ประกาศผล Nanoguy Awards 2008 (2)

posted on 04 Apr 2009 06:22 by nanoguy in Movies
!COMPLETED!
 
เนื่องจากว่า การประกาศรางวัลอันยิ่งใหญ่ทรงเกียรตินี้ ค่อนข้างจะยาว
ดังนั้น เราจะค่อยๆประกาศไปเรื่อยๆ ตามแต่ยถากรรม (ฮา)
หากมีสัญลักษณ์ว่า UPDATED ขึ้นบนหัวบล็อกนี้เมื่อไร 
แสดงว่าเราได้ประกาศรางวัลเพิ่มแล้ว
และหากประกาศเพิ่มอีก สัญลักษณ์ดังกล่าวก็จะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ

จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน นะจ๊ะ


BEST FOREIGN SHORT FILM OF THE YEAR

     อันเนื่องจากการประกาศรางวัลคราวนี้ นอกจากจะแส่หาเรื่องใส่ตัว งานเยอะ แล้วยังกระแดะเขียนยาวเวิ่นเว้ออีก จึงต้องแบ่งออกเป็นสองตอนไปโดยปริยาย ตามคำเรียกร้องของผู้ชมงานที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับการ scroll นิ้ว แล้วยังต้องคลิกไปหน้าสองของคอมเมนต์อีกถึงจะเห็นคอมเมนต์ของตัวเอง ทางเราเองก็เห็นใจ แต่กระนั้นความเวิ่นเว้อก็ยังหาลดลงแต่ประการใดไม่ จึงเรียนมาเพื่อรับรู้อีกครั้งหนึ่งด้วยประการฉะนั้นแล 
     คราวนี้รางวัลของเราก็จะเข้าสู่พิธีมงคลกันบ้าง หลังจากที่ปล่อยออกไปแค่รางวัลเดียวคือตัวขโมยซีนแห่งปี นอกเหนือจากนั้นมีแต่ความทุรยศเสื่อมทราม 
     ผู้เข้าชิงทั้งห้าเรื่องของหนังสั้นต่างด้าวต่างชาติต่างภาษา... ได้แก่

Katong Fugue
Memorial Project of Nha-Trang, Vietnam: Towards the Complex - For the Curagious, the Curious and the Cowards
Plot Point
Submission Part I
Yours Truly

ผู้ประกาศรางวัลสำหรับสาขานี้ ขอเชิญ หญิง-จุฬาลักษณ์, พลอย-เฌอมาลย์ และ มาช่า วัฒนพานิช ในคอสตูมเดียวกับงานสุพรรณหงส์ เราให้เกียรติความกล้าของพวกคุณ อย่าแคร์เสียงด่านะครับ อิอิ 

(สามเสียงประสาน)
"และหนังสั้นต่างประเทศยอดเยี่ยมปีนี้ ได้แก่..."
(เสียงคริสตัลบนชุดของมาช่ากระทบกันพอเป็นพิธี ผสมกับเสียงแกะซอง)


Plot Point
Plot Point

     หนังสั้นเรื่องแรกมาจากสิงคโปร์ เฉือนเอาชนะเรื่อง No Bikini ของ Claudia Morgado Escanilla ไปอย่างหวุดหวิด ความคมคายของ Katong Fugue อยู่ที่การเลือกสะท้อนมุมมองของคนเป็นเกย์ในสังคมแบบเอเชียได้ชะงัด จริงๆมันอาจไม่ใช่แค่เอเชียหรอก เพียงแต่ว่าในสังคมเอเชียมันให้ความรู้สึกร่วมมากกว่า กับความรู้สึกผิดที่ติดตัวมาแล้วลบออกได้ยากเย็น หลายคนวิจารณ์ว่าตัวเอกของเรื่องขลาดกลัวเกินไปที่จะเปิดเผยความจริง เพราะแม่ของเขาดูไ่ม่ใช่คนที่ใจคับแคบอะไร แต่ของแบบนี้แม้อีกฝ่ายจะรับได้อย่างไร เมื่อตัวเองรับตัวเองไม่ได้มันก็เป็นทุกข์ และหนังเรื่องนี้พูดถึงภาวะเช่นนั้นได้หนักแน่น
     ส่วน
Yours Truly มาพร้อมกับสไตล์อันจัดจ้าน ทริบิวต์ให้หนังยุคเก่าแบบชัดแจ้ง แต่งานกึ่งอนิเมชั่นตัดแปะเรื่องนี้ไปไกลกว่านั้น ด้วยการทำให้มันเป็นหนังสืบสวนเลือดสาดอันรื่นรมย์ งานภาพอันรื่นเริง และเรื่องราวอันสนุกสนานหักเหลี่ยม ผสานกันออกมาได้กลมกลืนดียิ่ง
    
Memorial Project of Nha-Trang (ขอเรียกสั้นๆแล้วกัน ชื่อเรื่องยาวมากมาย) นี่ก็น่าทึ่งอีกเรื่อง คณะกรรมการได้ชมในงานนิทรรศการศิลปะที่หอศิลป์กรุงเทพฯ (ที่ชาวบ้านเค้าเรียกหอศิลป์มาบุญครองนั่นแหละ) ตลอดเวลาของหนังเรื่องนี้มีเพียงภาพของคนลากรถเลื่อนจำนวนมากอยู่ใต้น้ำ ทัศนียภาพประหลาดโลก และความอุตสาหะในการถ่ายทำ รวมถึงสารที่แฝงอยู่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่เพียงแค่ไม่ธรรมดา แต่เข้าขั้นน่าอัศจรรย์ spectacle

     ด้าน
Submission Part I แม้จะเป็นมุมมองจากฝ่ายขวาของคริสตศาสนา แต่หนังเรื่องนี้นำเสนอแบบไม่แข็งทื่อทว่าซื่อตรง เฉียบแหลม และไม่อคติ มีเ้ส้นเพียงบางๆ หากฝ่ายหนึ่งจะวิพากษ์วิจารณ์หรือก่นด่าอีกฝ่ายหนึ่ง(ในที่นี้คือคริสต์และอิสลาม) บังเอิญว่า Submission นี้อยู่ในเส้นของการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเต็มตัว ยากนักที่จะทำเช่นนี้ได้อย่างสำเร็จงดงาม แต่น่าเสียดายว่าเรื่องนี้คงไม่มีภาคต่อ เพราะผู้กำกับได้กลายเป็นเหยื่อคมมีดของมุสลิมที่ได้รับชมเรื่องนี้ไปเสียแล้ว
     ทั้งสี่เรื่องที่ว่ามานั้น ไม่ว่าจะความคมคาย สไตล์ และความน่าประหลาดใจ ปรากฏอยู่ใน
Plot Point ทั้งหมด
     พลังแห่งการลำดับภาพแสดงออกมาอย่างล้นเหลือ สร้างความไม่มีอะไรของฟุตเตจ (คนธรรมดา เหตุการณ์ธรรมดา วันธรรมดา) ให้กลายเป็นหนังทริลเลอร์ระทึกขวัญชั้นยอดได้ การคัดสรรเลือกใช้ภาพของหนังเรื่องนี้อยู่ในชั้นอ๋องทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นผู้คนริมถนนในนิวยอร์ก ตำรวจที่พูดอะไำรไม่รู้ใส่วอ ไปจนถึงขบวนรถตำรวจในตอนท้ายเรื่องที่ทรงพลังและช็อคความรู้สึกอย่างมาก และชวนให้นึกถึงวันที่ Nicolas Provost จะลงมือทำหนังเรื่องอื่นๆอีก (โดยเฉพาะถ้าเป็นหนังยาว น่าจะยิ่งพิลาศพิไล)

ในยูธูปมีเท่านี้สำหรับ Plot Point http://www.youtube.com/watch?v=NELra-9geak
ชม Submission Part I
 
http://www.youtube.com/watch?v=V6CakuoaCf4


BEST THAI SHORT FILM OF THE YEAR

     แตกต่างกระจัดกระจายอย่างสิ้นเชิง น่าจะบรรยายสภาพของผู้เข้าชิงหนังสั้นไทยยอดเยี่ยมครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี จากรายชื่อด้านล่าง

เบญกาย
ภัยใกล้ตัว(ฉบับผู้กำกับ)
วัฒนธรรมชาติ
หนังและกรรไกร ในวันที่ 4 เมษา
The Invisible City

 ผู้กำกับหนังแอ็คชั่นตลกลงทุนสูง เจ้าของรางวัลหนังสั้นยอดเยี่ยมปีก่อน
ปฐมพงศ์ ลมชาย ขึ้นมาประกาศรางวัล (พร้อมกับยังงงอยู่ไม่หายที่หนังได้่รางวัล)

หนังสั้นไทยยอดเยี่ยมปีนี้ คือ...


 Benyagai

     คณะกรรมการขออนุญาตหนักใจซักสามนาที เพราะผู้เข้าชิงปีนี้เบียดกันมาก และก็อย่างที่บอกคือแต่ละเรื่องนั้นเรียกว่าต่างกันมาก แต่ก็พุ่งถึงจุดสูงสุดในแต่ละทางของตัวเอง เฉือนชนะกันแค่ปลายเล็บ
    
The Invisible City น่าจะเป็นหนังที่ "สะอาด" ที่สุดในกลุ่มนี้ (555+) อนิเมชั่นโดย บุญศรี ตั้งตรงสิน ไร้บทสนทนา มีเพียงภาพวาดลายเส้นง่ายๆ แบ่งจอเป็นสองฟากฝั่ง กับเรื่องราวของเมืองที่กำลังหายไำป ความว่้างเปล่าของฉากหลังเอื้อให้คนดูจินตนาการเหตุการณ์ไปได้หลากหลายร้อยแปด คงความสับสนของตัวละครและความคืบหน้าของเรื่องราวได้อย่างน่าระทึก(ใช้คำนี้คงไม่ถูกนัก เดี๋ยวคนนึกไปถึง Transformers) กลมกล่อม ลงตัว และน่าทึ่งตะลึงงัน
    
หนังและกรรไกร ในวันที่ 4 เมษา มาพร้อมกับความกราดเกรี้ยวและการแสดงอันหนักหน่วงรุนแรง (ขอปรบมือให้น้องเนเน่) กับคุณแม่ผู้โกรธาเมื่อลูกสาวซื้อข้าวมันไก่แต่ดันลืมบอกว่าไม่เอาหนัง ความ "เกลียดหนัง" ของเธอทำให้เธอเสียสติ และปรากฏชายชุดดำขึ้นมาใช้กรรไกรข่มขืนเธอ ก่อนที่เรื่องราวจะพลิกผันไปอีกทาง แม้จะไม่ยากเย็นต่อการคาดเดา มันกลับยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้คมคายและแน่วแน่ในสิ่งที่นำเสนอ ... วันที่ 4 เมษายน คือวันที่ "แสงศตวรรษ" เริ่มเผชิญวิกฤติกับกองเซ็นเซอร์ไทยนั่นเอง ไม่น่าเชื่อว่าผู้กำกับเรื่องนี้อายุยังไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำ
     
วัฒนธรรมชาติ จากผู้กำกับที่มุ่งมั่นในทางการสร้างหนังอันผูกโยงกับประเด็นทางการเมืองเสมอมา เรื่องนี้ถือว่าเข้าฟอร์มเข้าฝักและทะลักจุดเดือดมากที่สุด ทั้งที่เป็นเพียงการตามถ่ายเหตุการณ์หนึ่ง แล้วนำมาร้อยเรียงกันเป็นเวลาสามนาที เหตุการณ์ที่ว่าก็คือช่วงที่ประชาชนชาวไทยแห่แหนใส่เสื้อเหลืองไปโรงพยาบาลศิริราชกันนั่นเอง ความเสียดสี เย้ยหยัีน วิพากษ์ เปรียบเปรย ที่ปรากฏขึ้นมาจากเพียงแค่การปรายตามองทิวทัศน์ต่างๆรอบกายในหนัีงเรื่องนี้ ทำให้มันจี๊ดใจยิ่งนัก
    
ภัยใกล้ตัว(ฉบับผู้กำกับ) ก็มาในแนวทางวิพากษ์เสียดสีเย้ยหยันเช่นกัน ด้วยการนำภาพยนตร์ทีสิสของตัวผู้กำกับมาถอดรื้อทำออกมาเสียใหม่ให้เป็นฉบับที่เขาต้องการอย่างแท้จริง ผลของมันออกมาตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเอง และวิพากษ์กันอย่างไม่เกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน ทั้งการเลือกใช้ภาพ จังหวะของเท็กซ์ที่ขึ้นมาในหนังแต่ละครั้งมันช่้างเหมาะเหม็งลงตัวไปเสียทุกอย่าง เป็นหนังที่ไม่หลงทาง ไม่วอกแวก และหนักหน่วงเอาการในด้านความรู้สึก จนชนะใจใครหลายๆคน
     แต่ที่ว่ามาทั้งความหนักหน่วง จี๊ดใจ วิพากษ์วิจารณ์ ก็ปรากฏอยู่ในหนังผู้ชนะอย่าง
เบญกาย นี้เช่นกัน หากเทียบในกลุ่มเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังที่แรงที่สุดทั้งด้านภาพที่นำเสนอและการเปรียบเปรยอันเจ็บแสบ หนังหยิบเอาเนื้อหาของรามเกียรติ์ตอน นางลอย มาพลิกจับดัดแปลงเสียใหม่จนกลายเป็นหนังเกย์อีโรติกวาบหวาม แต่ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะเนื้อหาของการปลอมตัวแปลงกาย เพื่อหลอกฝ่ายศัตรูให้หลงติดกับในภาวะสงครามแตกแยก ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีนัยยะเชื่อมโยงกับสังคมไทยปัจจุบันอย่างแยกกันไม่ออก  และมันไม่เพียงแต่คมคายเท่านั้น มันยังกล้าหาญชาญชัยอย่างถึงขีดสุดอีกด้วย (โดยเฉพาะการทำให้ตัวละครทุกตัวกลายเป็นเกย์ แล้วมามีเซ็กส์กัน ยิ่งเพิ่มความรุนแรงให้กับสารที่หนังกำลังถือไว้ในมือ)
     นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ เบญกาย เชือดคู่แข่งรายอื่นขึ้นมาคว้ารางวัลในปีนี้ไป

ชม ตัวอย่าง The Invisible City, หนังและกรรไกร ในวันที่ 4 เมษา ได้ใน FUSE SHOWCASE 003 DVD
ชม วัฒนธรรมชาติ ได้ใน FUSE SHOWCASE 002 DVD

แถมฟรีกับนิตยสาร FUSE SHOWCASE ตามฉบับที่ได้ระบุไป

AB-BAEW ACTRESS OF THE YEAR

จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากเธอคนนี้

Samantha Morton
Samantha Morton
(Control)

ปัจจุบันเธออายุ 32 (เกิด 1977 - 2520) แต่ในเรื่องนี้เธอเล่นตั้งแต่เป็นเด็กสาวอายุ 17 !!
ไม่เรียกแอ๊บแบ๊วจะเรียกว่าไง


HEARTTHROB OF THE YEAR

     จริงๆ ถ้าเกิดจะนับแบบที่เข้าชิงกันจริงๆจัง คงจำชื่อกันอ้วกแตก เพราะนักแสดงหญิงปีที่ผ่านมาต่างก็น่าหลงใหลด้วยกันทั้งน้านนน..... แต่ด้วยความขี้เกียจ เหนื่อยยาก ตรากตรำ กรำแดดกรำฝน ของคณะกรรมการในปีนี้ เลยขอยุบเหลือแค่รางวัลเดียวโดดๆ ไปเลย
     และเธอคนนั้นก็คือ..

Pilar López de Ayala
Pilar López de Ayala
(In the City of Sylvia)

     นักแสดงสาวสวย (ทั้งประเภทที่แสดงสวย และทั้งแสดงสวยกับแสดงดี) มีมากมาย แต่ในปีที่แล้วเมื่อลองเทียบเคียงยังไง ก็ไม่มีความสวยที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างครบทุกเม็ดได้เท่ากับเธอคนนี้ เธอไม่ได้ใช้ความสวยเพียงแค่เดินโฉบไปโฉบมา เรียกร้องให้คนดูตกหลุมรักแบบฉาบฉวย (แม้บทของเธอจะมีเพียงเท่านั้นตลอดเรื่องก็ตาม) เพราะเมื่อถึงฉากสุดท้ายที่เธอจากไป เธอทำให้คนดูอย่างคณะกรรมการถึงกับใจสลาย ใจหาย และก้อนความเศร้าค่อยๆตกตะกอนนอนก้นอยู่ในหัวใจ...


BEST FOREIGN SUPPORTING ACTRESS

    คณะกรรมการขอเข้าสู่รางวัลทางการเลยก็แล้วกัน (หลังจากนอกเรื่องมานานโคตร) เริ่มด้วยสาขาดาราสมทบหญิงต่างประเทศยอดเยี่ยม แล้วสาขาสมทบต่อไปนั้นจะเป็นของใครก็คอยลุ้นกันเอาเองล่ะเน่อ

Adèle Haenel (Water Lilies)
Jennifer Connelly (Requiem for a Dream)
Joan Chen (The Sun Also Rises)
Penélope Cruz (Vicky Cristina Barcelona)
Seema Biswas (Water)

KIKUCHI Rinko เจ้าของรางวัลปีที่แล้ว สวมชุดสีแสดแสบตาออกมาจากหลังเวที
แน่นอน ผู้คนจำไม่ได้ว่าเธอเป็นใคร เพราะเธอทำตัวลับแลเหลือเกิน

เสียงสำเนียงญี่ปุ่นลอยมา...
"อ่าน เด่อ วินน่า อีสสส..."

Adele Haenel
Adèle Haenel
(Water Lilies)

     จริงๆมีอีกหลายคนที่น่าเข้ามาติด 1 ใน 5 แต่ก็หลุดไปแบบหวุดหวิดมากๆ ทั้ง Anne Consigny กับ Emmanuelle Devos(A Christmas Tale), Diana Dobreva(Monkeys in Winter - คนนี้เฮี้ยนมาก), Edith Scob(Summer Hours), Hannelore Elsner(Cherry Blossoms), Natalie Portman(My Blueberry Nights), Noémie Lvovsky (Actresses), Saoirse Ronan กับ Vanessa Redgrave(Atonement) และ UCHIDA Yayako(Tokyo Towers) ปีนี้เป็นปีของผู้หญิงจริงๆ ให้ตายเหอะ
     ขวัญใจตลอดกาลของคณะกรรมการ Jennifer Connelly ไม่ได้ติดมาเพราะลำเอียงลำโค่นแต่อย่างใด แต่การแสดงของเธอในเรื่องนี้น่าจะเข้าขั้นหนึ่งในการแสดงที่ถูกลืมตามเวทีรางวัล กับตัวละครที่พัฒนาการ(ลง)สูงมาก และคอนเนลลี่เปลือยทุกอย่างออกมาหมดจดงดงามสะเทือนใจ จริงๆเธอเล่นดีกว่าตอนได้ออสการ์จาก A Beautiful Mind ตั้งมากตั้งมาย เฮ้อ... แต่ยังไม่ดีพอจะได้รางวัล
     ส่วน Penélope Cruz ถือว่าขโมยซีนหนังมากๆอีกคนนึงของปี ดิบกร้าว รุนแรง หุนหัน แต่มีเสน่ห์เหลือร้าย (หรือนี่จะเป็นลักษณะเฉพาะของพวกสาวละติน?) เป็นการแสดงที่น่าจดจำ แต่ยังไม่ดีพอ ในปีเดียวกันเธอรับบทที่ก้ำกึ่งระหว่างนำและสมทบใน Elegy (คณะกรรมการตัดสินให้เป็นบทนำ) ซึ่งเปี่ยมพลังยิ่งกว่าใน Vicky นี้ด้วยซ้ำ ถือเป็นปีที่ท็อปฟอร์มมากๆในด้านการแสดงของเธอ หลังจากเข้าชิงออสการ์จาก Volver คราวก่อนนู้น
     Joan Chen ก็มาในบทขโมยซีน พลิกภาพลักษณ์จนแฟนๆตกอกตกใจ เธอกลายเป็นนางพยาบาลสาวร่านสวาท ใส่กระโปรงสั้นจู๋ แล้วยั่ว Anthony Wong ตลอดเซคชั่นที่สองของหนัง ตลกร้าย ขบขัน และลึกลับซับซ้อนแปลกประหลาดมากๆ สำหรับคาแรคเตอร์นี้
     Seema Biswas (สีมา พิศวาส?) ที่ถือเป็นม้ามืดมาเข้าชิงของปีนี้ และแสดงดีในกลุ่มครึ่งแรกของการแข่งขันเสียด้วย เธอเล่นเป็นม่ายสาวคนหนึ่งในคุ้มแม่ม่ายของอินเดีย ผู้ไม่เคยตั้งคำถามต่อระบบอยุติธรรม จนกระทั่งการมาถึงของนางเอกของเรื่องที่เป็นเด็กวัยเพียง 6 ขวบที่กลายเป็นม่าย ความเชื่อและความเป็นธรรมที่เธอเคยเชื่อมาถูกสั่นคลอนจากการกระทำและเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ขับเน้นความทุกข์ สับสน และใจสลาย ออกมาให้เห็นอย่างเป็นธรรมชาติและเป็นรูปธรรม จนเป็นตัวละครที่คนดูรู้สึกร่วมไปด้วยพอๆกับนางเอกทั้งสอง
     แต่คนที่แซงเข้าป้ายไป คือ Adèle Haenel จาก Water Lilies ในบทของนักเรียนสาวในทีมระบำใต้น้ำ... ในหนังมีนักแสดงนำแสนเฮี้ยนอยู่อีกสองคน แต่เธอรับบท ฟลอเรียง สาวสวยของทีมที่เป็นเป้าสายตาและหัวใจของ อานน์ บทของเธอน่าจะเป็นแค่บทเรียบๆ ธรรมดาสามัญ และน่าจะโดนกลบด้วยสองสาวเฮี้ยน (อีกหนึ่งนอกจากอานน์คือ มารี สาวอ้วนที่คิดจะงาบหนุ่มหล่ออยู่ทั้งเรื่อง) แต่ไม่ใช่แค่บทที่ทำให้เธอน่าสนใจขึ้น การแสดงชนิดกินขาดของเธอเองก็ช่วยไว้มากทีเดียว และนั่นทำให้เธอเป็นตัวละครที่ไม่ใช่แค่ลึกลับ เพราะมันคลุมเครือไร้ทางหาข้อสรุปโดยแท้


BEST FOREIGN SUPPORTING ACTOR

    Adele Haenel บ่นมาว่าไม่เห็นมีใครได้ดูหนังที่เธอได้รางวัลเลย เลยฝากมาประชาสัมพันธ์ว่าหาโหลดหาซื้อแผ่นเถื่อนได้ทั่วไปนะ ตอนหนังเข้าเทศกาลหนังฝรั่งเศสก็มีคนดูแผ่นเถื่อนกันไปก่อนตั้งมากมาย โถ่ อย่าเพิ่งงอน อย่าเพิ่งงอน ฮ่าๆ
    สมทบชายต่างประเทศปีนี้หน้าตาคุ้นๆกันพอสมควร คนที่หลุดไปก็คุ้นเคยกันทั้งนั้น ไหนจะ Aaron Eckhart(The Dark Knight), David Strathairn(My Blueberry Nights), SUN Hong-lei(Mongol), Josh Brolin(No Country for Old Men), INOWAKI Kai(Tokyo Sonata), Paul Dano(There Will Be Blood - คนนี้เลยอดชิงสองปีซ้อนเลย), Philip Seymour Hoffman(Charlie Wilson's War), Richard Jenkins(Burn After Reading) และ Robert Duvall(We Own the Night) ... มันเยอะพอๆกับสาขาที่แล้วเลยนะ
    และคนที่หลุดมาเข้าชิงก็มี

Brad Pitt (Burn After Reading)
Eddie Marsan (Happy-Go-Lucky)
Javier Bardem (No Country for Old Men)
Max Von Sydow (The Diving Bell and the Butterfly)
Robert Downey Jr. (Tropic Thunder)


Jackie Earle Haley ในคอสตูม Rorschach ขึ้นมาประกาศรางวัล
บรรยากาศงานเครียดขึ้นมาทันทีซะงั้น
(เหรอ)

และผู้ชนะปีนี้....

Javier Bardem
Javier Bardem
(No Country for Old Men)

     ผู้เข้าชิงทั้งห้าแบ่งออกได้สองกลุ่มใหญ่ๆ แต่คนที่ไม่เข้ากลุ่มกับใครเลยคือ Eddie Marsan ในบทสมทบที่หากไม่ได้ฝีมือการแสดงชั้นดีไปปะทะกับ Sally Hawkins ก็คงถึงขั้นทำลายภาพรวมของหนังลงอย่างย่อยยับทีเดียว เขาไหลลื่น มีประสิทธิภาพ และไม่เป็นรองใคร แต่ดันมาเข้าชิงในปีนี้ที่ถือว่าสูสีและแข็งพอกันหมดเลย
     ฟากฝั่งของนักแสดงบทตลกรั่วเสียสติสองคนที่ติดมาถือว่าเป็นเซอร์ไพรส์ เพราะทำผลงานได้เกินคาดมากๆ ไม่ใช่แค่ไหลลื่น แต่จังหวะยังแม่นยำ และ keep character ได้น่าชื่นชมมากๆ เพราะตัวละครของทั้งสองคนนี่ถือว่าหลุดโลกทั้งคู่ (เจ้าหน้าที่ฟิตเนสเกย์รั่วๆบ้าๆ และ นักแสดงเมธอดที่สับสนในตัวเองอย่างเมามัน) Brad Pitt เล่นดีกว่าใน The Curious Case of Benjamin Button ประมาณสองร้อยล้านเท่าได้ เช่นเดียวกับ Robert Downey Jr. ก็น่าจดจำกว่าการเป็นหุ่นกระป๋องใน Iron Man
     อีกสองคนกับบทที่เรียบนิ่ง เรียกร้องการใช้สายตา ทว่าไปกันคนละขั้ว Max Von Sydow ชนะใจคนดูจนทำนบน้ำตาทลายด้วยฉากโทรศัพท์และฉากโกนหนวด ซึ่งกินเวลาในหนังไปไม่ถึงสิบนาที ในขณะที่ Javier Bardem พาผมบ๊อบน่ารังเกียจกับท่อออกซิเจนพิฆาต มากวาดเสียงชื่นชมในบทที่สยองขวัญที่สุดของปี โหดเหี้ยม จิตหลุด แต่สติสัมปชัญญะครบถ้วนเช่นนี้ และเหตุที่มันสยองขวัญมากๆก็เพราะมันช่างสมจริงนี่น่ะสิ...บรื๋อ
     ดังนั้นคณะกรรมการจึงเห็นด้วยกับรางวัลออสการ์ ที่กำนัลรางวัลให้ฆาตกรรายนี้


BEST THAI SUPPORTING ACTRESS

     ปีนี้เป็นปีของผู้หญิง... อย่างที่บอกซ้ำบอกซากย้ำคิดย้ำทำอย่างไม่รู้จบสิ้น ยิ่งหนังไทยปีนี้ดันมีพวก omnibus ออกฉายกันอย่างบ้าคลั่ง รางวัลของเราตัดสินให้นักแสดงทุกคนในหนังกลุ่มนั้นเป็นนักแสดงสมทบทั้งหมด นักแสดงดีๆที่มาสุมกันในสาขาสมทบเลยมีมากกว่าปกติ โดยเฉพาะผู้หญิงที่หลากหลายช่วงวัยและประสบการณ์ทั้ง เจนจิรา จำเนียรศรี(ฝัน หวาน อาย จูบ), SORA Aoi(ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น), ฌัชฌา รุจินานนท์(บ้านผีสิง), ธนาภา ชีพนุรัตน์(รักสยามเท่าฟ้า), เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์(Superแหบ แสบสะบัด), ปวีณา ชารีฟสกุล(ลองของ 2), มณีรัตน์ คำอ้วน(สี่แพร่ง - คนนี้หลุดมาหวุดหวิดที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว), สิริน หอวัง(อีติ๋มตายแน่) และ อมรา อัศวนนท์(คน ผี ปีศาจ)
     ไม่รอช้าใดๆอีกต่อไป เพราะเลตกันมามากแล้ว ผู้เข้าชิงก็มี...

 กัญญา รัตนเพชร์ (ฝัน หวาน อาย จูบ)
เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ (สี่แพร่ง)
โฟกัส จีระกุล (ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น)
เดือนเต็ม สาลิตุล (A Moment in June)
ศิรพันธ์ วัฒนจินดา (หนึ่งใจ..เดียวกัน)

 "ให้พลอยประกาศชื่อตัวเองอีกปีไหมคะ" เฌอมาลย์ถาม
"อัีนนี้ไม่ทราบสิครับ" นาโนกายตอบ

...คนที่ได้รางวัล...
คือ

 Focus Jirakul
โฟกัส จีระกุล
(ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น)

     สาขานี้เหมือนสาขาก่อน คือมีสองกลุ่มใหญ่ๆ และคนที่ไม่เข้าพวกก็คือ พลอย-เฌอมาลย์ ("ทำไมหนูไม่ได้คะ?") ซึ่งยกระดับให้การกลัวผีเป็นการแสดงชั้นดีที่ซับซ้อนในมิติอารมณ์ แสดงได้น่าประทับใจและลึกซึ้งทีเดียว ("นั่นแหละ แล้วทำไมหนูไม่ได้ล่ะ") อย่าเพิ่งขัีดสิ โถ่วุ้ย...
    
ตาล-กัญญา และ นุ่น-ศิรพันธ์ อยู่ในกลุ่มนักแสดงที่ถีบตนเองจากบทอันย่ำแย่ได้สง่างาม (อีกคนคือ จารุณี สุขสวัสดิ์ จาก ปืนใหญ่จอมสลัด ที่ยังไม่สง่างามพอ) นุ่นอาจยังไม่ต้องใช้แรงถีบที่หนักหนามาก เพราะตัวบทที่เอื้อต่อการเป็นเมโลดราม่ากึ่งละครโทรทัศน์ ก็ยังฉุดให้กลับมาสู่ความสมจริงได้ท่ามกลางความฟูมฟายของเรื่องและตัวละครอื่นๆ แต่ตาลรับบทที่สาหัสนัก จากบทที่เละเทะไม่สมประดีเข้าขั้นหนอนไช ต่อบทกับหินโสโครกอย่างเหนื่อยอ่อน เธอสร้างเสน่ห์และชีวิตให้กับตัวละครคุณหนูแบบ stereotype ได้อย่างน่าชื่นชม และเก็บรายละเอียดทุกเม็ด พร้อมเปล่งประกายรัศมีนางเอกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิตการแสดง
     แต่ที่สูสีที่สุดคือ
โฟกัส จีระกุล ที่ใครๆก็จำว่าเธอเป็นน้อยหน่าน่ารักถักผมเปีย กับดาราลายคราม เดือนเต็ม สาลิตุล กับตัวละครประเ้ภทที่เล่นให้คนเชื่อยากเหลือเกิน คนแรกกับแฟนคลับที่ถวายใจให้นักร้องต่างด้าวอย่างจริงจังและจริงใจ และคนหลังที่หนักหนาสากรรจ์กว่ากับการภักดีต่อรักเมื่อสามทศวรรษก่อนหน้า และบทพูดที่หลุดมาจากนิยายย้อนยุคโรแมนติค ที่น่าประทับใจคือสองดรุณีต่างวัยต่างจมลงไปในบทชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร เพราะพวกเธอเชื่อในตัวละครที่เล่นอย่างแท้จริง
     ทว่าจุดที่ทำให้โฟกัสเฉือนชนะเดือนเต็มไป ก็เพราะการแสดงของเธอยกระดับเนื้อหาของหนังได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจนั่นเอง...


BEST THAI SUPPORTING ACTOR
 
     ฝ่ายหญิงแห่แหนเป็นแคนดิเดต แต่ฝ่ายชายกลับดูแห้งแล้งอย่างไรบอกไม่ถูก (เป็นธรรมชาติของนักแสดงทั่วไป... หรือเป็นเพราะคณะกรรมการมัวแต่ดูนักแสดงหญิงกันแน่วะ) แต่ก็ยังมีคนที่ติดๆห้อยสอยท้ายมาบ้าง แม้จะไม่แซ่บครบเครื่องปูปลาร้าเหมือนสาขาก่อน ทั้งรุ่นเก๋ารุ่นเก่าอย่าง ซูโม่กิ๊ก กับ สันติสุข พรหมศิริ(บุญชู ไอ-เลิฟ-สระอู), ขจรศักดิ์ รัตนนิสสัย(รักสยามเท่าฟ้า), สรพงษ์ ชาตรี(ปืนใหญ่จอมสลัด) และรุ่นกลางๆ ทั้ง นภัสกร มิตรเอม(A Moment in June), อรรถพร ธีมากร(โอเคเบตง) และ อัมรินทร์ นิติพน(ดรีมทีม)
     และ 5 คนสุดท้าย...
 
กฤษฎา ชนะภัยเจริญสุึข (ดรีมทีม)
คมสัน นันทจิต (บ้านผีสิง)
รัชชุ สุระจรัส (ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น)
สรพงษ์ ชาตรี (องค์บาก 2)
สุเชาว์ พงษ์วิไล (A Moment in June)
 
คมสัน นันทจิต
 คมสัน นันทจิต
(บ้านผีสิง)
 
     น้องคาร์บิว คงทำสถิติไปอีกนานกับการเป็นผู้เข้าชิงที่อายุน้อยที่สุดของรางวัลนี้ ในบรรดาดาราเด็กถือว่าเล่นดีที่สุดของปี แล้วก็ปาดหน้าแซงรุ่นใหญ่อีกหลายคน ถือว่าเป็นเด็กที่อนาคตดี ถ้าไม่เสียคนไปซะัก่อน หรือไม่ถูกอาร์เอสจับไปเล่นเป็นตัวประกอบตลกคาเฟ่อยู่เรื่อยๆ ส่วน ว่าน-รัชชุ เป็นนักแสดงชายคนเดียวที่รอดพ้นจากวิกฤติปิดเทอมใหญ่มาได้อย่างผ่าเผย อีกไม่นานเขาคงไม่สามารถแสดงความสับสนของภาวะวัยรุ่นได้เช่นนี้อีกแล้ว ถือว่ารับบทนี้ได้ถูกจังหวะ และทำหน้าที่ได้สมบูรณ์
     สองนักแสดงรุ่นเดอะ
สรพงษ์ ชาตรี มีหนังที่เล่นดีสองเรื่องในปีเดียว แต่หลุดมาชิงได้เรื่องเดียวทั้งที่บทน้อยกว่้าใน องค์บาก 2 ด้วยคุณูปการใหญ่หลวงที่เป็นตัวชูอารมณ์ดราม่าให้กับเรื่อง ใช้เวลาที่มีจำกัดได้คุ้มค่าและแสดงทุกอย่างทะลุผ่านเมคอัพคอสตูมอลังการล้านเจ็ดอย่างคมคายวายชนม์ ส่วน สุเชาว์ พงษ์วิไล ได้นำพาตัวละครไปถึงฝั่งตามที่มันควรจะเป็น ไม่ออกอาการฟูมฟายหนักหนาเหมือนกับบทของเดือนเต็ม สาลิตุล แต่ก็ให้ผลในระดับใกล้เคียง
     บังเอิญว่านักแสดงในหนังที่ออกฉายใหม่ปีนี้ นักแสดงสมทบชายไม่ได้แข็งแกร่งกันมากนัก พอเจอกับคลื่นของความน่ารังเกียจ สยดสยอง และจิตหลุดประสาทแดกของ คมสัน นันทจิต เข้าไปก็เรียกว่าแทบลอยหายกันไปเป็นแถบๆ โดยไม่ต้องพิจารณาว่าเขาเล่นเหมือน เสริม สาครราษฎร์ แค่ไหน (เพราะหนังก็ตีความใหม่ใส่สีเพิ่มไปโข) เอาแค่การสร้างคาแรคเตอร์ให้น่าจดจำในลักษณะนี้ พร้อมกับคุกคามคนดู คุกคามตัวละครอื่นได้ทะลุจอขนาดนี้ ก็ควรค่ากับรางวัลพอแล้ว

BEST ANIMATED FEATURE OF THE YEAR

    จากสาขาดารา มาที่การ์ตูน-อนิเมชั่น กันบ้างดีกว่า ปีนี้หลากหลายดีสะใจใช้ได้สำหรับห้าเรื่องสุดท้าย

 Horton Hears a Who!
Persepolis
Sita Sings the Blues
WALL·E
Waltz with Bashir

 ภาพสามมิติโผล่ออกมาจากใต้เวที ค่อยๆประกาศผู้ชนะอย่างทุลักทุเล
"เดอะ..ว..ว.. วิน..น..เนอร์..อ..อ..อีสสส... แกร่กๆๆ"

Waltz with Bashir
Waltz with Bashir

     มีอนิเมชั่นสองเรื่องที่พาดเกี่ยวไปที่การเมืองการสังคม คือ Horton Hears a Who! และก็ Persepolis เรื่องหลังมาแบบตรงๆ เน้นๆ ผ่านชีวิตสาวน้อยที่ใช้ชีวิตทั้งในรัฐเผด็จการศาสนาอิหร่าน กับรัฐเสรียุโรปในยุคบุปผาชน ส่วนเรื่องแรกแฝงมาในคราบอนิเมชั่นสดใสสำหรับเด็ก (ยิ่งเอาเรื่องมาจากหนังสือของด็อกเตอร์ซูส) แต่พูดเรื่องการปกครอง ประชาธิปไตย การครอบงำข่าวสาร ผ่านตัวละครสัตว์และคนบนเม็ดฝุ่นได้เจ็บลึกหลาย
    
Sita Sings the Blues เป็นเรื่องเดียวที่มาในแนวมิวสิคัล ใช้ภาพแปลกแตกต่างกว้างขวางหลากหลาย จิกกัดสนุกสนาน และแน่นอนไม่ใช่การเล่ารามเกียรติ์ในแบบเดียวกับที่คนไทยทำ เพราะผู้กำกับเธอเอาตำนานมหากาพย์มาย่อลงเพื่อรับใช้กับเรื่องที่เธอต้องเลิกกับผัวซึ่งไปทำงานที่อินเดีัย สีดาในเรื่องนี้จึงเป็นการพลิกแพลงเป็นตะวันตกผ่านทั้งตัวละครและการเล่าเรื่อง ที่ได้ผลน่าตะลึงละลานตา
     หากจะพูดเรื่องที่ใช้ภาพได้พีคที่สุดก็คือ 
WALL·E กับการเล่าเรื่องด้วยภาพและตัวละครให้คนดูรัก ดูมีชีวิตได้ชนิดที่ลืมหายใจ ขยายขีดจำกัดของความเป็นอนิเมชั่นไปได้อย่างสูงลิบลิ่วคิ้วโก่ง แม้จะลดการใช้เสียงพากย์ลงไปอย่างมากมาย ใช้ศักยภาพของความเป็นอนิเมชั่นที่แต่งเติมจินตนาการลงไปได้เต็มที่ และหนักแน่นเหลือเกิน
     บังเอิญว่า ที่พูดมาทั้งหมดนั้นก็อยู่ใน
Waltz with Bashir ที่ก้ำกึ่งระหว่างอนิเมชั่นกับสารคดี แต่มันไปได้ดีเหลือเกินกับเนื้อหาของคนที่ลืมเหตุการณ์สงครามที่ตนเองเคยร่วมรบ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันน่าอดสูที่เกิดขึ้น การก่อร้างสร้างความคิดปะติดปะต่อความทรงจำที่ร่วงหล่นกล่นเกลื่อนจากริมทาง การใช้อนิเมชั่นคือหนทางที่ยอดเยี่ยม และสิ่งที่ได้คือความสดใหม่ไฟแรงล้นเหลือ จนไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป


BEST THAI ACTOR IN A LEADING ROLE
 
5 สุดท้ายของสาขานี้น่ะหรือ... ก็คือ
 
เกียรติ กิจเจริญ (ดรีมทีม)
เ้กียรติกมล ล่าทา (กอด)
ชาคริต แย้มนาม (A Moment in June)
ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ (ลองของ 2)
อนันดา เอเวอริ่งแฮม (แฮปปี้เบิร์ธเดย์)
 
"เดากันสิครับว่าใครชนะ" พิช-วิชญ์วิสิฐ ขึ้นมาประกาศรางวัล ในฐานะเจ้าของรางวัลปีก่อน
และ... ไม่ได้พลิกโผอะไรเล้ย
 
 อนันดา เอเวอริงแฮม
อนันดา เอเวอริ่งแฮม
(แฮปปี้เบิร์ธเดย์)
 
     นักแสดงเพศชายในหนัีงไทยปีนี้คงเข้าขั้นฝนแล้งเป็นทะเลทราย เพราะนอกจากผู้เข้าชิง 5 คน คนที่เข้าตาพอจะไปวัดไปวาได้น่าพิจารณาจริงๆ มีแค่ เกียรติศักดิ์ อุดมนาค(Superแหบ แสบสะบัด), ศุภสิทธิ์ แก่นเสน(Wonderful Town) และ อุดม แต้พานิช(อีติ๋มตายแน่) แค่นั้นเอง... ถ้าไม่มีผู้ชนะ ปีนี้อาจเป็นปีที่อ่อนที่สุดตั้งแต่จัดให้รางวัลสาขานี้มา     
    
ชาคริต นี่ถือว่าเล่นดีกว่ามาตรฐานของตัวเองแล้ว แต่พอเทียบกับมาตรฐานของสาขาอื่นกันจริงๆ การที่เขาหลุดมาเข้าชิงได้นี้ก็เป็นเพราะไม่มีคู่แข่งที่สมศักดิ์ศรีเท่าไรนักในกลุ่มนอกเหนือจาก 5 คน เช่นเดียวกับ ตุ้ย เอเอฟ ที่เข้าชิงจากบทนี้ตั้งแต่ต้นปี ก็เพราะไม่มีคู่แข่งหนักๆมากพอที่จะเบียดให้ตกรอบไปก่อนได้นั่นเอง ในขณะที่ ต๊อก-ศุภกรณ์ ดูเหมือนจะถูกลืมไปอย่างมากมาย และบางเวทีก็ให้เป็นบทสมทบ แต่คณะกรรมการเห็นว่าบทหมอผีบ้าคุณไสยตัวนี้ แม้จะมีส่วนทำให้เนื้อเรื่องของหนังเป๋ไปบ้าง แต่ก็เป็นตัวเดินเรื่องไปพร้อมๆกับบทของ มะหมี่-นภคปภา จึงควรให้เข้าชิงในบทนำ และการแสดงของเขาก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่ คมสัน นันทจิต ทำไว้ใน บ้านผีัสิง
    
ซูโม่กิ๊ก-เกีัยรติ กิจเจริญ ถือว่าเข้าใกล้รางวัลมากที่สุดปีหนึ่งก็ว่าได้ ชนะใจคนดูด้วยบทตลกที่กลมกล่อม พอดี และรับมือกับบริบทแวดล้อมได้ด้วยความสามารถเฉพาะตัว โดยเฉพาะกับเด็กอนุบาลหลายสิบคน ทั้งยังต้อง keep character ซึ่งทุกอย่างก็ลงตัวประจวบเหมาะกันได้น่าจดจำ
     แต่อะไรไหนเลย ใครจะสู้พี่
อนันดาในเรื่องนี้ได้ เพราะพี่แกแทบจะเล่นคนเดียวอยู่ทั้งเรื่อง แถมบทยังเอื้อให้ฟูมฟายได้ใจ ร้องไห้ร้องห่ม แถมยังบ้าคลั่งเสียสติในหลายๆอย่างตลอดครึ่งหลัง ถือเป็นการจมตัวเองลงสู่ตัวละครที่ดีที่สุดอีกครั้งหนึ่งโดยนักแสดงชายบ้านเรา

BEST THAI ACTRESS IN A LEADING ROLE

     แคนดิเดตอาจจะไม่เยอะเท่าสาขาสมทบหญิง หรือของสาขาต่างประเทศ แต่แต่ละชื่อทั้ง ณัฐฐาวีรนุช ทองมี(คริตกะจ๋็า บ้าสุด..สุด), นภคปภา นาคประสิทธิ์(ลองของ 2), ศกลรัตน์ วรอุไร(ดรีมทีม), สิริวิมล เจริญปุระ(เมมโมรี่ รักหลอน), อินทิรา เจริญปุระ(บ้านผีสิง) นี่ระดับสงครามนางฟ้า สาปภูษา ดงผู้ดี สตรีที่โลกลืม ทั้งนั้น
     ส่วน 6 คนสุดท้ายเพราะความโลภของคณะกรรมการก็คือ

ฉายนันทน์ มโนมัยสันติภาพ (แฮปปี้เบิร์ธเดย์)
รัชวิน วงศ์วิริยะ (รัก|สาม|เศร้า)
วาสนา ชลากร (The 8th Day แปดวันแปลกคน)
ศุภักษร ไชยมงคล (กอด)
สินิทธา บุญยศักดิ์ (A Moment in June)
อัญชลี สายสุนทร (Wonderful Town)

 "พี่นกครับ"
"คะ"
"เล่้นหนังอีกสิครับ"
"ขอประกาศรางวัลก่อนแล้วกันนะ"

 นักแสดงหญิงยอดเยี่ยมปีนี้ ตกเป็นของ...

Sinittha Boonyasak 
สินิทธา บุญยศักดิ์
(A Moment in June)

     อยากทำรางวัลซัก 6 ตัวไปส่งให้ถึงบ้าน แต่งบน้อยเลยให้ได้แค่คนเดียว ต้องขออภัยในความยากจนของคณะกรรมการรางวัลนี้อย่างหาที่เปรียบมิได้
     นักแสดงหน้าใหม่ 3 คนติดเข้ามาในรางวัลนี้ และทำหน้าที่ได้ชวนตะลึงมาก ตั้งแต่
อัญชลี สายสุนทร ที่เก็บทุกรายละเอียดชนิดไม่ร่วงหล่นในการเล่นหนังยาวเรื่องแรกในชีวิตของเธอ ตัวละครน่าค้นหาเพราะความลึกลับที่เต็มไปด้วยเสน่ห์พราวพรายในประกายตา เป็นคนที่ใกล้เคียงกับตำแหน่งผู้ชนะมากที่สุดคนหนึ่งในบรรดาผู้เข้าชิง ส่วน แอม-ฉายนันทน์ เข้าชิงรางวัลนี้เป็นปีที่สองติดต่อกัน จากการเล่นหนังทั้งชีวิตมาเพียงแค่ 3 เรื่องเท่านั้น ได้แสดงศักยภาพให้เห็นแล้วว่าเธอตีบทแตกและสร้างความน่าจดจำให้ตัวละครได้มากแค่ไหน แม้ครึ่งเรื่องหลังเธอจะทำได้แค่การนอนนิ่งอยู๋บนเตียงคนไข้ ในขณะที่ ก้อย-รัชวิน ก็เข้าถึงตัวละครได้อย่างไม่น่าเชื่อในการรับบทนำครั้งแรก (หลังจากเป็นตัวประกอบหนัง GTH มาหลายเรื่อง และเละเทะไปกับบทแบ๊วไม่มีสมองใน เขาชนไก่)
     
กระแต-ศุภักษร ก็ถือว่าน่าสนใจมาก เหมือนกับเธอได้รับโอกาสอันดีที่จะฉีกหนีจากหน้าอกหน้าใจที่ใครๆก็จ้องจะขายกันอย่างบ้าระห่ำ เธอเนียนไปกับตัวละครแค่นั้นไม่พอ ยังดูเหมือนว่าจะค้นพบจังหวะการแสดงที่เหมาะเจาะลงตัวอีกด้วย ได้แต่หวังว่าเธอคงจะได้โอกาสแบบนี้่อีกในภายภาคหน้า และไม่จมไปกับหนังแบบ ห้าแถว อีกครั้ง...เหมือนที่เธอเคย "ไฉไล" มาก่อน
    
วาสนา ชลากร ก็ใกล้เคียงและสมควรจะได้รางวัลทัดเทียมกับอีก 5 คนที่เหลือ เธอมอบชีัวิตจิตใจ และความบ้าระห่ำ พร้อมๆกับความทุกข์ระทมขมขื่นให้ตัวละคร จนผู้ชมล้วนแต่สัมผัสได้ ทั้งยังยกระดับของหนังให้เข้าถึงคนดูมากกว่าที่ตัวหนังเป็นโดยพื้นฐาน บริบทแวดล้อมรายรอบที่ยังขาดรายละเอียดหลายๆประการ ก็ดูดีขึ้นเพราะการแสดงที่ละเอียดลออ พร้อมสรรพโดยแท้
     แต่บังเอิญว่า
นุ่น-สินิทธา เก็บทุกอย่างที่เป็นข้อดีมาไว้ในตัวเองทั้งหมดในหนังเรื่องนี้ เธอเก็บรายละเอียด กลายร่างเป็นตัวละคร แสดงออกอย่างจริงใจ(แม้ภาพของหนังจะดูปรุงแต่งจนแสบตา) จังหวะการแสดงที่เข้าเป้าทุกประเด็น และแน่นอนว่าด้วยข้อดีหลากหลายนี้ตัวละครของเธอก็ยิ่งกว่าน่าจดจำด้วยซ้ำ ไม่ให้รางวัลเธอแล้วจะให้ใคร...


BEST FOREIGN ACTOR IN A LEADING ROLE
 
     ผู้มีประสบการณ์หลายคนมีชื่อโผล่เข้ามา แต่ก็ต้องตกรอบไปก่อนในสาขานี้ ไม่ว่าจะ Ben Kingsley(Elegy), Brendan Gleeson(In Bruges), Johnny Depp(Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street) และ Tommy Lee Jones(In the Valley of Elah) ยังไม่นับ James McAvoy(Atonement), Karl Markovics(The Counterfeiters), Rifut Sungar(Three Monkeys), Ryan Gosling(Lars and the Real Girl) กับ ASANO Tadanobu(Mongol)
     5 คนสุดท้ายก็มีแต่คนโหดๆทั้งนั้น
 
Daniel Day-Lewis (There Will Be Blood)
Heath Ledger (The Dark Knight)
Mathieu Amalric (A Christmas Tale)
Tony Leung (In the Mood for Love)
Viggo Mortensen (Eastern Promises)
 
 Peter O'Toole ขึ้นมาประกาศรางวัล
ไม่รู้ว่าจะได้เล่นหนังอีกสักเรื่องไหม ที่พอจะเข้าชิงหรือได้รางวัลกับเขาบ้าง
 
เจ้า่ของรางวัลปีนี้ คงจะบ้าสะใจใครหลายๆคน
 
 Daniel Day-Lewis
Daniel Day-Lewis
(There Will Be Blood)
 
     เพราะความโหด เหี้ยม ชิบหาย วายปราณ ของสองคนในกลุ่มนำนี่แหละ ที่ทำให้อีกสามคนดูอ่อนกว่าอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งที่จริงๆปีนี้ก็โหดๆหินๆกันทั้งนั้น แต่บังเอิญเจอระดับเขี้ยวลากดินตีนลากไส้มาสองคนนี้เนี่ยน่ะสิ... (เหมือนตอน สินจัย เจอกับ หมิว-ลลิตา ปีที่แล้วนั่นไง)
    
Viggo Mortensen ยอดเยี่ยมในผลงานของ David Cronenberg อีกครั้ง แม้จะยังไม่เท่า A History of Violence ก็ตาม ส่วนเฮียเหลียงก็มาแบบเรียบนิ่งลึกแต่เหมือนพร้อมมีอะไรระเบิดออกมาตลอดเวลา และ Mathieu Amalric กระทำตน bitch ได้อย่างสาแก่ใจแต่คนดูไม่อาจละสายตาจากตัวละครนี้ได้เลย
     ป่านนี้คนคงสงสัยกันตายโหงแล้วว่าสถาบันอื่นเขาให้คุณโจ๊กเกอร์เข้าชิงดาราสมทบชายกันทั้งนั้น แต่รางวัลของเรามองว่าบทโจ๊กเกอร์นี้เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องที่สำคัญพอๆกับแบทแมน แม้จะไม่ได้ถือสารถือประเด็นหลักของเรื่อง(ที่แสดงออกอย่างชัดเจนจนแอบเลี่ยนในตอนจบ) แต่ตัวโจ๊กเกอร์เนี่ยก็ถือว่าเป็นตัวจุดประกายและนำพาเรื่องไปสู่จุึดนั้นโดยแท้จริง แุถมเมื่อดูเวลาที่ปรากฏตัวบนจอแล้วการจะบอกว่าเป็นบทนำยิ่งไม่เสียหายอะไร
     Heath Ledger กับ Daniel Day-Lewis นี่มาแนวบ้าแนวโหดแนวโรคจิตทั้งคู่ บทของสองตัวละึครนี้ก็ใกล้กันมาก เมื่อต้องนำเสนอภาวะที่เต็มไปด้วยความบ้าของคน ทั้งคู่ทำได้ถึงจุดพีคอยู่แล้วอันนั้นไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะบ้าเพื่อทดสอบจริยธรรมผู้คน หรือก่อจลาจลใดๆในหนัง กับบ้าเพราะความโลภความทะยานอยากที่เข้าครอบงำ อย่างเดียว นิดเดียว ที่เฉือนกันก็คือการแสดงของเดย์ลูอิสเผยให้เราเห็นอินเนอร์ของตัวละครได้มากกว่าฮีธ เลดเจอร์ แค่เส้นยาแดง
     เป็นสาขาที่ตัดสินใจยากที่สุดครั้งหนึ่งตั้งแต่จัดรางวัลมา

BEST FOREIGN ACTRESS IN A LEADING ROLE
 
     Amy Adams(Enchanted), Analia Couceyro(The Past), Arta Dobroshi(Lorna's Silence), Beatrice Dalle(Inside), Catherine DeNeuve(After Him), Ellen Page(Juno), Hatice Aslan(Three Monkeys), Isabelle Huppert + Emmanuelle Beart(8 Women), HAO Lei(Summer Palace), Maria Onetto(The Headless Woman), Natalie Portman(The Other Boleyn Girl), Penelope Cruz(Elegy), Valerie Bruni Tedeschi(Actresses)
    ทั้งหมดนี้คือคนที่มีศักยภาพพอจะติด 5 คนสุดท้าย แต่น่าเสียดายเหลือเกิน...
 
Ellen Burstyn (Requiem for a Dream)
Frances McDormand (Burn After Reading)
KIKI Kirin (Tokyo Towers: Mom & Me and Sometimes Dad)
Maggie Cheung (In the Mood for Love)
Sally Hawkins (Happy-Go-Lucky)
 
MOON So-ri ออกมาประกาศรางวัล
ท่ามกลางความสงสัยว่า ตอนนี้เธอไปใช้ชีวิตอยู่หลืบไหนของอุตสาหกรรมหนังเกาหลี
 
สุดยอดนักแสดงนำหญิงประจำปี 2008 คือ...
 
Sally Hawkins
Sally Hawkins
(Happy-Go-Lucky)
 
     นั่งคิดนอนคิดอยู่นานเหมือนกันสำหรับสาขานี้ เพราะมีคนที่โดดออกมาสองคนเด่นๆ (กับอีกหนึ่งคนที่เด่นสู้ไม่ได้) ปรากฏว่าสองคนที่ว่าคือสองนักแสดงที่รับบทตลก! (ถ้าเกิด Valerie Bruni Tedeschi หลุดมาเข้าชิงก็จะเป็นสามคน ประวัติศาสตร์ชัดๆ)
     สองสาวเอเชียในบทเรียบนิ่งก็ถือว่าโชคร้ายไปที่มาเข้าชิงเอาปีนี้ซะงั้น ทั้งคู่เล่นดีได้เกินบทบาทโดยแท้ ทั้งคุณแม่ที่น่ารักน่าชังเปี่ยมเสน่ห์ของ คิคิ คิริน กับคุณนายที่ทุกข์ระทมตรมเศร้าไปกับความรักที่ไม่อาจเป็นไปได้ จางม่านอี้เธอเก็บกดจนแทบระเบิดยิ่งกว่าเหลียงเฉาเหว่ยที่เล่นคู่กันเสียอีก ส่วน Ellen Burstyn ก็ทำให้คนดูทั้งสมเพชเวทนาและสยดสยองไปตามๆกัน ไม่ว่าจะเป็นความลุ่มหลงของเธอจนหัวปักหัวปำ และอาการคลั่งเพ้อสติหลุดชนิดเทกายถวายชีวิตเล่นจนโทรมกันไปข้างหนึ่ง
    
Frances McDormand ไม่ได้แค่มาตลกโปกฮาอย่างเดียว การรับบทตัวละครที่ลุ่มหลงกับอะไรบางอย่างจนดูโง่และตลก ต้องใช้การแสดงที่ชาญฉลาดมาเป็นตัวช่วย ไหลลื่น แนบเนียน และน่ารัก จนแทบขโมยซีน จอร์จ คลูนีย์ ไปเลยในเรื่อง แต่คนที่ไม่ได้มาตลกอย่างเดียวก็มี Sally Hawkins อีกคน บทของเธอเล่นยากกว่ามาก กับการเป็นคนมองโลกในแง่ดีแบบสุดทางจนดูเหมือนไม่มีสติสตังอยู่กับตัว หลั่นล้ากับทุกอย่าง ท่าเดินการพูดแบบเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกับจังหวะัที่เธอเลือกใช้ปฏิสัมพันธ์กับตัวละครอื่นก็เลือกได้เหมาะมากๆ
     การแสดงระดับนี้ในบทตลก ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่ถึงจะได้ดูอีก

BEST THAI DIRECTOR

กิตติกร เลียวศิริกุล (ดรีมทีม)
คงเดช จาตุรันต์รัศมี (กอด)
ณัฐพล วงศ์ตรีเ้นตรกุล (A Moment in June)
อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (ดอกฟ้าในมือมาร)
อาทิตย์ อัสสรัตน์ (Wonderful Town)

 และรางวัลตกเป็นของ...

 Aditya Assarat
อาทิตย์ อัสสรัตน์
(Wonderful Town)

     เหตุที่ไม่ได้พูดถึงผู้กำกับคนอื่นมากนัก เพราะปีนี้เป็นปีที่แห้งแล้งมากที่สุดปีหนึ่ง ที่ทำให้การเลือก 5 คนสุดท้ายยังมีคนที่ "ผิดพลาดน้อย" เข้ามาเข้าชิง แทนที่จะเป็นการเลือกคนที่ดีที่สุดและควรค่าแก่การเข้าชิงจำนวน 5 จากมากมาย เช่นสาขานักแสดง
    
โอ-ณัฐพล ยังดูดีกับการควบคุมองค์ประกอบหลากหลายที่เกินจริงของหนัง และทีมนักแสดงจำนวนพอควรที่ต้องอาศัียพลังสูง แน่นอนว่าความผิดพลาดยังปรากฏในหลายจุดที่ยังไม่กลมกลืน แต่ยังถือว่ากลมกลืนกว่าผู้กำกับหลายคนที่ไม่ติด 5 คนสุดท้ายของปีนี้อยู่ดี อีกคนที่ยังพลาดๆอยู่บ้างในบางจุึดก็คือ เรียว-กิตติกร ซึ่งยังพลาดน้อยกว่าคนแรก และถือเป็นหนึ่งใน "ตัวยืน" ของสาขานี้ การกำกับเด็กอนุบาลจำนวนมหาศาลให้เข้าขากับนักแสดงรุ่นใหญ่คนอื่น (และบางครั้งยังทำหน้าที่ได้ดีกว่า) ถือเป็นคะแนนสำคัญ
     ถ้าเทียบการกำกับของ
อภิชาติพงศ์เป็นเสมือนนางงาม ในหนังเรื่องนี้(ซึ่งจริงๆเป็นหนังยาวเรื่องแรกของเขาถ้าจำไม่ผิด)ก็คงเหมือนคราวที่เวทีนางงามจักรวาลเปิดโอกาสให้นางงามแอฟริกันไร้เกศาเข้ารอบสิบห้าคนสุดท้าย ความจัดจ้านแปลกลิ้นที่เขาส่งผ่านออกมานั้นเด่นชัดคริสตัลเคลียร์ การกำกับที่เหมือนไม่กำกับให้ผลงานที่น่าประทับใจเกินกว่าจะมองข้ามและถือเป็นหมุดหมายสำคัญ และงานชิ้นล่าสุดของคงเดช เรื่องราวของคนสามแขนกับผู้หญิงนมโตก็ถือเป็นหมุดหมายหลักของ "หนังตลาด" ในบ้านเราอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องของบท การเดินเรื่อง การแสดง และที่สำคัญที่สุดคือ "ประเด็น"
     หนังของ
อาทิตย์ อัสสรัตน์ อาจไม่ได้ดูเหนือกว่าของอภิชาติพงศ์จนเห็นแตกต่างชัดเจน และไม่ได้เหนือกว่าคงเดชอย่างเห็นได้ชัด ประเด็นหลักที่ทำให้เขาได้รางวัล คือความกลมกล่อมลงตัวของโทนหนัง นักแสดงหน้าใหม่ที่ได้แสดงศักยภาพเต็มที่ พร้อมกับการทำงานร่วมกับช่างเทคนิคฝ่ายอื่นๆอย่างกลมกลืน ราวกับ "รู้ใจ" กันดี จนแทบไม่มีอะไรตกหล่นตามรายทาง ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้อาทิตย์แซงเข้าป้่ายไปชนิดต้องใช้ภาพถ่ายเป็นตัวตัดสิน


BEST FOREIGN DIRECTOR
 
Arnaud Desplechin (A Christmas Tale)
Ari Folman (Waltz with Bashir)
Darren Aronofsky (Requiem for a Dream)
Lucrecia Martel (The Headless Woman)
Paul Thomas Anderson (There Will Be Blood)
 
The winner is...
 
 
Paul Thomas Anderson
Paul Thomas Anderson
(There Will Be Blood)
 
     ปีนี้ผู้กำกับพลังแรงพลังสูง(และแน่นอนว่าเป็นเพศชาย)มาเข้าชิงกันยกใหญ่ เราเลยจะขอพูดถึง Lucrecia Martel ที่มาเข้าชิงแบบงงๆ กันก่อนดีกว่า แม้ว่าหนังของเธอจะไม่ติด 5 เรื่องสุดท้าย แต่ศักยภาพในการกำกับนั้นแจ่มแจ้งมาก ด้วยองค์ประกอบทั้งของเนื้อเรื่องและภาพที่ผิดประหลาดจากหนังโดยทั่วไป เป็นงานที่ละเอียดอย่างน่ายกย่องจนไม่อาจละเลย
    
Darren Aronofsky กับงานเก่าที่คณะกรรมการเพิ่งได้ยล มีคนกล่าวไว้ว่าเขาทำเหมือนกับจะทำหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้าย เพราะทุกอย่างพุ่งมาอย่างรุนแรง เตะตา และสุดโต่ง(กระทั่งไม่ได้ออกแผ่นลิขสิทธิ์ในบางประเทศแถวๆนี้) ซึ่งคณะกรรมการเห็นด้วยอย่างแรง เช่นเดียวกับ Ari Folman ที่มาพร้อมสไตล์และความกราดเกรี้ยวในหลายประการ ทั้งสองเรื่องนี้มาในแนวคล้ายกัน และดีเลิศในระดับทัดเทียมกันในด้านการกำกับ
    
Arnaud Desplechin ขนนักแสดงนัับสิบมาร่วมประชันกันอย่างรุนแรง และไม่ใช่แค่นั้น ยังคุมเรื่องราวอันซับซ้อนได้อยู่มือยิ่งกว่าลูกไ่ก่ เป็นงานละเอียดอีกชิ้นที่ต้องอาศัียศักยภาพขั้นสูง ทั้งการคุมนักแสดง คุมโทนและการเดินหน้าของเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องราวที่ซับซ้อนชวนสับสนเช่นนี้
    
Paul Thomas Anderson ผู้ชนะปีนี้อาจไม่ได้มากับนักแสดงเป็นสิบ สไตล์อันหวือหวาเตะตา แต่ความยาวสามชั่วโมงกว่าที่ไม่น่าเบื่อก็เป็นเพราะความแน่วแน่ในการนำเสนอ และการประสานงานกับเทคนิคด้านอื่นอย่างเข้าขา ทำให้ได้ผลงานที่กลมกลืนและถึงจุดสูงสุดนั่นเอง

BEST DOCUMENTARY OF THE YEAR

24 City
Paper Cannot Wrap Up Embers
Revolution
Seven Dumpsters and a Corpse
Waltz with Bashir

  Who grabbed the award ?

The answer is

 

 Paper Cannot Wrap Up Embers
Paper Cannot Wrap Up Embers

     4 จาก 5 เรื่องที่เข้าชิงปีนี้ล้วนแต่งแต้มและปรุงแต่ง และแต่ละเรื่องเลือกใช้วิธีที่เข้ากับหนังมากๆซะด้วย ส่วนอีกหนึ่งที่ไม่ได้ปรุงแต่งนักก็มีเรื่องราวที่โดดเด้งสุดๆ นั่นคือ Seven Dumpsters and a Corpse อันว่าด้วยลูกสองคนที่เข้าไปเคลียร์บ้านแม่ที่เพิ่งตายไป พวกเขารื้อของ รื้อขยะต่างๆที่แม่เก็บไว้ แต่ไม่ได้หลั่งน้ำตารำลึกความทรงจำ เพราะพี่น้องสองหนุ่มนั้นเขวี้ยงของตกแตกไม่ไยดี และด่าแม่ให้คนดูฟังอย่างสนุกปาก เป็นสารคดีที่สุดทางในด้านความอำมหิตใจดำ และเผยธาตุแท้ของครอบครัวได้ดีนักแล
    
Revolution แต่งแต้มบางส่วนเพื่อการเสียดสีเย้ยหยัน ด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับเพลงปลุกใจฝ่ายซ้ายในยุค 70s อันรุ่งเรือง ทีมงานตามสัมภาษณ์เหล่าแกนนำในสมัยก่อน ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสมาคมผมขาวกันไปเรียบร้อยแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหวนคืน และการจมลงสู่ความเป็นไปของโลกแห่งทุน ทำให้พวกเขาบางคนต้องไปร้องเพลงปลุกใจถึงสิทธิแรงงานและปฏิเสธทุนนิยม... ในห้องสำนักงาน EU ประเทศฟินแลนด์
     ในบรรดาที่เข้าชิงนี้
24 City ใส่จริตเข้าไปสูงสุดก็ว่าได้ โดยเฉพาะการนำนักแสดง(โดยเฉพาะคนที่ใครๆก็จำหน้าได้อย่าง Joan Chen) มาทำทีเป็นให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกเกี่ยวกับโรงงานที่กำลังจะถูกปิดเพื่อเปิดเป็นนิคมที่พักอาศัยแห่งใหม่ ท่ามกลางกระแสการขยายตัวของเมืองในประเทศจีน พร้อมๆไปกับวิพากษ์ความเป็นจริงของสารคดีในอีกทางหนึ่ง เพราะเรื่องนี้ดราม่าสุดๆ เช่นเดียวกับ Waltz with Bashir ที่ในแง่ความเป็นสารคดีนั้นอาจยังไม่ถึงขั้นได้รางวัล แต่ในแง่ความสร้างสรรค์และความเป็นหนัง มีให้เต็มที่ การใช้อนิเมชั่นสรรค์แต่งเรื่องเพื่อรองรับการค้นหาความทรงจำของตัวผู้กำกับคือตัวเลือกที่ยิ่งกว่ากิ่งทองใบหยก
     แต่สารคดีว่าด้วยโสเภณีในกรุงพนมเปญ(ด้วยเงินทุนจากฝรั่งเศส) นี้นำพาเราไปสัมผัสกับอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างหนักหน่วงทั้งที่ย้อนแย้งในสายตาอย่างยิ่ง ผู้กำกับใช้วิธีให้เหล่าอดีตโสเภณีและอดีตแมงดา(บ้างก็ไม่ใช่้อดีต) มารับบทเป็นตัวเองโดยกา่รท่องบทพูดด้วยหน้าตาแข็งกระด้างในทำนองเ้ดียวกับนักแสดงหัดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นฉากเศร้าหรือซีนอารมณ์ทุ่มเถียงแค่ไหนก็ตาม ความขัดแย้งนี้ยิ่งเคี่ยวให้ชีวิตรันทดสลดจิตของพวกเธอหนักหนาสาหัสเป็นเท่าทวีคูณ จนคนดูสัมผัสได้ ด้วยวิธีการอันเต็มไปด้วยชั้นเชิงและความเด็ดเดี่ยว


BEST THAI FILM OF THE YEAR

กอด
ดรีมทีม
ดอกฟ้าในมือมาร
พลเมืองจูหลิง
Wonderful Town

 

หนังไทยยอดเยี่ยม 2008
คือ

 

Handle Me with Care
กอด

     หนังไทยปีนี้ก็แห้งแล้งพอๆกับสาขาผู้กำกับ ทำให้มีทั้งหนังเก่า ดอกฟ้าในมือมาร กับสารคดีที่ไม่ได้ฉายทั่วไป พลเมืองจูหลิง ติดเข้ามาด้วย (หลังจากที่ The Truth Be Told ที่เข้าฉายจริง ได้่เข้าชิงรางวัลของเราไปเมื่อปีที่แล้ว ทำให้หมดสิทธิ์ในปีนี้) สองเรื่องนี้เด่นทั้งคู่ เรื่องแรกก็อย่างที่พูดไปในสาขาผู้กำกับคือความโดดเด่นจัดจ้านที่ไม่อาจละเลยของมัน พร้อมกับโครงสร้างของเรื่องที่น่าตื่นตะลึง ไม่ปะติดปะต่อแต่ปะติดปะต่อ(ยืมสำนวนมาจากใครแถวๆนี้แล) ให้พลังส่งทะลุผ่านจอมาหาคนดูที่หนักหน่วง ส่วนเรื่องหลังนั้นคะแนนสำคัญอยู่ที่การนำเสนอทั้งในด้านข้อมูลตอนหนังครึ่งแรก และท่าทีวิพากษ์ที่เฉียบแหลมพอควรในครึ่งหลัง น่าเสียดายอยู่อย่างที่เวลาของหนังกว่า 200 นาที ยังไม่สามารถผลักดันไปถึงจุดสูงสุดได้
    
ดรีมทีม ยังเป็นแนวเดิมของผู้กำกับคือทำหนังค่อนข้างตลาด(เรื่องนี้ยังตลาดน้อยกว่า เมล์นรกหมวยยกล้อ) แต่แฝงใส่การวิพากษ์วิจารณ์สังคมลงไปอย่างแนบเนียน ครื้นเครงเฮฮาทั้งการแสดงที่ดีและตัวเรื่องที่สมเหตุผล และไม่ได้เป็นการสักแต่จิกกัดสังคมแบบไร้เดียงสาน่าละอาย เช่นหนังไทยหลายๆเรื่องที่มักทำกันอยู่บ่อยๆ (การเลือกจบจุดไคลแมกซ์ของหนังเรื่องนี้ มีอะไรให้ถกอีกมากชนิดที่เขียนถึงฉากนั้นฉากเดียวหลักๆเป็นบทความก็ยังได้)
     หนังอินดี้อีกเรื่อง
Wonderful Town ก็มาได้ถูกจังหวะั ถูกที่ถูกทาง และลงตัวจริงๆ เช่นที่กล่าวไปตอนสาขาผู้กำกับอีกเหมือนกัน หนังเรื่องนี้เข้าขากันทั้งการกำกับที่สอดคล้องกับเทคนิคที่อุ้่มชูหนังทั้งเรื่อง ความเรียบนิ่งที่เหมือนมีอะไรหลบซ่อนอยู่และพร้อมปะทุออกมาทุกเมื่อภายใต้ความคลุมเครือของหนัง มันอาจจะเป็นเพียงแค่หนังรักอินดี้นิ่งๆ แต่ใต้เนื้อหนังนั้นมีอะไรอีกมากมาย
     น่าเสียดายที่ ดอกฟ้าในมือมาร กับ Wonderful Town ต้องมาเข้าชิงกับ
กอด หนังท็อปฟอร์มของคงเดช ภายใต้ความเป็นหนังโร้ดมูฟวี่ นี่คือหนังที่วิพากษ์วิจารณ์สังคมการเมืองไทยได้แสบสันต์ที่สุดเรื่องหนึ่งในช่วงหลายปีหลังนี้ โดยเฉพาะในความเ็ป็นหนังสตูดิโอที่ยิ่งปรากฏได้ยากนัก ความแหลมคมเฉียบขาดของมันมีอยู่ล้นเหลือแม้จะวิพากษ์ผ่านสัญลักษณ์และตัวละครมากกว่าจะพูดตรงๆ (แม้จุดประสงค์แรกเริ่มจะเป็นเช่นนั้น จากที่ได้ดูใน Deleted Scene) องค์ประกอบแปลกประหลาดหลายอย่างโดยเฉพาะการที่ตัวเอกเป็นคนสามแขน และสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นจากการณ์นั้น ได้รับการนำเสนอที่เหมาะควรและสมค่า นี่คือหนังไทยยอดเยี่ยมปีนี้ ที่ต้องยกย่องกันให้ถึงที่สุด


BEST FOREIGN FILM OF THE YEAR
 
A Christmas Tale
Happy-Go-Lucky
In the City of Sylvia
There Will Be Blood
Waltz with Bashir
 
 
Now then,
You deserve it
 
 Waltz with Bashir
Waltz with Bashir
 
     ตัวแทนจากเวทีออสการ์หลุดเข้ามาเพียงเรื่องเดียวคือ There Will Be Blood ซึ่งคงไม่มีคำชมอื่นนอกจากที่กล่าวไปทั้งในสาขาการกำกับและนักแสดงนำชาย พร้อมกับงานเทคนิคที่โดดเด่นส่งเสริมความชั่วช้าของเรื่องราวในหนังทั้งดนตรีประกอบของ Jonny Greenwood กับการถ่ายภาพที่คุกคามคนดูของ Robert Elswit ซึ่งหนังอีกเรื่องที่ใช้ตัวละครได้คุ้มค่าน่ายกย่องโดยแท้ก็คือ A Christmas Tale สองเรื่องนี้ใช้จุดเด่นด้านตัวละครผลักดันหนังได้เต็มประสิทธิภาพจริงๆ เพื่อนำไปสู่จุดอื่นของเรื่องราว ตามแต่ว่าจะวิพากษ์สิ่งใด
    
Happy-Go-Lucky กับ In the City of Sylvia แม้จะไม่ได้เข้าชิงในสาขากำกับก็ตามที แต่สองเรื่องนี้คือ 1 ใน 5 ของปี 2008 อย่างไม่ต้องสงสัย เรื่องหลังนั้นอาจไม่ได้มุ่งเน้นประเด็นอะไรเป็นหลัก แต่เมื่อเทียบเคียงองค์ประกอบต่างๆของหนังในแง่ของเทคนิคการสร้าง การเลือกใช้ภาพ การวางเฟรมวางช็อตเพื่อก่อร่างสร้างความรู้สึกในใจคนดูถือว่าทำได้ชะงัด และหากจะบอกว่าใช้ความหล่อความสวยของนักแสดงเป็นตัวล่อ หนังเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งของโลกที่น่าจะใช้จุดนี้ได้เป็นประโยชน์สูงสุด, ในขณะัที่เรื่องแรกของ ไมค์ ลีห์ นั้น เสียงลือเสียงเล่าอ้างอาจทำให้หนังมุ่งเน้นไปโฟกัสที่การแสดงสุดยอดของ Sally Hawkins แต่ภายใต้ความเรียบง่ายของหนังเรื่องนี้ มันเพียบพูนไปด้วยความซับซ้อนอยู่ในที ตัวละครที่เสมือนจะแบนราบทว่าเปี่ยมมิติ และตีแผ่ความเป็นมนุษย์ได้อย่างสง่างามน่าประทับใจ
    
Waltz with Bashir อาจดูเหมือนเน้นเพียงสไตล์หวือหวาแปลกตา เนื้อเรื่องบางส่วนอาจดูเหมือนขาดหาย หลายคนบ่นว่าหนังไม่พูดเรื่องสงครามอิสราเอล-เลบานอนเป็นพื้นให้่คนดูก่อนบ้างเลย แต่ทำไมจะต้องปูพื้น ในเมื่อผู้กำกับของเรื่องเองก็ทำเพื่อค้นหาความทรงจำครั้งที่เขาร่วมทัพอยู่ คนดูเองก็ได้ร่วมค้นหาความทรงจำของเขาเช่นกัน การใช้อนิเมชั่นได้ผลทั้งความแปลกใหม่และความสอดรับกับตัวหนังอย่างสมประสงค์ การสร้างภาพที่เหนือจริงปนเปไปกับสมจริง ซ้อนทับด้วยความคลุมเครือของข้อมูลที่ได้รับรู้จากเพื่อนสนิทมิตรสหาย ก่อนจะทิ้งท้ายอย่างเจ็บปวดรวดร้าวด้วยภาพครั้งเดียวในหนังที่ไม่ได้เป็นอนิเมชั่น
     หนัีงที่ครบเครื่องทั้งความแปลกใหม่ ลงตัว และวิพากษ์ได้อย่างเจ็บแสบเช่นนี้ ทำไมจึงจะต้องไม่ได้รางวัลเล่า?

edit @ 30 Apr 2009 05:25:24 by nanoguy

Comment

Comment:

Tweet

Thanks for the article. I read the above post.

#85 By Chicgraphic on 2012-03-30 21:50

Thanks for the article. I read the above post.

#84 By Chicgraphic on 2012-03-30 21:43

พูดถึง Waltz with Bashir ครับ + กับสังคมในปัจจุบัน ในหนังขนาดหมามันยังไม่ชอบความรุนแรงเลย ใยคนชอบกันนักนะ angry smile

#83 By Ghoeby (222.123.217.10) on 2009-05-08 21:31

คิดอยู่ครับว่า ถ้าผมทำหนังไทยจะเป็นยังไง ม.3ปี 4 ก็คงจะเป็น ฝ่ายชาย ม.3 ฝ่ายหญิงปี 4 แล้วก็แอบมีอะไรกัน พอคนรู้ก็คิดว่านี้มันคือเรื่องบัดสีของสังคม ขึ้นศาล สนุก 555+ sad smile

#82 By Ghoeby (222.123.50.67) on 2009-05-08 10:10

sad smile Completed แล้วเหรอเนี่ย ไม่ได้เข้ามาอ่านนาน

#80 By (61.7.129.80) on 2009-05-08 01:40

แป๊ะๆๆๆ ปรบมือด้วยความชื่มชม (ปนสงสาร) ที่เสร็จซะที 55+

ในจำนวนหนังเข้าชิงยอดเยี่ยมทั้งไทย-เทศ ดูไปสามเรื่องเอง -*- อายจริงๆ

#79 By BdMd (124.120.65.103) on 2009-05-05 15:14

BEST THAI DIRECTOR ส่วนใหญ่จะตกเป็นของผู้กำกับหนังอาร์ต

#78 By Ghoeby (222.123.218.64) on 2009-05-05 07:39

เย้! สมบูรณ์แล้วววว ดีใจด้วยเด้อครับ เป็นรางวัลที่แจกกันนานมาก sad smile

เสียดายกับ Wonderful Town ครับ แต่ กอด ได้รางวัลก็ถือว่าไม่ผิดหวัง (งงเปล่านี่?)

Waltz with Bashir จะรีบดูเพื่อรางวัลนี้เลยนะนี่ (ลงทุนๆ) 555

#77 By Seam - C on 2009-05-04 09:15

เป็ฯการประกาศรางวัลที่ทำให้คนดูเหนื่อยตกกีบมากที่สุดในรอบศตวรรษ ...เหนื่อยที่ต้องเฝ้ารอ เหนื่ยอที่ต้องติดตาม



ส่วนคณะกรรมการ ...ช่างเขาปะไร เห็นใจทำไม

เมื่อเขาเลือกจะชิวๆ อย่างนั้นเองนี่หว่า 5555555555

#76 By OncE UPoN'-'a MaN (125.25.19.133) on 2009-05-02 02:50

+ P.T. Anderson ซักวันนึงเค้าต้องได้รางวัลแน่ครับ เพราะพี่รู้สึกชอบเค้ามาตั้งแต่ตอนดู Magnolia แล้วอ่า แล้วผลงานแต่ละเรื่องก็แรงทะลุจอซะ confused smile

+ พี่ไม่รู้สึกกับ กอด เท่าที่ตี่ตี้รู้สึกแฮะ (อาจเป็นเพราะรู้สึกต่อต้านหนังตั้งแต่แรก (จนเกือบจะไม่ดู) เรื่องประเด็น คน 3 แขนก็เป็นได้) แต่ก็ยอมรับว่าเป็นหนังไทยที่ดีของปีที่แล้วอีกเรื่องนึง surprised smile ... แต่โดยส่วนตัวพี่ชอบประเด็นเสียดสีสังคมใน ดรีมทีม มากกว่าอ่ะครับ (ถึงแม้ตัวหนังจะลงตัวน้อยกว่าก็ตาม)

#75 By บลอทช์ยู (125.27.48.135) on 2009-05-01 23:28

^
^
อูยยย อะไรน้องเอกจะฝันแม่นขนาดนั้น ในฝันมีตัวเลขด้วยมั้ยครับ จะได้เอาไปซื้อหวยที่กำลังจะออกวันพรุ่งนี้ 555 question (ขอตัดแบ่งเม้นต์นะ สงสัยยาวไป โพสต์ไม่ติด)

#74 By บลูยอชท์ (125.27.48.135) on 2009-05-01 23:25

เย้! ครบแล้ว

เมื่อคืนฝัน ว่านั่งดูทีวีอยู่ แล้วมีโฆษณาว่าให้ติดตามการประกาศผลนาโนกายอวอร์ดได้ เร็วๆ นี้ ขอยืนยันว่าฝันตามนี้จริงๆ!!! แล้วแกก็ประกาศเสร็จจริงๆ ด้วยพอตื่นมาเปิดคอมวันนี้ 555555

น่าเสียดาย กอด กับ Wonderful Town ไม่ควรออกมาในปีเดียวกันเลย

#73 By eak early : เอกเช้า on 2009-05-01 11:55

กุเอง เข้ามาแระยังปวดหัวกะภาษาหนังกับหนังแปลกๆที่กุมะรุ้จักอีกเพียบ
แต่เอาเป็นว่ามึงจะเป็นคนแรกที่กุคิดถึงถ้าจะดูหนังฮ่าๆๆ
ว่าแต่ว่า สตาร์เทรค น่าดูมั้ยวะ กุอยากดุอะ

#72 By SOS (58.9.253.154) on 2009-04-30 21:54

ดีใจที่แจกกันครบซะทีนะ (ก่อนครึ่งปีจริงๆด้วยว้อยยยย)พี่นะโล่งใจ๊... โล่งใจ (แกไปเหนื่อยอะไรกับเค้าเนี่ย) ยังไม่ได้ดูหลายเรื่องมากๆ อีกทั้งความรู้เรื่องหนังก็แค่หางอึ่ง คงไม่กล้าวิจารณ์อะไรกับผล ขออ่านเอามันส์อย่างเดียวก็พอ

อืม... ไปลองเอากอดมาดูดีกว่า ประเคนรางวัลกันขนาดนี้มันน่าจะดีไม่ใช่น้อย

#70 By แฟนผมฯ (202.134.119.218) on 2009-04-30 16:43

มีหลายเรื่อง(มาก)เลยที่ยังไม่ได้ดู จึงไม่มีความคิดเห็นใดๆเล็ดลอดออกมาว่าสมควรได้รับ หรือว่าไม่สมควรได้รับ อิอิ big smile

#69 By McMurphy (125.24.88.108) on 2009-04-30 15:46

เห็นด้วยกับทุกรางวัล แอบเชียร์พี่พลอยใน BEST THAI SUPPORTING ACTRESS ครับ ดีใจยิ่งนักกับ BEST FOREIGN ACTOR IN A LEADING ROLE ส่วน BEST FOREIGN FILM OF THE YEAR นั้น

-A Christmas Tale โหลดมาดูปรากฎว่าได้ซับจีนมา และนี่มันก็เป็นหนังพูดมากซะด้วย ก็เลยดูไม่รู้เรื่องไปเลย ถ้าว่างจะหาซับอังกฤษมาดู อาจจะชอบขึ้นก็ได้

-Happy-Go-Lucky (สปอยล์เด้อ) การตัดสินใจในตอนท้ายของเรื่องทำให้มานางฟ้าคนดีที่ผมเห็นมาตลอดทั้งเรื่องหายไปหมดเลย ถ้าป๊อปปี้เลือกที่จะเรียนขับรถต่อผมจะชอบหนังเรื่องนี้มากที่สู้ด

-In the City of Sylvia ไม่เอา ง่วงอะ แต่ถ้าว่างๆดูนางเอกก็พอแล้ว (แล้วเราก็ดูหนังเรื่องนี้ไม่ค่อยรู้เรื่องด้วยสิ 55+)

-There Will Be Blood ค่อนข้างเฉยๆกับเรื่องนี้ครับ ยกเว้นตอนจบ อยากให้ฉากจบมันยืดออกไปอีก ยังสะใจไม่พอเลย

-Waltz with Bashir สมควรแก่รางวัลแล้วล่ะครับ

#68 By Ghoeby (114.128.49.55) on 2009-04-30 11:15

YES!!!!!!

เดาถูกอีกรางวัลแร้วเว้ยยยย
(ปีนี้เก็งโดนเยอะอยู่)

เดา ผกก. ต่างประเทศถูกอีกรายการ

ด้วยความเคารพ

#67 By fallingangels on 2009-04-29 20:40

+ แวะมาอ่านส่วนต่อขยาย และพยักหน้าหงึกๆ (เห็นด้วย) ไปด้วย ... ไหนๆ เฮาส์ก็ลงทุนซื้อทั้ง Let the right one in, Gomorrah, Departure มาแล้ว ... อยากให้ซื้อ Waltz with Bashir มาอีกเรื่องเลยง่ะ อยากดูมากกกก เสียดายคอตรๆ ที่พลาด sad smile

#66 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2009-04-28 10:19

เห็นด้วยมากๆ ถูกใจๆ big smile

เดย์ ลูอิสเป็นนักแสดงในดวงใจเรามานานมากแล้ว ตั้งแต่ My Left Foot โน่นแน่ะ

ส่วนฮอว์กิ้นส์ก็สร้างคาแรกเตอร์ออกมาได้อย่างน่ามหัศจรรย์จริงๆ

#65 By eak early : เอกเช้า on 2009-04-27 23:22

AHA! ในที่สุดเราก็มีส่วนร่วม 55+

มาว่ากันที่นำชายเทศ... ผู้ที่ตกรอบนี้ถือว่าไม่ติดค้างเช่นกัน ชอบ Gleeson มากกว่า Colin ในเรื่องนั้น ส่วนลุงยับ Tommy Lee นี้ ชอบฉากที่แกต้องนั่งฟัง นายทหารโรคจิตพูดถึงเรื่องราวทั้งหมดมากๆ คือถ้าเป็นเราคงเอากำปั้นยัดหน้ามันไปแล้ววว

ส่วน 5 คนไฟนั้นลิส.. . Viggo อาจจะตอกย้ำความสำเร็จกับภาคต่อของ Eastern Promise (โครเนนเบิร์ค กับหนังภาคต่อ !!) ส่วนเฮียเหลียงเราจำฝีมือการแสดงของเค้าในเรื่องนี้ไม่ได้แล้วแฮ่ะ จำได้แต่ฉากจบและฉากดูดบุหรี่อันแสนโรแมนติค 55+... Mathieu ไม่ได้ดู แหงบๆ... Heath Ledger กับ Daniel Day-Lewis เออนะ อยู่ในคาตากอรี่เดียวกันก็ตัดสินใจยากหยั่งงี้นี้แล...

นำหญิงเทศๆ... สาวๆที่ตกรอบ เหมือนว่าจะได้ดูแต่ครึ่งเดียว -*- แต่ผู้ชนะเลิศนั้นก็คือ... yesssssss ออสการ์ไม่ได้ชิง เอานาโนอวอร์ดก็ได้ (ว่ะ) 55+ Ellen Burstyn กับบทที่น่ากลัวสุดๆในชีวิต ถือว่าเป็นหนัง anti-drug ที่ได้ผลจริงๆ... Frances McDormand ใน Burn After Reading หนังที่เรานับถือมากกว่าทำใจชอบได้ 55+ แต่เธอก็เล่นได้ซื่อดีนะ

#64 By BloodyMonday on 2009-04-27 21:52

เดาถูกอีกรางวัลแระ...D. Lewis เจงๆ ด้วย

ด้วยความเคารพ

#63 By fallingangels on 2009-04-27 16:52

^
^
คอมมันค้างเฮีย เลยต้องกดเซฟไว้ก่อน ไม่งั้นมันหายหมดอ่ะ

#62 By nanoguy on 2009-04-27 12:26

"แต่น่าเสียดายเหลือเกิน... "

อ้าว แล้วไงต่อ ทิ้งท้ายกันแบบนี้นี่กะจะให้ลงแดงตายหรือไง (แต่ทั้ง 5 เรื่องในสาขานี้ยังไม่ได้ดูเลยซักเรื่อง)

แอบคิดเหมือนคุณเอกเช้านะว่ามันจะจบภายในครึ่งปีมั๊ย ยาวนานจริงๆ...

#61 By แฟนผมฯ (202.134.119.218) on 2009-04-27 11:40

BEST THAI ACTRESS IN A LEADING ROLE: เป็นสาขาแรกที่ได้ดูครบเลยซึ่งแข็งๆทั้งนั้นเลยจริงๆ

Heath Ledger กับ Daniel Day-Lewis: พอเอามาเป็นสาขาเดียวกันแล้วก็กินกันไม่ลงเลยสาขานี้

#60 By Seam - C on 2009-04-27 10:47

ขอรอสาขาหนังตปท.ได้แม๊ะ 55+

สาขาอนิเมชั่นยังไม่ได้ดู Waltz กับ Sita Sings เลย (แผ่นเมื่อไรจะออก -*-) แต่คิดว่ามีกังฟูแพนด้านะ เป็นฮอร์ตันแทนไปซ้า...

#59 By BdMd (124.121.233.75) on 2009-04-26 10:43

บรรยายนุ่นซะอยากไปหาหนังมาดู ดีได้ขนาดนั้นเลยเหรอ...

HBD นี่ยังไม่ได้ดู ได้ยินเสียงร่ำลือถึงครึ่งหลังของหนังแล้วเกิดอาการหลอน ไม่กล้าดู กลัวเกิดอาการชอบครึ่งเดียว (กับตอนท้ายอีกนิดหน่อย) เหมือนสมัยดู "เฉิ่ม"

#58 By แฟนผมฯ (117.47.27.220) on 2009-04-25 15:53

ชอบ Sita มากกว่า Bashir นิดนึง

Happy Birthday ที่พลาดไปเดี๋ยวออกไปเช่ามาดู

แต่นุ่นใน Moment นี่แอบไม่เห็นด้วยนิดนึงนะ

#57 By eak early : เอกเช้า on 2009-04-25 12:08

เย้ จขบ.กลับมาแล้ว
มาลุ้นว่าจะประกาศรางวัลทั้งหมดก่อนครึ่งปีมิถุนาไหม confused smile

ต่อบทกับหินโสโครกอย่างเหนื่อยอ่อน <--- หืมมม ชัดเจน 555

เห็นด้วยกับน้องโฟกัส แล้วก็ชอบพลอยในสี่แพร่งมากด้วย แต่ยังไม่ได้ดูคมสันเหมือนกัน

#56 By eak early : เอกเช้า on 2009-04-23 21:21

อ้าว ลืมลงชื่อ... sad smile

#55 By แฟนผมฯ (202.134.119.218) on 2009-04-23 12:31

^
^ ชี้ไปที่บลูยอช์ท

คมสันต้อง "ทำ" หน้าตาโรคจิตด้วยเหรอ ผมว่าหน้าเค้าดูจิตตลอดเวลาอยู่แล้วนะ

ส่วนในปิดเทอมใหญ่ฯ ดาราหญิงผมเชียร์น้องอ้อยคนเดียวเลยครับ เฉพาะแค่ฉากที่เธอต้องรับมือกับผู้ชายนับสิ... หา คนละเรื่องเหรอ? เอาน่ะ ยังไงก็ต้องถือว่าเล่นดี แต่ดูแล้วยิ่งเกลียดเต๋อว่ะ

#54 By (202.134.119.218) on 2009-04-23 12:30

ตาลต้องต่อบทกับหินโสโครกอย่างเหนื่อยอ่อน" เออ! ใช่เลย 555

คมสัน นันทจิต พี่ว่าเขาแสดงได้ดีใจทุกๆเรื่องเลยเนอะ?

#53 By Seam - C on 2009-04-23 12:00

+ เห็นด้วยเลยกับน้องโฟกัส เพราะตอนของเธอ ดูจากเนื้อหาตอนแรก (รวมทั้งเสียงกรี๊ดสติหลุด) ยังคิดว่าน่าจะเป็นตอนที่เป๋ออกนอกลู่นอกทางมากที่สุด ... แต่พอดูๆ ไป กลับกลายเป็นว่าการแสดงของเธอ ช่วยยกระดับความดีงามของตอนนี้ (ซึ่งมีเธอแบกรับอยู่คนเดียว) เอาไว้ได้มากที่สุดเช่นกัน ดอกมะลิ

+ หนังฝ่ายชาย ดูไป 3 จาก 5 แต่เรื่องของคุณคมสันยังไม่ได้ดู คิดๆ ไปเวลาพี่แกทำหน้าตาเป็นโรคจิต คงน่ากลัวเข้าขั้นดีเหมือนกันเนาะ sad smile

#52 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2009-04-23 10:15

อยากจะร้องไห้ให้กับ พลอย-เฌอมาลย์

#51 By Ghoeby (114.128.53.178) on 2009-04-23 10:03

อ๋อๆ มีแหนะครับ ผมเคยยืมเพื่อนมาดูเหมือนกัน แต่ดูไม่ค่อยรู้เรื่องนะครับ sad smile เลยปิดเสียงมันซะเลย วุ่นวาย เหอๆ open-mounthed smile

#50 By Mc'Murphy (125.24.31.153) on 2009-04-22 21:35

^
^
+ เข้าใจว่าตอนนี้ คกก. คงกำลังกลับบ้าน ตจว. อยู่น่ะครับ กว่าจะมาอีกที ไม่รู้ใกล้เปิดเทอมโน่นเลยรึเปล่า sad smile

#49 By บลูยอชท์ (125.25.46.25) on 2009-04-19 19:52

เฮ้ หยุดไปนานแล้วนะ (พูดไม่ดูตัวเองเลย -*-)

ปอลอ. ไปดู Crank 2 มาล่ะ... ทำเอา เพชรฆาตสัญชาติเทอร์โบ เป็นหนังการ์ตูนดิสนีย์ไปเลย 55+

#48 By BdMd (124.120.60.96) on 2009-04-19 12:55

แหม... อยากอธิบายใจจะขาด แต่เรื่องมันค่อนข้างจะซับซ้อนน่ะนะ นาโนก็ลองๆเดาดูแล้วกัน มันไม่น่าจะผิดจากที่เดาซักเท่าไหร่หรอก หึๆ

#47 By แฟนผมฯ (124.157.138.215) on 2009-04-18 22:12

BEST FOREIGN SUPPORTING ACTRESS: ได้ดูแค่ Requiem for a Dream ครับ ซึ่งเห็นด้วยกับพี่เอกเลยว่าฉากนั้นน่ากลัวมากๆ (แต่กลัวอะไรนั้นเดาเอาเอง open-mounthed smile )

BEST FOREIGN SUPPORTING ACTOR: ให้พี่แกไปเลยครับเพราะทำผมกลัวจริงๆ

#46 By Seam - C on 2009-04-18 15:06

เข้ามาเยี่ยมอีกครั้งคร้าบ วันนี้เดินเล่นในบล๊อกพี่นาโนก็สนุกดี เพิ่งดูรักแห่งสยามไปไม่นาน เห็นว่าคุณพี่ชอบมาก ไม่ผิดหวังที่ผมตั้งความหวังกับหนังเอาไว้ซะสูงเลย สงกรานต์หม่วนอยู่เบาะ

#45 By Ghoeby (117.47.101.242) on 2009-04-16 22:40

มีคนบอกผมเหมือนกันครับ ว่าเรื่องนั้นมัน "ยืดเยื้อ" ส่วนตัวผมว่าคนแปล "ธารพายุ" ผมเคยอ่าน "อบารัต" ผลงานแปลอีกเรื่องของเขาก็พอใช้ได้นะครับ แต่พออ่านรีวิวของคนต่างประเทศก็มีบางคนบอกว่าเบื่อๆเื่อื่อยๆเหมือนกันเลยครับ

เห็นด้วยกับเรื่องน่าปกครับ ของอเมริกันนี้หน้าปกแบบเรียบมากๆเลยครับ ส่วนมากหนังสือสืบสวนสอบสวนจะออกแนวเดียวกันหมด sad smile

#44 By Mc'Murphy (125.24.70.129) on 2009-04-16 14:40

55+ ผมอ่านจบไป 2 เล่มนะครับ ตอนนี้กำลังอ่าน "เชอร์ล็อค โฮล์มส์" อยู่นะครับ big smile

#43 By Mc'Murphy (125.24.70.129) on 2009-04-16 10:50

อีอ้วนนั่นก็โรคจิตชิบหาย อยากเห็นขนาดนั้นเลยเหรอ หนังเรื่องนี้ไม่มีใครปกติเลย

#42 By Ghoeby (117.47.168.63) on 2009-04-13 20:43

ดู Water Lilies แล้วครับ อีบ้า...กินเข้าไปได้ยังไงแอ๊ปเปิ้ลเน่า ดนตรีหนังก็อนๆความรู้สึกตลอดเวลา

#41 By Ghoeby (117.47.168.63) on 2009-04-13 20:38

เดี๋ยวนี้มีแฟนคลับด้วยหรือครับ 55

#40 By ฟ้าดิน (222.123.208.223) on 2009-04-12 18:25

ยังตามอ่านอยู่เรื่อยๆ ครับ
ถูกใจสาขายอดแย่ทั้งหมด

#39 By aloneagain (124.120.31.58) on 2009-04-12 06:52

โชคดีปีใหม่ไทยเด้อ

#38 By Ghoeby (222.123.220.7) on 2009-04-11 22:31

ผมก็โดนครับ เหตุผลที่โดนคือผมบอกกับคนอื่นว่า The Dark Knight มันแย่ (เออ...เหตุผลสุดๆเลย )

#37 By Ghoeby (117.47.78.164) on 2009-04-11 09:07

วันนี้ไปหาเหตุผลมาทำไมคุณพี่นาโนถึงเกลียดพันทิปนัก แต่ไม่เจอครับ เลยขอมาถามเองดีกว่า (ไม่รู้จะโดนด่ามั้ยนะ)แค่อยากรู้ครับ อย่าโกรธนะ
ผมเห็นรูปพี่แล้ว เห็นแล้วรู้สึกถึงออร่าไฮโซยังไงไม่รู้
ช่วงนี้ทำไมพี่ไม่เห็นไปเยี่ยมผมเลย เซ็งอะไรผมรึเปล่าครับ

ปล.ผมชอบที่พี่คิดโฆษณาเกี่ยวกับนมครับ เด็กฉลาดกว่าที่คุณคิด เหอๆ

#36 By Ghoeby (222.123.223.129) on 2009-04-10 22:03

น้อยใจเด้ล่ะ อยากได้รางวัลบ้าง

#35 By Ghoeby (222.123.223.129) on 2009-04-10 20:24

ชอบ Eddie Marsan ตรงที่ชวนให้นึกถึง โรเบิร์ค เดอนิโร จาก Taxi Driver 55+

ชอบ Brad Pitt และ Rob Downey ด้วยเหตุผลเดียวกับนาโน (รั่วดี)

ชอบ Max Von Sydow ด้วยเหตุผลเดียวกับนาโน

ชอบ Javier Bardem ด้วยเหตุผลเดียวกับนาโน (จะพิมพ์ซ้ำซากทำไม !!)

ข้าน้อยขอตัวไปเที่ยวก่อนเด้อออ (กรูจะออกจากกทม.ได้มั้ย -,.-')

#34 By BdMd (58.137.81.98) on 2009-04-10 14:48