เห็นเหล่ากัลยาณมิตรในเฟซบุคเขียนถึง ย้อนความหลังครั้งอดีต กันมาหลายคน หลายคนอ่านแล้วก็น่าสนใจดีแท้ๆ เลยรู้สึกว่าเออมานั่งย้อนดูซักหน่อยดีกว่า ว่ากว่าจะมาถึงตอนนี้ทำอะไรไปบ้าง (หรือจริงๆอาจจะไม่ได้ทำอะไรเลย) อาจจะไม่ถึงกับเป็นท็อปเท็นที่ประทับใจหนักๆอะไรขนาดนั้น เอาเป็นสิ่งที่แล่นๆวาบเข้ามาในหัวสมองยามกึ่งดึกกึ่งเช้าแบบนี้ดีกว่าครับ

 

1. ตอนเด็กเป็นเด็กที่ใช้ชีวิตแบบติดพ่อติดแม่มาก ไม่รู้เป็นข้อผิดพลาดหรือการก้าวผ่านยุคสมัยหรือเปล่า เพราะเด็กสมัยนี้เห็นตัวเล็กๆก็นัดกันไปเที่ยวไปกินไปอะไรกันได้ดูง่ายดาย ในขณะที่ผมตอนเด็กนี่การจะออกจากบ้านทีเป็นเรื่องวุ่นวายชีวิตทีเดียว และจักรวาลการดูหนังตอนเด็ก ถ้าไม่ใช่หนังที่พ่อจะพาไปดู (หนังโรงเรื่องแรกในชีวิตนี่จำไม่ได้แล้วว่าเป็นหนังจีนกำลังภายใน, หนังนิเชา หรือว่า Little Buddha กันแน่) หรือพ่อเช่ามาดูอยู่ที่บ้าน เพราะสมัยนั้นยังมีร้านวิดีโอแบบไม่เป็นแฟรนไชส์ และให้เช่าได้ยาวนานถึงเรื่องละหนึ่งเดือน ไปร้านทีแบกกลับมาเป็นกองๆทีเดียว หนังที่พ่อโปรดปรานก็มักจะเป็นหนังเจมส์บอนด์ สตาร์วอร์ส หนังสงคราม และอะไรทำนองนี้

หนังโรงเรื่องแรกที่ไปดูเองคนเดียวที่โรงคือ Minority Report ของสปีลเบิร์ก ตอนนั้นเป็นช่วงใกล้สอบ แล้วไอ้เราก็กลัวไปเองว่าถ้าขอให้พ่อพาไปดูคงจะโดนว่า ก็เลยดำริได้ ปั่นจักรยานออกจากบ้านไปดูมันเองคนเดียวเสียเลย (สมัยนั้นยังไม่ใช่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ อุดรธานี) เป็นประสบการณ์ที่แปลกดี และทำให้เริ่มชอบที่จะดูหนังคนเดียวขึ้นมากับเขาบ้างแล้ว แต่ปั่นจักรยานไปกลับสิบกิโลนี่ก็เหนื่อยนะเนี่ย ขายิ่งสั้นๆอยู่

 

2. จุดเริ่มต้นที่ทำให้เริ่มมาสนใจหนังอื่นๆ นอกจากกระแสหลักอาจจะต้องขอบคุณคนสองคน นั่นคือน้องชาย (ที่ตอนนี้ไปฟังเพลงและติดละครแทน) กับนิตยสาร Starpics -

ตอนเด็กมาก น้องผมจะมีนิสัยแปลกๆหน่อย เหมือนเด็กเนิร์ด (ที่บางคนก็ชอบบอกว่าเป็นออทิสติก) เวลาสนใจอะไรเขาก็จะพีคกับมันมากตลอด และช่วงผมอายุประมาณสิบสามสิบสี่ น้องก็เริ่มหันมาสนใจหนัง แต่ไม่ได้สนใจดูหรืออะไร ชอบแค่ดู "หน้าหนัง" เฉยๆ ตอนนั้นใครไปถามว่าหนังเรื่องนี้ใครแสดงบ้าง ชื่อไทยว่าอะไร หรือกระทั่งเลข กท. ของม้วนวิดีโอมันเลขที่เท่าไหร่ น้องผมตอบได้หมดแหละ และนิตยสารหนังก็เริ่มเข้ามากองเต็มบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ จากการที่น้องบอกให้พ่อให้แม่ซื้อให้ ไปๆมาๆ พอน้องเลิกสนใจผมก็เป็นคนรบเร้าพ่อแม่แทน

วีรกรรมของผมกับ Starpics ยังมีอีกอันหนึ่ง ตอนนั้นอยู่มอสองมอสามได้มั้ง เป็นช่วงที่หนังแฮร์รี่พอตเตอร์กระแสบูมมากในหมู่เด็กวัยนั้น และด้วยความที่ตอนนั้น Starpics กำลังแถมแฟ้มเอกสารที่เป็นลายหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้ และเมื่อมันมีแฟ้มลายแฮร์รี่พอตเตอร์ ผมก็เอามันใส่ชีทใส่อะไรไปเรียน (จริงๆก็คือเอาไปอวดเพื่อนนั่นแหละ) เพื่อนก็เข้ามากรี๊ดกันแหลกลาญ และตอนนั้นผมก็เลยกลายเป็นดีลเลอร์นำพา Starpics ไปสู่เพื่อนจำนวนมหาศาลในห้อง และแน่นอนคนที่เสียเงินก็คือพ่อ :P

 

3. หลังจากที่เมเจอร์และเอสเอฟเริ่มบูม เริ่มเห็นชื่อเสียง ก็ได้เริ่มรบเร้าพาพ่อไปดูหนังในกรุงเทพฯ บ้างแล้ว ก็เลยได้ประทับใจอีกต่อกับเสียงซาวนด์แทร็ก มีซับไตเติล ไม่ใช่พากย์ไทย และทำให้กลายเป็นคนนิสัยเสียคือดูหนังพากย์ไทยไม่ค่อยสนุก เพราะสายตาจะมองหาซับใต้จอตลอด (แต่หลังๆก็เพลาลงไปบ้างแล้ว) 

หนังที่ได้ดูที่กรุงเทพฯ แล้วประทับใจขั้นพีคคือ Chicago - ซึ่งก็เป็น Starpics อีกแล้ว ที่ทำให้รู้จักหนังเรื่องนี้ รวมถึงพวกหนังออสการ์อื่นๆ แล้วก็มานั่งสงสัยไม่สิ้นสุดว่าทำไมมันไม่มาฉายที่อุดรขอนแก่นบ้างวะ นี่กูอยู่ในสถานที่ที่ด้อยโอกาสขนาดนี้เชียว? แน่นอนตอนนั้น Chicago เพิ่งจะได้ออสการ์ ก็บอกให้พ่อไปเสียเงินให้หน่อย ไปกับไอ้น้องชายตัวดีที่ตอนแรกบ่นกระปอดกระแปด ผลปรากฏว่าน้องชายบอกสนุกมาก ข้าพเจ้าประทับใจแทบน้ำตาไหล (หนังดีด้วย และ กูได้ดูหนังออสการ์แล้วโว้ย) ส่วนพ่อหลับ

 

4. ทุกวันนี้เวลาบอกว่าทำไมถึงเอนท์เข้าจุฬาฯ ก็มักจะบอกเขาไปว่า "เพราะโรงหนังมันใกล้ดีอ่ะ" (และมักจะตามมาด้วยเสียงประหลาดๆ หรือเสียงด่าว่า "อะไรของมึง!") ซึ่งก็คิดแบบนั้นจริงๆ คือถ้าธรรมศาสตร์อยู่ใกล้โรงหนังดีๆ แบบ สยาม ลิโด สกาล่า ก็อาจจะเอนท์เข้าที่นั่นก็ได้ (แต่ถ้าสองที่นี้ไม่ใกล้เลย เหตุผลเรื่องโรงหนังก็จะหายไปทันที ฮา) เพราะที่นี่ทำให้ได้ดูหนังจีน หนังญี่ปุ่น หนังฝรั่งเศส หนังสเปน หนังตาฮิติ(ไม่มี) แบบไม่ต้องพากย์ไทย และส่งเสริมวัฒนธรรมการดูหนังคนเดียวให้เข้มแข็งยิ่งกว่างบประมาณรัฐบาล เพราะเวลาบอกหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็ไม่มีใครรู้จัก ไม่ว่าจะอยู่จุฬาฯ หรืออยู่ เตรียมอุดมศึกษา (อันนี้มาเพราะที่บ้านอยากให้สอบ และตามผู้หญิงมา - น้ำเน่า!)

ครั้งแรกในชีวิตกับเทศกาลหนัง ก็เกิดขึ้นกับช่วงเวลานี้นี่แหละ จำได้ว่าดูไปแค่สองสามเรื่อง เรื่องที่ติดตาติดใจที่สุดคือ Bad Education เพราะวันนั้นเป็นวันแรกที่โรงสกาล่าที่นั่งเต็มเอี้ยดถึงหน้าโรง (หรือโรงสยาม ไม่แน่ใจเหมือนกัน) ตั๋วก็เก๋ เป็นบัตรแข็งๆ (เทศกาลปีหลังๆก็เป็นตั๋วโรงหนังธรรมดาไปหมดแล้ว) ด้วยความที่ไปซื้อช้าเลยได้นั่งแถวหน้าสุด นั่งดูกาเอล การ์เซีย เบอร์นัล แต่งหญิงร้องเพลง กับเนื้อเรื่องชวนมึนเล็กน้อย แต่จับใจ และคนแปลซับไทยที่ฮาร์ดคอร์ขนาดใส่คำว่า "ควย" ลงไปเต็มๆคำบนจอหนัง

ตอนนี้กลายเป็นคนเสพติดเทศกาลหนังไปแล้ว ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงมากก็จะพยายามไป (ไม่ได้ไปหาซับฮาร์ดคอร์เน่อ) บรรยากาศหนังเทศกาลเป็นอะไรที่สนุกสนานและรื่นรมย์อบอุ่นดี เพราะมักจะเจอคนดูที่คุ้นหน้ากันตลอดเวลา (ซึ่งเทศกาลคงไม่ดีใจนัก)

 

5. เริ่มเขียนถึงหนังลงบล็อกเพราะเห็นคนอื่นเขียนแล้วคนติดตาม คนอ่านมากมาย (รวมถึงเราด้วย) เขียนไปแรกๆ ก็ไก่กาบ้าบอคอแตก (บล็อกดังๆสมัยก่อนก็มักจะเป็นการเขียนด่าคนเสียส่วนใหญ่) ไม่นึกเหมือนกันว่าวันนี้จะได้มาเขียนอยู่ Starpics ก็ขอบคุณในโอกาสมา ณ ที่นี้ และขอโทษด้วยที่ส่งงานช้าตลอด T T

บทความแรกที่ได้ลงหนังสือคือ พระพุทธเจ้า : Dharma Fantasia ส่วนเรื่องที่ได้ลงคอลัมน์ ดูหนังในหนังสือ ครั้งแรกคือ Persepolis - บางครั้งมาดูงานช่วงนี้ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยพัฒนาเท่าไหร่ บางทีก็เหมือนตัวเองไม่รู้จะเขียนอะไร (ขอโทษคนอ่านอย่างสูง) ยังต้องใช้เวลาอีกเยอะและศึกษาอีกมาก กว่าจะได้เท่าๆกับพี่ๆและอาจารย์ที่เรานับถือในงานเขียนและความคิดหลายๆคน

 

6. เห็นเขียนถึงแต่พ่อด้านบน นั่นก็เพราะว่าแม่เป็นคนที่ไม่ดูหนังในโรงเลย นับได้ประมาณ 3 ครั้งเองมั้งตั้งแต่เกิดมา นั่นคือการดู สุริโยไท, โหมโรง และ เอ่อ... หรือว่าแค่ 2 วะเนี่ย?

หนังโปรดของแม่มักจะเป็นหนังประวัติศาสตร์ ประเภท 14 ตุลา สงครามประชาชน หรือ JFK ตอนวันเกิดแม่ปีก่อนโน้น ก็เลยซื้อ JFK ให้เป็นของขวัญวันเกิด แม่ก็บอกว่าแกเอาไปดูก่อนแล้วกันแล้วค่อยเอามาให้ ปรากฏว่าจนทุกวันนี้ยังไม่ได้แกะกล่องเลย ตามประสานิสัยดองหนังขั้นร้ายแรงของข้าพเจ้า ตอนนี้ความสนใจของแม่เลยจะไปอยู่ที่หนังที่เกี่ยวกับเรื่องที่แม่ทำงาน (พวกสาธารณสุข) ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าแผ่น Thank You for Smoking ที่แม่ยืมไปดูเมื่อหลายปีก่อน หายไปไหนแล้ว :P

บทความที่ผมเขียนถึง Thank You for Smoking ได้ไปอยู่ในที่ประชุมของที่ทำงานแม่ด้วย เป็นประสบการณ์ที่เซอร์เรียลดีใช้ได้เลย เพราะมันถูกเอาไปแจกจ่ายให้ผู้หลักผู้ใหญ่อ่านกันเป็นร้อยคน

อันที่ฮาที่สุดในประสบการณ์เกี่ยวกับหนังและแม่ นั่นคือแม่จะชอบบอกว่าผมดูหนังโรคจิต (รวมถึงอ่านหนังสือโรคจิต) ชอบดูพวกเลือดสาด ฆ่ากันตาย (ตอนเด็กแม่ก็ชอบบ่นเวลาผมงอแงจะดูรายการ "ตามล่าหาความจริง" ฮ่าๆๆๆ) หรือตอนที่พ่อเช่า Billy Elliot มาดู แม่เดินลงมาจากห้องนอนหันมาเห็นฉากเพื่อนไอ้บิลลี่แต่งหญิงอยู่พอดี ก็ช้งเช้งเอากับพ่อว่าเดี๋ยวลูกมันจะเลียนแบบเอา รู้มั้ย ... (แหม!)

 

7. เหล่าผีทั้งหลายในโรงหนัง เจอมาหลายสปีชี่ส์ เดี๋ยวนี้ผีมือถือเริ่มลดลงเพราะกลายเป็นผีแบล็คเบอรี่แทน (ซึ่งน่ารำคาญกว่าเป็นสิบเท่า เวลามันมานั่งใกล้ๆ แสงแยงตากู) ผีเด็กวิ่งเล่นไม่เท่าไหร่ แต่เจอผีคุยกันนี่จะรำคาญมาก มีวันหนึ่งไปดูหนังฮัลโลวีนรอบของ Starpics ซึ่งก็เจอผีตั้งแต่ฉาย Funny Games U.S. เลยทีเดียว - กล่าวคือผีกลุ่มนี้เป็นผู้หญิงแต่งตัวแรงๆกันทั้งกรุ๊ป แรงจนงงว่าทำไมถึงบ่นตลอดเวลาว่า Funny Games มันโรคจิต บ่นทุกสามนาที จนเราต้องหันไปยกมือไหว้ (สารภาพตรงนี้ว่ากลัวโดนตบมาก) บอกว่าเงียบหน่อยเถอะ ผม(กู)ขอร้อง พอหนังจบก็ออกไปพักกัน เหมือนว่าหนึ่งในนั้นจะรู้ว่าเรารำคาญ (บวกกับพี่ตั้มบอกอไปพูดกะเขาตรงๆอีก) ก็บอกคนในกลุ่มว่าไปนั่งที่อื่นไป แต่เจ๊นั่นยืนกรานเสียงแข็งว่า "ไม่ ชั้นจะนั่งตรงนี้!" พลางมองมาที่กูด้วยสายตาเหมือนกูไปเสือกเรื่องบนเตียงแบบซ้อเจ็ด - แต่ก็ขอบคุณมากที่ตอนฉายอีกสองเรื่องถัดมาไม่ทำตัวเป็นผีอีก

รอบที่ฉิบหายที่สุดในการดูหนังคือการไปดู แฝด ที่แกรนด์อีจีวี วันนั้นเป็นวันแรกที่หนังเข้า (ลางมาแล้ว) เพื่อนก็มาสาย (ลางชั้นที่สอง) คนเยอะเต็มโรง (ลางขั้นสูงสุด) แน่นอนการดูหนังผีเราก็ต้องเตรียมใจกับเสียงกรี๊ดขั้นฉิบหายของมวลมหาประชาชนชาวไทย แต่บังเอิญว่าหนังเรื่องนี้มันตุ้งแช่มาก ชอบมีช็อตหลอกตลอดเวลา เปิดประตูแล้วเจอฝุ่น ปิดประตูแล้วเสียงดัง หันหน้าไปเจอผัว หันกลับมาเจอพี่ กว่าจะเจอผีได้ ซึ่งแน่นอนว่าคนไทยเป็นคนอ่อนไหวจิตตกง่าย เสียงกรี๊ดก็จะชิบหายตั้งแต่ฝุ่นเกาะหน้า แล้วรอบนั้นมีกะเทยหนึ่งนางจะต้องร้องกรี๊ดให้ดังกว่าคนอื่นตลอด ราวกับจะพรีเซนต์เพศสภาพของตัวเองต่อมวลมนุษยชาติ แล้วพอเวลาผีออกมาจริงๆ พวกมึงเสือกหัวเราะกัน

อีกครั้งหนึ่งไปดู Scary Movie 3 หนังมันก็ไม่ได้ขำอะไรมาก คนดูก็ไม่เยอะ ตอนแรกก็นั่งโดดเดี่ยวอยู่ดีๆ พอหนังฉายไปราวๆครึ่งเรื่อง มีกลุ่มใครที่ไหนไม่รู้เป็นชายฉกรรจ์สี่ห้าคนเดินเข้ามา มานั่งตรงที่นั่งใกล้ๆผมทางซ้าย นั่งขำกันแบบหนักๆ เหมือนแค่นเสียงหัวเราะ พรีเซนต์ว่ากูฉลาด กูขำกับมุขในหนังเสียเหลือเกิน แต่พอขำได้ประมาณยี่สิบนาทีพวกมันก็เดินออกจากโรงกันไปหมด (มึงเป็นสัมภเวสีประจำเอสเอฟมาบุญครองออกมาเฮี้ยนเพราะไม่ได้เครื่องเซ่นใช่มั้ย?)

 

8. ผมกำลังเป็นโรค "ดองหนัง" (และหนังสือ) อย่างที่เหล่ากัลยาณมิตรแทบทุกท่านรอบตัวเป็นกันอยู่ เป็นนิสัยสันดานที่คงแก้ยากและไม่รู้จะแก้ยังไง เคยคุยกับพี่ร้านดีวีดีที่สนิทกัน เขาก็บอกไม่แปลกหรอกพี่ก็เป็น บางทีเราเห็นหนังที่อยากดูมากวางอยู่ พอซื้อไปมันก็มีความสุขแล้วล่ะ อืม... แล้วตอนย้ายหอกูจะทำยังไงกับความสุขเหล่านี้ดีวะเนี่ย?

 

9. รำคาญระบบแบ่งแยกชนชั้นของโรงหนังมาก ไอ้พวกที่นั่งไฮโซบ้าบอคอแตกทั้งหลายยังพอทนได้ประมาณครึ่งขีด (เพราะพวกที่รวยๆ กระแดะๆ อยากนั่งเก๋ๆ ก็นั่งไป กูไม่มีเงินก็ช่างแม่ง แต่ถ้าไม่มีคนนั่งก็ไปนั่ง) แต่ไอ้ประเภทที่กะอีแค่ยกแขนขึ้นจะได้ซบไหล่ผัวซบไหล่เมียได้ แล้วจะเพิ่มยี่สิบบาท สี่สิบบาท นี่ไม่มีคำบรรยายถึงความอุบาทว์ ให้นั่งติดจอแหงนคอตั้งบ่า กูนั่งขอบบันไดดูน่าจะอภิรมย์กว่า

เคยเห็นกระทู้สลิ่มๆ ประเภทว่า "เนี่ยค่ะ หนูไปดูหนังกับแฟนตรงที่นั่งราคาร้อยหกสิบ แล้วมีใครที่ไหนไม่รู้อ่ะค่ะมานั่งตรงนี้ พอบอกเค้า เค้าก็ลงไปนั่งตรงข้างล่างๆๆๆเลยอ่ะค่ะ ขี้โกงมากเลย สงสัยจะเป็นพวกไม่มีเงินแล้วอยากนั่งที่นั่งแพงๆเนอะคะเพื่อนๆเฉลิมทุย" อ่านแล้วครั่นเนื้อครั่นตัวชิบหาย ประเทศนี้นอกจากแบ่งแยกชนชั้นด้วยความคิดทางการเมือง พื้นเพแผ่นดินเกิด การเรียนการศึกษา แม้แต่ที่นั่งในการดูหนังมึงยังแบ่งแยกกันได้ เจริญพรไปเรื่อยๆแล้วกัน

หรืออย่างโรงหนังบางประเภท ที่แสดงตัวว่าไฮโซโก้หรู เป็นของอินเทรนด์เสียเต็มประดา และชอบเอาหนังบางเรื่องไปฉายแต่ที่มัน ก็ต้องเอาไปเข้าโรงเบาะหนังสีเนื้อเก๋ๆ (หนังอะไรวะ?) แล้วชาร์จกูเพิ่มอีกยี่สิบบาท มันไม่ได้มีแต่คนร่ำคนรวยหรอกโว้ยที่จะดูหนังกระแสรองแบบที่มึงเอามาฉาย เพราะฉะนั้นการต่อต้านเล็กๆของผมก็คือเดินเข้าไปดูฟรีแม่งเลย มึงฝึกพนักงานเป็นหุ่นยนต์ชั้นเลวเอง ช่วยไม่ได้เว้ย

 

10. ยังมีความสุขกับการดูหนังในโรง ถึงหนังจะเลวจนทำลายอารมณ์ไปหมด แต่ก็ยังเหลือความรู้สึกที่ได้ไปนั่งในโรงอยู่ดี

Comment

Comment:

Tweet

โอ้เปนโรคเดียวกันเลย

ไม่กี่วันก่อนเราย้ายบ้านนี่แทบกระอัก หนัง หนังสือ เป็นร้อยๆเล่ม

ตูจะเอาไงดีฟะเนี่ย ประมานนั้น 55555

#14 By keaaaa on 2010-08-15 19:36

เราก็ติดพ่อแม่เรื่อยเลย พ่อต้องพาไปดู สมัยเด็กๆ พ่อพาไปดูหนังทุกอาทิตย์
พ่อชอบพาไปดูหนังจีนที่โรงรามา ดูไปหลับไป เพราะเด็กเกินดูไม่รู้เรื่อง
และตลอดประถมก็ดูหนังตลอดทุกอาทิตย์จริงๆ เพราพ่อชอบดูหนังมาก ทั้งในโรงและดีวีดีที่เกลือนเต็มบ้าน (แต่ทำไมตอนนี้ลูกขี้เกียจดูหนังซะงั้น) อื้อ ตอนประถมก็มีโรงที่ถรรมเหสัข์ด้วย โรงเล็กๆ แต่มีความสุขดี พอจบประถมมันก็เจ๊งซะแล้ว...น่าเสียดาย


หนังเรื่องแรกที่ไม่ได้ดูกับพ่อคือ "ไททานิก"
ส่วนหนังเรื่องแรกที่ดูคนเดียวคือ เรื่อง "เพื่อนสนิท"

อืม ส่วนตอนนี้ แทบจะนับเรื่องที่นั่งดูกับพ่อได้เลยอ่ะ 55

ขอขอบคุณพ่อ ที่เปิดโลกทัศน์ด้วยการดูหนัง
และขอบคุุณเพื่อนตี้ และอาจารย์มิค ที่เปิดโลกทัศน์การดูหนังของกรูให้ได้เห็นอะไรแปลกตามากกว่าที่เคยเห็น

#12 By nupig (124.120.73.215) on 2010-07-02 23:38

อ่านรวดเดียวจบเหมือนกัน

อ่านมันส์จริงๆ open-mounthed smile

#10 By Navagan (58.8.83.105) on 2010-06-13 04:27

เฮ่ย บ้านอยู่อุดรเหรอ?
เมื่อก่อนเราเป็นขาประจำโรงหนังบนห้าง(จำชื่อไม่ได้แล้ว)ก่อนเป็นเมเจอร์ด้วย

#9 By littlebert on 2010-06-10 23:35

เด๋วไว้ทำมั่งHot! big smile

#8 By filmsick on 2010-06-10 21:55

^
ควรจะทำได้แล้วนะคุณ ล้าหลังชาวบ้านเค้าไปเยอะแล้ว

ชอบคำตอบของพี่ร้านวีดีโอในข้อแปดมากๆเลยครับ และทำให้พี่ตอบตัวเองได้ซะทีว่า ทำไมกูถึงไม่หยิบหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้มาเปิดซะที แต่คิดว่าเร็วๆนี้จะพยายามไล่ดูให้หมดแล้วล่ะ เพราะอายุมากขึ้นทุกวัน กลัวตายไปทั้งๆที่ยังดูไม่หมด เดี๋ยวจะกลายเป็นผีมีห่วง มีนิวรณ์ ไม่ได้ไปผุดไปเกิด

ขำมุขขาสั้นถีบจักรยานมากๆ ขอโทษนะ แต่นึกภาพตี้แล้วฮาอ้ะ น่ารักดี 55555555

#7 By แฟนผมฯ (122.248.16.2) on 2010-06-10 16:21

อ่านแล้วไม่น่าเชื่อว่าตี้ผู้มีอิทธิฤทธิ์แก่กล้าในการดูหนังมามากมายจะเพิ่งเริ่มดูหนังอย่างจริงๆ จังๆ เมื่อไม่นานมานี้เอง นับถือๆ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ อ่านแล้วพี่รู้สึกว่าตัวเองแก่ sad smile

ไม่ชอบเรื่องราคาค่าตั๋วในโรงหนังเหมือนกัน เหมือนเราจ่ายตังค์ค่าผ้าม่าน ค่าโคมไฟ ค่าสปริงค่าน็อตที่ใช้ยกที่วางแขนขึ้น ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการ

เดี๋ยวไว้ทำอัพบล็อคหัวข้อนี้บ้างดีกว่า big smile

#6 By eak early : เอกเช้า on 2010-06-10 14:11

ข้อ 9 นี่ทำไงเหรอ อยากรู้ว่ะ
เวลาไปกรุงเทพก็ดูแถวๆลิโด้ตลอดล่ะ เพราะโรงปกติแพงสัตว์

#5 By ยุ้ย (123.242.178.81) on 2010-06-10 11:47

อ่านจบรวดเดียวอย่างรวดเร็วแล้วรู้สึกเห็นการพัฒนาการดูหนังในโรงของไทยเลย 555 สนุกดี big smile

ข้อ 8 นี่ พี่เจ้าของร้านตอบโดนใจมากจริงๆ เพราะมันใช่เลยอะ ตี้เคยลองดูหนังแบบสุ่มดูหรือยัง? คือหลับตาหยิบอะไรได้ก็เอามาดูอะ พี่ทำบ่อยสนุกดี open-mounthed smile

ข้อ 9 รู้สึกเหมือนกันเลยมีช่วงหนึ่งโรงหนังแถวบ้านเราขึ้นราคาเก้าอี้ตรงกลางโรงขึ้นเหตุเพราะสามารถยืดขาได้ ห๊วย!!!

ข้อ 10 รู้สึกผิดอย่างไรไม่รู้ที่ช่วงหลังๆมานี้แทบไม่ค่อยได้เข้าโรงหนังเลย เพราะอย่างไรหนังก็ควรต้องดูในโรงเนอะ

#4 By Seam - C on 2010-06-10 08:36

Starpics เคยอ่านมาตั้งแต่สิบห้าปีก่อน ตอนปอสาม เพราะว่าต้องไปนั่งรอแม่ที่บ้านป้า ก็จะหยิบมาอ่านมาดู ลุงเป็นแฟนมาตั้งแต่มีสตาร์พิคส์มานานมากๆ confused smile

#3 By chockcolate_am on 2010-06-09 23:31

Hot! big smile Hot!

#1 By filmsick on 2010-06-09 23:00