Poster 
 
เนื่องจากหนังเพิ่งออกแผ่นลิขสิทธิ์มาเมื่อเร็วๆนี้ ก็เลยขอเอามาลงบล็อกกันเน่าเสียหน่อยดีกว่า
หนังเขาดีจริงๆนะครับ เสียดายที่ตัวเลขรายได้ต่ำมาก 
 
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 756
(ปักษ์แรก สิงหาคม 2552)


* ชื่อบทความ "สนามเด็กเล่น(แห่งใหม่)ของเด็กชาย"
จงใจตั้งให้คล้องกับบทวิจารณ์ของ ชาคร ไชยปรีชา ที่เขียนถึงภาพยนตร์เรื่อง อสุจ๊าก
ซึ่งตั้งว่า "สนามเด็กเล่นของเด็กชาย" *
 



    
ผมเพิ่งได้ดู อสุจ๊าก เป็นครั้งแรกก่อนลงมือเขียนบทความนี้ไม่นาน และมันช่วยให้ผมเห็นภาพรวมหลายๆอย่างของผู้กำกับที่ชื่อทวีวัฒน์ วันทา มากขึ้น (ถึงจะยังไม่ได้ดูหนังสั้น-หนังยาวอันว่าด้วย ขุนกระบี่ฯ ของเขาเลย) อย่างน้อยก็มากกว่าแค่การดูหนังสั้นต้นเรื่องของอนุบาลเด็กโข่งที่ชื่อ หัวหน้า
      คงเป็นเพราะหนังสั้นเรื่องหัวหน้าต้องทำในโครงการชวนเด็กดูหนัง ของ สสส. ซึ่งข้อจำกัดแน่นอนว่าไม่ได้มีแค่ความยาวราวๆ 25 นาทีแน่ แต่เนื้อหาของหนังบางส่วนอาจจะถูกตัดตอนออกไปเสียก่อนเพราะมีใครบางคนเห็นว่าไม่เหมาะสมหากจะสร้างให้เด็กดู(อันนี้เป็นแค่ความคิดเพ้อเจ้อและเจืออคติของผมเองล่ะกระมัง) เพราะแค่ที่ตัวหนังสั้นออกมานี้ ในเอกสารประชาสัมพันธ์เมื่อหนังมาฉายในกรุงเทพฯ หลังไปฉายที่อื่นมา 3-4 แห่ง ความเห็นของนักวิชาการกับผู้ปกครองที่ถูกคัดเลือกมาต่างก็ตั้งคำถามถึงความรุนแรงของฉากแอ็คชั่นที่ใช้ ซึ่งเป็นไปในรูปแบบเกินจริง
      พล็อตส่วนหนึ่งที่เติมมาในหนังใหญ่อย่างชัดเจนคือตัวละครที่ชื่อ ออม(คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์) คือแน่นอนว่าอาจเป็นเหตุผลเรื่องการตลาดสวยๆส่วนหนึ่ง แต่เมื่อหนังมีเรื่องของการตกหลุมรัก และก้อนความคิดในแบบของวัยรุ่นโผล่เข้ามา ก็เห็นชัดว่าหนังดูสมบูรณ์ขึ้น นอกเหนือจากการเพิ่มแง่มุมของเรื่องราวในส่วนอื่นๆ เช่น การเป็นหัวหน้า และ ที่มาของการเป็น “เด็กโข่ง” โดยเฉพาะประการแรกที่ดูเบาบางมากๆในตัวหนังสั้น ทั้งที่ตั้งชื่อเสียชัดเจนว่า “หัวหน้า” แท้ๆ แต่กลับไปเล่นเรื่องของมิตรภาพและความเป็นเพื่อนมากกว่า
      แล้วจริงๆ อนุบาลเด็กโข่ง ก็เป็นเสมือนภาคต่อของ อสุจ๊าก อยู่กลายๆ เพราะท่าทีของหนังที่ทำตัวเสมือนสนามเด็กเล่นของเด็กชายเหมือนกัน เพียงแต่ลดวัยจากวัยรุ่นห่ามๆที่หมกมุ่นในเรื่องเซ็กส์ ลงมาเป็นเด็กวัยอนุบาลที่กำลังเริ่มแก่แดดแก่ลมแทน
 
 Gypsie

      โอม(นพฤทธิ์ สุริวงศ์) กับ สุทิน(พุฒิพงษ์ ศรีวัฒน์) อาจเป็นตัวแทนของเด็กชายในสังคมไทย –อย่างน้อยก็ในสายตาของทวีวัฒน์- ที่ต่างช่วงวัยกัน แต่ทั้งสองมีเป้าประสงค์เดียวกันชัดเจนนั่นคือเรื่องของความโด่งดังมีชื่อเสียง และเรื่องการคว้าหัวใจของหญิงที่ตัวเองหมายปอง ซึ่งกรณีของอสุจ๊ากนั้นหนังไปสุดทางกว่าเพราะวางตัวเองไว้เหนือจริงอย่างสุดขั้ว ตอนจบพระเอกจึงได้มีเซ็กส์กับนางเอกเพื่อช่วยโลกที่กำลังจะย่อยยับ และวันต่อมาคงได้แถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการว่าคบหาดูใจกันอยู่ อะไรทำนองนั้น ทิ้งความฝันเรื่องวงร็อคไปเสียสนิท
      ในขณะที่โอม หัวหน้าแก๊งคิงคอง เป้าหมายอยู่แค่การยึดครองดินแดนของแก๊งอื่นในตำบล(ไม่ได้อยากดังไปคับประเทศ เพราะเขาก็เป็นแค่เด็กอนุบาลอยู่ดี ถึงจะโข่งขนาดไหนก็ตาม) ก่อนที่จะมีออมก้าวเข้ามาในชีวิตแบบไม่ทันตั้งตัวและดูเหนือจริงแบบสุดเว่อร์ (เธอมาทำอะไรในสะพานของหมู่บ้านที่กันดารเกินกว่าเครื่องแบบโรงเรียนนานาชาติของเธอ?) ยิ่งกับพฤติกรรมที่เธอแสดงออกกับโอม แม้จะอยู่บนพื้นฐานว่ากำลังประชดชีวิตกับผู้ชายอีกคน ก็ยังดูเหนือจริงสุดๆอยู่ดีที่เธอจะทั้งไปคาราโอเกะ ถ่ายรูปสติกเกอร์คู่กับเขาไปอวดคนอื่น และทำดีด้วยต่างๆชนิดที่คนดู(แน่นอน เพศชาย)ได้แต่อิจฉาอ้าปากค้าง แถมยังไม่ใคร่จะระแคะระคายในพฤติกรรมที่เด็กเกินเหตุของพระเอกเสียอีก
      ทั้งที่เรื่องราวลดอายุลงไปสู่จักรวาลของเด็กอนุบาล แต่เห็นได้ชัดว่าทวีวัฒน์นั้น “นิ่ง” ขึ้นในการทำหนัง (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับความพลุ่งพล่านสุดโต่งใน อสุจ๊าก) มีประเด็นหลายอย่างที่เติมมาจากหนังสั้น และเมื่อออกมาเป็นหนังใหญ่มันได้ช่วยให้เรื่องราวสมบูรณ์ขึ้น ราวกับว่านี่แหละคือเรื่องที่เขาอยากเล่าตั้งแต่ตอนรับโจทย์หนังสั้นเรื่องนี้มาตอนแรก
      ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นเหมือนสุทิน เป็นเด็กอนุบาลเหมือนโอม ต่างก็เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่ความต่างมีแค่ความทะเยอทะยานของเด็กอนุบาลอย่างโอมนั้น จะแลดูเพ้อฝันเกินจริงไปบ้าง ซึ่งก็ไม่ได้ผิดแผกอะไรกับชีวิตคนเรา สมัยเราอยู่อนุบาลเราก็เพ้อฝันอะไรไปเรื่อยเปื่อยเพราะยังไม่ทันได้เผชิญกับความโหดร้ายของโลกมนุษย์กันนัก

sweet
ฐานทัพ
 
      ความเพ้อฝันตรงนี้เลยถูกตีความเสนอภาพออกมาเป็นฐานทัพของแก๊งต่างๆที่สถาปนาอำนาจของตัวเองตามจุดต่างๆ ยิ่งแก๊งไหนคนเยอะหรือกิตติศัพท์เลื่องลือมากเท่าไร ภาพที่ปรากฏในหนังก็ยิ่งโหดและเหนือจริงมากเท่านั้น (โดยเฉพาะการปรากฏของฐานทัพแก๊งแพนด้า ที่เหมือนเป็นกองกำลังแบ่งแยกดินแดนก็มิปาน) แต่เมื่อถึงฉากแอ็คชั่น ท่ามกลางความสวิงสวายและโหดเกินจริง กลับแทรกซึมอยู่ด้วยความน่ารักไร้สาระแบบเด็กๆ เช่นการรบกันด้วยการล้อชื่อพ่อชื่อแม่ การดักเด็กโง่ด้วยขนมกรุบกรอบ ความโหดร้ายของการท่องสูตรคูณ และความน่าอับอายของการถ่ายหนักในโรงเรียน ทำให้อนุบาลเด็กโข่งมีกลิ่นอายแบบแฟนฉันอยู่ในตัว ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้
      แต่สิ่งที่ทำให้การรำลึกย้อนวัยเด็กของหนังเรื่องนี้ไปไกลกว่าแฟนฉัน ทั้งๆที่แฟนฉันล่วงเข้าวัยประถมแล้วด้วยซ้ำ ก็เพราะหนังหยิบเอาเรื่องเล็กๆในวัยอนุบาลมาขยายเพื่อเล่าเรื่องของผู้ใหญ่ได้แบบเนียนๆ เนียนชนิดที่ว่าตอนดูเราไม่ต้องคิดไปในทางนั้นเลยก็ยังได้ แค่ดูเป็นหนังเด็กสนุกๆขำๆ(หรืออาจไร้สาระไปเลยสำหรับบางคน)เรื่องหนึ่ง เช่นการแบล็คเมล์ด้วยรูปถ่าย ผ่านตัวละครเด็กหญิงลึกลับพร้อมผ้าปิดตาที่ชื่อจำเนียร(กัจนฐานิยา ศรีโรจน์วัฒนะ)
      การดำเนินเรื่องตรงช่วงนี้ในหนังสั้นออกจะรีบๆไปหน่อย คงเป็นเพราะปัจจัยเกี่ยวกับเวลาที่ทำให้ซับซ้อนมากไม่ได้ ก็คือจำเนียรไปแอบถ่ายรูปโอมตอนกำลังถ่ายหนักในห้องน้ำ แล้วขู่จะเอาไปประจานถ้าไม่ยอมรับเข้าแก๊งคิงคอง จนโอมต้องยอมแหกกฎของแก๊งที่จะไม่รับสมาชิกผู้หญิงเพราะกลัวอับอาย แล้วเมื่อเข้าเป็นสมาชิกก็เกิดความขัดแย้งขึ้นเพราะเด็กโคตรโข่งอย่างไอ้ลูกหมี(ณัฐวุฒิ ศรีหมอก) ดันกระชากโซ่ออกมาเรียนได้ จำเนียรเลยใช้โอกาสนี้ไต่เต้าทางอำนาจ ซึ่งในเวอร์ชั่นหนังใหญ่ไม่ได้มีแค่เรื่องโอมแอบไปเข้าห้องน้ำด้วย เพราะโอมดันไปกิ๊กกั๊กกับออม ทั้งที่ตัวเองตั้งกฎว่าสมาชิกแก๊งห้ามมีแฟน ช่วยเพิ่มมิติความซับซ้อนได้ดีทีเดียว
 
จำเนียร
 
      คำพูดประจำตัวของออมที่ชอบถามโอม(และคนดู)แบบเซอร์ๆแถมไม่มีคำตอบให้อย่าง “ชีวิตคืออะไร” เหมือนจะกลายเป็นธีมของหนังไปโดยปริยาย ถึงจะขัดๆไปบ้างว่าวุฒิภาวะของเด็กอนุบาลอย่างโอมจะเข้าใจความหมายเชิงปรัชญาของประโยคนี้หรือไม่ แต่คนดูส่วนใหญ่น่ะเข้าใจแน่ เพียงแต่ไม่เข้าใจว่ายัยออมจะมาปรัชญาอะไรกันมากมาย(ฮา) เพราะไม่ใช่แค่ถามโอมแต่ออมยังถามตัวเองอยู่กลายๆด้วยว่าฉันควรทำอะไรกันแน่ บางทีเธออาจจะเริ่มเซ็งแล้วที่ต้องควงผู้ชายหน้าตาแย่ๆ(เหมือนอารมณ์ประชดแฟนเก่าตอนแรกเริ่มได้จางๆลงไปแล้ว) พอรู้ความจริงก็เลยได้ทีหนีหายตายจากไปเสียเลย
      เช่นเดียวกับโอมที่เหมือนจะได้รู้อะไรบางอย่างจากประโยคนี้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะจริงๆคาแรคเตอร์เด็กโข่งของโอมนี้มีความก้ำกึ่งระหว่างความเป็นเด็กอนุบาลและวัยรุ่นอยู่เหมือนกัน ถึงรสนิยมความคิดความอ่านจะกระเดียดไปในทางอนุบาลสุดๆ(สังเกตได้ในฉากเลือกเสื้อให้ออม) แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่คาบเกี่ยวเกินวัยอนุบาล ไหนจะการที่ไปหลงรักออมอย่างถอนตัวไม่ขึ้น การดูต้นทางตำรวจให้แม่ตอนเล่นไพ่ หรือกิจกรรมอื่นๆที่โดนออมลากไปทำเขาก็ยังพอจะเนียนๆไปได้
     ตัวละครอีกตัวที่หนังเสริมเข้ามาให้เนื้อหาแน่นขึ้น คือ จอน รองหัวหน้าแก๊ง(เศรฐวุฒิ มนัสปิติสุข) ที่กลายเป็นตัวจุดความขัดแย้งหลักของเรื่องเลยก็ว่าได้ (นอกจากออมกับจำเนียรที่เป็นตัวละครเพศหญิง) และดูจะเป็นตัวละครที่ถูกกระทำที่สุด เพราะระหว่างที่เรื่องดำเนินไปกับตัวละครใหม่อีกตัวคือ พี่อู๊ด(ธีรชาติ ธีราวิทยางกูร – พี่อู๊ด เป็นต่อ) ที่คอยยุแยงตะแคงรั่วให้โอมละทิ้งความเป็นเพื่อนสนิทกับจอน แต่ต้องทำตัวให้สมกับเป็น “หัวหน้า” คือให้แข็งกร้าวดุดันและเผด็จการ เมื่อโอมค่อยๆซึมซับแนวคิดทำนองนี้ไปเรื่อยๆ เขาก็ค่อยๆเห็นความสำคัญของมิตรภาพลดน้อยลง
      จอนลาออกไปเข้าแก๊งแพนด้าซึ่งเป็นแก๊งใหญ่ในตำบลข้างๆ เพราะทนไม่ได้ที่โอมต้องยอมให้จำเนียรโดยไม่ชี้แจงเหตุผล(และเอาเผด็จการเข้าว่าอยู่ตลอดในพักหลัง เพื่อปกปิดเรื่องน่าอับอายของตัวเอง) โดยเฉพาะเมื่อจำเนียรได้ตำแหน่งรองหัวหน้าไป เพราะชนะพนันที่สามารถจัดการไอ้ลูกหมีได้โดยไม่ต้องใช้กำลังอะไรเลย ซึ่งในระหว่างนั้นคำพูดของพี่อู๊ดก็ยังค่อยๆกัดเซาะหลอกหลอนเราอยู่เรื่อยๆทั้งเรื่อง และชักนำให้คนดูไขว้เขวอยู่ตลอด
      ตัวละครพี่อู๊ดก็คือผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักโต (แม้จะนำเสนอแบบโจ่งแจ้งแข็งทื่อเกินไปหน่อย เหมือนกับเสียง voiceover ของหนังที่พากย์โดยน้าต๋อย เซมเบ้) ที่คอยอ้างตลอดว่าเคยเกรียงไกรแค่ไหนกับการเป็นหัวหน้าแก๊งคิงคองที่เด็ดเดี่ยว พร้อมๆไปกับปรามาสเพื่อนพ่อของโอม(ที่หน้าเหมือนโอมกว่าพ่อแท้ๆซะอีก)ว่าขาดความเด็ดขาด อยู่ดีดีก็กลายเป็นคนอ่อนแอปวกเปียก จนไม่สามารถสร้างตำนานยึดตำบลเบ็ดเสร็จได้ ทั้งที่พี่อู๊ดก็รู้ตัวตลอดนั่นแหละ ว่าคนอื่นที่เขาเลิก “อิน” กับเรื่องของแก๊งและการละเล่นแบบเด็กๆนี้ต่างก็ไปทำอาชีพอะไรที่ดูดีกว่าการเปิดร้านขายของ แล้วก็พูดหลอกเด็กไปวันๆ หรือจะพูดให้แรง คือคนอื่นเขาเลิกอินกับศักดิ์ศรีโง่ๆกันไปนานแล้ว – บางทีความคับแค้นที่ตัวเองต้องตกอับอยู่อย่างนี้ ผลักดันให้เขาพยายามจะสร้างเด็กที่โตขึ้นจะตกอับเหมือนเขาก็ได้
 
จอน 

      ตัวละครพี่อู๊ด ก็เหมือนเป็นภาคขยายของวัยรุ่นไม่รู้จักโตจากอสุจ๊าก ส่วนน้องออมผู้น่ารักก็เหมือนเป็นอีกร่างของแลมมี่ นางแบบสาว ที่ทำตัวเหมือนประชดชีวิตโดยลดตัวลงไปหาผู้ชายหน้าตาแย่ๆเหมือนกัน (ในกรณีืที่แลมมี่ เจอหน้าตาอาจไม่แย่มาก แต่นิสัยนั้นหมกมุ่นในกามสุดๆจนไม่น่าจะมีใครรับพฤติกรรมได้) สำหรับเรื่องของโอมกับออม ก็เป็นตัวช่วยให้เห็นกันชัดๆว่าโลกของเด็กอนุบาลกับเด็กวัยรุ่นต่างกันแค่ไหน แต่อีกด้านหนึ่ง บางทีโลกของผู้ใหญ่มันก็ไร้สาระไม่ต่างกับโลกของเด็กอนุบาลยังไงชอบกล
      ถึงหนังจะจบแบบแผ่วๆไปหน่อย เพราะท่าทีสั่งสอนเรื่องคุณค่าของมิตรภาพ, ความปรองดอง และไปจนถึงการทำตัวให้สมกับเป็น “หัวหน้า” (กับเสียง voiceover ของน้าต๋อยที่เริ่มจะกลายเป็นน่ารำคาญ) มันก็ชวนให้นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศเราตลอดช่วงที่ผ่านมาอย่างไรบอกไม่ถูก ซึ่งที่ประหลาดมากคือหนังไม่ได้มีสัญลักษณ์หรือคำพูดในทำนองสีเหลืองหรือสีแดงโผล่มาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
      สงสัยเพราะคนพวกนั้นจะเหมือนเด็กโข่งเกินไปล่ะมั้ง เลยทำผมเริ่มเพ้อเจ้อ 


น้องยิปซีที่รัก

 

Comment

Comment:

Tweet

#27 By ตาล (183.89.178.103|183.89.178.103) on 2015-05-28 15:41

งเวง

#26 By (110.169.246.21|110.169.246.21) on 2014-02-02 23:13

No one wants to damage his career, nevertheless, not everyone can develop high quality course essays. Therefore, the only resolution seems to be to find essay writing service.

#25 By Dickerson26Yesenia (193.105.210.41) on 2011-11-16 14:05

อืมม แบบนี้สงสัยคงต้องดูสุกี้ยากี้ใหม่มั้ง เพราะหลับไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรก พอตื่นขึ้นมาเจ้าป้านั้นก็เล่าความหลังซะแล้ว

จะเข้ามาบอกเหมือนคุณแฟนผมว่าแผ่น The Good The Bad เวอร์ชั่นไทยนี้น่าอดสูมาก เราซื้อมากะดูซับไทยสบายๆ แต่ดูไปดูมาเขวี้ยงทิ้งหยิบแผ่นผีมาดูดีกว่า (เอ๊ะ ทำเหมือนกันเลย 55+)

#19 By BdMd (124.120.67.202) on 2009-10-03 22:43

เข้ามาคุยเรื่องหนัง big smile

สุกี้ยากี้พี่ไม่มีปัญหาเรื่องคนญี่ปุ่นพูดภาษาอังกฤษนะ (เพราะสำเนียงไหนก็ฟังไม่ออกอยู่แล้ว) แต่พี่ว่าหนังมันเกินคำว่ากวนตีนจนกลายเป็นเลอะเทอะ ไม่รู้หรอกว่าเจตนามิอิเกะแกจะล้อเลียนรึจิกกัดใครรึเปล่า แต่ดูแล้วอึดอัดรำคาญใจมาก บางประเด็นก็ดูโง๊ โง่ อย่างตอนอีป้านั่นกลายเป็นยอดคนงำประกาย รึจะเป็นตอนคลานเข้าหากันที่ดูแล้วอยากจะให้มีใครยิงอีสองคนนี่ให้มันตายๆไปซะมากกว่าที่จะซาบซึ้ง

ส่วนเรื่อง The Good The Bad ขอเตือนให้หลีกเลี่ยงแผ่นลิขสิทธิ์ให้ห่างไกลที่สุด เพราะมีทุกอย่างที่ไม่พึงปรารถนา ทั้งการขึ้นคำเตือนโง่ๆ การตัดฉากบางฉากออก พี่เองโชคดีมีแผ่นผีที่ซื้อมานานแล้วแต่ยังไม่ได้เปิดดู เห็นมีแผ่นลิขสิทธิ์ออกมาอุตส่าห์อุดหนุน สุดท้ายดูไปได้หน่อยต้องปิด แล้วไปหยิบแผ่นผีมาดู สบายใจกว่าเยอะ อีค่ายนี้นี่มันรักษามาตรฐานดีจริงๆ

ปล. ตอนที่พิมพ์กำลังมีข่าวเคอิโงะ สงสารพ่อมันชิบเป๋งเลยว่ะ มันคงช็อคกับนักข่าวประเทศนี้มาก เดี๋ยวคนนู้นก็บอกให้หอม เดี๋ยวคนนี้ก็บอกให้กอดลูก แม่งเอ๊ย...

#18 By แฟนผมฯ (222.123.119.122) on 2009-10-02 21:54

ขอไห้พวกพี่จงสนุกสนาน

#17 By (118.173.158.44) on 2009-09-29 18:36

นุกมาก big smile

#14 By จกาสุดหล่อ (125.26.94.215) on 2009-09-29 16:12

ชอบครับๆๆ ชอบหนังของอาเฮียแกอยู่แล้ว ฉากเปิดเรื่องของหนังเรื่องนี้ เอาใจผมไปเต็มๆเลย big smile

#12 By soundsyndrome on 2009-09-29 04:09


คงได้ดูเร็วๆ นี้

#11 By renton (125.26.129.113) on 2009-09-25 07:31

เพิ่งสังเกตว่าตัวเองไม่ได้ใส่ชื่อ sad smile

สงสัยบ้างมั๊ยว่าไอ้นี่เป็นใคร? 555++

#10 By แฟนผมฯ (202.134.119.218) on 2009-09-24 09:29

น้องยิปซี~~

เสียดายนะที่หนังทำรายได้แป่วมาก เพราะเห็นคนรอบตัว (ที่ดูกันเพียงแค่หยิบมือเดียว) เอ่ยปากชมกันทั้งนั้น...

รู้สึกอยากดูอสุจ๊ากแล้วสิ (ส่วนขุนกระบี่นี้เคยดูผ่านๆทางเคเบิ้ล โดนเซนเซอร์ตรึมจนหมดอารมณ์ดู...)

#9 By BdMd (124.120.64.206) on 2009-09-24 00:15

ไม่เคยดูงานของ ผู้กำกับคนนี้เลย ไม่ว่าจะหนังสั้น หนังยาว


แต่หลังจากได้อ่าน ชักเริ่มสนใจขึ้นมาแล้ว big smile

#8 By Navagan (61.7.138.113) on 2009-09-22 00:53

+ เหมือนพี่จะเคยอ่านบทความนี้ในสตาร์พิคส์มาแล้วรอบนึงนะ และจากที่ไม่เคยคิดจะดูหนังเรื่องนี้เลย ก็เลยทำให้เกิดความสนใจขึ้นมา ถ้ามีโอกาสจะลองหามาดูนะครับ confused smile

+ บทความ วรนุส เอนทรี่ที่แล้วได้อารมณ์มากมาย พี่นึกภาพปลัดตี้ไปฝึกงานที่ต่างจังหวัดไม่ออกเลยแฮะ (พวกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านพฤติกรรมวรนุสๆ ทั้งหลาย จะถูกจิกด่ากลางวงอาหารกลางวันบ้างมั้ยนั่น?!? 55+) question

#7 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2009-09-21 10:49

เพิ่งได้ดูมาสดๆเลยเช่นกัน พี่กลับชอบเรื่องนี้น้อยที่สุดเลยอะ มันดูไมุ่สุดซักประเด็นและความสุดโต่งก็หายไป (ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่ค่อนข้างชอบในหนังของทวีวัฒน์) แต่ก็ยังชอบประเด็นในการว่าผู้ใหญ่หน้าโง่อยู่ดี big smile

จริงๆเรื่องสีเหลืองสีแดงก็มีนะ ตอนที่เด็กอ้วนนั่งคุยกับจอนในค่ายน่ะ ทั้งสองใส่เสื้อคนละสี แดงกับเหลือง แล้วก็ชนแป็ปซี่กัน big smile

#6 By Seam - C on 2009-09-21 09:27

โห รูปน้องยิปซีรูปสุท้ายนี่มัน...

ว่าแต่หนังมันดีขนาดนั้นเลยเหรอครับ แต่พี่ค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะไม่ถูกจริตพี่ยังไงก็ไม่รู้ sad smile

#5 By (117.47.152.61) on 2009-09-20 21:04

เดี๋ยวจะลองออกไปเดินหามาดูบ้างค่ะ big smile

#4 By .. * Ar๋tist ♥ on 2009-09-20 02:52

ไม่คิดว่าจะดีขนาดนี้นะ เดี๋ยวไปหามาดู

#3 By eak early : เอกเช้า on 2009-09-20 00:58

ยังไม่ได้ดู เลยไม่อ่าน
ไว้ดูก่อนแล้วจะแวะมาอีกที question

#2 By Travis on 2009-09-20 00:26

เป็นงานของตี้ที่ดีที่สุดในช่วงหลังๆ นี้เลย (ชอบๆ)
ขออาไปแปะใน fb นะครับ

#1 By ฟ้าดิน (112.142.133.107) on 2009-09-19 23:09