Dear Galileo

 ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 756 (ปักษ์แรก สิงหาคม 2552)


     สิ่งที่ดีของ หนีตามกาลิเลโอ คือความสนุกสนานบันเทิงในระดับที่ไม่จำเป็นต้องยกนาฬิกาขึ้นมาดูเวลาได้ตลอดเรื่อง          ปัญหาหลักใหญ่ใจความของหนังเรื่องนี้ คือความเบาหวิว ล่องลอย เพ้อฝันแฟนตาซี จนระหว่างที่นั่งดู ผมยิ่งคิดว่าเมื่อไหร่สองสาวต่ายเต้ยจะหลุดไปในโลกวันเดอร์แลนด์กันเสียที (ถ้าไม่นับว่าแค่ลอนดอน, ปารีส, เวนิส ก็ถือเป็นแดนมหัศจรรย์เสียแล้ว)
     เชอร์รี่-ชินานาฏ ธราธร(
ชุติมา ทีปะนาถ) นักศึกษาระดับเอบวกของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ถูกรีเกรดวิชาหนึ่งจากเอเป็นเอฟ เพราะข้อหาปลอมลายเซ็นอาจารย์ไปใช้ห้องเขียนแบบ(ซึ่งก็น่างงว่าการปลอมลายเซ็นมีโทษแค่เฉพาะวิชาของอาจารย์คนนั้นน่ะหรือ ผมนึกว่าจะโดนลงโทษทางวินัยในด้านอื่นเสียอีก) แน่นอนว่าเกรดไม่ได้กลับไปเป็นเอ ส่วนเพื่อนซี้ นุ่น(จรินทร์พร จุนเกียรติ) ก็ดันไปปากเก่งท้าเลิกกับแฟนหนุ่มหน้าตาดี พอเขาบอกเลิกจริงๆก็เกิดอาการทำใจไม่ได้ คิดถึงแต่ก็กลัวเสียศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง
     ในที่สุดสองสาวก็ไปกอดสาบานกันระหว่างโดดบันจี้จัมป์ และตัดสินใจไปเผชิญชีวิตในทวีปยุโรปกันตามลำพัง โดยไม่มีปัญหาอะไร เพราะวีซ่าก็ผ่านง่ายดี
     ระหว่างที่เต้ยกับต่าย เอ้ย นุ่นกับเชอร์รี่ ไปอยู่ที่อังกฤษ การหาร้านอาหารไทยทำงานในลอนดอนก็ไม่ได้ยากเย็นนัก เพราะญาติของเธอที่หนีกลับไทยเพราะเลิกกับแฟนฝรั่งได้ทิ้งลายแทงสมบัติเอาไว้ให้อย่างดี เพียงแต่ต้องแยกกันทำคนละร้าน ซึ่งก็น่าแปลกใจดีที่เขารับพวกเธอเข้าทำงานอย่างรวดเร็ว เพราะยัยเชอร์รี่นี่พูดภาษาอังกฤษได้เหนือเมฆสุดๆ เธอมั่นพอจะด่าป้าฝรั่งที่เป็นลูกค้าด้วยภาษาอังกฤษว่า "ยูออเดอร์อิทอะ ยูต้องอีทดิ" (สงสัยเธออยากสร้างเอกลักษณ์ให้ชาติไทยเหมือนภาษา Singlish ล่ะมั้ง จริงๆถือว่าน่าชื่นชมในการสร้างจุดเด่นให้วัฒนธรรมนะครับ)

Chinanat & Nitta       

     การท่องเที่ยวเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของสองสาว และแน่นอนว่าเมื่อโดดงานกันไปเป็นสัปดาห์ ทางร้านก็ต้องจัดการด้วยมาตรการขั้นเด็ดขาด นุ่นกับเชอร์รี่ถูกไล่ออกแบบไม่มีข้อแม้ กระนั้นพวกเธอก็ยังเหลือเงินมากพอที่จะย้ายถิ่นฐานไปอยู่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่ที่นุ่นได้เจอตั้ม(เรย์ แม็คโดนัลด์) หนุ่มไทยโฮมเลสที่ชื่อพ้องกับรักเก่า และช่วยให้สองสาวได้เรียนรู้อะไรมากมายในชีวิตจนเกินจะจาระไน ก่อนจะหนีไปเวนิสเพราะไม่อยากทำงานในครัวร้านอาหารไทยอีกแล้ว แต่ไปเจอวิกฤติที่หนักสุดแทน
     ถึงจะหนักสุดยังไงก็ตาม ผมก็ยังมองว่ามันเบาหวิวอยู่ดี คือไม่ได้จะบอกว่าสิ่งที่นุ่นกับเชอร์รี่ประสบพบเจอที่ต่างแดนนี่ไม่มีในโลกแห่งความเป็นจริงหรอกนะครับ (เพราะคุยกับเพื่อนคนไทยที่ไปอยู่สเปน ซึ่งชอบหนังเรื่องนี้มาก เธอบอกให้ผมไปเจอความทุกข์ที่นั่นด้วยตัวเองแล้วจะรู้สึก) ทั้งไอ้ความยากจนไม่มีเงินจนต้องจำกัดจำเขี่ย การหางานทำไม่ได้ ความทุกข์ของการทำงานในร้านอาหาร เจ็บไข้ได้ป่วย พูดภาษาไม่เป็น เหงาจับจิตจับใจ ฯลฯ มันล้วนเคยปรากฏในสารบบของคนไทยที่ไปอยู่เมืองนอกทั้งนั้นแหละ เรื่องเท่านี้จริงๆไม่ต้องสาธยายก็น่าจะพอเดากันได้อยู่แล้ว
     ปัญหาของ หนีตามกาลิเลโอ ที่หนักจริงๆในประเด็นนี้คือ หนังไม่ได้ทำให้ปัญหาดูเป็นเรื่องใหญ่เลย เหมือนกับเจอปัญหาแค่พอเป็นสีสันในชีวิตแต่เดี๋ยวก็จะหาทางแก้ได้เอง ผมดูแล้วไม่รู้สึกว่านุ่นกับเชอร์รี่เธอกำลังเจอกับปัญหาสาหัสที่สุดในชีวิตอะไรทำนองนั้น เพราะขนาดไม่มีเงินก็ยังไปตะลอนๆเที่ยวได้ โดนไล่ออกจากงานก็ยังหอบกระเป๋าไปปารีสได้ พูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ก็ยังสื่อสารกับป้าข้างห้องจอมวีนได้ ทำงานได้ แถมยังเจอแต่คนดีดีเต็มเรื่องไปหมด (โอเค ยกเว้นป้าเจ้าของร้านอาหารไทยในลอนดอนจอมโหดไว้ให้คนหนึ่งแล้วกัน)
     อย่าหาว่ามองโลกในแง่ร้ายกันเกินไปเลยนะครับ แต่ฉากที่นุ่นเพิ่งเถียงกับเชอร์รี่แล้วมาเดินตามตั้มไปดุ่ยๆกลางกรุงปารีส(เพียงเพราะเขาพูดภาษาไทย) พฤติการณ์ของเธอไม่รู้จะอธิบายด้วยคำว่าอะไรให้มันสุภาพจริงๆ แถมเมื่อไปถึงโกดังร้างตรงนั้นแล้วยังมีผู้ชายนานาชาตินั่งทำงานศิลปะกันอย่างขะมักเขม้นอีกสี่ห้าคน ต่อให้อาร์ตติสต์ตัวพ่อตัวแม่อย่างไร เจอน้องเต้ยมาหาถึงที่ขนาดนี้ ร้อยทั้งร้อยไม่ต้องตบะแตกหรอกครับ พุ่งเข้ามาฉีกทึ้งข่มขืนมันทั้งที่มีสติอยู่ชัวร์ๆ        สืบเนื่องจากย่อหน้าที่แล้ว ช่วงที่หนังเริ่มเสื่อมสลายทางตรรกะและทัศนคติก็คือตอนที่อยู่ปารีสนี่เอง เพราะตอนที่สองสาวอยู่ลอนดอน หนังยังพอมีอะไรให้หยิบจับกับเขาได้บ้าง เช่นนิสัยขี้วีนมั่นใจเกินเหตุของเชอร์รี่ ความง้องแง้งของนุ่น หรือชีวิตคนไทยที่ต้องไปทำงานเก็บเงินลำบากอยู่ในต่างแดน สุดท้ายคนที่สนิทกับสองสาวที่สุด ต้องถูกส่งกลับประเทศในข้อหาหลบหนีเข้าเ