Starpics 743 - Revolutionary Road
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Starpics ฉบับ 743
ปักษ์หลัง มกราคม 2552


     ตั้งแต่วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ขยายแฟรนไชส์ไปทั่วโลก สภาพเศรษฐกิจไม่ว่าจะประเทศไหนก็ปั่นป่วนซวนเซไปกับความผันผวน ดูได้จากราคาน้ำมันที่ในปีเดียวพุ่งทะลุสูงสุดในประวัติศาสตร์ แต่หลังจากนั้นก็ลดฮวบสู่จุดต่ำสุดในรอบสิบกว่าปี นอกจากความไม่แน่นอนของเงินทองที่ผู้คนจะใช้จับจ่าย สภาพการเมืองของแดนสยามชาติไทยก็รวนเรไม่แพ้กัน
     ในปีที่ประเทศมีนายกรัฐมนตรีผลัดเปลี่ยนหน้ากันขึ้นดำรงตำแหน่งถึง 4 คน พร้อมความวุ่นวายโกลาหลอันเกิดจากการชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อสองสี และหนักข้อถึงขั้นปิดสนามบินนานาชาติได้ยิ่งซ้ำเติมให้ผู้คนตระหนกอกสั่น ลามมาถึงการใช้จ่ายปัจจัยเพื่อสิ่งบันเทิงอย่างภาพยนตร์ ทั้งปีมีหนังเพียงสองเรื่องที่ได้เงินเกิน 100 ล้านบาท (ทั้งที่มีหนังฟอร์มยักษ์เข้าฉายไม่ได้น้อยกว่าปีก่อนๆ)
     แน่นอน...ไม่ต้องพูดถึงหนังไทย ส่วนใหญ่พากันขาดทุนย่อยยับ โดยเฉพาะในกลุ่มหนังฟอร์มยักษ์ที่ต้องระเห็จขนฟิล์มไปหาที่ทางในตลาดต่างประเทศกันอย่างเร่งด่วน
     อย่างไรก็ดี แม้จะเงียบสนิททั้งด้านกำไรเม็ดเงินกับความสร้างสรรค์แปลกใหม่ของเนื้อหาภาพยนตร์ก็ยังเหลือแง่มุมที่น่าสนใจพอให้พูดถึงอยู่บ้าง 


 เมื่อคาเฟ่ร้างคน

เมื่อคาเฟ่ร้างคน 

     ปี 2550 - ในหนังไทยที่ทำรายได้สูงสุด 10 เรื่องแรกมีหนังตลกติดอันดับถึง 6 เรื่อง และโกยรายได้ไปรวมๆกันกว่า 600 ล้านบาท
     ปี 2551 - ใน 10 เรื่องแรกผองเพื่อนหนังตลกเหลือเพียงหลวงพี่เท่ง 2 รุ่นฮาร่ำรวย ที่ทำรายได้เกินหลัก 80 ล้านไปไม่มากนัก และ บุญชู ไอ-เลิฟ-สระอู กับตัวเลขราวๆ 44 ล้านบาท (ซึ่งเรื่องหลังก็ไม่ใช่ตลกคาเฟ่ที่ได้เงินมาตลอดเสียด้วย)
     เกิดอะไรขึ้น?|
     แม้รายได้ของหม่ำเดียว หัวเหลี่ยมหัวแหลม และ เทวดาท่าจะเท่ง? จะไม่น่ารังเกียจมากนัก (คือเกือบ 35 ล้านบาททั้งคู่) แต่เมื่อเทียบกับผลงานที่ขาย "สามช่า" เรื่องก่อนๆ ถือว่าสอบตกขั้นตรีทูต ยิ่งพิจารณาว่าเรื่องแรกนั้นเกาะกระแส น้องเดียว-เกมทศกัณฑ์ หลังได้ 100 หน้าไปหมาดๆ แถมด้วยตลกผู้เป็นที่รักของคนดูอย่าง หม่ำ จ๊กมก ที่ทั้งแสดงเองและร่วมกำกับยิ่งแย่หนัก
     ขนาดตลกที่ตลาดกว้างที่สุดในประเทศอย่างแก๊งสามช่ายังลื่นล้มไม่เป็นท่า ไม่ต้องพูดถึงหนังตลกของแก๊งอื่น (เทวดาตกมันส์, ผีตาหวานกับอาจารย์ตาโบ๋ หรือ บ้านผีเปิบ) และหนังตลกที่กะขายดาราละครช่อง 7 (สวย สิงห์ กระทิงแซ่บ, คู่ก๊วนป่วนเมษา และ สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์) - โดยเฉพาะประเภทหลังสุดนี้ไม่มีเรื่องไหนตะกายถึงหลัก 10 ล้านสักเรื่อง
     นอกจากองค์บาก 2 (ที่ทำเงินเกิน 100 ล้านบาท เคียงคู่กับ The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor) ถึงแม้หนังแอ็คชั่นทุนสร้างสูงและค่ายหนังหวังสูงทั้ง ปืนใหญ่จอมสลัด และ ช็อคโกแลต จะเก็บเงินไปเกินหลัก 50 ล้านทั้งคู่ แต่เมื่อเทียบกับทุนสร้างและงบประชาสัมพันธ์ที่ทุ่มไปมหาศาล ตัวเลขที่ไม่ถึง 100 ล้านจึงไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่นัก สำหรับเรื่องหลังยังพอหวังขายตลาดต่างประเทศได้ (พร้อมๆกับหนังแอ็คชั่นรุ่นพี่) แต่เรื่องแรกถือว่าอาการหนักใช่เล่น เพราะหาตลาดยากกว่าหนัง Martial Art เยอะ แถมคำวิจารณ์จากเมืองนอกตอนคราวไปตระเวนตลาดเทศกาล(ด้วยความยาวมากกว่าฉบับที่ฉายในเมืองไทย) ก็ออกมาแค่กลางๆ ค่อนไปทางไม่ชื่นชมนัก
     เมื่อตัดหนังตลกออกไปสองเรื่องดังที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว 4 จาก 8 เรื่องที่เหลือใน Top Ten ล้วนเป็นภาพยนตร์ของค่าย GTH (ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น, สี่แพร่ง, โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต และ รัก|สาม|เศร้า) ได้แสดงให้เห็นว่าค่ายนี้ชาญฉลาดในการโปรโมตหนังให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักเพียงใด และกลุ่มเป้าหมายที่ว่าก็คือ เด็กวัยรุ่นชนชั้นกลางผู้เปี่ยมทั้งกำลังทรัพย์และกำลังซื้อในธุรกิจบันเทิง อีกทั้งโปรดปรานการเห็นตัวละครที่มีวัยและชีวิตใกล้เคียงกับตนเองโลดแล่นอยู่บนจอเงิน
     นอกจากช่วงหยุดเทศกาลหรือวันหยุดยาวภาพยนตร์ที่เข้าฉายในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนและปิดเทอมเดือนตุลาคม จึงกลายเป็นหนังที่โกยเงินอย่างสนุกมือแทบทั้งสิ้น หากต้องใจวัยรุ่นที่กำลังหาหนังดูพักผ่อน (คู่ก๊วนป่วนเมษา หรือ เพื่อนกันเฉพาะวันพระจึงทำเงินได้น้อยนิด) กลวิธีการโปรโมตหนังจึงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่รักแห่งสยาม เมื่อปีที่แล้ว มาถึง บุญชู ไอ-เลิฟ-สระอู และ ฝันหวานอายจูบ ที่เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายอย่างหนักหน่วง
     ในฟากฝั่งของหนังรัก ที่ปีที่แล้วเก็บรายได้กันไปพอสมควร ปีนี้นอกจากหนังใสๆอย่างปิดเทอมใหญ่ฯ แล้ว ทั้ง รัก|สาม|เศร้า และ แฮปปี้เบิร์ธเดย์ ก็เก็บรายได้เกินหลัก 40 ล้านทั้งคู่ เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าหากหนังรักมีเนื้อหาและหน้าหนังเข้ากับ "กลุ่มเป้าหมาย" ก็จะได้เงินสมน้ำสมเนื้อและมีที่ยืนเป็นมั่นเหมาะด้วยประการฉะนี้(เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับ Me..Myself ขอให้รักจงเจริญ และ รักแห่งสยาม) แม้ สะบายดี หลวงพะบาง จะไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้แต่เสียงวิจารณ์ที่ออกมาส่วนใหญ่ก็โน้มเอียงไปในทางบวก โดยคะแนนส่วนใหญ่มาจากความน่ารักและความใสซื่อของเรื่องราวกับตัวละคร  


็ปิดเทอมใหญ่สี่แพร่งฝันหวานอายจูบหวานขม 

เทรนด์ฮิตแห่งปี - หนังเมดเลย์

     เราอาจเคยดูผีสามบาท(2544) และ Three อารมณ์ อาถรรพณ์ อาฆาต ทั้งสองภาค(2002, 2004)กันมาบ้างแล้ว
     ปี 2551 ที่ผ่านมา เราได้เห็น ปิดเทอมใหญ่ฯ, สี่แพร่ง, ฝันหวานอายจูบ และ หวานขม Bittersweet
     ปัจจัยที่ต่างจากหนังผีเมดเลย์ก่อนหน้าคือลักษณะการรวมตัวที่เปลี่ยนไป หนังรวมหนังสั้น(Omnibus) เหล่านี้กลายเป็นโปรเจ็คต์คั่นเวลาให้เหล่าผู้กำกับ ทั้งระยะเวลาการถ่ายทำที่สั้นลง และแบ่งงานกันทำได้ชัดเจนในกรณีที่ไม่ได้กำกับแค่คนเดียว
     หลังอาการฮิตถล่มทลายของ ปิดเทอมใหญ่ฯ และ สี่แพร่ง ก็ปรากฏหนังทำนองนี้ตามติดออกมาเป็นขบวน (จนเชื่อได้ว่าหากค่ายไหนไม่มีหนังรวมหนังสั้นเป็นของตัวเองคงเชยแสนเชย) นอกจากเป็นหนังรวมตัวผู้กำกับได้แล้ว ยังรวมดารานับสิบคนอย่างไม่ขัดเขิน ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลกับรายได้ของหนัง แม้ หวานขมฯ จะเก็บรายได้ไปแค่ราว 6 แสนบาทคราวฉายจำกัดโรง แต่เมื่อออกจำหน่ายเป็นดีวีดีเชื่อว่าคงเรียกเงินได้อีกมาก โดยเฉพาะจากแฟนคลับของ บอยด์ โกสิยพงศ์, ป๊อด โมเดิร์นด๊อก และทีมผู้กำกับแฟนฉันทั้งหกคน ในขณะที่ฝันหวานอายจูบ ก็โกยเงินเกินหลัก 20 ล้านไปเรียบร้อย แม้เสียงตอบรับของคนดูในกระแสปากต่อปากจะไม่ดีนัก
     สำหรับคนดูนั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ถือเป็นกำไร เพราะอย่างน้อยจากหนังสั้นหลายๆเรื่องในแพ็คเกจก็หวังว่ามันจะไม่ย่ำแย่ถึงขั้นทนไม่ได้ไปเสียหมด! และที่สำคัญ(หากไม่มีใครคิดทำหนังสั้นมหากาพย์) ทุนสร้างก็ไม่สูงพอที่จะทำให้ค่ายหนังถึงขั้นขาดทุนย่อยยับ
     ต้นปี 2552 นี้เราก็เพิ่งได้ดู Before Valentine ก่อนรัก...หมุนรอบตัวเรา และไม่รู้ว่าจะมีหนังทำนองนี้ออกมาให้เราดูกันอีกกี่เรื่อง


สภา 

สังคม-การเมือง เรื่องร้อนๆ

      เพราะปี 2551 กลายเป็นหนึ่งในปีที่เหตุการณ์ทางการเมืองของชาติไทยผันผวนรวนเรอย่างถึงที่สุด เลยขอถือวิสาสะปรายตาสำรวจถึงแง่มุมด้านการเมืองและสังคมในหนังไทยทั้งหลายดูสักหน่อย ว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไรกันบ้างในปีที่ผ่านมานี้ (โดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานว่าหนังที่นำเสนอประเด็นเหล่านี้ควรค่าแก่การชื่นชมมากกว่าหนังที่มุ่งเน้นไปที่ความรักของวัยรุ่นหรือหนังผีแต่ประการใด)
      หลังเหตุการณ์รัฐประหารมาเกือบ 2 ปี และอยู่ในช่วงต้อนรับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ (สมัคร สุนทรเวช ในขณะนั้น) กอด หนังไทยเรื่องแรกของค่าย GTH ก็เข้าฉายในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ภายใต้การโฆษณาว่าเป็นหนังรักโรแมนติกของคนสามแขนกับผู้หญิงนมโต ทว่ากระแสปากต่อปากก็ได้ทำร้ายหนังเข้าอย่างจังเมื่อผู้ชมพบว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวัง เพราะคงเดช จาตุรันต์รัศมีไม่ได้ทำหนังรักหวานซึ้งแบบให้ใครเข้าไปดูฉลองวันวาเลนไทน์(หรือ "แบบ GTH") แต่ภายใต้การเดินทางของขวานกับนา(ที่แสนประหลาดและโศกเศร้า) นั้นได้วิพากษ์ จิกกัดสังคมไทยหลังวันที่ 19 กันยายน 2549 ไว้อย่างแนบเนียนจนกลืนไปกับเนื้อเรื่องทั้งเหตุการณ์ที่ตัวละครประสบพบเจอกับสัญลักษณ์ต่างๆที่แฝงไว้อย่างเฉียบคม
      หนังเด็ก(?)อย่างดรีมทีม ก็เช่นกัน ผู้กำกับ กิตติกร เลียวศิริกุล ยังไม่ทิ้งลายจาก เมล์นรกหมวยยกล้อ เขาเคยยัดประเทศไทยทั้งประเทศลงไปในรถเมล์ตีนผีอย่างไร เขาก็วิพากษ์ความไร้สาระของ "ผู้หลักผู้ใหญ่" ผ่านการแข่งชักเย่อของเด็กอนุบาลเยี่ยงนั้น โดยเฉพาะในฉากแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของกลุ่มเด็กๆตัวเอก ถือเป็นหนึ่งในฉากที่เจ็บแสบที่สุดของปี อีกทั้งตั้งคำถามต่อคนดูได้หลักแหลมเอาการ
      สะบายดีหลวงพะบาง อาจดูเป็นหนังรักใสซื่อจนเข้าขั้นเชยระเบิด ที่เน้นโปรโมตทิวทัศน์ความงดงามของประเทศลาวกันอย่างออกนอกหน้า(ถ้าทุนสูงหน่อยก็คงกลายเป็น Australia) กระนั้นผู้กำกับ ศักดิ์ชาย ดีนาน และ อะนุสอน สิริสักดา ก็ได้ช่วยกันกลั่นกรองคัดเลือกวัฒนธรรมของทั้งสองฝั่งมาใส่ไว้ในหนัง ซึ่งการกระทำนี้ได้สื่อให้เห็นในระดับหนึ่งว่าคนไทยมองประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้อย่างไร และเช่นเดียวกันฝั่งลาวต้องการนำเสนอภาพลักษณ์ของตนเองต่อคนไทยและประเทศไทยแบบไหน
      อีกด้านหนึ่งเพิ่งเกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชามาไม่นานนัก วันสิ้นปีเราก็ได้ดูปาฏิหาริย์รักต่างพันธุ์(ธีระวัฒน์รุจินธรรม) ที่แม้จะชูเรื่องความรักระหว่างคนกับนาคเป็นหลัก แต่เส้นเรื่องโดยแท้กลับพูดถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจบริเวณชายแดนไทย-พม่า และอาจพูดถึงแรงงานพม่าผ่านตัวละครที่เป็นนาคด้วย ในขณะที่ตัวร้ายของเรื่องซึ่งเป็นทหาร(หรือตำรวจ?)ก็มุ่งมั่นไล่ล่าตัวนางเอกเพื่อส่งตัวให้กับมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา
      อิทธิพลของชาติมหาอำนาจรวมถึงบรรษัทข้ามชาติถูกนำเสนอไว้ในคนไฟลุก(ปีเตอร์ มนัส) เช่นกัน โดยเกี่ยวเนื่องกับบริษัทยาข้ามชาติที่ใช้คนไข้ในประเทศไทยเป็นหนูทดลองยา ที่เตรียมพัฒนาเพื่อภารกิจลึกลับบางอย่างโยงเข้ากับอาการ "คนลุกเป็นไฟ" ที่ลึกลับและหาสาเหตุมิได้ ทั้งที่หนังมีองค์ประกอบเพียบพร้อมในการสร้างออกมาเป็นหนังลึกลับ สยองขวัญไสยศาสตร์ แต่ผู้กำกับกลับเลือกโยงมันเข้ากับวิทยาศาสตร์พร้อมกับวิพากษ์ทุนนิยมไปพร้อมๆกันได้อย่างน่าสนใจและกึ่งๆจะไม่แคร์คนดู
      ไม่เพียงแต่เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศ ในประเทศยังเกิดการแบ่งฝ่ายแบ่งสีกันไม่จบสิ้น ตกค้างตั้งแต่สมัยที่ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรีเรื่อยมา แม้จะผ่านการรัฐประหารและการเลือกตั้งแล้วก็ยังไม่สิ้นสุดเพราะไม่มีใครยอมเลิกรา เราจึงเห็นสียามา(ปรีชา สงสกุล) และ รักสยามเท่าฟ้า(ธนิตย์ จิตนุกูล)ออกฉายเพื่อปลุกกระแสรักชาติตั้งแต่ต้นปี แต่ก็ทำรายได้ไม่ดีนัก - แม้แต่หนังตลกอย่าง หลวงพี่เท่ง ๒ รุ่นฮาร่ำรวย(บำเรอ ผ่องอินทรีย์) ยังแสดงเจตนารมณ์ด้วยการสร้างหมู่บ้านในอุดมคติที่ใช้ชีวิตแบบพอเพียง และทุกศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ไร้ข้อขัดแย้ง น่าเสียดายว่าทั้งสามเรื่องที่กล่าวมา แสดงเจตนารมณ์ของตนด้วยท่าที "ยัดเยียด" เกินความจำเป็น
     หนังที่สรุปประเด็นทางการเมืองเหล่านี้ไว้มากที่สุดกลับเป็นหนังตลกเรื่องว้อ หมาบ้ามหาสนุก(บรรจง สินธนมงคลกุล)ที่พร้อมสรรพด้วยตัวละครชาวบ้านต่างจังหวัดภาคอีสาน นักวิชาการงี่เง่าแอ็คฉลาดผู้ก่อกระแสตื่นตระหนก ไปจนถึงนายพรานในตำนานผู้เป็น "ชายเหนือชาย" ที่ใครๆก็ฝากฝังความหวังไว้ ผ่านสถานการณ์ที่ ไอ้โชค หมาดำเพียงตัวเดียวของหมู่บ้าน กลายเป็นผู้ต้องหาในคดีหมาบ้าไล่ฆ่าคนและที่สำคัญหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นจากมุมมองของคนที่อยู่ฝั่งเดียวกับชาวบ้าน(ที่มักถูกคนกรุงคนเมืองกล่าวหาในแง่ของความไร้การศึกษาและการไม่มีส่วนร่วมทางการเมือง) ซึ่งไม่ค่อยพบเห็นนัก - จนน่าเสียดายว่าหนังออกทะเลกับมุขฝืดเยอะเกินไปนิด
     "พัทยา" กลายเป็นสถานที่สำคัญในหนังไทยสองเรื่อง ได้แก่ ส้มตำ(นนทกร ทวีสุข)และอีติ๋มตายแน่(ยุทธเลิศ สิปปภาค) ซึ่งทั้งสองเรื่องล้วนนำเสนอพัทยาในมุมมืดอันเต็มไปด้วยธุรกิจขายฝรั่ง การหลอกลวงปล้นจี้ฉกชิงวิ่งราว ในขณะที่เรื่องแรกมีตัวเอกเป็นฝรั่งจิตใจงามผู้ถูกหลอกลวงและเด็กน้อยหน้าตาใสซื่อที่เชี่ยวชาญมวยไทย เรื่องหลังกลับมีตัวเอกเป็นหนุ่มไทยหน้าตาสามัญจมูกโตผู้โกรกผมสีทองทั้งหัวแถมยังประกอบอาชีพเป็นนักชก "มวยโชว์" ที่หาได้มีความรู้ในศิลปะมวยไทยไม่ - น่าแปลกที่ทั้งสองเรื่องต่างหยิบ "มวยไทย"มาพูดถึงในบริบทพื้นที่พัทยาเหมือนกัน โดยเรื่องหลังดู "ตั้งใจ"วิพากษ์ความเป็นไทยค่อนข้างชัดเจน ทว่ายังมีอคติแฝงอยู่บ้าง
     โซระ อาโออิ(ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น) กับ อาซึกะ(อีติ๋มตายแน่) คือสองสาวญี่ปุ่นหน้าตาจิ้มลิ้มที่ได้ร่วมงานในภาพยนตร์ไทยเมื่อปีที่ผ่านมา คนแรกนั้นสร้างกระแสได้มากมายด้วยความที่เธอเป็นอดีตนางเอกหนัง AV(Adult Video) ที่มีชื่อเสียงในไทยพอควร ไม่เพียงแต่เป็นที่วิพากษ์ในอินเตอร์เน็ต แต่ยังกลายเป็นประเด็นที่สื่อหยิบมาเล่นอยู่พักหนึ่ง(หลังหนังเข้าฉายไปนานพอสมควร)จนทำให้ผู้สร้างของอีติ๋มฯ ต้องออกมายืนยันว่าเช็คประวัติเรียบร้อยแล้วว่าน้องอาซึกะไม่เคยเล่นหนัง AV แต่ประการใด(ทำไม?)
     กระนั้น บท อิเตมิ ในหนังเรื่องหลังก็เป็นตัวละครที่ค่อนข้างถูกกระทำ จากสายตาของผู้ชายที่มักมองผู้หญิงต่างชาติ(โดยเฉพาะญี่ปุ่น)อย่างไม่เป็นธรรมเท่าไหร่นักด้วยอคติบางประการ ในขณะที่คนแรกแม้จะมีแง่มุมลักษณะคล้ายกันปรากฏอยู่บ้าง แต่หนังยังเหยาะแง่มุมความเป็นมนุษย์ให้กับตัวละครของเธอมากกว่า"อีติ๋ม"
     ตัวละครชาวเขาในอีติ๋มฯ(รับบทโดยคริส-สิริน หอวัง) ก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของมุมมองในสายตาคนเมือง แต่ในปีเดียวกันเรามี อาข่าผู้น่ารัก(สุกัญญา วงษ์สถาปัตย์) ที่น่าจะเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ใช้ภาษาแท้จริงของชาวเขาในการดำเนินเรื่อง ไม่ใช่การสร้างตัวละครชาวเขาให้พูดภาษาไทยแบบไม่ชัด หรือพูดภาษาไทยถิ่นภาคเหนือแบบที่เคยเป็นมาทั้งในภาพยนตร์และละครทีวี ที่น่าสนใจที่สุดคือการเขียนบทที่ไม่ "โปร" มูลนิธิกระจกเงาที่ขึ้นไปทำบ้านนอกทีวีบนดอยจนเกินตัว อีกทั้งยังไม่นำเสนอชนเผ่าอาข่าในแง่มุมที่งดงามโรแมนติก 100% ตามแบบหนังแนว "ออกค่ายชนบท" ทั่วๆไป
     โฟกัส จีระกุล(ปิดเทอมใหญ่ฯ), เจนจิรา จำเนียรศรี(ฝันหวานอายจูบ) และ อชิตะ สิกขมานา(Superแหบแสบสะบัด) มีอะไรเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือ พวกเธอล้วนรับบทเป็นแฟนคลับเดนตายของดารานักร้องในยุคที่นักร้องเอเชียทั้งไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น กำลังฟีเวอร์สุดๆ พร้อมกับกระแสตามติดเหล่านักล่าฝันทั้งหลาย(ทั้งหมดเน้นไปที่เพศชายแทบทั้งสิ้น)ได้ผสมปนเปกลั่นกรองผ่านบทภาพยนตร์ จนออกมาเป็นตัวละคร โอ๋เล็ก, ต้นข้าว  และอิ๋ว
     ใน Superแหบ แสบสะบัด(พิสุทธิ์ แพร่แสงเอี่ยม) อาจไม่ได้กล่าวถึงอิ๋วมากนัก (เธอมีบทบาทเพียงแค่สามฉากเท่านั้น)เพราะหนังมุ่งเล่าถึงวัฒนธรรมการเสพ "คลิป" ผ่านอินเตอร์เน็ตที่แพร่หลายไปทั่วโลก อันเป็นสาเหตุให้ต้อม ในนามของ ตงลีเฮ กลายเป็นกระแสในหน้าสื่อและตามเว็บบอร์ด จนเกิดกระแสนิยมมหาศาลนำไปสู่การออกอัลบั้มเพื่อกู้สถานภาพของค่ายเทปใกล้เจ๊งแห่งหนึ่ง ทั้งที่เขาเพียงแค่เต้นและลิปซิงก์ตามเพลงของตึ๋ง เพื่อนสนิทที่เสียงดีเป็นเลิศ ทว่า "อ้วนดำเหม็น"
     ภาพของคอนเสิร์ตที่ใหญ่เกินจริง(โคตรๆ)ทั้งสองครั้งจึงเป็นเหมือนภาพขยายที่แสดงให้เห็นอิทธิพลของโลกไซเบอร์และความคลั่งไคล้แบบรวมหมู่ต่อนักร้องผู้ชายหน้าตาดีสไตล์เกาหลีในปัจจุบัน(แถมยังเป็นหนังที่ผลิตโดยบริษัทลูกข่ายของค่ายเพลงอย่าง RS Promotion เสียด้วย)


อย่าลืมฉัน

      ปี 2551 ยังมีหนังเล็กๆอีกจำนวนหนึ่งที่ควรกล่าวถึงไว้ในฐานะทางเลือกอื่นๆของหนังไทย ทั้งเรื่องที่เข้าฉายแบบลับแล กับเรื่องที่ฉายโรงทั่วไปแต่เก็บรายได้ไปเพียงน้อยนิด
      หลังคว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลภาพยนตร์ปูซานเมื่อปีที่แล้วWonderful Town ของ อาทิตย์ อัสสรัตน์ ก็เข้าฉายในเมืองไทยแบบจำกัดโรง ในโครงการ Director's Screen พร้อมกับตระเวนคว้ารางวัลจากเทศกาลต่างๆทั่วโลก ตั้งแต่ไต้หวันยันโปรตุเกส อเมริกายันอาร์เมเนีย และเข้าฉายทั้งในยุโรปและอเมริกา ไม่เพียงแต่ใช้โลเกชั่นจังหวัดกระบี่หลังเกิดสึนามิได้อย่างคุ้มค่า บทภาพยนตร์ยังแอบๆวิพากษ์ท่าทีของรัฐในการช่วยเหลือจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติ ผ่านความสัมพันธ์ของพระเอกกับนางเอก
      The 8th Day แปดวันแปลกคน(ฉัตร์ชัย ยอดเศรณี) คือหนังไทยที่ทำรายได้เพียงสามแสนกว่าบาท ด้วยความที่เป็นหนังขาวดำและเน้นประเด็นจิตวิทยามนุษย์ จึงถือเป็นของแปลกสำหรับหมู่มวลหนังไทยอยู่พอควรหนังมีประเด็นที่แข็งแรงน่าสนใจและตีแผ่ความเป็นมนุษย์ได้แหลมคม แถมท้ายด้วยการแสดงอันตรึงตาของ วาสนา ชลากร จนน่าเสียดายว่าในแง่มุมอื่นๆของหนังผู้สร้างยังไม่สันทัดเพียงพอที่จะทำให้กลมกล่อมกว่าที่เป็นอยู่
      สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์(ธนิตย์จิตนุกูล,เสรี พงศ์นิธิ) เป็นหนังตลกที่ดูจะต่างจากพวกมากที่สุด ด้วยความที่ไม่ใช้นักแสดงตลกอาชีพมาเล่นเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งได้ผลมากกว่าที่คาด พร้อมๆไปกับการล้อขนบของละครน้ำเน่าแนวแม่ผัวลูกสะใภ้เศรษฐีที่เราเห็นกันจนคุ้นตาได้อย่างแสบสันต์ กลายเป็นแนวทางที่น่าสนใจของการเขียนบทหนังตลกโดยไม่มุ่งเน้นพึ่งพาศักยภาพส่วนตนของนักแสดงตลกเป็นรายบุคคลมากจนเกินไป แบบที่เคยเป็นมาตลอดในกลุ่มหนังตลกคาเฟ่
      และแม้ ฮะเก๋า(มารยาท ไทยนิวัฒน์วิไล) จะเป็นเพียงหนังที่คุณภาพค่อนไปทางลบ เพราะมุ่งเน้นเล่นตลกคาเฟ่ไปกว่าครึ่งเรื่องอย่างไม่มีแก่นสาร แต่สายตาที่หนังมองตัวละครเลสเบี้ยน ก็ถือว่าต่างจากหนังไทยกระแสหลักอย่างมีนัยยะสำคัญและเหนือความคาดหมาย
      อีกด้านหนึ่ง ปี 2551 ถือเป็นปีแห่งหนังสารคดีเลยก็ว่าได้ เพราะ ความจริงพูดได้(คดีสุภิญญา) หรือ The Truth Be Told: The Cases Against SupinyaKlangnarong สารคดีของพิมพกา โตวิระ ก็เข้าฉายในโปรแกรม Director's Screen เช่นกัน และแม้ปีนี้จะไม่มีสารคดีกระแสหลักแบบ Final Score แต่มีสารคดีสัญชาติไทยเข้าฉายถึงสี่เรื่อง นอกจาก The Truth Be Told ก็ได้แก่ ปักษ์ใต้บ้านเรา- Our Southern Home (อารียา สิริโสดา, นิสา คงศรี), มูอัลลัฟ -The Convert (ภาณุ อารี, ก้อง ฤทธิ์ดี, กวีนิพนธ์ เกตุประสิทธิ์) และ แอบถ่ายเดี่ยว 7(สันติ แต้พานิช) แม้จะเป็นการเข้าฉายแบบจำกัดโรงทั้งหมดก็ยังนับว่าเยอะผิดหูผิดตา
      นอกจากสารคดีทั้ง 4 เรื่อง สารคดีความยาวสามชั่วโมงครึ่งที่มุ่งสำรวจเกี่ยวกับปัญหาในสามจังหวัดภาคใต้เรื่องCitizen Juling หรือ พลเมืองจูหลิง (สมานรัชฏ์ กาญจนวณิชย์, มานิต ศรีวานิชภูมิ, ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ)ก็ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ หลังไปอวดโฉมครั้งแรกในโลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตมาก่อนหน้า เหตุที่หนังยาวขนาดนี้เพราะแรกเริ่มเดิมทีเป็นสารคดีที่ทำเพื่อฉายเป็นตอนๆทางฟรีทีวี แต่เมื่อทำเสร็จกลับถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า "แรงเกินไป" - ทางผู้สร้างก็หวังว่าหนังจะได้เข้าฉายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปีนี้เช่นเดียวกับ A Moment in June หนังรักเหงาสไตล์หว่องกาไวของ โอ-ณัฐพล ตรีวงศ์เนตรกุล ที่เข้าฉายในสัปดาห์วันวาเลนไทน์หลังอวดโฉมทั้งที่ปูซานและเวิลด์ฟิล์มกรุงเทพฯ ไปเรียบร้อย
      ในบรรดาหนังตระเวนเทศกาลยังมีSoi Cowboy (ซอยคาวบอย) หนังลูกครึ่งไทย-อังกฤษของ โธมัส เคลย์ ที่คว้ารางวัลผู้กำกับและนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังในประเทศออสเตรเลีย พร้อมกับเข้าฉายแบบจำกัดโรงในบ้านเราไปตั้งแต่ 8 มกราคมที่ผ่านมา คราวฉายที่คานส์(ในสาย Un Certain Regard) หนังได้รับคำวิจารณ์ในแง่ลบเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อเข้าฉายในบางกอกฟิล์มก็ได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่บวกมากขึ้นและเริ่มทัวร์เทศกาลมากขึ้นในช่วงหลัง - หนังเล่าเรื่องของสาวบาร์ไทยท้องแก่กับคู่ชีวิตฝรั่งที่เป็นผู้กำกับหนังการเดินทาง เรื่องราวอันเป็นปริศนา และ... สมรักษ์ คำสิงห์!


เซนเซ่อ 

หนทางอันยาวไกลของนาย "เรตติ้ง"

     ที่โตรอนโตยังมีหนังไทยอีกเรื่องที่ได้ฉายก่อนประเทศบ้านเกิด คือนาคปรก ของภวัต พนังคศิริ หนังที่สร้างเสร็จนานแล้วแต่ไม่ได้ฉายในไทยเสียที แม้จะมีโปรแกรมวางไว้ปีนี้ก็จริง แต่ไม่แน่ใจว่าจะผ่านด่านกองเซ็นเซอร์ได้หรือไม่กับประเด็นอ่อนไหว อย่างโจรที่ปลอมตัวเป็นพระสงฆ์เพื่อหนีคดีและมีฉากโจรเหล่านั้นกระทำการเยี่ยงฆราวาสภายใต้ผ้าเหลือง
     ใกล้ๆกับวันครบรอบหนึ่งปีของเหตุการณ์ที่แสงศตวรรษ(อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) ถูกสั่งตัด 4 ฉากคราวนี้ผู้กำกับยื่นหนังเข้ารับการตรวจพิจารณาอีกครั้งและถูกตัดเพิ่มเป็น 6 ฉาก(ตามที่ อังเคิล-อดิเรก วัฏลีลา เคยว่าไว้ไม่มีผิดเพี้ยน)คราวนี้เขาไม่ถอนการเข้าฉาย แต่เลือกจะทดแทนความยาวของ 6 ฉากที่หายไปด้วย Black Leader หรือฟิล์มสีดำพร้อมรอยขีดข่วนพร้อมออกฉายแบบประชดประชันในฐานะ "ขยะจากการเซ็นเซอร์" ในวันที่ 10 เมษายน 2551 - ท่ามกลางเสียงชื่นชมในแง่ของกิจกรรม ระคนกับเสียงก่นด่าของผู้ที่ไม่ทราบรูปแบบการฉายก่อนเสียเงินร้อยกว่าบาทเข้าไปดูหนัง
     หลังประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์พ.ศ. 2551 มาตั้งแต่ช่วงต้นปี จนบัดนี้ข้ามปีแล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้าแบบเป็นชิ้นเป็นอัน มีผลบังคับใช้แต่ก็ยังต้องประชุมเพื่อหาแนวทางที่ตรงกันในด้านเรตติ้ง อีกทั้งเรื่องการสรรหากรรมการ และข้อบังคับยิบย่อยอื่นๆ ทำให้ประเทศไทยก็ยังคงใช้ระบบเซ็นเซอร์ไปตามเดิมก่อน จนกว่ากฎกระทรวงที่เกี่ยวกับมาตรการจัดการเรื่องการจัดเรตจะเสร็จสิ้นและมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย จนหนังฝรั่งหลายเรื่องกลายเป็นเหยื่อมารไป (เช่น Sex and the City, Sweeney Todd ที่โดนเบลอ และ Frontier(s) ที่โดนแบน เป็นอาทิ) และอีกหลายเรื่องระงับการเข้าฉายไว้ก่อนเพื่อรอดูท่าที
     ล่าสุดคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ได้เห็นชอบกับ 7 เรตติ้งเบื้องต้นตามใน พรบ.เรียบร้อยแล้ว และเสนอคณะรัฐมนตรีไปเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา(ก่อนจะส่งต่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกา)  โดยคาดว่าจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการได้ต้นปีนี้แต่บัดนี้ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวใดๆปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม(การผ่านกฤษฎีกาในเดือนมิถุนายนนี้ก็เชื่องช้ามากและแทบไม่มีผลอะไรเลย)
     ที่สำคัญ ยังไม่มีใครแน่ใจในทิศทางที่จะเป็นหลังประกาศบังคับใช้เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าแม้จะมีระบบเรตติ้ง การเซ็นเซอร์และแบนหนังก็ยังเป็นอำนาจอันชอบธรรมตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติ หากพวกเขาเห็นว่าภาพยนตร์เรื่องใดขัดต่อศีลธรรมอันดีของประเทศชาติไม่ว่าจะในแง่มุมใดก็ตาม
     ก็ได้แต่รอดูชะตากรรมกันต่อไปในภายภาคหน้า

Comment

Comment:

Tweet

Great post. <a href="http://www.kirk.com">Kirk</a>

#30 By Kirk (103.7.57.18|222.127.21.70) on 2012-05-17 20:37

Thanks for the article. I read the above post.

#29 By Chicgraphic on 2012-03-30 22:03

I am required to write my term paper immediately. I opine, I can order Article Critique Writing. I just don't see a better way.

#28 By Custom Essay Paper Online (94.242.214.6) on 2011-12-05 08:28

Frequently I try to call my relatives to tell them to aid me in research papers writing. Various people recommend me to buy an Essay Term Paper. Nonetheless, which way will it influence on my academic career.

#27 By Persuasive Essays to Buy (193.105.210.41) on 2011-11-23 09:53

All should be perfect in our life! I definitely want to Buy Custom Essays of the best quality at highly rated companies.

#26 By Buy Essay Papers (193.105.210.41) on 2011-11-23 09:53

We have got now very good Internet resources to buy the dissertation tips and perfectly done information connected with this post at the experienced thesis writing service.

#25 By dissertation (91.212.226.143) on 2011-11-21 07:31

How can you write your perfect story just about this good topic we wonder? The buy dissertation service should hire people like you to make the graduate thesis creating. Hence you have a nice chance to join the association of professionals.

#24 By dissertation writing (91.212.226.143) on 2011-11-18 06:47

ต่อไป ขอเข้า "ลิเกโหมด"

#23 By makeityourring diamond engagement rings (223.255.231.28) on 2011-11-16 00:36

Do not waste your time, use the help of article submission service or article submission programs and submit your top thought like this topic more fast.

#22 By article submission service (193.105.210.41) on 2011-11-14 16:32

There're numbers of positive moments in men's life! Don't let difficult tasks spoil them! You can enjoy your education when order online essay writing!

#21 By writing college essay (193.105.210.41) on 2011-11-14 12:11

There're lots of cases you are not able to to find the ways out. Nevertheless, there are some hints you should use in some situations. As example you have to hints just about academiс writing and buy top custom essays. That can assist you a lot.

#20 By custom written essay papers (193.105.210.41) on 2011-11-12 21:45

Don't think that can be easy to buy fast research paper! There're quantities of cheating custom research papers writing companies. That is very hard to build a relationship with correct service.

#19 By original custom term paper (193.105.210.41) on 2011-11-09 13:14

Internet is full of essays writing services, however it's really important to buy essay papers or custom essay from the reliable one.

#18 By custom research papers (193.105.210.41) on 2011-11-08 08:22

It's understandable that money makes people autonomous. But how to act if one does not have cash? The only one way is to get the <a href="http://goodfinance-blog.com/topics/personal-loans">personal loans</a> or small business loan.

#17 By EATON25Kristina (91.212.226.143) on 2011-11-06 06:36

ยาวเหยียดจัง^^
เคยดูแค่เรื่องเดียวเองอ่ะconfused smile confused smile

#16 By บทความ18+ (61.19.66.227) on 2010-09-03 20:08

นอกจากเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง แล้ว ปีนี้ที่ไม่ไปดูหนังในโรงหนังเลยแม้แต่เรื่องเดียวคือ

ความไม่มั่นใจในความปลอดภัย ในการอยู่ในที่ที่มีคนรวมกันอยู่มากๆ มืดๆ และมีทางออกเล็กนิดเดียว sad smile

ปัจจัยรองๆ ลงมาคือเรื่องที่ต้องค้นข้าวของ ห้ามพกกล้องถ่ายรูปเข้าไป เข้าใจว่ามีความจำเป็น แต่ว่าก็ทำให้ไม่อยากดู

#15 By vee (158.108.180.80) on 2009-06-06 16:40

เคยอ่านแล้วครับ
อ่านซ้ำอีกรอบทำให้นึกได้ว่ายังไม่ได้ดูหนังไทยปีที่แล้ว(ที่น่าจะมีอะไรน่าสนใจ) อีกหลายเรื่องเลย

#14 By aloneagain (124.120.29.81) on 2009-06-02 06:12

^
^
เห็นด้วยเช่นกันครับ อะไรมันจะเมโลดราม่าสุดชีวิตได้ซะขนาดนั้น

... ว่าแต่ อลัน เชียเรอร์ เด๋วนี้นอกจากเป็น ผจก.นิวคาสเซิล แล้ว ยังมารับจ๊อบแสดงเป็นฮิวแมนนอยด์อีกเหรอเนี่ย กร๊ากกก confused smile

#13 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2009-06-01 10:44

ดูแล้วคนเหล็ก........ เห็นด้วยกับตอนจบ !! (ทั้งเรื่องไม่เห็นว่าทั้งคู่......จนขนาด.....เพื่อกันได้ แล้วไอ้อวัยวะชิ้นนั้น อะไรมันจะ perfect match ขนาดน้านนน... หรือว่า จอห์น คอนเนอร์ วางแผนไว้ตั้งแต่แรกแล้ว 555+)

#12 By BdMd (124.122.165.38) on 2009-05-31 01:32

เข้ามาลงชื่อว่าจะอ่าน

#11 By fallingangels (124.121.1.144) on 2009-05-30 19:16

หนังไทยแต่ละปีก็ได้ดูหลายเรื่อง ที่ไม่ได้ดูก็หลายเรื่อง sad smile

รวบรวมไว้ได้ครอบคลุมอย่างนี้ ก็ขอบคุณหลาย อ่านแล้วเพลิน

#10 By renton (125.26.137.166) on 2009-05-30 10:10

sad smile มาบอกว่าไม่ค่อยได้ดูหนังไทยเลยครับ ดูไม่เกิน 5 เรื่องแน่ๆ สำหรับปีที่แล้ว

ทั้งๆที่ก็มีหลายเรื่องเลยที่อยากดู double wink




อ่อ ได้ข่าวว่าไปเป็นพระเอกหนังสั้นให้คุณ merveillesxx เหรอครับเนี่ย อิอิbig smile

#9 By navagan (161.200.255.162) on 2009-05-27 22:36

^
^
โอทส์ ท่อนดำมะเมื่อมเยี่ยงนั้น อาจเป็นปลัดขิกก็ได้นา กร๊ากๆๆ sad smile

+ เหอ! ยาว (แต่ก็อ่านจบนะ) และมีสาระครอบคลุมดีครับ ... เอ! แต่ยังกะพี่ไม่เคยได้อ่านแน่ะ (หรือไม่ก็ลืมไปแล้ว) เพราะสตาร์พิคส์เล่มปกนี้ พี่ว่าพี่ก็อ่านอยู่นา

#8 By บลูยอชท์ (125.25.38.76) on 2009-05-27 00:57

อุ๊ย เจสันเอาอะไรทิ่มหน้าผู้ชายคนนั้นน่ะ แตงกวาเหรอ?

จะมีใครโง่ไม่รู้มั๊ยว่ามันคือปืน แล้วจะเบลอไปหาอะไร มันนึกว่าเยาวชนประเทศนี้ปัญญาอ่อนเหรอ

พูดถึงเรื่องเซ็นเซ่อและการจัดเรตติ้งแล้วเซ็ง จะไปหวังอะไรกับการจัดเรตหนัง ขนาดโฆษณา "ยืดอก พกถุง" ยังมีคนด่าเลย

#7 By แฟนผมฯ (124.157.143.26) on 2009-05-26 21:43

แอบแวะมาอ่านประเด็นสำคัญๆครับ โดยเฉพาะหลังๆ big smile

#6 By Mc'Murphy (125.24.22.108) on 2009-05-26 20:29

เอางานเก่าๆมาให้อ่านแก้ขัดเหรอ หุหุ

เบื่อเซ็นเซอร์จริงๆนะ ที่เราดู Horsemen ไป ก็เพิ่งมารู้จากเพื่อนๆนี้แหละว่าโดนตัด (ตัดเนียนจริงๆ 55+) และขอบอกว่า นาคปรก นี้เลื่อนแบบ indefinitly ไปซะแล้ว กลัวอยู่ว่าสุดท้ายแล้วจะไม่ได้ลงโรงหน่ะสิ-*-

อ๋อ แต็งส์หลายที่ไปสปอยล์ตอนจบในหนังสือให้อ่าน คิดแล้วอยากให้มีฉากพระสันตะปาปาบอกกับยวนว่า "คาเมอร์เลโญ ไอแอม ยัวร์ ฟาเต้อ" แล้วพี่ยวนก็ร้องว่า "โน้วววววว" แล้วเผาตัวตายไปเลย อะไรอย่างงี้ 55+

#5 By BdMd (58.137.81.98) on 2009-05-26 18:23

จริงๆแล้วเหตุที่เศรษฐกิจตกมาจากการที่บ้านผมลืมปิดน้ำครับ

#4 By Ghoeby (117.47.101.35) on 2009-05-26 17:38

ยาวมากเหมือนเคยครับ กลายเป็นลายเซ็นไปแล้วนะนาโน

จับเทรนด์หนังได้น่าสนใจดีครับ เห็นด้วยนะ่ที่หนังไทยหลายๆเรื่องจับประเด็นร้อนๆของประเทศมาสื่อสารได้น่าสนใจ แต่ที่น่าเสียใจก็คือมันมักไม่ทำเงินซึ่งบางเรื่องทำได้ดีซะด้วย เช่นปาฏิหารย์รักต่างพันธุ์

น่าดีใจที่ปีนี้มีหนังสารคดีเยอะ แต่เสียใจที่ไม่ได้ดูซํกเรื่อง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเชื่อว่าทุกอย่างอาจดีขึ้นได้เมื่อมีการจัดเรตได้อย่างจริงจัง ฉะนั้นแล้วเรารวมตัวไปขอไข่บ้านคนจัดเรตกันดีกว่า big smile

#3 By Seam - C on 2009-05-26 11:45

เขียนมาทั้งหมด ได้ดูอยู่แค่ 2 เรื่องsad smile sad smile

เอิ่ม เอามายืมหน่อยดิ

#2 By behindthemoon on 2009-05-26 02:13

จากที่อ่าน ท่าทางปีที่แล้ว พี่จะพลาดหนังไทยที่มีประเด็นน่าสนใจไปหลายเรื่องเลย sad smile

#1 By SkyKiD on 2009-05-25 22:50