สาเหตุคือเพิ่งอ่านบทสัมภาษณ์สองชิ้น จากนิตยสารภาพยนตร์สองเล่มมา
1.
"เจาะลึกระบบเรตติ้งในประเทศไทย: เขาให้เรตหนังกันอย่างไร!" (Filmax ปก New York, I Love You) - สัมภาษณ์ สมชาย เสียงหลาย รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นหลัก พร้อมคนอื่นๆเสริม
2.
"ชำแหละ พรบ.ภาพยนตร์ฯ: เตาะแตะไปกับกฎหมายที่ยังตั้งไข่" (Bioscope ปก Miao Miao) - ล้อมวงถกโดยคนในวงการภาพยนตร์ พูดคุยกับ ประดิษฐ์ โปซิว ผ.อ.สำนักพิจารณาการภาพยนตร์และวีดิทัศน์

จากที่ตามมาเรื่อยๆ ก็ยังรู้สึกว่าคนในกระทรวงนี้พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนเดิม แต่ถ้าเอาอย่างไม่มีอคติ คุณประดิษฐ์ให้คำตอบที่ชัดเจนกะทัดรัดดี (แม้จะอยู่ในน้ำเสียงลีลาที่อ่านแล้วชวนคันง่ามนิ้วไปหน่อย) ทุกอย่างอ้างอิงจากตัวกฎหมาย พรบ.ภาพยนตร์ฯ และกฎกระทรวงฯ ที่ส่งผลกระทบกับคนดูอย่างเราๆนี่แหละ ซึ่งหลายอันก็ทำให้เห็นจริงๆว่าไอ้ พรบ. นี้มันควรค่าแก่การเอาไปฉีกทิ้งลงชักโครกวัดยังไงชอบกล จากสาเหตุที่เอากฎหมายหลายอันมายำักัน แล้วทำให้มันขัดกันเองบ้าง นอนเซ้นส์บ้าง เช่น (สีเขียวคือคำพูดของคุณประดิษฐ์ทั้งหมด)

"ต้องเข้าใจนะว่าถ้าเราให้เรต ส แล้ว เราไม่สนใจว่าหนังจะมีความรุนแรงไหม" 
"คนเขียนกฎหมายเขาคงมองว่าอีกไม่นานหนังกลางแปลงก็คงไม่เหลือแล้วมั้งครับ"
"สมมติผมไปซื้อลิขสิทธิ์หนังต่างประเทศมา เอามาเปิดดูในเมืองไทย ผิดเลยนะครับ"
"มาตรา 29 บอกไว้ว่าหนังเรื่องใดที่ขัดต่อศีลธรรมหรือทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย สามารถไม่อนุญาตได้ ซึ่งเอาแค่ว่าขัดต่อศีัลธรรมเนี่ย ...คือเรต 6(20+) มันฉายได้ถูกมั้ย แต่ถามว่าหนังเรต 6 เรื่องไหนบ้างที่ไม่ขัดต่อศีลธรรม"

(ชลิดา เอื้อบำรุงจิต ถาม "อย่างหอภาพยนตร์แห่งชาติมีโรงหนังของตัวเองและมีการจัดฉายหนังให้คนดู อย่างนี้ต้องส่งหนังที่จะจัดฉายมาให้ตรวจก่อนมั้ยคะ") - "ไม่ได้ยกเว้น"
"พรบ.ฉบับนี้เขียนผิดตรงนี้ วรรคหนึ่งบอกว่าภาพยนตร์ที่ไม่ต้องมีการตรวจเป็นแบบนี้ๆ แต่วรรคสองบอกว่าภาพยนตร์ทุกเรื่องหากนำออกฉายเป็นการทั่วไปต้องส่งตรวจ เวรกรรม(หัวเราะ)"

คร่าวๆ ถึงความเหี้ยห่าของ พรบ.ฉบับนี้กันไว้เท่านี้ก่อนดีกว่า แค่นี้ก็เป็นลมแล้ว เพราะแบบนี้ชมรมภาพยนตร์จะฉายหนังกันเองเนี่ย (ไม่ว่าจะชมรมของผมเองที่เป็นของมหาลัย, ชมรมของคณะนิเทศ, การจัดฉายของคณะอักษรฯจุฬา หรือว่าพวก Film Hunt เอย กางจอ เอย) ก็ต้องส่งตรวจกับกองเซ็นเซอร์ ถ้ายึดตามตัวกฎหมายอย่างจริงๆจังๆ แล้วค่าตรวจไม่ใช่น้อยๆนะเนี่ย ถ้าเป็นแผ่นคิดนาทีละ 5 บาท (ฉายหนัง 2 ชั่วโมง โดนไป 600 นะครับเนี่ย ฮู้ว แพงพอๆกับค่าเช่าห้องฉายในจุฬาฯเลยแม่ง) - นี่ยังไม่ได้พูดเรื่องเดิมๆซ้ำๆ เช่นคำว่า "ศีลธรรมอันดีของชาติ" ที่เขียนไว้กว้างเป็นมหาสมุทรแปซิฟิกแอตแลนติก ซึ่งไม่มีใครให้คำตอบได้ ยกเว้นคำว่า "ดุลยพินิจของคณะกรรมการ"

ทีนี้จะมาดูความงงๆ สับสน ของคนในกระทรวงวัฒนธรรมกันเอง ไม่รู้ว่าใครอ่านกฎหมายไม่อ่านกฎหมายมากกว่ากันน่ะนะครับ แต่ที่ให้สัมภาษณ์ในสองเล่มนี้ แสดงให้เห็นจริงๆว่าแม่งไม่ได้คุยอะไรกันเลย ไม่มีความชัดเจนอะไรทั้งนั้น ซึ่งก็เข้าใจว่าเป็นเพราะกฎหมายมันเพิ่งจะใช้ จะเอาชัดเจนอะไรกันนักหนา กูนี่เรื่องมากจริงๆ แต่ก็เพราะเขียนไปเหี้ยเอง มันถึงออกมาบ้าๆบอๆแบบนี้น่ะสิ 

ตัวอย่างของความสับสน

ประดิษฐ์ โปซิว
"เรต 1-5(ส,ท,13+,15+,18+) ทางโรงสามารถฉายได้เลยไม่ต้องตรวจบัตรคนดู เรตเป็นแค่คำแนะนำเฉยๆ"

สมชาย เสียงหลาย
(ในทางปฏิบัติ คนอายุต่ำกว่าสามารถเข้าชมได้?)
"เราก็จะมีมาตรการทางปกครอง เช่นถ้าเราตรวจพบการกระทำความผิดว่าคุณเอาเด็กที่อายุต่ำกว่าไปดู ในเรตที่ไม่มีโทษทางอาญา เราก็จะใช้มาตรการทางปกครองในการกำกับดูแลโรงภาพยนตร์ เราก็จะมีขั้นตอนเช่นว่ากล่าวตักเตือน แต่ถ้าคุณยอมต่อไปมันก็จะรุนแรงขึ้น เราสามารถพักใช้ใบอนุญาตได้"

(ถ้าสมมติเด็กอายุต่ำกว่า 13 ไปดูหนังเรต 13+ ทางกระทรวงก็จะดำเนินการหรือ?)
"ก็ต้องดำเนินการ เราจะมีเจ้าพนักงานที่จะดำเนินการ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจร้อยตรีขึ้นไปที่อยู่สายปราบปราม แล้วก็เจ้าหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรมเอง... บัตรประชาชนเราทำตั้งแต่อายุ 15 คุณก็สามารถตรวจบัตรได้"

(แล้วเรต 13 จะตรวจอย่างไร)
"13 เขาก็มีบัตรนักเรียนไำง เขาก็สามารถยืนยันตนได้"


ต่อกันที่ประเด็นว่าด้วยหนังที่ถูกแบนไปแล้วในระบบเก่า

ประดิษฐ์ โปซิว
"หนังที่เคยถูกแบนไปแล้วจะส่งกลับมาให้พิจารณาใหม่ก็ไม่มีปัญหาอะไร หรือถ้าหนังที่เคยถูกตัดไปแล้วและใส่กลับเข้ามาใหม่ก็พิจารณาใหม่ได้"

สมชาย เสียงหลาย
"หนังเรื่องนี้(Zack and Miri Make a Porno)ถูกแบนไปแล้ว เด็ดขาด ฉายในประเทศไทยไม่ได้ แต่ถ้าจะยื่นใหม่ผมให้ความเห็นไม่ได้ ต้องให้คณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์เป็นคนพิจารณา ว่าจะรับหรือไม่รับมาตรวจพิจารณาใหม่"


และประเด็นเรื่อง หนังโรงไปลงแผ่น

ประดิษฐ์ โปซิว
"(หนังแผ่น)ตรวจทีเดียว ยกเว้นว่าเปลี่ยนมือเจ้าของ เมื่อเปลี่ยนมือเจ้าของ เงื่อนไขมันก็ไม่ตรงแล้ว จำเป็นต้องตรวจใหม่ ....ไม่ใช่ติดเรตใหม่ แต่เป็นการตรวจพิจารณาใหม่ทั้งหมดเลย...หรือถึงใ่ส่ฟีเจอร์เพิ่มมาก็ต้องตรวจใหม่ เพราะเนื้อหาสาระเปลี่ยนไป"

สมชาย เสียงหลาย
(ถ้าหนังส่งไปจัดเรตแล้ว ก็สามารถใช้เรตนั้นได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องตรวจส่งซ้ำ?)
"ใช่ เราคุมเฉพาะ content เมื่อเราให้เรตแล้วเราจะรักษามาสเตอร์ที่เขาให้เรามาไว้ ซึ่งถ้าคุณไำปตัดต่อเพิ่ม คุณจะมีความผิด"


คือก็ไม่อยากโทษคนใช้กฎหมายหรอก ทั้งกองเซ็นเซอร์เอย กระทรวงวัฒนธรรมเอย คือกฎหมายมันเหี้ยมาตั้งแต่ต้น คนอ่านมันก็ต้องงงแบบนี้แหละ แต่พวกมึงงงแล้วไม่ฟังที่คนในวงการเขาพูดให้ฟังมาตลอด ตลอด ตลอด แล้วก็มาทำให้พวกกูเดือดร้อนอีกจนได้อ่ะ - แล้วแทนที่ให้สัมภาษณ์แล้วกูจะเคลียร์ขึ้น ดันทำให้กูสับสน เพราะเืสือกพูดไม่เหมือนกันอีก แม่ง

ที่มันน่าหนักใจก็คือว่า คุณประดิษฐ์พูดโดยอ้างอิงกฎหมายทุกประการเลย(จนดูหัวหมอในบางครั้งด้วยซ้ำ) ชัดเจนแจ่มแจ้งว่าใครมีอำนาจอะไรยังไง (หรือ พรบ. นี้มีอะไรงี่เง่าบ้าง แกยังพูดเองเลย) แต่ว่าคุณสมชาย รองปลัดฯ นีี่พูดเหมือนกำลังจะเขียนกฎกระทรวงหรือกฎหมายขึ้นมาใหม่ตามดุลยพินิจของตัวเอง มีการใ้ช้มาตรการทางปกครองอะไรต่างๆ ที่ไม่ได้มีบอกไว้ในกฎหมายเลยซักนิด ซึ่งดูตาม chain ของอำนาจเนี่ย รองปลัดฯมัน น่าจะใหญ่กว่า ผ.อ.กองเซ็นเซอร์เหอะ

เผลอๆ จะได้เห็น "ว.ธ.ภิวัตน์"

Comment

Comment:

Tweet

ขอนำลิงค์ไปลงในบทสัมภาษณ์ สมชาย เสียงหลายนะครับ

#14 By yuttipung (125.24.146.30) on 2009-09-30 15:15


ยังไม่ได้อ่านจากทั้งสองเล่มนี้เลย

ติดตามกันต่อไปว่าจะร้อยเรียบกันในรูปแบบไหน

sad smile

#13 By renton (113.53.92.194) on 2009-09-12 14:59

^
^
เออ ใช่ๆ มันมีคนแบบนี้จริงๆ

ที่ว่าชอบแอลนี่ไม่ได้ชอบแบบรักแอล เชียร์แอลนะ แต่ชอบแคแรคเตอร์ของมัน อ่านแล้วรู้สึกว่า เออ ไอ้คนคิดมันเก่งดี

ตี้ไปดู 5 แพร่งมารึยัง? ชอบมั๊ย? พี่ขัดใจการแสดงของนิโคลเรื่องนี้จังเลยว่ะ (เอ๊ะ รึตี้จะชอบ) ส่วนเจ๊ช่า อืม... เล่นเป็นตัวเองจริงๆด้วย big smile

#12 By แฟนผมฯ (222.123.127.21) on 2009-09-12 11:08

^
^
คือปัญหามันอยู่ที่พวกนักจิตวิทยาก็มักจะมีเหตุผลมาสนับสนุนอยู่เรื่อยแหละว่า หนังมีส่วนทำให้คนกระทำอะไรรุนแรง ซึ่งก็ไม่ได้เถียงว่าไม่ถูก แต่พวกเซ็นเซอร์ก็ชอบจะเอาอะไรพวกนี้ไปอ้างแบบแถๆและยึดแค่ว่าูสิ่งนี้เท่านั้นที่ถูก

ปัญหาอีกอย่างคือพ่อแม่พวกนี้มันไม่เคยคิดหรอกว่าลูกมันต้องไปเจออะไรพุ่งใส่หน้าบ้าง แต่มันก็น้อยกว่าปัญหาที่ว่า พวกคนมีอำนาจและพวกรัฐบาลก็พยายามจะคิดแทนอีพ่อแม่พวกนี้เหลือเกิน ถามจริงเถอะว่าที่พวกกูเลือกตั้งเข้าไปเนี่ย เลือกเข้าไปให้มึงมาเลี้ยงลูกแทนกูหรือไง?

ที่ตลกคือ แม่งเสือกมีคนบอกว่า "ใ่ช่ มึงต้องมาเลี้ยงลูกแทนกู"

#11 By nanoguy on 2009-09-11 15:36

รับรู้เรื่องพวกนี้ทีไร ปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทุกที angry smile

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปดู Final 4 ยังเห็นพ่อแม่พาลูกเล็กไม่ถึง 10 ขวบมานั่งดูอยู่เลย ไงล่ะมึง? ตับไตไส้พุงพุ่งเต็มหน้าเด็กไปหมด

ใครจะมานั่งเฝ้าว่าโรงหนังจะให้เด็กเข้ามารึเปล่า? ไหนจะอีพ่อแม่ไร้สำนึกพวกนี้อีก นี่ล่ะเป็นสาเหตุให้พวกเซ็นเซอร์เอามาอ้างได้

เหนื่อยใจจริงๆ (โชคดีนะ ที่มีแผ่น Zack แบบ Un cut เรียบร้อยแล้ว)

#10 By แฟนผมฯ (202.134.119.218) on 2009-09-11 12:49

การที่รัฐกำหนดประเภทหนังที่จะต้องผ่านการเซนเซอร์ พร้อมทั้งคิดค่าใช้จ่ายด้วย มีแนวโน้มจะนำไปสู่ 'การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ' (Rent-seeking) ซึ่งรัฐไทยก็มีความถนัดเสียด้วยสิ :/

#9 By Khoop (203.131.211.151) on 2009-09-10 18:58

+ แทนที่กระทรวงวัฒนธรรมจะมายุ่งวุ่นวายกับเรื่องจำกัดสิทธิ์ไร้สาระพวกนี้ สู้เอาเวลามาคิดกลยุทธ์ "ส่งออกวัฒนธรรม" แบบที่เกาหลีเค้าทำกันอยู่เป็นล่ำเป็นสัน จะดีกว่ามั้ยเนี่ย มีมูลค่าเพิ่มกว่าตั้งเยอะเลยอ่า sad smile

+ ก็ต้องลองดูกันต่อไปครับ ว่าในทางปฏิบัติจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน เหอๆ tongue

#8 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2009-09-10 15:27

เออ งง จริงๆsad smile

ยิ่งอ่านจากคอมเม้นต์ต่างๆแล้ว ยิ่งเหนื่อยใจจริงๆ

Hot!

#7 By Seam - C on 2009-09-10 09:26

เริ่มงงๆ sad smile

#4 By McMurphy (125.24.76.241) on 2009-09-09 21:36

ในฐานะที่เคยทำงานออกกฏหมายมาก่อน แต่คนละกระทรวงกัน (และยังไม่ได้อ่าน 2 เล่มนี้นะ อ่านแต่ที่ตี้เอามาลงอย่างเดียว)

ระหว่างสองท่านนี้ให้เชื่อ ผ.อ. มากกว่า เพราะรองปลัดอยู่สูงไป ผ.อ. จะได้คลุกคลีใกล้ชิดรายละเอียดมากกว่า ดังนั้นจึงแม่นกฎหมายกว่า แต่ผู้จะให้ความกระจ่างได้ดีที่สุด ก็คือ (1) ข้าราชการที่เป็นนักวิชาการที่เขียนกฎหมายนั้นจริงๆ (คนที่ชื่อจะปรากฏในท้ายสำเนาของกฎหมาย) และ (2) นักกฏหมายที่ดูแลการออกกฎหมายควบคู่ไปกับนักวิชาการในข้อหนึ่ง

ในส่วนของการที่กฏหมายมีความผิดพลาดไม่กระจ่างหรืออะไรก็แล้วแต่แล้วจำเป็นต้องแก้ไข รับรองได้เลยว่าถ้าจะแก้กันจริงๆ ใช้เวลานานแน่ๆ เพราะ (1) ข้าราชการในกรมกองนั้นๆ จะถูกด่าลงมาเป็นทอดๆ ว่าเขียนกฎหมายกันยังไงให้ต้องมาตามแก้หลังจากลงราชกิจจาฯ ไปแล้ว และบางทีเบื้องบนอาจอิหลักอิเหลื่อที่จะเซ็นให้เพราะมันเสียหน้า และ (2) ต่อให้โอเคจะแก้กันจริงๆ ตามกระบวนการมาตรฐานก็ต้องลากยาวประมาณนึงอยู่ดี เว้นแต่เป็นกฎหมายด่วนมากจริงๆ ต้องรีบบังคับใช้ ซึ่งคิดว่ากฎหมายฉบับนี้คงไม่เข้าข่ายนั้น

เฮ้อ.. เหนื่อยใจ

#3 By eak early : เอกเช้า on 2009-09-09 21:18

ก็ดูเป้นคนกระทรวงนี้ดีนะ
รู้สึกอยากเข้าไปทำงานในกระทวงนี้ขึ้นมาตะหงิดตะหงิด

:D

#2 By patz'h on 2009-09-09 20:01

อ่านแล้วก็ปวดหัว
สรุปว่าโหลดtorrentมาดูเหมือนเดิมดีกว่า
555

#1 By psbs (58.11.72.58) on 2009-09-09 19:46