สาเหตุคือเพิ่งอ่านบทสัมภาษณ์สองชิ้น จากนิตยสารภาพยนตร์สองเล่มมา
1.
"เจาะลึกระบบเรตติ้งในประเทศไทย: เขาให้เรตหนังกันอย่างไร!" (Filmax ปก New York, I Love You) - สัมภาษณ์ สมชาย เสียงหลาย รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นหลัก พร้อมคนอื่นๆเสริม
2.
"ชำแหละ พรบ.ภาพยนตร์ฯ: เตาะแตะไปกับกฎหมายที่ยังตั้งไข่" (Bioscope ปก Miao Miao) - ล้อมวงถกโดยคนในวงการภาพยนตร์ พูดคุยกับ ประดิษฐ์ โปซิว ผ.อ.สำนักพิจารณาการภาพยนตร์และวีดิทัศน์

จากที่ตามมาเรื่อยๆ ก็ยังรู้สึกว่าคนในกระทรวงนี้พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนเดิม แต่ถ้าเอาอย่างไม่มีอคติ คุณประดิษฐ์ให้คำตอบที่ชัดเจนกะทัดรัดดี (แม้จะอยู่ในน้ำเสียงลีลาที่อ่านแล้วชวนคันง่ามนิ้วไปหน่อย) ทุกอย่างอ้างอิงจากตัวกฎหมาย พรบ.ภาพยนตร์ฯ และกฎกระทรวงฯ ที่ส่งผลกระทบกับคนดูอย่างเราๆนี่แหละ ซึ่งหลายอันก็ทำให้เห็นจริงๆว่าไอ้ พรบ. นี้มันควรค่าแก่การเอาไปฉีกทิ้งลงชักโครกวัดยังไงชอบกล จากสาเหตุที่เอากฎหมายหลายอันมายำักัน แล้วทำให้มันขัดกันเองบ้าง นอนเซ้นส์บ้าง เช่น (สีเขียวคือคำพูดของคุณประดิษฐ์ทั้งหมด)

"ต้องเข้าใจนะว่าถ้าเราให้เรต ส แล้ว เราไม่สนใจว่าหนังจะมีความรุนแรงไหม" 
"คนเขียนกฎหมายเขาคงมองว่าอีกไม่นานหนังกลางแปลงก็คงไม่เหลือแล้วมั้งครับ"
"สมมติผมไปซื้อลิขสิทธิ์หนังต่างประเทศมา เอามาเปิดดูในเมืองไทย ผิดเลยนะครับ"
"มาตรา 29 บอกไว้ว่าหนังเรื่องใดที่ขัดต่อศีลธรรมหรือทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย สามารถไม่อนุญาตได้ ซึ่งเอาแค่ว่าขัดต่อศีัลธรรมเนี่ย ...คือเรต 6(20+) มันฉายได้ถูกมั้ย แต่ถามว่าหนังเรต 6 เรื่องไหนบ้างที่ไม่ขัดต่อศีลธรรม"

(ชลิดา เอื้อบำรุงจิต ถาม "อย่างหอภาพยนตร์แห่งชาติมีโรงหนังของตัวเองและมีการจัดฉายหนังให้คนดู อย่างนี้ต้องส่งหนังที่จะจัดฉายมาให้ตรวจก่อนมั้ยคะ") - "ไม่ได้ยกเว้น"
"พรบ.ฉบับนี้เขียนผิดตรงนี้ วรรคหนึ่งบอกว่าภาพยนตร์ที่ไม่ต้องมีการตรวจเป็นแบบนี้ๆ แต่วรรคสองบอกว่าภาพยนตร์ทุกเรื่องหากนำออกฉายเป็นการทั่วไปต้องส่งตรวจ เวรกรรม(หัวเราะ)"

คร่าวๆ ถึงความเหี้ยห่าของ พรบ.ฉบับนี้กันไว้เท่านี้ก่อนดีกว่า แค่นี้ก็เป็นลมแล้ว เพราะแบบนี้ชมรมภาพยนตร์จะฉายหนังกันเองเนี่ย (ไม่ว่าจะชมรมของผมเองที่เป็นของมหาลัย, ชมรมของคณะนิเทศ, การจัดฉายของคณะอักษรฯจุฬา หรือว่าพวก Film Hunt เอย กางจอ เอย) ก็ต้องส่งตรวจกับกองเซ็นเซอร์ ถ้ายึดตามตัวกฎหมายอย่างจริงๆจังๆ แล้วค่าตรวจไม่ใช่น้อยๆนะเนี่ย ถ้าเป็นแผ่นคิดนาทีละ 5 บาท (ฉายหนัง 2 ชั่วโมง โดนไป 600 นะครับเนี่ย ฮู้ว แพงพอๆกับค่าเช่าห้องฉายในจุฬาฯเลยแม่ง) - นี่ยังไม่ได้พูดเรื่องเดิมๆซ้ำๆ เช่นคำว่า "ศีลธรรมอันดีของชาติ" ที่เขียนไว้กว้างเป็นมหาสมุทรแปซิฟิกแอตแลนติก ซึ่งไม่มีใครให้คำตอบได้ ยกเว้นคำว่า "ดุลยพินิจของคณะกรรมการ"

ทีนี้จะมาดูความงงๆ สับสน ของคนในกระทรวงวัฒนธรรมกันเอง ไม่รู้ว่าใครอ่านกฎหมายไม่อ่านกฎหมายมากกว่ากันน่ะนะครับ แต่ที่ให้สัมภาษณ์ในสองเล่มนี้ แสดงให้เห็นจริงๆว่าแม่งไม่ได้คุยอะไรกันเลย ไม่มีความชัดเจนอะไรทั้งนั้น ซึ่งก็เข้าใจว่าเป็นเพราะกฎหมายมันเพิ่งจะใช้ จะเอาชัดเจนอะไรกันนักหนา กูนี่เรื่องมากจริงๆ แต่ก็เพราะเขียนไปเหี้ยเอง มันถึงออกมาบ้าๆบอๆแบบนี้น่ะสิ 

ตัวอย่างของความสับสน

ประดิษฐ์ โปซิว
"เรต 1-5(ส,ท,13+,15+,18+) ทางโรงสามารถฉายได้เลยไม่ต้องตรวจบัตรคนดู เรตเป็นแค่คำแนะนำเฉยๆ"

สมชาย เสียงหลาย
(ในทางปฏิบัติ คนอายุต่ำกว่าสามารถเข้าชมได้?)
"เราก็จะมีมาตรการทางปกครอง เช่นถ้าเราตรวจพบการกระทำความผิดว่าคุณเอาเด็กที่อายุต่ำกว่าไปดู ในเรตที่ไม่มีโทษทางอาญา เราก็จะใช้มาตรการทางปกครองในการกำกับดูแลโรงภาพยนตร์ เราก็จะมีขั้นตอนเช่นว่ากล่าวตักเตือน แต่ถ้าคุณยอมต่อไปมันก็จะรุนแรงขึ้น เราสามารถพักใช้ใบอนุญาตได้"

(ถ้าสมมติเด็กอายุต่ำกว่า 13 ไปดูหนังเรต 13+ ทางกระทรวงก็จะดำเนินการหรือ?)
"ก็ต้องดำเนินการ เราจะมีเจ้าพนักงานที่จะดำเนินการ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจร้อยตรีขึ้นไปที่อยู่สายปราบปราม แล้วก็เจ้าหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรมเอง... บัตรประชาชนเราทำตั้งแต่อายุ 15 คุณก็สามารถตรวจบัตรได้"

(แล้วเรต 13 จะตรวจอย่างไร)
"13 เขาก็มีบัตรนักเรียนไำง เขาก็สามารถยืนยันตนได้"


ต่อกันที่ประเด็นว่าด้วยหนังที่ถูกแบนไปแล้วในระบบเก่า

ประดิษฐ์ โปซิว
"หนังที่เคยถูกแบนไปแล้วจะส่งกลับมาให้พิจารณาใหม่ก็ไม่มีปัญหาอะไร หรือถ้าหนังที่เคยถูกตัดไปแล้วและใส่กลับเข้ามาใหม่ก็พิจารณาใหม่ได้"

สมชาย เสียงหลาย
"หนังเรื่องนี้(Zack and Miri Make a Porno)ถูกแบนไปแล้ว เด็ดขาด ฉายในประเทศไทยไม่ได้ แต่ถ้าจะยื่นใหม่ผมให้ความเห็นไม่ได้ ต้องให้คณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์เป็นคนพิจารณา ว่าจะรับหรือไม่รับมาตรวจพิจารณาใหม่"


และประเด็นเรื่อง หนังโรงไปลงแผ่น

ประดิษฐ์ โปซิว
"(หนังแผ่น)ตรวจทีเดียว ยกเว้นว่าเปลี่ยนมือเจ้าของ เมื่อเปลี่ยนมือเจ้าของ เงื่อนไขมันก็ไม่ตรงแล้ว จำเป็นต้องตรวจใหม่ ....ไม่ใช่ติดเรตใหม่ แต่เป็นการตรวจพิจารณาใหม่ทั้งหมดเลย...หรือถึงใ่ส่ฟีเจอร์เพิ่มมาก็ต้องตรวจใหม่ เพราะเนื้อหาสาระเปลี่ยนไป"

สมชาย เสียงหลาย
(ถ้าหนังส่งไปจัดเรตแล้ว ก็สามารถใช้เรตนั้นได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องตรวจส่งซ้ำ?)
"ใช่ เราคุมเฉพาะ content เมื่อเราให้เรตแล้วเราจะรักษามาสเตอร์ที่เขาให้เรามาไว้ ซึ่งถ้าคุณไำปตัดต่อเพิ่ม คุณจะมีความผิด"


คือก็ไม่อยากโทษคนใช้กฎหมายหรอก ทั้งกองเซ็นเซอร์เอย กระทรวงวัฒนธรรมเอย คือกฎหมายมันเหี้ยมาตั้งแต่ต้น คนอ่านมันก็ต้องงงแบบนี้แหละ แต่พวกมึงงงแล้วไม่ฟังที่คนในวงการเขาพูดให้ฟังมาตลอด ตลอด ตลอด แล้วก็มาทำให้พวกกูเดือดร้อนอีกจนได้อ่ะ - แล้วแทนที่ให้สัมภาษณ์แล้วกูจะเคลียร์ขึ้น ดันทำให้กูสับสน เพราะเืสือกพูดไม่เหมือนกันอีก แม่ง

ที่มันน่าหนักใจก็คือว่า คุณประดิษฐ์พูดโดยอ้างอิงกฎหมายทุกประการเลย(จนดูหัวหมอในบางครั้งด้วยซ้ำ) ชัดเจนแจ่มแจ้งว่าใครมีอำนาจอะไรยังไง (หรือ พรบ. นี้มีอะไรงี่เง่าบ้าง แกยังพูดเองเลย) แต่ว่าคุณสมชาย รองปลัดฯ นีี่พูดเหมือนกำลังจะเขียนกฎกระทรวงหรือกฎหมายขึ้นมาใหม่ตามดุลยพินิจของตัวเอง มีการใ้ช้มาตรการทางปกครองอะไรต่างๆ ที่ไม่ได้มีบอกไว้ในกฎหมายเลยซักนิด ซึ่งดูตาม chain ของอำนาจเนี่ย รองปลัดฯมัน น่าจะใหญ่กว่า ผ.อ.กองเซ็นเซอร์เหอะ

เผลอๆ จะได้เห็น "ว.ธ.ภิวัตน์"

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านแล้วก็ปวดหัว
สรุปว่าโหลดtorrentมาดูเหมือนเดิมดีกว่า
555

#1 By psbs (58.11.72.58) on 2009-09-09 19:46

ก็ดูเป้นคนกระทรวงนี้ดีนะ
รู้สึกอยากเข้าไปทำงานในกระทวงนี้ขึ้นมาตะหงิดตะหงิด

:D

#2 By patz'h on 2009-09-09 20:01

ในฐานะที่เคยทำงานออกกฏหมายมาก่อน แต่คนละกระทรวงกัน (และยังไม่ได้อ่าน 2 เล่มนี้นะ อ่านแต่ที่ตี้เอามาลงอย่างเดียว)

ระหว่างสองท่านนี้ให้เชื่อ ผ.อ. มากกว่า เพราะรองปลัดอยู่สูงไป ผ.อ. จะได้คลุกคลีใกล้ชิดรายละเอียดมากกว่า ดังนั้นจึงแม่นกฎหมายกว่า แต่ผู้จะให้ความกระจ่างได้ดีที่สุด ก็คือ (1) ข้าราชการที่เป็นนักวิชาการที่เขียนกฎหมายนั้นจริงๆ (คนที่ชื่อจะปรากฏในท้ายสำเนาของกฎหมาย) และ (2) นักกฏหมายที่ดูแลการออกกฎหมายควบคู่ไปกับนักวิชาการในข้อหนึ่ง

ในส่วนของการที่กฏหมายมีความผิดพลาดไม่กระจ่างหรืออะไรก็แล้วแต่แล้วจำเป็นต้องแก้ไข รับรองได้เลยว่าถ้าจะแก้กันจริงๆ ใช้เวลานานแน่ๆ เพราะ (1) ข้าราชการในกรมกองนั้นๆ จะถูกด่าลงมาเป็นทอดๆ ว่าเขียนกฎหมายกันยังไงให้ต้องมาตามแก้หลังจากลงราชกิจจาฯ ไปแล้ว และบางทีเบื้องบนอาจอิหลักอิเหลื่อที่จะเซ็นให้เพราะมันเสียหน้า และ (2) ต่อให้โอเคจะแก้กันจริงๆ ตามกระบวนการมาตรฐานก็ต้องลากยาวประมาณนึงอยู่ดี เว้นแต่เป็นกฎหมายด่วนมากจริงๆ ต้องรีบบังคับใช้ ซึ่งคิดว่ากฎหมายฉบับนี้คงไม่เข้าข่ายนั้น

เฮ้อ.. เหนื่อยใจ

#3 By eak early : เอกเช้า on 2009-09-09 21:18

เริ่มงงๆ sad smile

#4 By McMurphy (125.24.76.241) on 2009-09-09 21:36

ในฐานะที่อยู่ในทั้งสองเหตุการณ์ จะขอชี้แจงดัีงนี้

กรณีของ ผ.อ. ประดิษฐ์ จริงๆแล้วได้รู้จักกัน ตั้งแต่ตอนที่ทำคอลัมน์ครั้งก่อนกับ "กัลปพฤกษ"์ ซึุ่่่งตอนนั้น ผ.อ. ประดิษฐ์ ยังไม่ได้เป็น ผ.อ. แต่อยู่ในตำแหน่งของ หัวหน้ากลุ่มตรวจพิจารณาภาพยนตร์ (ซึ่ง ผอ ประดิษฐ์ ก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งนี้จนถึงปัจจุบัน) ดังน้น ผ.อ. ย่อมเป็นคนที่รู้และเข้าใจวิธีการในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้มากที่สุด เพราะตามกฎหมายฉบับนี้ อำนาจในการพิจารณาต่างๆ จะเป็นของทาง สวช ที่จะมีคำสั่งไป กลุ่มบุคคลอื่นๆ เช่น ตำรวจ ไม่สามารถใช้ดุลพินิจในการตีความกฎหมายได้ หากไม่ผ่าน สวช หรือคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ หรือ คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ
เรื่องของ ผ.อ. ประดิษฐ์ มีอีกหลายอย่าง หากอยากรู้เพิ่มเติม สามารถโทรศัพท์มาถามเป็นการส่วนตัวได้ เพราะบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ควร Off Record

กับกรณีของ รองปลัดฯ สมชาย เสียงหลาย รองปลัดฯ ท่านนี้ คือคนที่ทำกฎหมายฉบับนี้มา ตั้งแต่ในชั้นการพิจารณาก่อนเสนอกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยรองปลัดฯ เป็นคนที่เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการยกร่างกฎหมาย เพราะฉะันั้น ถือว่าเป็นข้าราชการระดับสูงของกระทรวงฯ ที่ทำงานกับตัวกฎหมายฉบับนี้มากที่สุด ซึ่งต่างจากข้าราชการระดับสูงท่านอื่นๆ ที่จะไม่ได้เข้ามาทำกฎหมายตัวนี้ หรือเข้ามาแต่ไม่ต่อเนื่อง

ถ้าจำกันได้ รองปลัดฯ คือคนที่ไปออกรายการทีวีมาแล้วหลายครั้ง ครั้งล่าสุด คือรายการของสรยุทธ์ ที่มากับ ตัวแทนเยาวชน (อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์)และเถียงกับ คุณปุ๊ก พันธุ์ธัมม์ และ ต้อม ยุทธเลิศ

และจุดที่สำคัญอิีกจุด ซึ่งตอนนี้ทราบกันอย่างเป็นทางการแล้วคือ ในวันที่ 1 ตุลาคมที่จะถึงนี้ รองปลัดฯ สมชาย จะถูกย้ายมาประจำที่ สวช นั่นคือ จะมาเป็นผู้บังคับบัญชาของ ผ.อ. ประดิษฐ์ อีกทีหนึ่ง

และแถมให้อีกอย่าง รองปลัดฯ ท่านนี้ คือหนึ่งในคณะกรรมการทางด้านกฎหมาย ที่เป็นผู้แบน Zack and Miri Makes a Porno ในชั้นของการอุทธรณ์

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัว ไม่คิดเช่นกัน ว่า รองปลัดฯ จะแม่นในกฎหมายฉบับนี้

ถามว่าในกรณีนี้ ใครพูดถูก พูดผิด แน่นอนว่า คนสัมภาษณ์เอง ก็ตอบไม่ได้ว่าควรเชื่อใคร เพราะจากที่ดูๆมา การบังคับใช้กฎหมายนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวอักษรที่เขียนลงในกฎหมาย แต่อยู่ที่ตัวบุคคลเป็นหลัก ว่าจะตีความมันอย่างไร แม้แต่นักกฎหมายที่ร่างกฎหมายขึ้นเอง ก็อาจจะยังตอบไม่ได้ เมื่อพิจารณาจากการล้อมวงคุย ของไบโอสโคป ซึ่งมีหลายประเด็นที่ไม่ได้นำมาลงตีพิมพ์

#5 By Donsaron (58.8.172.181) on 2009-09-10 03:38

แล้วก็มีเรื่องคู่มือ ที่ลงไปใน filmax ซึ่งตรงนี้ ก็จะบอกไว้ตรงนี้ก่อนเลยว่า ยังมีข้อกังขาหลายอย่างว่า คู่มือจะถูกนำไปใช้จริืงๆหรือไม่ ซึ่งจริงๆ มันเป็นคู่มือที่ทำมาด้วยเจตนาที่ดี เพื่อที่จะช่วยตัดปัญหาิอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต

อย่างไรก็ตาม เมื่อนำลงไปแล้ว ก็อยากให้ลองเอาไปเล่นสนุกๆ ด้วยการลองอ่านคู่มือดู แล้วลองจัดเรต โดยใช้วิจารณญาณเป็นหลัก ประกอบกับคู่มือนี้ดู ว่าหนังเรื่องไหนควรอยู่เรตอะัไร

ส่วนประเด็น Zack and Miri Makes a Porno นั้น ให้ยึดตาม ผอ ประดิษฐ์ ซึ่งเท่าที่ทราบมา หนังที่ถูกแบนไปได้ถูกส่งกลับมาพิจารณาใหม่ แต่จะผ่านหรือไม่ยังไม่ทราบ ต้องถามบริษัทที่นำเข้า

#6 By Donsaron (58.8.172.181) on 2009-09-10 03:46

เออ งง จริงๆsad smile

ยิ่งอ่านจากคอมเม้นต์ต่างๆแล้ว ยิ่งเหนื่อยใจจริงๆ

Hot!

#7 By Seam - C on 2009-09-10 09:26

+ แทนที่กระทรวงวัฒนธรรมจะมายุ่งวุ่นวายกับเรื่องจำกัดสิทธิ์ไร้สาระพวกนี้ สู้เอาเวลามาคิดกลยุทธ์ "ส่งออกวัฒนธรรม" แบบที่เกาหลีเค้าทำกันอยู่เป็นล่ำเป็นสัน จะดีกว่ามั้ยเนี่ย มีมูลค่าเพิ่มกว่าตั้งเยอะเลยอ่า sad smile

+ ก็ต้องลองดูกันต่อไปครับ ว่าในทางปฏิบัติจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน เหอๆ tongue

#8 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2009-09-10 15:27

การที่รัฐกำหนดประเภทหนังที่จะต้องผ่านการเซนเซอร์ พร้อมทั้งคิดค่าใช้จ่ายด้วย มีแนวโน้มจะนำไปสู่ 'การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ' (Rent-seeking) ซึ่งรัฐไทยก็มีความถนัดเสียด้วยสิ :/

#9 By Khoop (203.131.211.151) on 2009-09-10 18:58

รับรู้เรื่องพวกนี้ทีไร ปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทุกที angry smile

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปดู Final 4 ยังเห็นพ่อแม่พาลูกเล็กไม่ถึง 10 ขวบมานั่งดูอยู่เลย ไงล่ะมึง? ตับไตไส้พุงพุ่งเต็มหน้าเด็กไปหมด

ใครจะมานั่งเฝ้าว่าโรงหนังจะให้เด็กเข้ามารึเปล่า? ไหนจะอีพ่อแม่ไร้สำนึกพวกนี้อีก นี่ล่ะเป็นสาเหตุให้พวกเซ็นเซอร์เอามาอ้างได้

เหนื่อยใจจริงๆ (โชคดีนะ ที่มีแผ่น Zack แบบ Un cut เรียบร้อยแล้ว)

#10 By แฟนผมฯ (202.134.119.218) on 2009-09-11 12:49

^
^
คือปัญหามันอยู่ที่พวกนักจิตวิทยาก็มักจะมีเหตุผลมาสนับสนุนอยู่เรื่อยแหละว่า หนังมีส่วนทำให้คนกระทำอะไรรุนแรง ซึ่งก็ไม่ได้เถียงว่าไม่ถูก แต่พวกเซ็นเซอร์ก็ชอบจะเอาอะไรพวกนี้ไปอ้างแบบแถๆและยึดแค่ว่าูสิ่งนี้เท่านั้นที่ถูก

ปัญหาอีกอย่างคือพ่อแม่พวกนี้มันไม่เคยคิดหรอกว่าลูกมันต้องไปเจออะไรพุ่งใส่หน้าบ้าง แต่มันก็น้อยกว่าปัญหาที่ว่า พวกคนมีอำนาจและพวกรัฐบาลก็พยายามจะคิดแทนอีพ่อแม่พวกนี้เหลือเกิน ถามจริงเถอะว่าที่พวกกูเลือกตั้งเข้าไปเนี่ย เลือกเข้าไปให้มึงมาเลี้ยงลูกแทนกูหรือไง?

ที่ตลกคือ แม่งเสือกมีคนบอกว่า "ใ่ช่ มึงต้องมาเลี้ยงลูกแทนกู"

#11 By nanoguy on 2009-09-11 15:36

^
^
เออ ใช่ๆ มันมีคนแบบนี้จริงๆ

ที่ว่าชอบแอลนี่ไม่ได้ชอบแบบรักแอล เชียร์แอลนะ แต่ชอบแคแรคเตอร์ของมัน อ่านแล้วรู้สึกว่า เออ ไอ้คนคิดมันเก่งดี

ตี้ไปดู 5 แพร่งมารึยัง? ชอบมั๊ย? พี่ขัดใจการแสดงของนิโคลเรื่องนี้จังเลยว่ะ (เอ๊ะ รึตี้จะชอบ) ส่วนเจ๊ช่า อืม... เล่นเป็นตัวเองจริงๆด้วย big smile

#12 By แฟนผมฯ (222.123.127.21) on 2009-09-12 11:08


ยังไม่ได้อ่านจากทั้งสองเล่มนี้เลย

ติดตามกันต่อไปว่าจะร้อยเรียบกันในรูปแบบไหน

sad smile

#13 By renton (113.53.92.194) on 2009-09-12 14:59

ขอนำลิงค์ไปลงในบทสัมภาษณ์ สมชาย เสียงหลายนะครับ

#14 By yuttipung (125.24.146.30) on 2009-09-30 15:15