WEEK 2 - Short 13 MARATHON

posted on 20 Jul 2009 13:13 by nanoguy in Movies

 

แปะความเห็นคร่่าวๆ
แก้ไขเพิ่มเติมบ้างสำหรับบางเรื่อง 
 

 

 


 
DAY 7 - 14 JULY 2009

 


ขบวนการ 3 สี ตอน จอมมารบูสายพันธ์ใหม่ 2009 (คมจักร ทองจิบ, 2009, D+)
- เราดูหนังเขามาสองสามเรื่อง และจากเกรดคงเห็นได้ว่าเราไม่ถูกจริตกับเขาอย่างมาก

ของขวัญ (ฐิติพันธุ์ เตชะกิจรุ่งเรือง, 2009, B+)
ของเหลวที่หลั่งจากกาย (รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค, 2009, A++++++++++++++++++)
- เกรดเดิมจากกางจอทั้งสองเรื่อง

ของเขา...ของเรา (พณิช จิระวัฒนานันท์, 2009, A)
- ถึงนักแสดงหญิงจะเล่นแบบหลุดโลกความเป็นจริงไปมาก(เธอถูกกระชากกระเป๋า แต่ทำหน้าเหมือนกับความจำเสื่อมก็มิปาน) แต่เราชอบการล้อกับสไตล์หนังเงียบในหนังเรื่องนี้ แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบ ทว่าการเลือกจังหวะและดนตรีถือว่าเหมาะสมมาก

ขโมย (โณทัย ชาบุญมี, 2009, B+/B)
- เนื้อเรื่องเดิมๆ แต่ชอบการตัดจบแบบนั้น ถ้ามีฉากประเภทฟูมฟายวิ่งไปขอโทษขอโพยเราคงเซ็งตาย
- การแสดงของผู้รับบท "อาจารย์" เป็นการเล่นแข็งที่น่าสะพรึงมากๆ ชีัวิตนี้ข้าพเจ้าไม่ขอเจออาจารย์เช่นนี้เป็นอันขาด!

ขอบคุณครับ (ธนชาติ ศิริภัทราชัย/วสุพล เกรียงประภากิจ, 2009, B)
- เพราะไดอะล็อก ตัวหมัด กับ กะลา ทำให้เกรดของหนังเรื่องนี้มาได้แค่นี้แหละ

ข้อมูลบางอย่างที่ยังค้างอยู่ในความทรงจำ (สิทธิเดช โรหิตะสุข, 2009, B+/B)
- การขึ้น text ท้ายเรื่องค่อนข้างทำลายหนังสำหรับเรา คือมันแรงดีในการเลือกใช้คำมาปั้นแต่ง แต่ก็เป็นความแรงที่ไม่เกิดมรรคผลอะไร และออกจะกระเหี้ยนกระหือรือจนเกินเหตุไปด้วยซ้ำ (ซึ่งขัดกับภาพของ ผกก. ที่นั่งกินข้าวหน้าสไลด์ภาพถ่ายอย่างยิ่ง) การปล่อยให้หนังจบลงไปแบบนิ่มนวล กลับจะก่อให้เกิดอะไรกับคนดูมากกว่า

ข้าว (พุทธิพงษ์ จันทร์เพ็ง, 2009, C+)
- หนังลงไปสัมภาษณ์คนทำนา โดยเลือกซับเจคต์เป็นแม่กับลูก ช่วงแรกเป็นการสัมภาษณ์อันน่ารำคาญมิใช่น้อยกับประเด็นที่เริ่มวนไปวนมา แต่พอหนังเข้ากลางเรื่อง ก็หักมุมไปว่าตัวลูกเกิดได้ดูรายการจับเข่าคุยของสรยุทธ (เทปที่เป็นชาวนาผู้ทำนาด้วยปุ๋ยชีวภาพ) แล้วเกิดแรงบันดาลใจที่จะช่วยลดต้นทุนการทำนาให้แม่ เลยเดินทางไปจังหวัดสุพรรณบุรี แล้วอยู่ดีดีก็กลายเป็นการสัมภาษณ์ "ลุงเหมาะ" คนที่ไปออกทีวีเฉยเลย ว่าปุ๋ยชีวภาพคืออะไร
- ทีนี้เหตุที่เกรดมันลงมาซะขนาดนี้ คงไม่ใช่เพราะความอืดอย่างเดียวหรอก (ยอมรับตรงนี้ว่าเราก็ไม่ใช่คอหนังสารคดีทำนองนี้นัก) แต่เป็นความลักลั่นที่ปรากฏในหนังเอง ซึ่งคนทำคงไม่ได้ตั้งใจ เพราะในขณะที่คำพูดกับ text ในหนังมันเชิดชูวิถีของการใช้ชีวภาพที่ถูกนำไปโยงกับเศรษฐกิจพอเพียง(ผ่านภาพของการรับรางวัลพระราชทานของลุงเหมาะ ที่กล้องถ่ายติดตอนไปที่บ้านลุง) แต่ภาพที่หนังนำเสนอกลับทำให้คนดู(อาจจะมีผมคนเดียว)รู้สึกต่อต้านกับวิถีที่หนังกำลังนำเสนอ ราวกับว่าหนังกำลังเสียดสีวิถีเหล่านั้นอยู่ก็มิปาน ซึุ่งหากมันเป็นความตั้งใจเราคงชอบมากๆ แต่เมื่อเราดูออกว่ามันไม่ได้ตั้งใจเลยรู้สึกแปลกๆ

ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า(ไทย) (มานพ ประภาษานนท์, 2009, A)
- หนังคัลต์ประจำวัน มันเป็นหนังบ้านๆที่คนหลายคนน่าจะเคยคิดทำ ประเภทที่เราไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง แล้วก็ถ่ายฟุตเตจเก็บเอาไว้ ก่อนจะเอามาตัดต่อเรียงเป็นหนังขึ้นมาหนึ่งเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้ทำออกมาด้วยการล้อเลียนอินเดียน่าโจนส์อย่างน่ารัก และปิดท้ายด้วยการทริบิวต์สตาร์วอร์ส ก่อนจะเผยตนว่าผู้กำกับเป็นชายผู้อายุเลยวัยกลางคนไปมากโขแล้ว!
- เราชอบความจริงใจและความ spontaneous ของหนังมากๆ อย่างเช่นการคิดรหัสของหนังครั้งแรก ที่เอาทะเบียนรถที่กล้องถ่ายติดมาเป็นรหัสกันดื้อๆ หรือว่าเมฆาเหนือภูผาใหญ่ ก็เป็นภาพของเมฆก้อนมหึมาที่ลอยเหนือภูเขาอยู่จริงๆ หรือตอนที่ไปล้วงปืนใหญ่เพื่อหารหัส กระดาษรหัสนั่นมันซองไทลินอลชัดๆ! ยิ่งไปกว่านั้นคือตอนจบที่ตัวละครแม่เข้ามาถามว่าได้สมบัติอะไรกันมาบ้าง ไดอะล็อกสุดเชย(แต่น่ารัก)ของคุณพ่อ/ผู้กำกับก็ทำหน้าที่ของมันได้อย่างเยี่ยมยอด
- และเราอาจจะได้ดูภาคสอง!

เขียว เหลือง แดง (วีรยุทธ กระจ่างศรี, 2009, A-)
- เราให้คะแนนความช่างคิดของหนัง ทั้งเนื้อเรื่องหรือการถ่ายทำ แต่จะพยายามไม่ให้คะแนนลึกลงไปที่ทัศนคติทางการเมือง เพราะเราไม่รู้ว่าคนทำเรื่องนี้คิดไำปกี่ชั้นกันแน่ เพราะสามสีนี้มันก็เอื้อให้คิดเกินหนังเหลือเกิน แถมสถานะของตัวละครที่เป็น "เด็กขายพวงมาลัย" ปะทะกับ "คนกรุงผู้ใช้รถใช้ถนน" มันก็ช่างเหมาะเจาะกับสีที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของตัวละครแต่ละกลุ่มเสียเหลือเกินสิน่า

โขน (ธนัทภัณ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา, 2009, B-)
- น่าจะเป็นงานกลุ่มสำหรับส่งวิชาสารคดี ส่วนตัวสารคดีเรื่องนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการเชิญชวนให้เราอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม เพราะมันมัวแต่จมอยู่กับบทสัมภาษณ์ เสียงอธิบายอันเยิ่นเย้อถึงประวัติความเป็นมา ลักษณะท่าทาง ประเภทของการรำโขน ไปจนถึงแม้แต่การพรรณนาความงามของโขน โดยที่ไม่ให้เราได้เห็นความงามของโขนอย่างที่มันสาธยายมากเท่าที่ควรเลย ยิ่งหนังเลยเถิดมาถึงการสัมภาษณ์เด็กนักเรียนของวิทยาลัยนาฏศิลป์ มันทำให้เรานึกถึงเรื่องดนตรีสนาม(ทั้งที่ไม่เคยดู) ราวกับว่าคนทำหนังเรื่องนี้ถูกกรอบครอบอะไรบางอย่างเอาไว้ (ซึ่งไม่แน่ใจว่ามาจากตัวเขาเองหรือปัจจัยภายนอก) ที่ทำให้เรื่องของความยากลำบากในการฝึกโขน ความดุของครูฝึก ถูกถ่ายทอดได้แค่คำพูดลมปากมากกว่าจะให้เห็นภาพกันแบบจริงจัง เฉกเช่นที่สารคดีควรจะเป็น

คน/กรรม/บาป