Starpics 743 - Revolutionary Road
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Starpics ฉบับ 743
ปักษ์หลัง มกราคม 2552


     ตั้งแต่วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ขยายแฟรนไชส์ไปทั่วโลก สภาพเศรษฐกิจไม่ว่าจะประเทศไหนก็ปั่นป่วนซวนเซไปกับความผันผวน ดูได้จากราคาน้ำมันที่ในปีเดียวพุ่งทะลุสูงสุดในประวัติศาสตร์ แต่หลังจากนั้นก็ลดฮวบสู่จุดต่ำสุดในรอบสิบกว่าปี นอกจากความไม่แน่นอนของเงินทองที่ผู้คนจะใช้จับจ่าย สภาพการเมืองของแดนสยามชาติไทยก็รวนเรไม่แพ้กัน
     ในปีที่ประเทศมีนายกรัฐมนตรีผลัดเปลี่ยนหน้ากันขึ้นดำรงตำแหน่งถึง 4 คน พร้อมความวุ่นวายโกลาหลอันเกิดจากการชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อสองสี และหนักข้อถึงขั้นปิดสนามบินนานาชาติได้ยิ่งซ้ำเติมให้ผู้คนตระหนกอกสั่น ลามมาถึงการใช้จ่ายปัจจัยเพื่อสิ่งบันเทิงอย่างภาพยนตร์ ทั้งปีมีหนังเพียงสองเรื่องที่ได้เงินเกิน 100 ล้านบาท (ทั้งที่มีหนังฟอร์มยักษ์เข้าฉายไม่ได้น้อยกว่าปีก่อนๆ)
     แน่นอน...ไม่ต้องพูดถึงหนังไทย ส่วนใหญ่พากันขาดทุนย่อยยับ โดยเฉพาะในกลุ่มหนังฟอร์มยักษ์ที่ต้องระเห็จขนฟิล์มไปหาที่ทางในตลาดต่างประเทศกันอย่างเร่งด่วน
     อย่างไรก็ดี แม้จะเงียบสนิททั้งด้านกำไรเม็ดเงินกับความสร้างสรรค์แปลกใหม่ของเนื้อหาภาพยนตร์ก็ยังเหลือแง่มุมที่น่าสนใจพอให้พูดถึงอยู่บ้าง 


 เมื่อคาเฟ่ร้างคน

เมื่อคาเฟ่ร้างคน 

     ปี 2550 - ในหนังไทยที่ทำรายได้สูงสุด 10 เรื่องแรกมีหนังตลกติดอันดับถึง 6 เรื่อง และโกยรายได้ไปรวมๆกันกว่า 600 ล้านบาท
     ปี 2551 - ใน 10 เรื่องแรกผองเพื่อนหนังตลกเหลือเพียงหลวงพี่เท่ง 2 รุ่นฮาร่ำรวย ที่ทำรายได้เกินหลัก 80 ล้านไปไม่มากนัก และ บุญชู ไอ-เลิฟ-สระอู กับตัวเลขราวๆ 44 ล้านบาท (ซึ่งเรื่องหลังก็ไม่ใช่ตลกคาเฟ่ที่ได้เงินมาตลอดเสียด้วย)
     เกิดอะไรขึ้น?|
     แม้รายได้ของหม่ำเดียว หัวเหลี่ยมหัวแหลม และ เทวดาท่าจะเท่ง? จะไม่น่ารังเกียจมากนัก (คือเกือบ 35 ล้านบาททั้งคู่) แต่เมื่อเทียบกับผลงานที่ขาย "สามช่า" เรื่องก่อนๆ ถือว่าสอบตกขั้นตรีทูต ยิ่งพิจารณาว่าเรื่องแรกนั้นเกาะกระแส น้องเดียว-เกมทศกัณฑ์ หลังได้ 100 หน้าไปหมาดๆ แถมด้วยตลกผู้เป็นที่รักของคนดูอย่าง หม่ำ จ๊กมก ที่ทั้งแสดงเองและร่วมกำกับยิ่งแย่หนัก
     ขนาดตลกที่ตลาดกว้างที่สุดในประเทศอย่างแก๊งสามช่ายังลื่นล้มไม่เป็นท่า ไม่ต้องพูดถึงหนังตลกของแก๊งอื่น (เทวดาตกมันส์, ผีตาหวานกับอาจารย์ตาโบ๋ หรือ บ้านผีเปิบ) และหนังตลกที่กะขายดาราละครช่อง 7 (สวย สิงห์ กระทิงแซ่บ, คู่ก๊วนป่วนเมษา และ สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์) - โดยเฉพาะประเภทหลังสุดนี้ไม่มีเรื่องไหนตะกายถึงหลัก 10 ล้านสักเรื่อง
     นอกจากองค์บาก 2 (ที่ทำเงินเกิน 100 ล้านบาท เคียงคู่กับ The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor) ถึงแม้หนังแอ็คชั่นทุนสร้างสูงและค่ายหนังหวังสูงทั้ง ปืนใหญ่จอมสลัด และ ช็อคโกแลต จะเก็บเงินไปเกินหลัก 50 ล้านทั้งคู่ แต่เมื่อเทียบกับทุนสร้างและงบประชาสัมพันธ์ที่ทุ่มไปมหาศาล ตัวเลขที่ไม่ถึง 100 ล้านจึงไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่นัก สำหรับเรื่องหลังยังพอหวังขายตลาดต่างประเทศได้ (พร้อมๆกับหนังแอ็คชั่นรุ่นพี่) แต่เรื่องแรกถือว่าอาการหนักใช่เล่น เพราะหาตลาดยากกว่าหนัง Martial Art เยอะ แถมคำวิจารณ์จากเมืองนอกตอนคราวไปตระเวนตลาดเทศกาล(ด้วยความยาวมากกว่าฉบับที่ฉายในเมืองไทย) ก็ออกมาแค่กลางๆ ค่อนไปทางไม่ชื่นชมนัก
     เมื่อตัดหนังตลกออกไปสองเรื่องดังที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว 4 จาก 8 เรื่องที่เหลือใน Top Ten ล้วนเป็นภาพยนตร์ของค่าย GTH (ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น, สี่แพร่ง, โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต และ รัก|สาม|เศร้า) ได้แสดงให้เห็นว่าค่ายนี้ชาญฉลาดในการโปรโมตหนังให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักเพียงใด และกลุ่มเป้าหมายที่ว่าก็คือ เด็กวัยรุ่นชนชั้นกลางผู้เปี่ยมทั้งกำลังทรัพย์และกำลังซื้อในธุรกิจบันเทิง อีกทั้งโปรดปรานการเห็นตัวละครที่มีวัยและชีวิตใกล้เคียงกับตนเองโลดแล่นอยู่บนจอเงิน
     นอกจากช่วงหยุดเทศกาลหรือวันหยุดยาวภาพยนตร์ที่เข้าฉายในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนและปิดเทอมเดือนตุลาคม จึงกลายเป็นหนังที่โกยเงินอย่างสนุกมือแทบทั้งสิ้น หากต้องใจวัยรุ่นที่กำลังหาหนังดูพักผ่อน (คู่ก๊วนป่วนเมษา หรือ เพื่อนกันเฉพาะวันพระจึงทำเงินได้น้อยนิด) กลวิธีการโปรโมตหนังจึงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่รักแห่งสยาม เมื่อปีที่แล้ว มาถึง บุญชู ไอ-เลิฟ-สระอู และ ฝันหวานอายจูบ ที่เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายอย่างหนักหน่วง
     ในฟากฝั่งของหนังรัก ที่ปีที่แล้วเก็บรายได้กันไปพอสมควร ปีนี้นอกจากหนังใสๆอย่างปิดเทอมใหญ่ฯ แล้ว ทั้ง รัก|สาม|เศร้า และ แฮปปี้เบิร์ธเดย์ ก็เก็บรายได้เกินหลัก 40 ล้านทั้งคู่ เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าหากหนังรักมีเนื้อหาแล