาะ (หยกนภา รัตนมณี , สมพร คงรอด, C+)
- เป็นอนิเมชั่นที่ดูแล้วจะบ้าตาย...

เจ้าหญิง (ศิรประภา พึ่งตน, B+)
- หนังเพ้อๆ ซึ่งปกติมักจะน่าเบื่อ แต่เรื่องนี้ออกมาดีกว่าที่คิดเยอะ (ต้องชมนางเอกด้วย เล่นบทเว้อๆแบบนี้ได้กลางๆดีมาก เธอคือ ผกก. เรื่อง 29 ที่ฉายวันแรกนั่นเอง) ถึงเนื้อเรื่องจะเดิมๆ คลีเช่ๆ ไปหน่อยก็ตาม 

เจาะ (กิตติพัฒน์ กนกนาค, A)
- อยากเห็นพี่บิ๊งทำหนังแบบนี้อีก ชอบบรรยากาศและความเวียร์ดของเรื่อง(ที่ไม่โดดเด้งนัก)มาก ดูแล้วหวั่นๆใจดียังไงไม่รู้

ใจ กลาง ความเจ็บปวด (สารนิจ มีศร, A+)
- หนังแบบมาราธอนของแท้! นี่คือหนังที่พยายามหลอกคนดูและหลอกได้สำเร็จ ว่าด้วยเรื่องของชายสองคนที่ดูยังไงก็ต้องเป็นคู่เกย์กัน (เพราะมีทั้งเล่นหัวกันในที่สาธารณะ ถอดเสื้อนอนโชว์ขนจั๊กแร้กัน หรือตอนไปว่ายน้ำก็ถ่ายวิดีโอกัน) หนึ่งในนั้นเป็นไฮโซที่รายการข่าวดาราชอบตามกอสซิป จนวันหนึ่งความจริงเปิดเผยเมื่อเพื่อนของแฟนสาวของหนึ่งในนั้นไปเจอสองหนุ่มอยู่ด้วยกันเข้า เลยโป๊ะเชะออกมาว่า คู่เกย์นี้กำลังคบผู้หญิงคนเดียวกันเพื่อบังหน้าปกปิดความเป็นเกย์ ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงด้วย... การรถคว่ำ!
- และเฉลยทุกอย่างออกมาแบบกำปั้นทุบดินชนิด A++++++ เมื่อผู้ชายสองคนนั้นเป็นพี่น้องคลานตามกันมา (แล้วมึงเล่นอะไรกันเนี่ย ส่อ!) ส่วนผู้หญิงที่เหมือนว่าจะเป็น "ใจกลางความเจ็บปวด" ก็เป็นฝาแฝดกัน แล้วเหมือนจะไม่รู้กันเสียด้วยว่าคบกับสองคนนี้ที่เป็นข่าวกันอยู่ แต่ที่เฮี้ยนสุดคือ การขึ้น text บอกว่าอย่าใช้มือถือไม่งั้นรถจะคว่ำ และ การใส่ร้ายผู้อื่นผิดกฎหมายมาตรา 326! เอาเอบวกไปเลยเพ่!

ฉัน (มีศักดิ์ จีนพงษ์ , กุลยา อุดมพรเทพสกุล, C+)
- ผู้ชายหน้าตาอินเทรนด์แต่หาเมียไม่ได้ เห็นพี่หลั่นล้าหน้าเหี้ยมีแฟนสวยเลยเข้าไปปรึกษา ซึ่งได้รับคำปรึกษาว่า ... ทำตามแบบหนังรักดิ ผู้หญิงชอบ! คงไม่ต้องบอกว่าหนังจบแบบไหนอ่ะ

ฉันกับพ่อ (Reality Filmmaker, B+)
- ไม่รู้สึกต่างกับเวอร์ชั่นเก่าเท่าไหร่ (เขาว่าอันนี้ตัดออกจากตอนฉายครั้งแรกนิดหน่อย) ยังชอบการแสดงเหมือนเดิม แล้วก็บางฉากก็ยังดีเหมือนเดิม

ช่องว่าง (จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์ / คมเพชร หงหา, D+)
- นักแสดงเล่นฝืนๆ เหมือนลูกน้องโดนเจ้านายบังคับให้มาเล่นหนัง โดยเฉพาะเมื่อเป็นหนังแนว "เจ็ดปีคัน" ที่โคตรจะน่าเบื่อ ทั้งสถานที่ บทพูด ตัวละคร สถานการณ์ มีครบหมดทั้งผู้ชายงี่เง่า ผุ้หญิงน่ารำคาญ รักกันแต่ไม่ยอมบอกกัน เค้กขอแต่งงาน ร้านเหล้า เพื่อนสาว และดาดฟ้า!

ฉัน เธอ และไทม์แมชชีน (ธีรัช หวังวิศาล, B-/C+)
- อยากให้เก็บบทเรื่องนี้ไว้แล้วมาพัฒนาคราวหน้า มันไม่ควรจะสั้นและไร้รายละเอียดขนาดนี้ พล็อตดีขนาดนี้แล้วครับ

ชีวิตใคร ชีวิตมัน (เดชาธร บำรุงเมือง, A)
- ไม่รู้เป็นสารคดีหรือเปล่า เป็นภาพของบ้านหนึง่ที่มีแม่ ยาย และลูกอยู่ด้วยกัน สามคนนี้มีปฏิสัมพันธ์กันบ้างพอเป็นพิธี ส่วนช่วงเวลาที่เหลือก็ "ชีวิตใคร ชีวิตมัน" (ยายจะทำกับข้าว แม่จะไปทำงาน ลูกจะเล่นด็อทเอ) ดูเป็นครอบครัวสมัยนี้ดีจริงๆ เพลิดเพลินเหมือนอยู่บ้านตัวเอง

แช่ (พลากร กลึงฟัก, A)
- ล้อหนังแช่ๆ เวรี่ซิมโบลิกได้สนุกดี (แต่แหม ซิมโบลิกที่คิดมาในหนังนั้นน่ะ เข้าเค้านะครับ เก๋ด้วย) แต่ที่ชอบอีกอย่างคือไอ้ text "ไม่ได้จีบนะ แต่ได้ก็เอา" ที่เอามาจากเพลงของฟิล์มรัฐภูมิ ไม่รู้ ผกก ตั้งใจหรือเปล่า มันชวนให้นึกถึงพวก ผกก ประเภททำหนังแช่ๆ นิ่งๆ หรืออะไรบางอย่างมางั้นๆแหละ แล้วพอมีคนมาตีความซิมโบลิกหรืออะไรที่แฝงอยู่ในนั้นออกมาเป็นฉากๆ พี่แกก็ออกมารับหน้าตาเฉยว่า ใช่ฮะ คิดแบบนั้นจริงๆฮะ (ไม่ได้คิดนะ แต่เขาชมมาก็เอา)

ชู่วส์! (ธนิษฐ์ พิณทอง, D+)
- เคยดูในงานหนังสั้นไทยในนิวยอร์คเอามาฉายที่เฮาส์ คือเรื่องนี้เนี่ยเป็นเรื่องที่ผมว่าเลวที่สุดในสามเรื่องวันนั้น (อีกสองเรื่องคือ Siam Missed Connection และ The Misbehavers) แต่ดันส่งมาที่นี่แค่เรื่องเดียว เรื่องการแสดงกับประเด็นนี่ไม่เท่าไหร่นะเพราะก็ใช้ได้ (ลูกเมียเช่าฝรั่งตามแม่ไปอยู่อเมริกาแล้วต้องปรับตัว) แต่ที่หนักหนาคือไอ้รายละเอียดต่างๆน่ะ เช่น ทำไมเวลาเหงามึงต้องไปนั่งอ่านเฟรนด์ชิพเพื่อน (แล้วมึงจะพกติดตัวไปตลอดเวลาเรอะ?) หรือไอ้ตอนจบที่พยายามจะสรุปขำๆ ว่าพระเอกได้เอากับลูกผัวใหม่แม่แล้วก็เลย "ปรับตัวได้" มัน lame นะครับ 

เชอรี่เป็นลูกครึ่งเกาหลี (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, A+)
- ฉากสุดท้ายฉิบหายมาก ทำเอาตอนผสมปูนนี่ตอแหลไปเลย

ซ่อนเร้น (ฐิติกาญจน์ กาญจนภักดี, B)
- ไม่รู้ว่าเป็นสารคดีจริงหรือ mock หรือผสม ออกแนวเรื่องของกะเทยที่อยากให้ที่บ้านยอมรับ แต่พอตัดมาฟุตเตจที่บ้าน ก็ไม่ได้ดูจะต่อต้านเขาเท่าไหร่ ชอบฉากที่แม่อยู่ดีดีก็ร้องไห้ออกมา รุนแรง

ซามูไรไร้เดียงสา (ทนงศักดิ์ ตันนพรัตน์, F)
- หนังบอกว่าเป็นการบันทึกตอนที่กลุ่มละครมะขามป้อมไปช่วยทำค่ายบำบัดจิตใจเด็กที่เป็นแก๊งอันธพาล ซึงไม่บอกเราว่าทำอะไรบ้าง แต่พยายามไปสัมภาษณ์เด็กๆแทน ซึ่งก็ดันไม่บอกเราอีกว่าเขามาอยู่ในแก๊งเพราะอะไรกัน หมายถึงจากปากของเด็ก แต่ดันไปสัมภาษณ์ป้าคนหนึ่งที่ก็พูดในทาง offend เด็กแทน แม้จะอยู่ในกลุ่มช่วยเหลือ (เราว่าคงสัมภาษณ์เด็กมาเยอะแต่ตัดออก เพราะคนทำคิดว่าสู้ที่ป้าพูดไม่ได้แน่ๆ) เราเลยรู้สึกว่านอกจากไม่สำเร็จในการเล่าเรื่องแล้ว ยังไปกดทับคนที่อยู่ในหนังไปอีก ซึ่งแย่มาก

ซีโร่ (เกรียงไกร วัฒนนิยม, !!!!!!)
- อึ้งแดก อึ้งแดก อึ่งแดก ขอโค้กซีโร่ที! (ที่เหลือฟังได้ในวิดีโอคอมเมนต์ฮะ)

ณ ใจ (เอกลักษณ์ อนันตสมบูรณ์, B-)
- มีอย่างนึงที่ชอบคือการที่หนังแสดงออกว่า ผู้หญิง(นางเอก)ที่เลือกทำแท้งไม่ได้เป็นเพราะตัวเอง แต่เพราะผัวเป็นคนครอบงำการตัดสินใจ (ฉากที่เธอกำลังเบ่งก้อนเลือดออก ถึงใส่เสื้อเชิ้ตของผู้ชาย) แต่ที่เหลือนี่คือความล้มเหลวด้านการดราม่าเกินเหตุของตัวละคร ตอนแรกก็มีปัญหานิดหน่อยว่าผู้หญิงอะไรจะคิดได้ล้าสมัยขนาดนี้ (เพราะเราเห็นด้วยกับการทำแท้ง) แต่หนักกว่าตรงพฤติกรรมทั้งของผัวของเมีย และการพรีเซนต์ฉากต่างๆ ทั้งฉากทำแท้งและฉาก Que Sera Sera ซึ่งมันเละเทะเปรอะเปื้อนไปหมดเลย

ดอกไม้และผีเสื้อ (เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์, !!!!!!)
- ผมบอกทุกคนแล้วว่าตอนจบน่ะมันแรง!

ดับ (ปฐมพงษ์ ลมชาย, B+)
- ปกติ ผกก คนนี้จะชอบทำหนังเวอร์ๆ สนุกๆ ได้มาดูแบบนี้ก็แปลกดี (พอจะเข้าใจว่าหมายถึงความแห้งแล้งกันดารไรงี้มั้งนะ)

ดินแดนแห่งความรักชั่วนิรันดร์ (อรรถวุฒิ บุญยวง, B+)
- "รัก แต่อยากเลิก" Quote of the day (ตบอี "ช่องว่าง" ของโก๋แก่ ตายสนิท)

ดุลยภาพแห่งจักรวาล (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, ณัฐวดี จำปาแขม, พสุธา ดิษยนันท์, วัชรพล สายสงเคราะห์, กชกร นวจินดาพงศ์, ?)
- ผมไม่ชัวร์ว่าหนังเป็นแบบไหน คือดุลยภาพระหว่างศิลปินที่ทำเพื่อปัจเจกหรือทำเพื่อส่วนรวม หรือว่าจะเสียดสีฝั่งไหนฝั่งหนึ่งหรือเปล่า (แน่นอนว่าตอนดูผมจะแอบฮาเวลาตัดกลับไปทางฝั่ง "ทำเพื่อส่วนรวม") เลยปล่อยเกรดไว้ก่อนละกันนะ

เด็กเพชร (ทศพร เชื้อทอง, A)
- วัวน่ารัก

เด็กไม่ดี (ทรงพล จันทรสม , พรพงษ์ ว่องวัตรพงศ์, B-)
- หนังกางจอ จริงๆชอบฉากจบที่แม่ดูดบุหรี่ มันช่วยพยุงหนังไม่ได้ล่มกว่านี้ได้ เพราะตอนที่ลูกโตขึ้นมอปลายเนี่ย มันล่มมาตลอด (ทั้งตัวแสดงที่โข่งเกินเด็ก และเวลาที่มันลากยาวเกินไป รวมถึงการพยายามโยงให้เข้าคำว่า "เด็กไม่ดี" ซึ่ง childish มาก) หรือตอนที่แม่เอาไม้แขวนเสื้อตีลูก ตอนรู้ว่าลูกดูดบุหรี่ แล้วใกล้ๆนั้นก็มีบอร์ดรูปบุหรี่ที่แม่ใช้สมัยสอนเด็กประถมวางอยู่ WTF ???? (ถ้าเปลี่ยนเป็นให้แม่เอาอีบอร์ดนั่นมาตีหัวลูกแทน จะให้ A+)

 



 

BEST OF THE WEEK
- กาลานุสติ (สิทธิพร ราชา)
- กายวิพากษ์ (ชัยวัช เวียนสันเทียะ)
- เชอรี่เป็นลูกครึ่งเกาหลี (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์)
- เงา: อดีตจากป่า คนแปลกหน้าที่ขุนยวม (ศุภร ชูทรงเดช, นุชจรี ใจเก่ง, ศิริลักษณ์ กัณฑ์ศรี)
- คุณแม่อยากไปคาร์ฟูร์ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์)

SURPRISE OF THE WEEK
- แกะแดง (สำนักงานใต้ดิน)
- ใจ กลาง ความเจ็บปวด (สารนิจ มีศร)
- กวยอาเจียง (อาทิต์ยา จันทร์ประเสริฐ)
- เจ็ดคูณเจ็ดสิบครั้ง (สิทธิพงศ์ วงษ์อาจ)
- จักรวาล จิตวิญญาณ กาลเวลา (จาซมิ เจ๊ะแต)

WTF OF THE WEEK
- ฅน คน คนหลาย ฅน (ไพบูลย์ อักษรน้ำผึ้ง)
- ซามูไรไร้เดียงสา (ทนงศักดิ์ ตันนพรัตน์)
- กว่าจะรู้เดียงสา (ปณิธาน บุณฑริก)
- การแสดงสด (สุรศักดิ์ ดุสิตสถิตไกวัล)
- ช่องว่าง (จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์, คมเพชร หงหา)
- ชู่วส์! (ธนิษฐ์ พิณทอง)

'BLOW MY HEAD' OF THE WEEK
- กาแฟเย็น (ชนพ นาสำราญ)
- ซีโร่ (เกรียงไกร วัฒนนิยม)
- แกะแดง (สำนักงานใต้ดิน)

CHARACTER OF THE WEEK
- พระ (กาลานุสติ)
- แก้วเกสร (กินรี)
- แม่ (เด็กไม่ดี)
- ศิลปินแห่งชาติ (ดุลยภาพแห่งจักรวาล)
- เชอรี่ (เชอรี่เป็นลูกครึ่งเกาหลี)

SCENE OF THE WEEK
- อิมมานูเอล คานท์, พระ และ 10 เมษายน (กาลานุสติ) .. จริงๆคือทั้งเรื่องครับ
- เสียงผี และ งานศพ (กายวิพากษ์)
- ชักว่าวหน้ารูป (กาลครั้งหนึ่ง)
- ฉากจบ (เด็กไม่ดี)
- กูเกิล (ดอกไม้กับผีเสื้อ)

Comment

Comment:

Tweet