Frost/Nixon : กระเสือก/กระสน

posted on 07 Jun 2009 00:18 by nanoguy in Article, Movies

Frost/Nixon
ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ ดูหนังในหนังสือ
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 748 - ปักษ์แรก เมษายน 2552

     ริชาร์ด นิกสัน กลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาที่ต้องลาออกจากตำแหน่ง เพราะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจารกรรมข้อมูลของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ในช่วงใกล้จะลงสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่ จนเกิดเป็นกรณีอื้อฉาวที่เรารู้จักกันดีในชื่อ "คดีวอเตอร์เกต"
     เขาเลือกเดินออกจากทำเนียบขาวขึ้นสู่เฮลิคอปเตอร์ไปยังบ้านพักพร้อมกับครอบครัวตอนเช้าตรู่หลังแถลงลาออกจากตำแหน่ง ในช่วงเวลาที่ชาวอเมริกันครึ่งประเทศยังคงหลับฝันอยู่ในห้วงนิทรา และไม่พร้อมที่จะเตรียมสังขารเพื่อชมภาพดังกล่าวผ่านจอโทรทัศน์ในเวลาถ่ายทอดสดหลังจากที่สื่อมวลชนได้ตีแผ่ข่าวอัปยศนี้ พร้อมกับเสียงตอบรับอันเลวร้ายจากประชาชน การทยอยลาออกของที่ปรึกษาใกล้ชิดหลายคน และร่ำๆจะถูกยื่นถอดถอนจากการเป็นประธานาธิบดีจากเหล่าสมาชิกสภาขณะนั้น
     สิ่งที่เพิ่งบรรยายไปคือเนื้อหาหลักๆในช่วงไตเติ้ลของหนังเรื่องนี้ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวหลักของหนัง โดยอาศัยการตัดสลับภาพของการจัดแสงไฟและสถานที่ถ่ายทอดการแถลงลาออกของนิกสัน พร้อมกับฟุตเตจข่าวจำนวนมากเกี่ยวข้องกับคดีวอเตอร์เกต และหลังจากนั้นเราได้ฟังได้ชมการสัมภาษณ์จากบุคคลใกล้ชิดในเหตุการณ์ เพื่อรับฟังถึงความคิดความรู้สึกและความคับข้องใจ ที่นิกสันยังไร้ซึ่งวี่แววแห่งคำขอโทษและอาการสำเหนียกสำนึกในความผิด ไม่เพียงเท่านั้น ความโกรธแค้นของผู้คนที่มีต่อตัวนิกสันยิ่งถมเท่าทวี เมื่อรองประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากนิกสัน ได้ประกาศนิรโทษกรรมให้นิกสันในทุกข้อกล่าวหา
     คนที่ให้สัมภาษณ์ก็มีเควิน เบคอน, โทบี้ โจนส์, แมทธิว แม็คแฟดเย่น, แซม ร็อคเวลล์ และ โอลิเวอร์ แพล็ตต์ (ซึ่งตลอดเรื่องพวกเขาก็จะคอยโผล่หน้ามาให้ข้อมูลและความรู้สึกอยู่เนืองๆ) ที่เข้ามารับบทผู้ที่เกี่ยวข้องกับรายการโทรทัศน์ครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ในฐานะคนรอบตัวของฟรอสต์กับนิกสัน การนำเสนอเลียนแบบสารคดีเช่นนี้จึงเป็นการเตือนคนดูตั้งแต่ต้น (หากพวกเขาไม่เคยรู้จักหรือคุ้นเคยกับผลงานเก่าก่อนของมือเขียนบทปีเตอร์ มอร์แกน) ว่าสิ่งที่จะปรากฏต่อสายตาพวกเขานั้น ไม่ได้เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์เพียวๆ แต่จะกำนัลท่านผู้ชมด้วยการแต่งแต้มประวัติศาสตร์และต่อเติมแง่มุมต่างๆของตัวละคร

 frost and nixon (stage play)

     ถึงริชาร์ด นิกสัน(แฟรงค์ แลนเจลลา)จะพยายามเร่งกำหนดการเดินทางออกจากทำเนียบขาวให้เช้าตรู่เพื่อหนีสายตาคนอเมริกันเพียงใด แต่คนอีกกว่า 400 ล้านในพื้นที่อื่นของโลกก็ยังได้จับจ้องวินาทีนั้นอย่างใกล้ชิดเมื่อเดวิด ฟรอสต์(ไมเคิล ชีน) พิธีกรรายการทอล์คโชว์ชาวอังกฤษรับทราบตัวเลขนี้ เขาจึงรีบเสนอตัวเพื่อตามสัมภาษณ์นิกสันโดยพยายามทุกวิถีทาง ทั้งที่เวลานั้นใครก็รู้ว่านิกสันพยายามหลีกเร้นตนเองจากสื่อมวลชนมากเพียงใด ส่วนฟากนิกสันเมื่อทั้งสืบประวัติตามติดผลงานของพิธีกรหนุ่ม ก็ได้ตกปากรับคำให้สัมภาษณ์ออกรายการ เพราะพื้นเพผลงานเก่าๆของฟรอสต์นั้นมีแค่รายการทอล์คโชว์บันเทิงเรตติ้งดีในอังกฤษและออสเตรเลียเท่านั้น ไม่น่าจะเป็นคู่ต่อกรที่สมน้ำสมเนื้อ ทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่จะกู้ศักดิ์ศรีของอดีตประธานาธิบดีให้กลับมาอย่างเต็มภาคภูมิ
     ข้อเสนอแรกของฟรอสต์ต่อจอห์น เบิร์ต(แมทธิว แม็คแฟดเย่น) โปรดิวเซอร์คู่ใจ ที่จะขอสัมภาษณ์นิกสันออกทีวี เป็นเพียงการสัมภาษณ์พิเศษที่มองย้อนไปในชีวิตการเป็นประธานาธิบดีของนิกสัน จนเบิร์ตต้องรีบขัดคอว่า"คนจะยอมเสียเวลาดูสัมภาษณ์นิกสัน ก็เพราะหวังจะให้มันขอโทษประชาชนว่ะ" เป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าฟรอสต์นั้นอ่อนประสาในเรื่องการเมืองเพียงใด และไม่ได้มีความแค้นเคืองใดๆต่อสิ่งที่ติดตัวนิกสันเลยแม้แต่น้อย
     ภาพถัดมาคือสภาพอันน่าสมเพชของนิกสัน ที่ช็อคเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคหลอดเลือดดำอักเสบ และหนังยังกินเวลาอีกหลายนาทีกว่าคนดูจะได้เห็นนิกสันยืนขึ้นได้เต็มเท้า ยิ่งช่วยขับความแตกต่างระหว่างฟรอสต์กับนิกสันให้เด่นขึ้น ฝ่ายหนึ่งเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานหาญกล้าทว่าล่องลอยไร้รูปธรรม ขณะที่ฝ่ายชายชราค่อยๆซึ่งร่วงโรยลงไปตามวันที่ผันผ่านพร้อมกับความเจ็บแค้นที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ จากรอยแผลของการต้องจำใจเดินออกจากทำเนียบขาวอย่างไร้เกียรติ มีเป้าหมายหนักแน่นหลักเพียงหนึ่งเดียว เช่นเดียวกับการเขียนหนังสืออัตชีวประวัติของตนเอง คือให้ผู้คนได้ตระหนักว่ายุคสมัยของนิกสันก็ไม่ได้เลวร้ายต่ำทรามไปเสียทั้งหมด
     หนทางไต่เต้าไปสู่ความสำเร็จของฟรอสต์และทีมงานก็คือการไล่บี้นิกสันให้จนมุมคาจอ ซึ่งเป็นโมเมนต์เดียวที่ผู้ชมส่วนใหญ่ต้องการจะเห็น หลังจากที่นิกสันซิกแซ็กหลีกเลี่ยงภาวะดังกล่าวออกมาได้หวุดหวิดก่อนหน้า ทีมงานทั้งหมดของฟรอสต์จึงเป็นคนที่ทุ่มเทศึกษาแง่ไม่งามของนิกสันทั้งสิ้น พวกเขาใช้เวลามากมายเพื่อศึกษาความไม่ชอบมาพากลในการบริหารงานของนิกสันขณะดำรงตำแหน่ง เพื่อจะมั่นใจว่าอดีตประธานาธิบดีรายนี้ต้องไม่รอดเงื้อมมือของพวกเขาในการสัมภาษณ์ครั้งนี้

 during the taping

     หากภาพถ่ายหนึ่งภาพสามารถแทนคำได้นับพัน โมเมนต์หนึ่งในรายการโทรทัศน์ที่มีผู้คนจับจ้องพร้อมกันนับล้านคนย่อมทวีค่ามหาศาลยิ่งกว่านั้น และริชาร์ด นิกสัน ก็ได้ถูกเหยียบให้จมดินอย่างแสนสาหัสเพราะการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ อย่างหมดหนทางดิ้นรนหลีกเลี่ยง
     จริงๆหนังก็บอกใบ้สิ่งที่นิกสันประสบพบเจออยู่ตลอดหลังลาออกจากตำแหน่งไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว เมื่อเขารับเป็นวิทยากรบรรยายในงานเลี้ยงสมาคมแห่งหนึ่ง ซึ่งพอเขาหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงเนื้อหาสาระและรายละเอียดของคดีวอเตอร์เกตบนเวทีและเลี่ยงไปพูดเรื่องการดำเนินนโยบายต่างประเทศในการเผชิญหน้ากับชาติคอมมิวนิสต์อย่างสหภาพโซเวียตและจีนแทน เหล่าผู้ร่วมงานจำนวนมากมายต่างก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวในจานตรงหน้ากันอย่างขะมักเขม้น จนนิกสันต้องไประบายอารมณ์ในห้องครัวหลังเสร็จงานด้วยความอัดอั้น
     บ๊อบ เซลนิค(โอลิเวอร์ แพล็ตต์) หนึ่งในทีมงานของฟรอสต์ ได้กล่าวให้สัมภาษณ์กับกล้องว่า การจะรีดเค้นเอาคำขอโทษออกจากปากของประธานาธิบดีผู้ก่อการอัปยศแก่ประเทศชาติครั้งนี้ จำต้องอาศัยผู้นำทีมอย่างฟรอสต์ แม้เขาจะไม่เคยสนใจการเมือง ไม่แม้กระทั่งเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง แต่ข้อได้เปรียบที่เหล่าผู้แค้นเคืองนิกสันคนอื่นๆไม่มีก็คือ...เขาเข้าใจการทำงานของสื่อโทรทัศน์
     คำกล่าวของเซลนิคช่วยตอกย้ำประเด็นที่ว่าฟรอสต์ไม่ได้มีความแค้นเคืองใดๆต่อนิกสัน และเขาไม่เคยสนใจด้วยซ้ำว่านิกสันเคยทำอะไรมาก่อน คนที่สนใจจริงๆจังๆและหวังจะฝังให้จมดินคือเหล่ากุนซือข้อมูลของฟรอสต์ต่างหาก ท่าทีของฟรอสต์ที่ไม่อาจตอบคำถามง่ายๆของ จิม เรสตัน จูเนียร์(แซม ร็อคเวลล์) ว่า "เป้าหมายของการสัมภาษณ์ครั้งนี้คืออะไร" แสดงให้เห็นชัดเจนจนไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการที่เขายังทำตัวเอ้อระเหยควงแฟนสาวไปดูหนังรอบสื่อก่อนวันบันทึกเทปสัมภาษณ์วันแรก
     เพียงแค่เทปแรกฝ่ายฟรอสต์จึงเรียกได้ว่าสาหัสหนัก จนหากเปรียบเป็นมวยแล้วฟรอสต์ก็ไม่ต่างจากที่ แจ็ค เบรนแนน(เควิน เบคอน) อุปมาไว้ว่าเป็นเหมือนนักมวยอ่อนหัดกำลังเมาหมัด เมื่อโดนแย็บแรกของแชมป์ผู้เชี่ยวประสบการณ์
     นั่นคือช่วงเวลาที่ฟรอสต์ได้เริ่มรู้ตัวเสียทีว่าเขากำลังเล่นอยู่กับใคร

first meet of frost and nixon

     เวลาทั้งหมดของรายการที่ออกอากาศกินเวลา 4 เทป เทปละชั่วโมงครึ่ง รวมเวลาทั้งหมดล่อไปกว่าหกชั่วโมง ทว่าภาพที่ทุกคนจำนิกสันได้จากรายการนั้นกลับอยู่ในเทปสุดท้าย เมื่อนิกสันแพ้ภัยตัวเองและต้องสารภาพความผิดออกอากาศอย่างจนปัญญาหาทางรอด ซึ่งเมื่อเทียบกับการสัมภาษณ์ที่กินเวลาอัดเทปและออกทีวีมากมายแล้ว มันเป็นเพียงแค่โมเมนต์เดียวเท่านั้นเอง ก่อนหน้านั้นด้วยความอ่อนประสบการณ์และประมาทเลินเล่อของฟรอสต์ ทำให้น้ำหนักการสัมภาษณ์เทไปทางฝั่งนิกสันชนิดที่เรียกว่าพับสนามบุก กระทั่งทีมงานสัมภาษณ์ยังหลุดปากว่าถ้านิกสันลงเลือกตั้งสมัยหน้าคงได้คะแนนจากเขาอย่างน้อยก็หนึ่งเสียง ทั้งที่ก่อนหน้านี้นิกสันไม่เคยเป็นแม้แต่หนึ่งในตัวเลือก
     ถ้าใครดูเรื่องนี้แล้วจะเห็นใจริชาร์ด นิกสัน ขึ้นกว่าที่เคยเป็นก็ไม่ต้องแปลกใจอะไร เพราะไม่ใช่แค่เรื่องราวที่เสริมแง่มุมให้นิกสันอย่างมากมาย การแสดงของไมเคิล ชีน ในบทเดวิด ฟรอสต์ ก็เรียกได้ว่าผิดฟอร์มถึงขั้นกลายเป็นจุดอ่อนของหนังอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีแม้วินาทีเดียวที่เราสัมผัสกับห้วงความคิดความรู้สึกภายในของฟรอสต์ได้อย่างจริงๆจังๆ อันเป็นผลจากการแสดงแบบขาดๆเกินๆ ในขณะที่แลนเจลลาคว้าฉวยห้วงเวลาสำคัญของเขาไว้ได้อยู่มือและหนักแน่นยิ่งขับให้เห็นความแตกต่างของฝีมือการแสดง รวมถึงส่งผลต่อความรู้สึกร่วมของผู้ชมต่อตัวฟรอสต์และนิกสันในเรื่องด้วย
     แม้ชีนจะได้โอกาสอันใหญ่ยิ่งในฉากที่ฟรอสต์รับโทรศัพท์ส่วนตัวจากนิกสัน ในคืนก่อนวันอัดเทปสัมภาษณ์ครั้งสุดท้าย(ซึ่งฟรอสต์กำลังจิตตกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน) ฉากดังกล่าวก็เป็นได้เพียงการให้แลนเจลลาแสดงศักยภาพฆ่านักแสดงรุ่นลูกจนตายอนาถคาจออย่างไร้ความปรานี ด้วยการร่ายบทโมโนล็อกระบายความอึดอัดคับข้องใจทั้งหมดเป็นเวลาร่วมห้านาที โดยแทบจะไร้ปฏิกิริยาตอบสนองจากอีกฝ่ายทั้งทางสีหน้าและวาจา
     ในฉากที่อัดเทปสัมภาษณ์สามเทปแรกนั้นทั้งฟรอสต์และนิกสันต่างมองอีกฝ่ายเป็นแค่เบี้ยหมากที่จะนำตนเองไปสู่เป้าหมายเท่านั้น แต่เมื่อนิกสันโทรศัพท์ไปหาฟรอสต์ มันก็กลายเป็นหนึ่งในฉากที่สำคัญที่สุด เพราะนิกสันได้เปลือยตัวตนออกมาอย่างกระแทกกระทั้นและดุดัน เสมือนส่งสาส์นท้ารบกับฟรอสต์อย่างจริงจัง พร้อมระบุเป้าหมายลึกๆที่แท้จริงในใจและชี้ชวนให้ฟรอสต์ได้ทบทวนสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ได้อย่างแหลมคม
     สิ่งที่โหดร้ายก็คือ ไม่ว่านิกสันจะพยายามอย่างไร เขาก็ไม่อาจหลุดจากบ่วงของสิ่งที่เขาทำในคดีวอเตอร์เกตไปได้ ซึ่งนิกสันก็รู้ตัวดีและเจ็บปวดกับความจริงข้อนี้ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ไม่แปลกหรอกที่เขาจะพยายามไม่พูดถึงเรื่องราวเหล่านั้น เพราะพูดไปก็เหมือนกวนน้ำให้ขุ่น ซึ่งนิกสันเองก็ยังยอมรับเงื่อนไขนี้อย่างไร้ข้อกังขา ว่ามันคือจุดชี้เป็นชี้ตายและมันจะตามหลอกหลอนเขาไปทั้งชีวิตไม่ว่าจะออกหัวออกก้อย
     ฟากฝั่งของฟรอสต์นั้นก็คงได้เวลากลับไปตอบคำถามว่า ทั้งหมดที่ได้ทำไปนั้นแม้จะได้สร้างประวัติศาสตร์แห่งวงการโทรทัศน์ แต่เขาได้บรรลุอะไรที่ต้องการแล้วจริงๆหรือเปล่า
     หากนิกสันจะถูกโมเมนต์ที่กล้องโคลสอัพใบหน้าของเขาเมื่อพลาดพลั้งหลุดปากไปตามหลอกหลอน การเป็นพิธีกรในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ของฟรอสต์ ก็คงส่งผลไม่ต่างกัน

last scene

Comment

Comment:

Tweet

^
^
อนุบาลเด็กโข่งได้ A จริงดิ แต่หนังตัวอย่างมันบัดซบมากเลยนะ

#15 By แฟนผมฯ (202.134.119.218) on 2009-06-22 12:48

Transmorphers เหอะ ทำไปได้ ไม่มีคะแนนจะให้จริงๆ

#14 By Ghoeby (114.128.122.252) on 2009-06-19 18:58

กรี๊ดดดดดด อนุบาลเด็กโข่งได้ A จากตี่ตี้?!? หรือว่าหนังมันคัลท์สุดๆ wink

#13 By บลูยอชท์ (125.25.37.157) on 2009-06-18 00:00

Frost Nixon[A]

-ชอบ ส่วนตัวคิดว่าหนังอยู่ในระดับที่สมควรได้ชิงออสการ์ แต่ไม่ถึงขั้นควรจะได้ Best Picture
-ตอนแรกนึกว่าจะเป็นหนังการเมืองเครียดๆ แบบ Nixon, All the President's Men แต่พอเอาเข้าจริง หนังกลับสนุกผิดคาด กลายเป็นว่า อารมณ์เหมือนดูหนังชกมวย ที่เปลี่ยนจากการชกมวย เป็นการโต้คารม (อาจเป็นเพราะหนังแบ่งเป็นยกๆ เหมือนกัน)
-หนังพยายามจะเลียนแบบรูปแบบสารคดีด้วยการมีฉากสัมภาษณ์ตัวละคร ซึ่งก็ช่วยได้ในเรื่องสไตล์ของหนังที่ดูน่าสนใจขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยเรื่องความสมจริงน่าเชื่อถือขึ้นเท่าไร เพราะเล่นเอาดาราหน้าช้ำ อย่าง Kevin Bacon, Sam Rockwell, Oliver Platt ฯลฯ มาสัมภาษณ์
-เป็นบทพิสูจน์ว่า ไม่ว่าคุณรอน ฮาวเวิร์ดจะกำกับหนังการเมือง ชีวประวัติ แฟนตาซี ศาสนา แอคชั่น ทริลเลอร์ ดราม่า ไม่ว่าแนวไหนหนังก็ออกมาฮอลลีวู้ด ฮอลลีวูดสไตล์คุณฮาวเวิร์ดอยู่ดี
-การแสดงของ Frank Langella ในบทนิกสันช่วยยกระดับหนังขึ้นได้มาก เสียดายที่เขาได้ชิงดารานำชายปีนี้ที่มีแต่คู่แข่งหินๆ
-ส่วน Martin Sheen เล่นใช้ได้ เสียแต่ตัวบท Frost ดูเป็นคนแหยไปหน่อย จนทำให้สุดท้าย แทนที่จะเป็นเสือสองตัวสู้กัน กลับกลายเป็นเสือยอมแพ้ให้แมวไปซะงั้น
-ฉากสัมภาษณ์ ผมลุ้นจนเกือบลืมหายใจ แต่ฉากที่ผมชอบที่สุด กลับเป็นฉากนิกสันโทรหาฟรอสต์ตอนกลางคืน แทบอยาก Standing Ovation ให้คุณ Langella เลย
-แม้ตัวละครของ Rebacca Hall จะไม่ค่อยมีประโยชน์ แต่ด้วยความสวยของเธอ ทำให้เธอกลายเป็นตัวขโมยซีนของแท้ (สำหรับฝ่ายหญิงตัวขโมยซีนคงต้องยกให้ Matthew MacFadyen)
-แม้จุดประสงค์ในการแก้ชื่อเสียงของนิกสันจากการสัมภาษณ์จะไม่สำเร็จตอนนั้น แต่ถ้าเขาได้เห็นหนังเรื่องนี้ เขาคงมีความสุขเพราะหนังช่วยแก้ภาพลักษณ์ของเขาจากการเป็นตัวร้าย กลายเป็นตัวละครขี่หลังเสือที่น่าเห็นใจ จนคนดูอดสงสารในตัวละครนี้ไม่ได้

#12 By ฟ้าดิน (58.8.97.215) on 2009-06-13 09:22

แฟนพี่ยังไม่ได้เอามาให้ดู
เลยยังไม่กล้าแตะบทวิจารณ์ที่ไหน sad smile

สงสัยได้ดูปีหน้า

#11 By binkybear on 2009-06-12 13:19

หนังดูท่าทางจะเครียดๆนะครับ เลยไม่ได้ดู sad smile

#10 By Mc'Murphy (125.24.6.122) on 2009-06-10 18:48


ยังไม่ได้ดูเลย

#9 By renton (125.26.127.100) on 2009-06-10 07:55

กลับจากกระบี่แล้ววววว.... (น้องมันจะอยากรู้มั๊ยเนี่ย?)

ได้แผ่นเรื่องนี้มาแล้ว เดี๋ยวขอดูก่อนแล้วจะกลับมาอ่านบทความนี้เน้อ (พูดไปงั้นแหละ กว่าจะได้ดูคงจะดองอีกนาน ดีไม่ดีคงจะต้องเข้ามาอ่านเร็วๆนี้)

#8 By แฟนผมฯ (117.47.158.46) on 2009-06-08 22:09

อ่านแบบผ่านๆเพราะยังไม่ได้ดูจ้าาา

ติดไว้ก่อนแล้วกันครับ

ขอบใจกับกำลังใจดีๆนะน้อง big smile

#7 By Seam - C on 2009-06-08 16:16

กำลังจะเอาแผ่นมาดูพอดีคับ ขอแปะไว้ก่อน เด๋วตามมาอ่านคับ big smile

#6 By Faris Cassidy on 2009-06-08 03:25

+ บทความนี้เคยอ่านแล้วจากสตาร์พิคส์จ้า surprised smile

+ ยังเคืองไม่หายที่เรื่องนี้ถูกถอดจากโปรแกรมฉายเฉยเลย เด๋วนี้หนังเข้าชิงออสการ์มันดู "ขายยาก" ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ทั้งๆ ที่กลุ่มคนดูหนังเรื่องนี้ก็เป็นกลุ่มเดียวกับที่ดูหนังอินดี้เรื่องอื่นๆ นั่นแหละน่อ sad smile (เอาเข้าฉายในโรง ยังไงก็รายได้ประมาณๆ หนังออสการ์เรื่องอื่นๆ นั่นแล)

#5 By บลูยอชท์ (125.25.26.88) on 2009-06-08 00:47

อืมม เราเห็นด้วยกับการแสดงของ แลนเจลลา จริงๆ ที่สามารถสร้างภาพ นิกสัน ให้คนดูเมื่อดูจนจบแล้วรู้สึกว่า ตัวเองได้รู้จักประธานาธิปดีคนนี้เป็นอย่างดี (แบบที่ไม่ต้องดูตัวจริงก็ยังได้)

แต่เราว่า ไมเคิล ชีน ก็ไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้นนะ เราว่าบุคลิกของ ฟรอสต์ ที่ทำตัวแบบ no clue ตั้งแต่ต้นจนจบเนี่ย มันช่วยทำให้คนดูรู้สึกว่า ไอ้สองคนนี้มันเป็นมวยคนละรุ่นกันจริงๆ ซึ่งการแสดงเอ๋อๆงงๆชีวิตสับสนนี้แหละ ที่เราว่า ชีน แกทำได้โอเค ซึ่งหน้าที่หลักของเค้านั้น อย่างที่นาโนว่าไว้แหละ ก็คือการส่ง แลงเจลลา ให้เฉิดฉายในบทของ นิกสัน...

ปอลอ. เสียดายที่มันไม่เข้าโรงเน๊อะ
ปอลออ. จะตอบความเห็นข้างบนสุดไหม 55+

#4 By BdMd (124.122.132.228) on 2009-06-07 15:18

และแล้วก็มีแผ่นออกมาให้เช่าแล้ว

ดูแล้วจะมาอ่าน big smile

#3 By navagan (61.7.178.10) on 2009-06-07 12:22

เห็นแผ่นออกแล้ว เดี๋ยวไปหามาดู

อ้าว ไมเคิล ชีนมันแป๊กขนาดนั้นเลยเหรอ

#2 By eak early : เอกเช้า on 2009-06-07 11:26

นิกสันเหมือนใครหว่า ?

#1 By Ghoeby (117.47.78.182) on 2009-06-07 10:30