อนุบาลเด็กโข่ง : สนามเด็กเล่นแห่งใหม่ของเด็กชาย
posted on 19 Sep 2009 21:24 by nanoguy in Article, Movies
(ปักษ์แรก สิงหาคม 2552)
* ชื่อบทความ "สนามเด็กเล่น(แห่งใหม่)ของเด็กชาย"
จงใจตั้งให้คล้องกับบทวิจารณ์ของ ชาคร ไชยปรีชา ที่เขียนถึงภาพยนตร์เรื่อง อสุจ๊าก
ซึ่งตั้งว่า "สนามเด็กเล่นของเด็กชาย" *
ผมเพิ่งได้ดู อสุจ๊าก เป็นครั้งแรกก่อนลงมือเขียนบทความนี้ไม่นาน และมันช่วยให้ผมเห็นภาพรวมหลายๆอย่างของผู้กำกับที่ชื่อทวีวัฒน์ วันทา มากขึ้น (ถึงจะยังไม่ได้ดูหนังสั้น-หนังยาวอันว่าด้วย ขุนกระบี่ฯ ของเขาเลย) อย่างน้อยก็มากกว่าแค่การดูหนังสั้นต้นเรื่องของอนุบาลเด็กโข่งที่ชื่อ หัวหน้า
คงเป็นเพราะหนังสั้นเรื่องหัวหน้าต้องทำในโครงการชวนเด็กดูหนัง ของ สสส. ซึ่งข้อจำกัดแน่นอนว่าไม่ได้มีแค่ความยาวราวๆ 25 นาทีแน่ แต่เนื้อหาของหนังบางส่วนอาจจะถูกตัดตอนออกไปเสียก่อนเพราะมีใครบางคนเห็นว่าไม่เหมาะสมหากจะสร้างให้เด็กดู(อันนี้เป็นแค่ความคิดเพ้อเจ้อและเจืออคติของผมเองล่ะกระมัง) เพราะแค่ที่ตัวหนังสั้นออกมานี้ ในเอกสารประชาสัมพันธ์เมื่อหนังมาฉายในกรุงเทพฯ หลังไปฉายที่อื่นมา 3-4 แห่ง ความเห็นของนักวิชาการกับผู้ปกครองที่ถูกคัดเลือกมาต่างก็ตั้งคำถามถึงความรุนแรงของฉากแอ็คชั่นที่ใช้ ซึ่งเป็นไปในรูปแบบเกินจริง
พล็อตส่วนหนึ่งที่เติมมาในหนังใหญ่อย่างชัดเจนคือตัวละครที่ชื่อ ออม(คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์) คือแน่นอนว่าอาจเป็นเหตุผลเรื่องการตลาดสวยๆส่วนหนึ่ง แต่เมื่อหนังมีเรื่องของการตกหลุมรัก และก้อนความคิดในแบบของวัยรุ่นโผล่เข้ามา ก็เห็นชัดว่าหนังดูสมบูรณ์ขึ้น นอกเหนือจากการเพิ่มแง่มุมของเรื่องราวในส่วนอื่นๆ เช่น การเป็นหัวหน้า และ ที่มาของการเป็น “เด็กโข่ง” โดยเฉพาะประการแรกที่ดูเบาบางมากๆในตัวหนังสั้น ทั้งที่ตั้งชื่อเสียชัดเจนว่า “หัวหน้า” แท้ๆ แต่กลับไปเล่นเรื่องของมิตรภาพและความเป็นเพื่อนมากกว่า
แล้วจริงๆ อนุบาลเด็กโข่ง ก็เป็นเสมือนภาคต่อของ อสุจ๊าก อยู่กลายๆ เพราะท่าทีของหนังที่ทำตัวเสมือนสนามเด็กเล่นของเด็กชายเหมือนกัน เพียงแต่ลดวัยจากวัยรุ่นห่ามๆที่หมกมุ่นในเรื่องเซ็กส์ ลงมาเป็นเด็กวัยอนุบาลที่กำลังเริ่มแก่แดดแก่ลมแทน

โอม(นพฤทธิ์ สุริวงศ์) กับ สุทิน(พุฒิพงษ์ ศรีวัฒน์) อาจเป็นตัวแทนของเด็กชายในสังคมไทย –อย่างน้อยก็ในสายตาของทวีวัฒน์- ที่ต่างช่วงวัยกัน แต่ทั้งสองมีเป้าประสงค์เดียวกันชัดเจนนั่นคือเรื่องของความโด่งดังมีชื่อเสียง และเรื่องการคว้าหัวใจของหญิงที่ตัวเองหมายปอง ซึ่งกรณีของอสุจ๊ากนั้นหนังไปสุดทางกว่าเพราะวางตัวเองไว้เหนือจริงอย่างสุดขั้ว ตอนจบพระเอกจึงได้มีเซ็กส์กับนางเอกเพื่อช่วยโลกที่กำลังจะย่อยยับ และวันต่อมาคงได้แถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการว่าคบหาดูใจกันอยู่ อะไรทำนองนั้น ทิ้งความฝันเรื่องวงร็อคไปเสียสนิท
ในขณะที่โอม หัวหน้าแก๊งคิงคอง เป้าหมายอยู่แค่การยึดครองดินแดนของแก๊งอื่นในตำบล(ไม่ได้อยากดังไปคับประเทศ เพราะเขาก็เป็นแค่เด็กอนุบาลอยู่ดี ถึงจะโข่งขนาดไหนก็ตาม) ก่อนที่จะมีออมก้าวเข้ามาในชีวิตแบบไม่ทันตั้งตัวและดูเหนือจริงแบบสุดเว่อร์ (เธอมาทำอะไรในสะพานของหมู่บ้านที่กันดารเกินกว่าเครื่องแบบโรงเรียนนานาชาติของเธอ?) ยิ่งกับพฤติกรรมที่เธอแสดงออกกับโอม แม้จะอยู่บนพื้นฐานว่ากำลังประชดชีวิตกับผู้ชายอีกคน ก็ยังดูเหนือจริงสุดๆอยู่ดีที่เธอจะทั้งไปคาราโอเกะ ถ่ายรูปสติกเกอร์คู่กับเขาไปอวดคนอื่น และทำดีด้วยต่างๆชนิดที่คนดู(แน่นอน เพศชาย)ได้แต่อิจฉาอ้าปากค้าง แถมยังไม่ใคร่จะระแคะระคายในพฤติกรรมที่เด็กเกินเหตุของพระเอกเสียอีก
ทั้งที่เรื่องราวลดอายุลงไปสู่จักรวาลของเด็กอนุบาล แต่เห็นได้ชัดว่าทวีวัฒน์นั้น “นิ่ง” ขึ้นในการทำหนัง (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับความพลุ่งพล่านสุดโต่งใน อสุจ๊าก) มีประเด็นหลายอย่างที่เติมมาจากหนังสั้น และเมื่อออกมาเป็นหนังใหญ่มันได้ช่วยให้เรื่องราวสมบูรณ์ขึ้น ราวกับว่านี่แหละคือเรื่องที่เขาอยากเล่าตั้งแต่ตอนรับโจทย์หนังสั้นเรื่องนี้มาตอนแรก
ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นเหมือนสุทิน เป็นเด็กอนุบาลเหมือนโอม ต่างก็เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่ความต่างมีแค่ความทะเยอทะยานของเด็กอนุบาลอย่างโอมนั้น จะแลดูเพ้อฝันเกินจริงไปบ้าง ซึ่งก็ไม่ได้ผิดแผกอะไรกับชีวิตคนเรา สมัยเราอยู่อนุบาลเราก็เพ้อฝันอะไรไปเรื่อยเปื่อยเพราะยังไม่ทันได้เผชิญกับความโหดร้ายของโลกมนุษย์กันนัก


แต่สิ่งที่ทำให้การรำลึกย้อนวัยเด็กของหนังเรื่องนี้ไปไกลกว่าแฟนฉัน ทั้งๆที่แฟนฉันล่วงเข้าวัยประถมแล้วด้วยซ้ำ ก็เพราะหนังหยิบเอาเรื่องเล็กๆในวัยอนุบาลมาขยายเพื่อเล่าเรื่องของผู้ใหญ่ได้แบบเนียนๆ เนียนชนิดที่ว่าตอนดูเราไม่ต้องคิดไปในทางนั้นเลยก็ยังได้ แค่ดูเป็นหนังเด็กสนุกๆขำๆ(หรืออาจไร้สาระไปเลยสำหรับบางคน)เรื่องหนึ่ง เช่นการแบล็คเมล์ด้วยรูปถ่าย ผ่านตัวละครเด็กหญิงลึกลับพร้อมผ้าปิดตาที่ชื่อจำเนียร(กัจนฐานิยา ศรีโรจน์วัฒนะ)
การดำเนินเรื่องตรงช่วงนี้ในหนังสั้นออกจะรีบๆไปหน่อย คงเป็นเพราะปัจจัยเกี่ยวกับเวลาที่ทำให้ซับซ้อนมากไม่ได้ ก็คือจำเนียรไปแอบถ่ายรูปโอมตอนกำลังถ่ายหนักในห้องน้ำ แล้วขู่จะเอาไปประจานถ้าไม่ยอมรับเข้าแก๊งคิงคอง จนโอมต้องยอมแหกกฎของแก๊งที่จะไม่รับสมาชิกผู้หญิงเพราะกลัวอับอาย แล้วเมื่อเข้าเป็นสมาชิกก็เกิดความขัดแย้งขึ้นเพราะเด็กโคตรโข่งอย่างไอ้ลูกหมี(ณัฐวุฒิ ศรีหมอก) ดันกระชากโซ่ออกมาเรียนได้ จำเนียรเลยใช้โอกาสนี้ไต่เต้าทางอำนาจ ซึ่งในเวอร์ชั่นหนังใหญ่ไม่ได้มีแค่เรื่องโอมแอบไปเข้าห้องน้ำด้วย เพราะโอมดันไปกิ๊กกั๊กกับออม ทั้งที่ตัวเองตั้งกฎว่าสมาชิกแก๊งห้ามมีแฟน ช่วยเพิ่มมิติความซับซ้อนได้ดีทีเดียว

เช่นเดียวกับโอมที่เหมือนจะได้รู้อะไรบางอย่างจากประโยคนี้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะจริงๆคาแรคเตอร์เด็กโข่งของโอมนี้มีความก้ำกึ่งระหว่างความเป็นเด็กอนุบาลและวัยรุ่นอยู่เหมือนกัน ถึงรสนิยมความคิดความอ่านจะกระเดียดไปในทางอนุบาลสุดๆ(สังเกตได้ในฉากเลือกเสื้อให้ออม) แต่ก็มีอีกหลายอย่างที่คาบเกี่ยวเกินวัยอนุบาล ไหนจะการที่ไปหลงรักออมอย่างถอนตัวไม่ขึ้น การดูต้นทางตำรวจให้แม่ตอนเล่นไพ่ หรือกิจกรรมอื่นๆที่โดนออมลากไปทำเขาก็ยังพอจะเนียนๆไปได้
จอนลาออกไปเข้าแก๊งแพนด้าซึ่งเป็นแก๊งใหญ่ในตำบลข้างๆ เพราะทนไม่ได้ที่โอมต้องยอมให้จำเนียรโดยไม่ชี้แจงเหตุผล(และเอาเผด็จการเข้าว่าอยู่ตลอดในพักหลัง เพื่อปกปิดเรื่องน่าอับอายของตัวเอง) โดยเฉพาะเมื่อจำเนียรได้ตำแหน่งรองหัวหน้าไป เพราะชนะพนันที่สามารถจัดการไอ้ลูกหมีได้โดยไม่ต้องใช้กำลังอะไรเลย ซึ่งในระหว่างนั้นคำพูดของพี่อู๊ดก็ยังค่อยๆกัดเซาะหลอกหลอนเราอยู่เรื่อยๆทั้งเรื่อง และชักนำให้คนดูไขว้เขวอยู่ตลอด
ตัวละครพี่อู๊ดก็คือผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักโต (แม้จะนำเสนอแบบโจ่งแจ้งแข็งทื่อเกินไปหน่อย เหมือนกับเสียง voiceover ของหนังที่พากย์โดยน้าต๋อย เซมเบ้) ที่คอยอ้างตลอดว่าเคยเกรียงไกรแค่ไหนกับการเป็นหัวหน้าแก๊งคิงคองที่เด็ดเดี่ยว พร้อมๆไปกับปรามาสเพื่อนพ่อของโอม(ที่หน้าเหมือนโอมกว่าพ่อแท้ๆซะอีก)ว่าขาดความเด็ดขาด อยู่ดีดีก็กลายเป็นคนอ่อนแอปวกเปียก จนไม่สามารถสร้างตำนานยึดตำบลเบ็ดเสร็จได้ ทั้งที่พี่อู๊ดก็รู้ตัวตลอดนั่นแหละ ว่าคนอื่นที่เขาเลิก “อิน” กับเรื่องของแก๊งและการละเล่นแบบเด็กๆนี้ต่างก็ไปทำอาชีพอะไรที่ดูดีกว่าการเปิดร้านขายของ แล้วก็พูดหลอกเด็กไปวันๆ หรือจะพูดให้แรง คือคนอื่นเขาเลิกอินกับศักดิ์ศรีโง่ๆกันไปนานแล้ว – บางทีความคับแค้นที่ตัวเองต้องตกอับอยู่อย่างนี้ ผลักดันให้เขาพยายามจะสร้างเด็กที่โตขึ้นจะตกอับเหมือนเขาก็ได้
ตัวละครพี่อู๊ด ก็เหมือนเป็นภาคขยายของวัยรุ่นไม่รู้จักโตจากอสุจ๊าก ส่วนน้องออมผู้น่ารักก็เหมือนเป็นอีกร่างของแลมมี่ นางแบบสาว ที่ทำตัวเหมือนประชดชีวิตโดยลดตัวลงไปหาผู้ชายหน้าตาแย่ๆเหมือนกัน (ในกรณีืที่แลมมี่ เจอหน้าตาอาจไม่แย่มาก แต่นิสัยนั้นหมกมุ่นในกามสุดๆจนไม่น่าจะมีใครรับพฤติกรรมได้) สำหรับเรื่องของโอมกับออม ก็เป็นตัวช่วยให้เห็นกันชัดๆว่าโลกของเด็กอนุบาลกับเด็กวัยรุ่นต่างกันแค่ไหน แต่อีกด้านหนึ่ง บางทีโลกของผู้ใหญ่มันก็ไร้สาระไม่ต่างกับโลกของเด็กอนุบาลยังไงชอบกล
ถึงหนังจะจบแบบแผ่วๆไปหน่อย เพราะท่าทีสั่งสอนเรื่องคุณค่าของมิตรภาพ, ความปรองดอง และไปจนถึงการทำตัวให้สมกับเป็น “หัวหน้า” (กับเสียง voiceover ของน้าต๋อยที่เริ่มจะกลายเป็นน่ารำคาญ) มันก็ชวนให้นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศเราตลอดช่วงที่ผ่านมาอย่างไรบอกไม่ถูก ซึ่งที่ประหลาดมากคือหนังไม่ได้มีสัญลักษณ์หรือคำพูดในทำนองสีเหลืองหรือสีแดงโผล่มาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
สงสัยเพราะคนพวกนั้นจะเหมือนเด็กโข่งเกินไปล่ะมั้ง เลยทำผมเริ่มเพ้อเจ้อ


ขออาไปแปะใน fb นะครับ
#1 By ฟ้าดิน (112.142.133.107) on 2009-09-19 23:09