Dear Galileo

 ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 756 (ปักษ์แรก สิงหาคม 2552)


     สิ่งที่ดีของ หนีตามกาลิเลโอ คือความสนุกสนานบันเทิงในระดับที่ไม่จำเป็นต้องยกนาฬิกาขึ้นมาดูเวลาได้ตลอดเรื่อง          ปัญหาหลักใหญ่ใจความของหนังเรื่องนี้ คือความเบาหวิว ล่องลอย เพ้อฝันแฟนตาซี จนระหว่างที่นั่งดู ผมยิ่งคิดว่าเมื่อไหร่สองสาวต่ายเต้ยจะหลุดไปในโลกวันเดอร์แลนด์กันเสียที (ถ้าไม่นับว่าแค่ลอนดอน, ปารีส, เวนิส ก็ถือเป็นแดนมหัศจรรย์เสียแล้ว)
     เชอร์รี่-ชินานาฏ ธราธร(
ชุติมา ทีปะนาถ) นักศึกษาระดับเอบวกของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ถูกรีเกรดวิชาหนึ่งจากเอเป็นเอฟ เพราะข้อหาปลอมลายเซ็นอาจารย์ไปใช้ห้องเขียนแบบ(ซึ่งก็น่างงว่าการปลอมลายเซ็นมีโทษแค่เฉพาะวิชาของอาจารย์คนนั้นน่ะหรือ ผมนึกว่าจะโดนลงโทษทางวินัยในด้านอื่นเสียอีก) แน่นอนว่าเกรดไม่ได้กลับไปเป็นเอ ส่วนเพื่อนซี้ นุ่น(จรินทร์พร จุนเกียรติ) ก็ดันไปปากเก่งท้าเลิกกับแฟนหนุ่มหน้าตาดี พอเขาบอกเลิกจริงๆก็เกิดอาการทำใจไม่ได้ คิดถึงแต่ก็กลัวเสียศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง
     ในที่สุดสองสาวก็ไปกอดสาบานกันระหว่างโดดบันจี้จัมป์ และตัดสินใจไปเผชิญชีวิตในทวีปยุโรปกันตามลำพัง โดยไม่มีปัญหาอะไร เพราะวีซ่าก็ผ่านง่ายดี
     ระหว่างที่เต้ยกับต่าย เอ้ย นุ่นกับเชอร์รี่ ไปอยู่ที่อังกฤษ การหาร้านอาหารไทยทำงานในลอนดอนก็ไม่ได้ยากเย็นนัก เพราะญาติของเธอที่หนีกลับไทยเพราะเลิกกับแฟนฝรั่งได้ทิ้งลายแทงสมบัติเอาไว้ให้อย่างดี เพียงแต่ต้องแยกกันทำคนละร้าน ซึ่งก็น่าแปลกใจดีที่เขารับพวกเธอเข้าทำงานอย่างรวดเร็ว เพราะยัยเชอร์รี่นี่พูดภาษาอังกฤษได้เหนือเมฆสุดๆ เธอมั่นพอจะด่าป้าฝรั่งที่เป็นลูกค้าด้วยภาษาอังกฤษว่า "ยูออเดอร์อิทอะ ยูต้องอีทดิ" (สงสัยเธออยากสร้างเอกลักษณ์ให้ชาติไทยเหมือนภาษา Singlish ล่ะมั้ง จริงๆถือว่าน่าชื่นชมในการสร้างจุดเด่นให้วัฒนธรรมนะครับ)

Chinanat & Nitta       

     การท่องเที่ยวเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของสองสาว และแน่นอนว่าเมื่อโดดงานกันไปเป็นสัปดาห์ ทางร้านก็ต้องจัดการด้วยมาตรการขั้นเด็ดขาด นุ่นกับเชอร์รี่ถูกไล่ออกแบบไม่มีข้อแม้ กระนั้นพวกเธอก็ยังเหลือเงินมากพอที่จะย้ายถิ่นฐานไปอยู่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่ที่นุ่นได้เจอตั้ม(เรย์ แม็คโดนัลด์) หนุ่มไทยโฮมเลสที่ชื่อพ้องกับรักเก่า และช่วยให้สองสาวได้เรียนรู้อะไรมากมายในชีวิตจนเกินจะจาระไน ก่อนจะหนีไปเวนิสเพราะไม่อยากทำงานในครัวร้านอาหารไทยอีกแล้ว แต่ไปเจอวิกฤติที่หนักสุดแทน
     ถึงจะหนักสุดยังไงก็ตาม ผมก็ยังมองว่ามันเบาหวิวอยู่ดี คือไม่ได้จะบอกว่าสิ่งที่นุ่นกับเชอร์รี่ประสบพบเจอที่ต่างแดนนี่ไม่มีในโลกแห่งความเป็นจริงหรอกนะครับ (เพราะคุยกับเพื่อนคนไทยที่ไปอยู่สเปน ซึ่งชอบหนังเรื่องนี้มาก เธอบอกให้ผมไปเจอความทุกข์ที่นั่นด้วยตัวเองแล้วจะรู้สึก) ทั้งไอ้ความยากจนไม่มีเงินจนต้องจำกัดจำเขี่ย การหางานทำไม่ได้ ความทุกข์ของการทำงานในร้านอาหาร เจ็บไข้ได้ป่วย พูดภาษาไม่เป็น เหงาจับจิตจับใจ ฯลฯ มันล้วนเคยปรากฏในสารบบของคนไทยที่ไปอยู่เมืองนอกทั้งนั้นแหละ เรื่องเท่านี้จริงๆไม่ต้องสาธยายก็น่าจะพอเดากันได้อยู่แล้ว
     ปัญหาของ หนีตามกาลิเลโอ ที่หนักจริงๆในประเด็นนี้คือ หนังไม่ได้ทำให้ปัญหาดูเป็นเรื่องใหญ่เลย เหมือนกับเจอปัญหาแค่พอเป็นสีสันในชีวิตแต่เดี๋ยวก็จะหาทางแก้ได้เอง ผมดูแล้วไม่รู้สึกว่านุ่นกับเชอร์รี่เธอกำลังเจอกับปัญหาสาหัสที่สุดในชีวิตอะไรทำนองนั้น เพราะขนาดไม่มีเงินก็ยังไปตะลอนๆเที่ยวได้ โดนไล่ออกจากงานก็ยังหอบกระเป๋าไปปารีสได้ พูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ก็ยังสื่อสารกับป้าข้างห้องจอมวีนได้ ทำงานได้ แถมยังเจอแต่คนดีดีเต็มเรื่องไปหมด (โอเค ยกเว้นป้าเจ้าของร้านอาหารไทยในลอนดอนจอมโหดไว้ให้คนหนึ่งแล้วกัน)
     อย่าหาว่ามองโลกในแง่ร้ายกันเกินไปเลยนะครับ แต่ฉากที่นุ่นเพิ่งเถียงกับเชอร์รี่แล้วมาเดินตามตั้มไปดุ่ยๆกลางกรุงปารีส(เพียงเพราะเขาพูดภาษาไทย) พฤติการณ์ของเธอไม่รู้จะอธิบายด้วยคำว่าอะไรให้มันสุภาพจริงๆ แถมเมื่อไปถึงโกดังร้างตรงนั้นแล้วยังมีผู้ชายนานาชาตินั่งทำงานศิลปะกันอย่างขะมักเขม้นอีกสี่ห้าคน ต่อให้อาร์ตติสต์ตัวพ่อตัวแม่อย่างไร เจอน้องเต้ยมาหาถึงที่ขนาดนี้ ร้อยทั้งร้อยไม่ต้องตบะแตกหรอกครับ พุ่งเข้ามาฉีกทึ้งข่มขืนมันทั้งที่มีสติอยู่ชัวร์ๆ        สืบเนื่องจากย่อหน้าที่แล้ว ช่วงที่หนังเริ่มเสื่อมสลายทางตรรกะและทัศนคติก็คือตอนที่อยู่ปารีสนี่เอง เพราะตอนที่สองสาวอยู่ลอนดอน หนังยังพอมีอะไรให้หยิบจับกับเขาได้บ้าง เช่นนิสัยขี้วีนมั่นใจเกินเหตุของเชอร์รี่ ความง้องแง้งของนุ่น หรือชีวิตคนไทยที่ต้องไปทำงานเก็บเงินลำบากอยู่ในต่างแดน สุดท้ายคนที่สนิทกับสองสาวที่สุด ต้องถูกส่งกลับประเทศในข้อหาหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย    
     ตัวละครที่เริ่มเข้ามาทลายความสมจริง และเสริมสร้างทัศนคติแบบงงๆ ให้กับหนีตามกาลิเลโอ ก็คือตั้มปารีสพี่เรย์ของเรานี่เอง

Pisit

     อธิบายเพิ่มเติมก็คือว่า คุณตั้มเนี่ยแกเป็นคนไทยที่อยู่ในปารีส แต่ไปใช้ชีวิตแบบโฮมเลสคนไร้บ้าน แต่ไม่ได้อยู่ลำบากเหมือนคนไร้บ้านนิวยอร์คในเรื่องกุมภาพันธ์หรอกครับ เพราะจริงๆคุณตั้มเนี่ยแกเหมือนคนรวยที่กระแดะทำเป็นยากจนใช้ชีวิตติดดินเพื่อผลิตงานศิลปะขายไปเรื่อยเปื่อย คือมาใช้ชีวิตในโกดังร้างแห่งหนึ่งที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่อย่างน้อยเขาก็ใช้มือถือไฮโซในการติดต่องาน และยังส่งอีเมลหานุ่นได้ในตอนท้ายเรื่องด้วย แถมยังมีคอนเนคชั่นกับ curator ของแกลเลอรี่อินดี้หรูๆในมิลานอีก
     อาจจะผิดเองที่ผมไปดูหนังเรื่อง Versailles(2008, ปีแยร์ โชลเลอร์) มาในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศส คือโฮมเลสในเรื่องที่ว่ามาเนี่ย ทั้งที่เป็นคนฝรั่งเศสแท้ๆแต่ใช้ชีวิตแบบลำบากยิ่งกว่าหมาข้างถนนอีก คือไม่ใช่แค่ไม่มีไฟฟ้า แต่มือถือเอย อีเมลเอย ไม่ต้องพูดถึง ก่อไฟแบบยุคหินอย่างเดียว กางเตนท์หลบตำรวจกันอยู่ในป่าข้างพระราชวังแวร์ซายส์ อาหารถ้าหาไม่ได้ต้องไปคุ้ยขยะที่พวกห้างพวกร้านค้าทิ้งไว้ตั้งแต่เช้าตรู่ (แถมยังหวงก้างพ่นสารพิษไว้ในขยะอีก) เลยอดรู้สึกไม่ได้ว่าคุณตั้มแกเนี่ยชีวิตสะดวกสบายจริงๆ ทั้งที่ก็ไม่ได้เป็นคนฝรั่งเศสโดยกำเนิดแท้ๆกลับไม่มีเรื่องกับรัฐบาลฝรั่งเศสเลย นอกจากการเสียค่าปรับสองพันยูโรต่อกี่เดือนก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าถูกกว่าไปเช่าบ้านอยู่เองแน่ๆ แถมนอกจากเวลาหาอาหารกินแล้วยังมีเวลามาผลิตงานศิลปะเพื่อจัดนิทรรศการด้วย! (เพื่อเอาเงินมาจ่ายค่าปรับนี่แหละ)
     แต่ที่สุดยอดของที่สุด ก็เพราะหนังวางสถานะตัวละครนี้ให้เป็น "ผู้รู้จักชีวิต" นี่แหละ ฉากที่เก๋ไก๋สุดๆ คือตอนที่นุ่นพาเชอร์รี่มาหาตั้มครั้งแรก เขากำลังนั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่งแบบติดดินโคตรๆ นัยว่ากำลังหาอาหารกินอยู่ เชอร์รี่ก็ทำหน้าจิกๆใส่แล้วพูดทำนองว่าทำไมไม่ไปซื้อกิน เธอเลยโดนตอกหน้าว่า "คนสมัยนี้นี่สนใจแต่ผลลัพธ์ ไม่สนใจวิธีการ ทำตัวมักง่ายกันจนเคยชิน" ครั้นพอเชอร์รี่ถามว่าแล้วทำไมต้องติสต์แตกมาตกปลาเอง ตกแล้วได้อะไรขึ้นมา?
     คำตอบแสนเท่เก๋อาร์ตของคุณตั้มก็คือ "ก็ได้ตกไง" (อืม... ขอผมไปลงเรียนวิชาปรัชญาเซนก่อนนะครับ เผื่อจะเข้าใจพี่มากขึ้น)

Chinanat

    
ทีนี้คนที่น่าสงสารที่สุดในเรื่องกลับเป็นเชอร์รี่ ไม่ได้สงสารเพราะชะตากรรมที่เธอเผชิญในเรื่องหรอกครับ แต่เพราะบทภาพยนตร์ทำร้ายเธอไม่สิ้นสุดเสียทีต่างหาก
     ฉากที่เชอร์รี่เผชิญหน้ากับอาจารย์ที่ให้เกรดเอฟเธอ จริงๆถือเป็นฉากที่ดีมากๆ ทั้งการแสดงกับการเสนอจุดยืนรวมถึงนำเสนอตัวละครแบบกระชับรัดกุม อาจารย์ยืนยันว่าที่ให้เกรดเอฟไม่ใช่เพราะเธอใช้ห้องเขียนแบบ แต่เพราะเธอปลอมลายเซ็น ส่วนเชอร์รี่ก็ยืนยันเหตุผลที่หนักแน่นไม่แพ้กัน ก็เพราะอาจารย์ไม่อยู่ให้เธอขอลายเซ็นอนุมัติใช้ห้องเขียนแบบต่างหาก ทว่าสุดท้ายคนที่ผิดคือคนที่สถานะทางสังคมต่ำกว่า ไม่แปลกหรอกที่ใครโดนแบบนี้จะรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ หรือถูกทำร้ายจากระบบอะไรที่ไร้สาระสิ้นดี
     พอหลังจากนั้น เชอร์รี่ถูกทำให้ดูน่ารังเกียจขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การไปยืนด่าลูกค้าปาวๆกลางร้าน แนะให้นุ่นโกงค่ารถไฟใต้ดินตอนอยู่ฝรั่งเศส จนเกือบโดนตำรวจจับ แล้วก็ถูกจับจริงๆตอนพยายามโกงเงินจากร้านพิซซ่าที่อิตาลี (ซึ่งน้องนุ่นเธอก็โกงได้น่ารักมาก น่ารักจนสมควรถูกเนรเทศ)
     พัฒนาการของตัวละครมันดำเนินมาจนเรารู้สึกได้ชัดเจนเลยว่า ตัวบทภาพยนตร์กับตัวหนังกำลังใช้เชอร์รี่เป็นเครื่องมือสั่งสอนคนดู เหมือนกับจะพูดว่า เพราะแกมันฉลาดแต่สันดานโกง(เหมือนใครเนี่ย?) เพื่อนแกถึงต้องถูกเนรเทศ เลยอดฉลองวันเกิดกาลิเลโอที่หอเอนปิซ่าเลยเห็นหรือเปล่า แถมยังมีหน้ามาแก้ตัวหน้าด้านๆว่าตัวเองไม่ผิดอีก ทีนี้ก็รับรู้บทเรียนเอาไว้ซะ แม่เชอร์รี่!
     กระนั้นก็เถิด หนังใส่สันดานโกงให้เชอร์รี่เสียมากมายขนาดนี้ พอมาตอนท้ายเธอก็ดันไม่ได้สำนึกผิดบาปอะไร เชอร์รี่ก็แค่ยืนอยู่กลางจัตุรัสยามวิกาลที่อิตาลี อัดคลิปวิดีโอส่งไปให้นุ่นเพื่อนสาว พร่ำบ่นว่าเธอเหงาเหลือเกิน ขอโทษกับสิ่งที่ทำลงไปกับเธอและลุงฟาบริซิโอ้เจ้าของร้านพิซซ่า แต่ไม่ได้รับรู้หรอกว่ามีสันดานโกงอยู่ในตัวเอง เพราะสุดท้ายเจ้าของแกลเลอรี่ในมิลานก็รับเธอเข้าทำงานอยู่ดี ทั้งที่เขาเป็นคนไปเคลียร์คดีให้ตำรวจไม่จับนุ่นยัดคุกอิตาลี จะไม่รู้เลยหรือว่าเกิดอะไรขึ้นที่ร้านพิซซ่า
     เรื่องคดีปลอมลายเซ็นแบบในเรื่อง ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่คิดกันชั้นเดียวตื้นเขิน หนังเองอุตส่าห์ตั้งประเด็นเอาไว้เสียสวยงามตอนต้นเรื่อง อยู่ดีดีก็กลับลำจับยัดบทพูดให้คุณตั้ม ณ ปารีส พร่ำสอนเชอร์รี่ให้ตระหนักในความถูกต้องดีงาม ดังนั้นการที่เธอโกงค่ารถไฟใต้ดินนั้นเป็นเรื่องผิดมหันต์ และควรจะกลับไปเรียนให้จบๆ พร้อมกับยอมรับผิดเสียดีๆว่าเธอทำผิดที่ปลอมลายเซ็นอาจารย์ ไม่เหมือนเขาที่ทำตัวถูกต้องดีงามมาตลอด ด้วยการจ่ายค่าปรับสองพันยูโรให้รัฐบาลฝรั่งเศสทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่มาเก็บ (หรือจะรวมถึงการที่เขาข่มใจไม่ข่มขืนน้องนุ่นด้วย?)
     มากกว่านั้น หนังยังทำทุกอย่างเพื่อจูงคนดูให้เชื่อว่า สองสาวได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตมากมายจริงๆจากวิบากกรรมที่เกิดตลอดเรื่อง จุดหนึ่งที่สังเกตได้ชัดเจนคือดนตรีประกอบอันเป็นธีมของหนัง ซึ่งดังขึ้นกระหึ่มและติดหูสองครั้ง ฉากแรกคือตอนที่นุ่นกับเชอร์รี่วิ่งหนีตำรวจฝรั่งเศสออกมาจากสถานีรถไฟใต้ดิน ส่วนอีกครั้งดังขึ้นตอนจบเรื่องเมื่อเชอร์รี่ตัดสินใจกลับประเทศไทย (อาจนับเป็นสามครั้งได้ ถ้ารวมตัวอย่างหนังเรื่องนี้ด้วย) โดยทำนองของดนตรีชุดนี้ก็ไพเราะ อิ่มใจ และดูสว่างไสวเหมือนคนพบเจอปลายทางของชีวิตยังไงยังงั้น
     ผมไม่รู้จะรู้สึกอย่างไร ที่หนังตั้งป้อมสั่งสอนคนดูด้วยศีลธรรมสำเร็จรูปเช่นนี้ เพราะสุดท้ายหนังก็ไม่ได้พิสูจน์อะไรเลยว่าความสำเร็จรูปที่เลยพ้นจากการตั้งคำถามนั้นถูกต้องจริงหรือไม่ ยังไง แค่ไหน คือหนังหลายเรื่องตั้งป้อมสั่งสอนเราด้วยทัศนคติหรือชุดความคิดบางแบบ มันก็ยังมีความพยายามที่จะเน้นให้เห็นว่าการเชื่อความคิดนี้มีดีอย่างไร และตัวละครที่หลุดพ้นไปจากภาพที่หนังวางไว้ให้เป็นคนดีต้องพบบทเรียนแบบไหน ซึ่งหนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรอย่างที่ว่ามาเลย
     ไม่ต้องหยิบไปเทียบกับหนังมาสเตอร์พีซของค่ายจีทีเอชเองอย่าง 
กอด หรือ มหาลัยเหมืองแร่ แต่แค่เทียบกับหนังในแนวฟีลกู้ดช่วงหลังๆด้วยกันเอง ทั้ง ความจำสั้นแต่รักฉันยาวปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น แม้แต่งานเก่าของนิธิวัฒน์เรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ยังมีแง่มุมหรือความลึกซึ้งหนักแน่นในเนื้อหามากกว่า หนีตามกาลิเลโอ โดยไม่ต้องพึ่งกล้องจุลทรรศน์หรือแว่นขยา

edit @ 3 Sep 2009 23:08:37 by nanoguy

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

+ เคยเขียนไว้ตอนที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้แล้วว่าพี่เห็นด้วยกับหลายๆ อย่างในบทความนี้ คือหนังมันตั้งใจดี มันฟีลกู๊ด แต่ถ้าเทียบกับตรรกะในโลกแห่งความเป็นจริง มันจะดูดีเกินไปหน่อยมั้ย angry smile

+ แล้วอีกอย่างพี่ก็ขัดใจกับตอนจบ ที่ทั้งเชอรี่และนุ่น เหมือนเดินผ่านประตูกาลเวลาอะไรสักอย่าง โดยที่พวกเธอเหมือนแทบจะไม่ได้เรียนรู้อะไรจากการไปซัมเมอร์ถึงเมืองนอกเมืองนาในครั้งนี้เลยนั่นแล sad smile

#1 By บลูยอชท์ (125.25.251.7) on 2009-09-03 22:53

ตัวหนังพร่องแพร่งพอสมควรเลยครับ เน้นดูความน่ารัก (ผสมเกรียน?) ของตัวละครมากกว่า

#2 By chubby on 2009-09-04 00:52

อ่านผ่านๆเพราะยังไม่ได้ดูครับ
แต่จากที่อ่าน(ผ่านๆ) แล้วเกิดความหวั่นใจเพิ่มขึ้นอีกนิด
งั้นก็คงต้องรอแผ่น แล้วพิสูจน์เองอีกทีครับ big smile

#3 By Seam - C on 2009-09-04 09:35

บรรยากาศคงเหมือนกับหนังของพี่น้องโอลเซ่น

ส่วนเรื่องนี้คงไม่ดู

#4 By nighty on 2009-09-04 10:12

^
^ อื้ม นั่นสิ เพิ่งนึกได้
ปล. อ่านบทความนี้ + กับคนที่ดูแล้วมาคอมเม้น เราก็ว่าไม่ดู(ตอนนี้)เหมือนกัน (รอโหลด 555+)

#5 By NiDA MAilO on 2009-09-04 15:55

ตอนที่เห็นข่าวการสร้างหนังเรื่องนี้นี่พี่อยากดูมากเลยนะ ยิ่งพอเห็นตัวอย่างยิ่งอยากดู (น้องเต้ย + น้องต่าย)

แต่พอได้อ่านรีวิวจากบรรดาคอหนังทั้งหลายความอยากก็ลดฮวบๆ ถึงตอนนี้ลงมาอยู่ในเลเวลดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้ไปแล้ว

แต่ยังไงก็รักน้องเต้ย - น้องต่ายอยู่นะ 555++

#6 By แฟนผมฯ (202.134.119.218) on 2009-09-04 16:00

ได้ยินเพื่อนพูดถึงหนังก็พูดถึงแต่ความน่ารักของสองสาว
ยังไม่ได้ดู sad smile

#7 By persona non grata on 2009-09-04 17:55

พี่มีทฤษฎีใหม่ บางทีนี่อาจเหมือนหนังแอ๊คชั่นจา พนม กล่าวคือ มีการดีไซน์ฉากสวยๆ ซึ้งๆ กินใจไว้เป็นจุดๆ หมดแล้ว เช่น ฉากถ่ายคลิปตัวเองเหงามาก ฉากกดท็อกกิ้งดิกซื้อยา ฉากกอดป้าข้างห้อง ฯลฯ แล้วก็ค่อยมาหาเรื่องร้อยฉากที่ถูกออกแบบพวกนั้นเข้าด้วยกัน

มันถึงออกมาแบบนี้ไงล่ะ

#8 By eak early : เอกเช้า on 2009-09-04 21:38

ยังไม่ได้ดู และไม่ได้คิดจะดูอยู่แล้วหล่ะครับopen-mounthed smile

#9 By Navagan (161.200.255.162) on 2009-09-07 17:43

หนังอาจจะขายให้วัยรุ่นมากกว่าจะขายให้ผู้ใหญ่
ดังนั้นเลยออกมาแบบให้แก้ไขง่ายๆเพระาวัยรุ่นมักจะคิดเรื่องง่ายๆแบบนั้น
เราเคยถามเพื่อนตอนเรียนมัยธยมว่าถ้านั่นก้แย่นี่ก็แย่ เอ้งจะทำไงถ้าต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง เพื่อนตอบไม่เลือกทั้งที่ชีวิตจริงสถาณการณ์บางอย่างเขาไม่สามารถ ไม่เลือก ได้ง่ายๆเหมือนที่พูด

#10 By YokeK.N. on 2009-09-12 22:38

ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ แรกๆก็คิดว่าหนังแย่กว่าที่คิด แต่อย่างน้อยการแสดงของสองสาวก็ช่วยพยุงไว้ตลอดรอดฝั่ง

ถ้าหากหนังเรื่องนี้ ทำให้พี่ตี้หนักใจละก็ ขอแนะนำเรื่องนี้เลย อยากดูมากๆ เพราะเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง น่าจะฉายควบคู่กัน

http://filmsick.exteen.com/20070815/to-be-twenty

หนีตาม(ไปเอา)กาลิเลโอ

open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile

#11 By initial A on 2009-09-13 22:37