ดงผู้ดี

วันแรกที่ละครเรื่องนี้ออนแอร์ จขบ.ยังนั่งบ่นด้วยความขำกับตั่วอี๊อยู่เลย (ตอนที่ยัยขมยังเด็ก และได้ตุ๊กตาจากคุณอาชาติสยามสุดหล่อ.......) ว่าเดี๋ยวต้องมีฉากยัยบุหงาเข้าไปแย่งตุ๊กตาเด็กให้เป็นที่ระคายนัยน์ตาเป็นแน่แท้ และบังเอิญมันก็ดันจริง ได้แต่นั่งขำหน้าจอกันไป และเหมือนๆว่าจะไม่ดูละครเรื่องนี้ต่อแล้วซะด้วย

ถ้าไม่มี เจ๊บุหงา ที่รับบทโดย โดนัท-มนัสนันท์ พันธุ์เลิศวงศ์สกุล(หวังว่าจะสะกดนามสกุลเธอถูก) และ น้องพจนีย์ ที่ไม่ใช่แค่น่ารักสูสีกับน้องขม แต่ความเป็นวันเดอร์เกิลหลงบุคของเธอก็ช่างเตะตาพี่เสียนี่กระไร

โดยตัวเนื้อเรื่องไม่ได้มีอะไรสนุกสนานมากนักหรอก ถ้าเกิดไม่ได้ดาราหญิงที่เล่นกันดีตามบทตามบาทของตัวเอง (เพราะดาราชายในเรื่องนั้นนอกจาก ฉัตรชัย เปล่งพานิช ก็ฝากฝีมือได้สูสีกับโรบอทค่ายช่องห้ากันมาก) แต่ episode ของวันศุกร์ที่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมาก็น่าสนใจดี เมื่อรังสรรค์(นก-ฉัตรชัย) ที่กราดเกรี้ยวเหมือนเกย์วิปริตมาตลอดเรื่องใส่น้องขม(แต้วสุึดสวย) ได้รับรู้ว่าน้องขมไม่ใช่ลูกชู้ 

ปกติแล้วต่อให้่เกลียดกันมาแต่ชาติปางไหน แต่พอรู้ว่าเป็นพ่อเป็นแม่ที่แท้จริง ตัวละครก็ไม่วายต้องคลายความโกรธในทันที แต่ดงผู้ดีให้เวลาน้องขมตั้ง 1-2 ตอนเต็มๆ เพื่อแสดงอาการ "ทำใจไม่ได้" ที่เจ้าของเชื้อที่ทำให้เกิดตัวเองออกมา คือคนที่ปรามาสผู้เป็นแม่และลงไม้ลงมือกับตัวเองอย่างสาหัส ไม่ใช่แค่ทำใจไม่ได้แล้วไปร้องไห้ร้องห่ม แต่น้องขมยังเดินเข้าไปชี้หน้าด่ารังสรรค์ที่กำลังนอนเป็นอัมพฤกษ์อยู่บนเตียงด้วยซ้ำ แม้จะอยู่ต่อหน้าป้าไพลิน(นก-ชลิดา เถาว์ชาลี) ผู้แสนดี

แม้จะรู้อยู่ว่าวันต่อมายังไงน้องขมก็ต้องมาร้องเพลง "นกขมิ้น" น้ำตาพรากให้คุณย่าดู แต่ส่วนหนึ่งที่ทำให้ชอบตอนนั้นเป็นพิเศษ เพราะว่าตัวละครในเรื่องล้วนเข้าใจถึงอาการที่ขมกำลังประสบ ไม่งั้นคงต้องมีภาพหรือไดอะล็อกประเภทว่า "ย่าผิดหวังในตัวขมมากนะ ที่เป็นคนคิดแค้นพยาบาทอย่างนี้" (ซึ่งคนเสี่ยวๆอย่าง อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ ผมเชื่อว่าเขากล้าทำอะไรอี๋ๆแบบนั้นน่ะ) มีแค่ฉากเดียวที่ออกอาการเรียกร้องสถาบันครอบครัว คึือป้าไพลินที่มีสถานะเป็นแม่ชีของเรื่องเข้ามาพูดจาสั่งสอนน้องขมในทำนองเดียวกับหนังจีนกำลังภายในว่า "บุญคุณของผู้ให้กำเนิดของเรานั้นมากเหลือคณานับนะขม"

ย้อนมาที่ตัวบุหงา หลังจากตอนวันศุึกร์เป็นบทบาทของน้องขม ก่อนที่จะยอมรับรังสรรค์เป็นพ่อของตัวเองและกลับมามีความสุขกับครอบครัวอีกครั้ง วันเสาร์(9 พ.ค.) ก็เป็นวันโชว์ออฟการแสดงของโดนัท-มนัสนันท์ และตีแผ่ความเป็นนังบุหงาออกมาอย่างหมดเปลือก ที่เธอแต่งหน้าแต่งตัวเหมืิอนคนบ้าที่หลุดออกมาจากโรงพยาบาลโรคจิต ก็คงเพื่อการระเบิดแรงกล้าใน episode นี้ เพราะถ้าพิจารณาสถานะของบุหงากับบ้านรัตนเดชากร เธอเป็นคนนอกอย่างสมบูรณ์แบบ ระัดับชั้นของเธอในเรื่องนั้นอยู่ต่ำกว่านมผ่อนและอีอบอีอาบด้วยซ้ำ

ไม่รู้เพราะเธอทาปากแดงเกินไป หรือแต่งตัวจัดเกินไป รังสรรค์ถึงไม่เคยสนใจเธอจริงๆจังๆ (เพราะความสับสนทางเพศ?) เธอแอบกรี๊ดแอบปลื้มคุณอาชาติสยามมาตั้งแต่อีขมยังเด็ก จนโตอีขมก็กำลังจะแย่งคุณอาสุดหล่อไปจากบุหงาอีก ไม่มีใครเข้าใจบุหงาเลย (แถมบทละครยังใจร้ายใจดำ เพราะเมื่อรังสรรค์กลายเป็นพ่อของขม สถานะอาหลานของชาติสยามกับขมก็มลายหายสิ้น จะแต่งงานหรือระเริงสวาทกันก็ย่อมได้ แม้วัยจะห่างกันก็ตาม) คนเดียวที่เธอพอจะพึุ่งได้ก็คือ พจนีย์ ลูกสาววันเดอร์เกิลนอกคอกของบ้านรัตนเดชากรนั่นเอง

พจนีย์กับบุหงาวางแผนใส่ยาพิษในอาหารของคุณย่าเจ้าบ้าน(จารุวรรณ ปัญโญภาส - ผู้ทำผมทรงเดียวกับ Sweeney Todd) ทีละเล็กละน้อย จนหมอไปตรวจเจอคราวที่คุณย่าป่วยลงไป เมื่อถึงวันเสาร์ บุหงาตัดสินใจใส่ยาพิษทีเดียวหมดแม็กพร้อมทั้งยกเรื่องพินัยกรรมที่เธอบังเอิญไปอ่านเจอมาอ้าง แต่พจนีย์ก็ได้แต่ร้องกรี๊ดแล้ววิ่งหนีไป ถอยตัวเองออกจากแผนการชั่วของบุหงา เพราะอย่างไรเธอก็ยังมีความเป็นสายเลือดของรัตนเดชากร เป็นลูกของรังสรรค์ และเป็นหลานของสวีนนีย์ท็อดด์ การพาสเจอไรซ์ฉากนี้คงเป็นที่ชื่นชูชมเชยของใครมากมาย

ทั้งที่พินัยกรรมนั้นไม่ได้ละเลยแค่ชื่อของบุหงา แต่รวมถึงชื่อพจนีย์ และคนอื่นที่ล้วนเคยทำให้คุณย่าสวีนนีย์ท็อดด์ไม่พอใจ หากพิจารณากันจริงๆแล้ว นี่มันการเลือกข้างลำเอียงกันเห็นๆ แม้จะมีเรื่องของจริยธรรมคุณธรรมมายืนรอไว้ก็ตามเถอะ ลองคิดกันจริงๆ ต่อให้ยัยขมไม่ยกโทษให้รังสรรค์ มันก็คงยังได้เป็นเจ้าของบ้านในมรดกอยู่ดี แต่ละครก็เลือกจะทำให้ทางเลือกนี้ชอบธรรมขึ้น โดยให้ขมเลือกยกโทษให้พ่อของเธอจนได้ 

นั่นทำให้บุหงาต้องหยิบกรรไกรมาจ่อคอคุณย่าสวีนนีย์ท็อดด์ ด้วยความจนตรอกและความต่ำชั้นที่ก่อตัวขึ้นในใจจากความกดดันและกดขี่อย่างเงียบๆ ของความเป็น "ผู้ดี"  - เธอยอมรับออกมาด้วยซ้ำว่าต้องยอมขายตัวเพื่อมาใช้หนี้ให้รังสรรค์ (ผมพลาดตอนนั้นไปได้อย่างไร สงสัยมัวแต่ดูเดอะสตาร์) เมื่อถูกละเลยจากกองมรดกและชายที่เธอรัก(หรือแม้แต่กับเกย์ที่เธอแต่งงานด้วย) นี่ก็คือทางเลือกสุดท้ายที่เธอจะทำได้ 

บุหงาหยิบยกอ้างถึงความยุติธรรมถึงสองครั้งสองครา ซึ่งในที่นี้มันเป็นทางเลือกอันชอบธรรมเสียด้วย เสียแต่ว่าเมคอัพปากแดงแจ๋สีเลือด กับชุดรัดรูปสีแสบตาที่เธอใส่คงทำให้คนมองข้ามจุดนี้ไป เพราะคงไม่มีอะไรดูดีกว่าในสายตาคนดูปกติเท่ากับชุดเสื้อคอกระเช้าสีอ่อนๆของคุณย่า กับชุดมิดชิดกึ่งทางการของป้าไพลิน

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้ โดนัท-มนัสนันท์ ที่มอบการแสดงที่ฉีกให้บทบาทน่าสนใจมากขึ้น เพราะจากองค์ประกอบมากมายที่กดตัวละคร มีจุดมุ่งหมายให้คนดูสาปส่งความชั่วร้ายของบุหงาทั้งสิ้น (การสำนึกเฉียบพลันของพจนีย์ การแต่งตัวแต่งหน้าที่แสบตา และอาการ "ชอบผู้ชายก่อน" อย่างลุ่มหลง) แต่ความสับสนและซับซ้อนที่เธอมอบให้ในการแสดงของ episode วันที่ 9 พฤษภาคม ทำให้ จขบ.ทึ่งทั้งในตัวเธอและในตัวของบุหงา ดวงตาโปนโต เสียงที่แผดกร้าวดิบเถื่อน น้ำตาที่ไหลออกมาจากใบหน้าที่ตีความอารมณ์ไม่ถูก

"พวกมึงจะต้องชิบหายวายวอดกันทั้งโคตร!!"

ต่อให้รู้ว่าไม่มีวันเกิดขึ้น แต่ผมอยากเห็นภาพบ้านรัตนเดชากรลุกเป็นไฟ เพื่อเป็นกำนัลให้กับชีวิตอันบัดซบของบุหงาผู้น่าสงสาร

 

**เพิ่มเติมเล็กน้อย**

- การ "ยกโทษแบบไม่มีเงื่อนไข" ของคุณย่าสวีนนีย์ท็อดด์ น่าจะเป็นฉากที่อุบาทว์จิตที่สุดในละครเรื่องนี้แล้วล่ะ เพราะ จขบ. ไม่เชื่อเลยว่าเธอจะให้อภัยได้แม้กระทั่งบุหงาที่สติแตกขนาดนั้น ทั้งที่พินัยกรรมของเธอเต็มไปด้วยการเลือกข้างลำเอียง เป็นฉากที่กระแดะพอๆกับน้องกะทิบรรลุธรรมเมื่อเห็นเพื่อนใหม่วาดรูปครอบครัวแตกสลาย อย่างไรกระนั้น  (ฉากนี้ไม่มีในหนัง ความสุขของกะทิ นะจ๊ะ ไม่ต้องไปฟอเวิร์ดดูเสียให้ยากล่ะ)

edit @ 10 May 2009 00:54:00 by nanoguy

Comment

Comment: