ประกาศผล Nanoguy Awards 2008
posted on 10 Mar 2009 20:35 by nanoguy in Movies!COMPLETED!
ทางคณะกรรมการได้ประกาศภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล Honorable Mention ไปก่อนแล้ว
โดยเป็นภาพยนตร์ที่ออกฉายครั้งแรกในโลก ก่อนปี 1999
หรือ 10 ปี ก่อนการประกาศรางวัลประจำปี 2008
ดังนั้น เราก็จะขอยกย่องนักแสดงที่ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม ในหนังที่อายุเก่ากว่า 10 ปีเช่นกัน








(Psycho)
(One Flew Over the Cuckoo's Nest)
ไชยา สุริยัน
(เรือนแพ)
(One Flew Over the Cuckoo's Nest / The Shining)
(Happy Together)
(A Clockwork Orange)
(Happy Together)











(Elegant Beast / A Geisha)
(Max Mon Amour)
(Chungking Express)
(Dial M for Murder)
(กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้)
(Titanic)
(One Flew Over the Cuckoo's Nest)
(Batman Returns)
(The Shining)
(Caravaggio)
WORST FOREIGN FILM OF THE YEAR
กลับมาสู่ความชั่วร้ายที่ปรากฏ หลังจากเริ่มงานกันด้วยความมงคลกันไปแล้วนะครับ (แม้ว่าหลายคนจะกลัวผีเกรซ เคลลี่ จนกลับบ้านไปก่อนก็ตาม) จริงๆแล้วเราอยากให้ทั้ง Jason Friedberg กับ Aaron Seltzer ผู้กำกับหนังยอดแย่ปีก่อน(Epic Movie) มาเป็นผู้ประกาศและมอบรางวัลอันยิ่งใหญ่ทรงเกียรติของเรา แต่ทั้งคู่แจ้งมาว่ากำลังปั่นผลงานเรื่องใหม่ หวังคว้ารางวัลของเราให้ได้ (แต่คณะกรรมการคงไม่อุทิศตนอันทรงค่าไปเกลือกกลั้วทรมานใจเล่นหรอกครับ ฮ่าๆ หาไม่แล้ว ผลงานใหม่ของเขาทั้ง Disaster Movie กับ Meet the Spartans คงได้เข้าชิงรางวัลของปีนี้)
ผู้เข้าชิงยอดอัปยศทั้ง 5 ได้แก่...
Kung Fu Dunk
The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor
Sky of Love
Step Up 2: The Streets
Street Kings
ผู้ประกาศรางวัลสุดเซอร์ไพรส์จากภาพยนตร์ที่เคยเข้าชิงปีที่แล้วอย่าง เพื่อน กูรักมึงว่ะ .. พจน์ อานนท์ ออกมาแกะซองประกาศชื่อภาพยนตร์ต่างประเทศยอดแย่ในปีนี้ ถือตัวโทรฟี่รางวัลที่เขาได้รับเมื่อปีที่แล้วออกมา พร้อมกับโทรฟี่รางวัลจากประเทศเบลเยี่ยม เลียนแบบ Halle Berry บนเวทีราซซี่เมื่อปีไหนสักปีนี่แหละ
"และภาพยนตร์ต่างประเทศยอดแย่ประจำปี 2008 ของ Nanoguy Awards คือ..."

Kung Fu Dunk
ปีนี้มีทั้งหนังเล็กหนังใหญ่ หนังฝรั่งหนังเอเชีย เข้าชิงกันอย่างครบถ้วนในสาขารางวัลนี้
ผู้แพ้รายแรก The Mummy ภาคล่าสุด ที่ผู้กำกับ Rob Cohen ให้สัมภาษณ์อย่างสุดแสนจะกร่างว่าหนังภาคนี้จะทั้งสมจริง แอ็คชั่น ยิ่งกว่าสองภาคแรกที่กำกับโดย Stephen Sommers แต่พี่ครับ แค่เลือกมาใช้ผีจักรพรรดิจีนเป็น "มัมมี่" มันก็น่าตั้งคำถามพออยู่แล้ว ไอ้ตำนานอะไรต่างๆที่พี่พยายามบอกว่า "สมจริง" เนี่ยะ มันมีซักกระผีกหรือเปล่า ไหนจะให้เจ้าแม่อมตะชาวจีนมาพูดภาษาอังกฤษตอนร่ายมนต์สะกดจิ๋นซี (ฟังรู้เรื่องด้วยเรอะ?) แล้วการเอานักแสดงมาเดินเล่นเฉิดฉายกลางฉาก ทำตัวตลกโปกฮาไปเรื่อยๆนี่้มันคืออะไรหรือ? ถ้าไม่ติดว่า Isabella Leong ในบทลูกสาวของ Michelle Yeoh ยังพอแสดงได้ดีในระดับหนึ่งช่วยกู้หน้าหนังเอาไว้ได้ คิดว่าหนังคงเละเทะยิ่งกว่านี้และเดินทางถึงรางวัลเป็นแน่
ตามติดมาด้วย Sky of Love หนังสัญชาติญี่ปุ่นที่สร้างจากนิยายมือถือสุดฮิตสุดฮ็อต แม้จะทำใจก่อนดูแล้วก็ตามว่ามันคงโคตรจะเป็นความรักโรแมนติกสุดเลี่ยนเหมือนนิยายปกขาวพะยี่ห้อสำนักพิมพ์แจ่มใสที่ขายดียังกะเอาไปเททิ้งโรงเผาขยะ แต่ก็ยังรับไม่ได้อยู่ดีกับความพยายามจะอินเทรนด์ และความพยายามสุดๆที่จะโรแมนติก กระทั่งให้นางเอกทิ้งผัวใหม่ เพื่อกลับไปดูแลผัวเก่าที่นอนพะงาบๆ โดยไม่ได้แคร์ความรู้สึกของเขาเลย เหนือไปกว่านั้น ความประดักประเดิดในการออกแบบฉากต่างๆนานา ก็เหลือจะรับจริงๆ เอาแค่ตอนที่ผัวเก่านางเอก(ไอ้หัวขาว)กำลังจะตาย คุณเธอพยายามวิ่งไปโรงพยาบาลให้ทันดูใจ แต่ก็ยังมีกะใจจะกดมือถือแล้วเล่น video conference กับผัวเธอจนสะดุดล้มหกคะเมนไม่เป็นท่า คงจะไปโรงบาลทันอยู่หรอก สมน้ำหน้า
Step Up 2 นี้ไม่ได้น่าตั้งความหวังให้เป็นหนังดีอยู่แล้ว แต่อารามที่มันเละเทะกว่าที่คาดหวังไว้แต่แรกก็เพราะมันเป็นหนังที่ดูไม่มีความมุ่งหมายอะไรเลยนอกจากการเอาคนหน้าตา(เหมือนจะ)ดี มาเต้นๆโชว์สเต็ป(เหมือนจะ)เทพกันไปตามเรื่องราว โดยเฉพาะไอ้ฉากเต้นกลางสายฝนตอนท้ายเรื่องเนี่ย แหม เต้นกันพลิ้วไสว เตะน้ำกับปิ้วๆให้กล้องสโลว์โมชั่นกันสุดๆ ราวกับเป็นแม่ย่านางรู้ดินฟ้าพยากรณ์ แถมปัญหาความขัดแย้งก็คลี่คลายได้อย่างง่ายดายเหลือเกินด้วยสุนทรพจน์อันแสนสะเหร่อเบ๊อะของยัยนางเอก!!!
Street Kings เรื่องสุดท้าย เรื่องนี้แทบจะโขกออกมาจากหนังอาชญากรรมธรรมดาทั่วไป พล็อตเรื่องไม่ได้เดายากอะไร การแสดงของ Keanu Reeves ในเรื่องนี้คงเป็นพาสปอร์ตชั้นดีที่ทำให้เขาได้รับบทมนุษย์ต่างดาวหน้าตายใน The Day the Earth Stood Still ส่วน Forest Whitaker ก็เล่นยัีงกะคิดว่าตัวเองเป็น อีดี้ อามิน และหวังว่าเล่นแบบนี้พี่แกจะได้ออสการ์อีกซักตัว แต่เอาออสเกือกไปแทนน่าจะดีกว่าล่ะมั้ง ข้อดีอย่างเดียวของหนังคือการแสดงของ Chris Evans ในบทบาทที่ไร้ความหมายต่อตัวหนัีงอย่างสิ้นเชิง
สาธยายความชั่วร้ายกันมาเสียขนาดนี้ ก็ถึงเวลาของ Kung Fu Dunk เสียทีว่าทำไมถึงเอาชนะคู่แข่งสุดหินเหล่านั้นมาได้ จุดมุ่งหมายของมันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลย มันเป็นหนังที่ทำมาเพื่อขายกลุ่มแฟนๆของพ่อนักร้องหน้าตายอย่าง Jay Chou โดยเฉพาะ การแสดงแบบตายสนิทของไอ้หนุ่มเจย์มันอาจจะดูดีใน Curse of the Golden Flower แต่ไม่รู้ทำไมทั้งในหนังที่พี่แกกำกับเองอย่าง Secret และมาถึงเรื่องนี้ ถึงได้พยายามให้ไอ้หน้าตายนี่พยายามจะแอ๊บแบ๊วทำตลก ซึ่งก็แสดงให้เห็นกันชัดเจนแล้วว่าไม่ได้เข้ากันเลยซักกะนิด! ตามมาด้วยพล็อตลูกบา่สพลังไฟที่ยังกับไปเอา Slam Dunk + Shaolin Soccer แต่ตัดส่วนดีทั้งหมดออกไป เอาเวลาไปคิดเอฟเฟกต์ให้มันเวอร์อลังการเข้าไว้ ทำตัวเป็นแฟนตาซีเหมือนจะให้คนดูคิดเสียว่า "มึงก็ลืมๆไปเหอะว่าหนังกูมันไร้สาระ และไร้ความสมจริงแค่ไหน" ใช่สิ ลูกบาสมันทะลุพื้นเป็นรู เป็นลูกไฟ นักบาสก็แทบจะวาดลีลาแม่ไม้มวยไทยใส่กันจนนอนน็อคเอาต์อยู่ที่สนามกันเป็นสิบ แต่ทั้งคนดูเอย กรรมการเอย ก็หาได้นำพา แถมตอนสุดท้ายยังมีมุขเด็ดสุดยอดแห่งทศวรรษ เมื่อทีมของไอ้เจย์มันเสือกแพ้ ปรากฏว่าวิชาสุดยอดกังฟูที่ฝึกมาแต่เด็กก็ถึงกาลแก่กล้าอย่างพอดิบพอดี ไอ้เจย์เลยปฏิบัติการย้อนเวลาแล้วพาทีมของมันพลิกกลับมาชนะอย่างน่าภาคภูมิใจ!!!
น่าจะเอาไอ้พลังย้อนเวลานี่ย้อนกลับไปเลิกทำหนังแบบนี้ดีกว่า
Julia Roberts (Charlie Wilson's War)
Katie Holmes (Batman Begins)
Rachel Weisz (My Blueberry Nights)
Maggie Gyllenhaal (The Dark Knight)

(Charlie Wilson's War)
Forest Whitaker (Street Kings)
Jay Chou (Kung Fu Dunk)
Nicolas Cage (Bangkok Dangerous)
Shia LaBeouf (Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull)
Tom Hanks (Charlie Wilson's War)

(Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull)
SCENE STEALER OF THE YEAR
ตอนนี้คณะกรรมการขอหลบหนีไปหลังเวที หนีแฟนคลับของดาราหน้าหยกที่เพิ่งคว้ารางวัลของเราไปก่อนแล้วกันนะครับ อย่างไรก็ยังรักชีัวิตอยู่ ไม่อยากจะโดนตื้บจนเตี้ยลงไปอีกสามเซนต์ ขอประกาศรางวัลต่อไปด้วยการโฟนอินและใช้วิดีโอลิงก์เอาแล้วกันเน่อ
พักยกจากรางวัลด้านความชั่วร้าย มาสู่รางวัลพิเศษของปีนี้อีกรางวัลหนึ่ง คือ "ตัวขโมยซีนยอดเยี่ยม" ซึ่งมีผู้ได้รับรางวัลอันทรงคุณค่าทางอาหารนี้ถึงสามคน และล้วนแต่เป็นนักแสดงหญิงเสียด้วย โดยผู้ประกาศชื่อและมอบรางวัลได้แก่สองนักแสดงเจ้าของรางวัลเมื่อปีก่อน Willem Dafoe กับ Emma Thompson



Hayley Atwell (The Duchess)
Kim Cattrall (Sex and the City)
Nada Lesongan (สี่แพร่ง)
Hayley Atwell เจอกับงานหนักพอสมควร เพราะมีทั้งดาราที่ดีกรีรางวัลกับชื่อชั้นสูงกว่าเธอถึงสองคนในเรื่อง (Keira Knightley กับ Ralph Fiennes) แต่เมื่อฝ่ายชายในบทผัวของคีร่าเล่นเป๋ห่วยไปคนหนึ่งแล้ว(กระนั้นก็ยังได้เข้าชิงลูกโลกทองคำ!!!) งานหนักชิ้นโตที่เหลือจึงมีแต่ Keira Knightley เท่านั้น ซึ่งก็ถือเป็นงานโหดอยู่ดีเพราะหนังเรื่องนี้ทั้งขับเน้นให้คีร่าโดดเด่นด้วยชุดกระโปรงสุ่มฟูฟ่้องระดับรางวัลออสการ์ แถมยังให้เธอเล่นเป็นเจ้าแม่แฟชั่นแห่งยุคพีเรียดซะอีก เรียกว่าบทนำโดดเด่นระเบิดระเบ้อ แต่เมื่อ Elizabeth Spencer ก้าวเข้ามาในจอ เพียงแค่ปรายตาแวบแรกที่เธอส่งให้กับ เรล์ฟ ไฟนส์ ก็ช่างเย้ายวนชวนค้นหาเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าเมียหลวงจะเป็นถึง คีร่า ไนท์ลีย์ แต่ เฮย์ลีย์ แอทเวลล์ กลับทำให้เราเชื่อได้สนิทใจว่าสามารถแย่งความสนใจจากเซเลบงามเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยแท้ เว้ากันซื่อๆว่าถ้าดูในเรื่องนี้แล้วให้เลือกระหว่างเมียหลวงกับเมียน้อย.... คณะกรรมการเลือกเมียน้อย !!!
ในหนังสุดชิคอันสร้างมาจากซีรี่ส์ในตำนาน Sex and the City นี้ก็เห็นชัดอยู่แล้วว่าบทบาทเด่นตกอยู่กับ Sarah Jessica Parker อย่างมากมาย แต่ใครเลยจะสามารถเรียกเสียงฮา และสรุปรวบยอดประเด็นของหนังเรื่องนี้ได้มากเท่าตัวละครของ Kim Cattrall อีกเล่า เมื่อเธอครอบครองทั้งการเรียกมุขตลกเกือบทั้งหมดในเรื่องผ่านการแสดงที่เฉีัยบขาด (โดยเฉพาะในฉากที่เธอไปเจอ "ช้างกำลังอาบน้ำ" หรือฉาก "ซูชิเนื้อนวล") ในขณะที่ความรักของ แครีย์ แบรดชอว์ กับ มิสเตอร์บิ๊ก นั้นช่างสุดแสนคลีเชน่ารำคาญเพ้อฝัน ซึ่งฉากงานแต่งงานอัน(เสแสร้งว่า)เรียบง่ายของเธอนั้น สุดท้ายก็ไม่อาจกินใจผู้ชมได้มากกว่าการตัดสินใจในฉากสุดท้ายของ ซาแมนธา โจนส์ ได้แม้สักกระผีก
คนสุดท้ายที่ติดเข้ามาคว้ารางวัลในปีนี้ จากนางแบบฝรั่งเศสมาเป็นนักแสดงในหนังไทย บทบาทของเธอนั้นไม่ได้มากมายอะไร เพีัยงแค่รับบทเป็นเจ้าหญิงเมียหลวง(อีกละ 55+) ที่มีเรื่องตบตีทางสายตากับแอร์โฮสเตสที่หน้าเหมือน พลอย-เฌอมาลย์ แต่แค่ลุคเฉียบๆ เฮี้ยนๆ ร้ายๆ ของ Nada Lesongan ก็แทบจะข่มพลอยจนหงอไปเลยในตอนต้นเรื่อง ตั้งแต่ตอนหน้าตาธรรมดา จนถึงตอนเลือดไหลออกตาเพราะแพ้กุ้ง แม้พลอยจะทำทั้งการเอาส้นสูงไปจุ่มในถ้วยกาแฟก็ตามที ซึ่งการสถาปนาบุคลิกอันน่าจดจำนี้เองทำให้แม้เธอจะต้องถูกเมคอัพหนาเตอะแต่งทับกลายเป็นผีสุดอี๋ตั้งแต่กลางเรื่องเป็นต้นไป คนดูก็ยังจำความน่ากลัวของเธอในยามเป็นคนได้อยู่อย่างไม่ลืมเลือน
WORST COUPLE OF THE YEAR
รางวัลคู่ขวัญก้นเหว ขออนุญาตตั้งเป็นพิเศษเฉพาะกิจเพื่อมอบรางวัลให้กับนักแสดงคู่นี้โดยเฉพาะ เพราะคณะกรรมการทั้งปวดม้าม ไส้บิด ริดสีดวงกำเริบ เมื่อดูการแสดงของเขาทั้งคู่ผ่านจอภาพยนตร์อันใหญ่ยักษ์ ที่ยิ่งทวีให้เห็นความร้ายแรงของความต่ำทรามครั้งนี้
ผู้ได้รับรางวัลก็คือ...

ศิรชัช เจียรถาวร - ชาลี ไตรรัตน์
(ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น)
แม้ว่านักแสดงชายในหนังเรื่องนี้จะทำหน้าที่ได้กากพอๆกัน (ยกเว้น ว่าน-รัชชุ) แต่สำหรับความน่ารำคาญแบบแพ็คคู่นี้ ถือว่าเหลือจะทานทนโดยแท้ แถมหนังก็โหดร้ายกับคนดูสุดๆ เพราะชอบมาเล่าเรื่องไอ้สองตัวนี้แย่งจีบน้องนานาแบบแช่กล้องนานปานประหนึ่งลองเทคของหนังโกดาร์ด(เวอร์) แทนที่จะตัดไปหาน้องโฟกัสให้คนมันเจริญหูเจริญตาบ้าง (หรืออย่างน้อยก็ให้อยู่กับน้องโฟกัสนานกว่านี้หน่อยเหอะ) การแสดงแบบกรุ้มกริ่มโอเวอร์ของสองชายนี้ในการพยายามสรรหามุขตลกแป้กๆมาเล่น ก็ยิ่งทำให้น่ารำคาญกว่าที่ควรจะเป็น แม้ตัวละครจะไม่ได้เป็นคนอายุ 45 แต่สิ่งที่พวกมันทำในเรื่องก็แลดูไร้วุฒิภาวะสุดๆ
เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ (คริตกะจ๋า บ้าสุด..สุด)
บงกช คงมาลัย (คนไฟลุก)
หยาดทิพย์ ราชปาล (หนุมานคลุกฝุ่น)
อาชิรญาณ์ ภีระภัทร์กุญช์ชญา (คนไฟลุก)
(ทำไมมันสูสีกันแบบนี้วะเนี่ย คณะกรรมการปวดกบาล - -*)
และรางวัลนี้ก็ตกเป็นของ...

หยาดทิพย์ ราชปาล
(หนุมานคลุกฝุ่น)
เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ แสดงหนังที่ออกฉายในปี 2008 อย่างมากมายครองแชมป์ประจำปี มีทั้งเรื่องที่แสดงได้น่าจดจำ แต่ในบรรดาที่กรรมการได้ดูได้ชมเข้าข่ายจะชิงรางวัลอันทรงเกียรติ ปรากฏว่าบท "ทอม" ที่ป้าเล่นไว้นั้นเกินจะรับไหวอย่างสิ้นเชิง เพราะอย่างน้อยชีวิตนี้ป้าจิ๊กคงไม่สามารถรับบทเป็นทอมได้แน่ๆ (ถ้าเป็น "ดี้" ค่อยว่ากันอีกที) การแสดงทั้งหมดที่เห็นจึงเป็นเพียงแค่ความเฟคที่แผ่กระจายออกมาจากทุกอณูของตัวป้าจิ๊กเอง ยิ่งมีตัวเทียบในเรื่องคือ อ้น-ศรีพรรณ ยิ่งเห็นชัดกว่าเดิมว่าการแสดงของป้าจิ๊กในเรื่องนี้ถือว่า "สุดๆ" แล้ว เล่นแย่ได้อย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ คณะกรรมการช็อค
สองสาวจาก "คนไฟลุก" นี่ก็น่ากุมขมับมากๆ เพราะทั้ง ตั๊ก-บงกช กับดาราสาวที่ชื่อยาวเป็นกิโล ต่างแข่งกันเล่นแข็ง แข็งมันเข้าไป เอาเหล็กฟาดบางทีเหล็กน่าจะยุบยวบไปซะเอง แล้วที่ชิบหายไปกว่านั้นคือ ตั๊กเล่นเป็นโบรกเกอร์สาวสุดเฉียบ(!!) ส่วนเจ๊คนหลังเล่นเป็นพยาบาลแสนซื่อ(!!!) แต่แน่นอนล่ะมาเข้าชิงรางวัลนี้ได้ต้องแสดงว่าการแสดงของพวกหล่อนๆ ไม่ได้สร้างความน่าเชื่อถือได้ซักนิด แถมเพิ่มว่าหนังเรื่องนี้อะมันเป็นหนังกึ่งๆจะสอบสวน ไม่ใช่หนังผีลี้ลับอะไรเทือกนั้น ยัยสองคนนี้ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นความฉลาดที่มีอยู่ (ตัวบทน่ะยังพอมี) เพราะมัวแต่เล่นแปะแข็งกันอย่างสนุกสนานอยู่กันเองสองคนนั่นแหละ เฮ้อ...
สำหรับ น้องมด จากคู่หูดูโอ้นักร้องแอ๊บแบ๊วนั้น ถือว่าน่าผิดหวัง เพราะในขณะที่เพื่อนร่วมวงอย่าง โฟร์-ศกลรัตน์ ทำหน้าที่ไว้อย่างดีเยี่ยมใน "ดรีมทีม" แต่น้องมดนี่นอกจากบทจะเป็นโคตรอภิมหาไส้ติ่งของหนังแล้ว การแสดงของเธอในบทที่ไม่ได้ยากเย็นอะไร แถมได้พูดไม่กี่คำ ยังไม่ได้เข้ากับตัวละครเลยซักนิด เธอต้องเล่นเป็นเด็กที่ดูน่ากลัวๆนิดหน่อย แต่งตัวออกแนวร็อคๆ โกธิคๆ แต่ขอโทษเหอะ หน้าน้องมันเหมือนลอยออกมาจากชุด เป็นเด็กแอ๊บแบ๊วที่พยายามจะคูลๆไปตามบทแต่ก็ไม่สำเร็จ แถมเสียงน้องที่เปล่งออกมาเวลาพูดกับตัวละครอื่นนี่ฟังแล้วอยากจะเป็นบ้า ลำพังแค่ตัวบทที่เขียนออกมาก็ทำให้ตัวละครมันแย่อยู่แล้ว น้องมดมาเล่นแบบนี้เข้าไปอีกยิ่งน่ารำคาญอย่างสมบูรณ์แบบ
น้องมด อาจคว้ารางวัลไปนอนกอดได้อย่างสบายใจไม่มีคู่แข่้ง หากปีนี้ไม่มีนางเอกสาวที่ชื่อหยาดทิพย์ ราชปาล มารับบทนำในภาพยนตร์เป็นเรื่องแรกในชีวิตของเธอ กับบทสาวชาวบ้านชนบทแสนสดใสที่ถูกปองร้ายจากพวกคนในเมือง เมื่อไหร่คนจะเลิกพยายามให้หยาดดูแอ๊บใสแอ๊บแบ๊วกะเขาซะทีวะเนี่ย ก็เห็นๆกันอยู่ว่าเธอทำไม่้ด้ายยยย เล่นได้ยากจะหาอะไรมาเปรียบมากๆ ไม่รู้จะบรรยายความชั่วช้าของการแสดงครั้งนี้อย่างไร คือความน่ารำคาญแบบใน สายสืบดีลิเวอรี่ ยังจะดีซะกว่า...
WORST THAI ACTOR OF THE YEAR
ฝ่ายหญิงโดนกันไปแล้วมิใช่น้อย ฝ่ายชายก็อย่ามัวแต่นั่งตาละห้อย ตามกันมาติดๆเลยก็แล้วกัน ผู้เข้าชิงทั้งหมดได้แก่...
ฉันทวิชช์ ธนะเสวี (ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น/โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต)
ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ (ฝัน หวาน อาย จูบ)
พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน (ฮะ..เก๋า)
สันติ วีระบุญชัย(สเตฟาน) (คู่ก๊วนป่วนเมษา)
สุทธิศักดิ์ สินเจริญ (อีติ๋มตายแน่)
และ เดอะวินเนอร์ ออฟ นาโนกายอวอร์ด อิน ดิส คาเตกอรี่ ก็คือ...
(ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น / โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต)
จาก 6 คนนี้ สองคนที่แสดงได้อนาถพอๆกัน ในแนวทางเดียวกัน คือ แจ็ค แฟนฉัน กับ บอม สินเจริญ ด้วยการพยายามตลกอย่างเฝื่อนเฝือ แจ็คก็ไม่ต่างกับเจ๊จิ๊ก คือใครที่สิ้นคิดขนาดเลือกไอ้อ้วนดำนี่มาเล่นเ้ป็นตุ๊ดหัวโปกนี่ คณะกรรมการถือว่าควรพิจารณาตนเองในด้านทักษะการแคสติ้งดารา และที่ควรพิจารณามากกว่านั้นคือ แจ็คแฟนฉัน มีศักยภาพพอที่จะแสดงภาพยนตร์ต่อไปหรือไม่ ส่วน บอม ก็พอๆกัน กับความพยายามตลกคู่กับ โน้ส-อุดม ที่ฮากริบเรียกพี่ แต่ก็พยายามจะเค้นมุข จะเป็นตลกหน้าตายก็ไม่ใช่ ตลกฮากระจายก็ไม่ได้เรื่อง กลับไปร้องเพลงกับพี่กับน้องเถอะ ขอร้อง
อีกสองดาราหน้าตาดีที่ชิบหายพอๆกัน แตงโม-พงษ์พิสุทธิ์ ที่น่าจะกลับไปเตะบอล และเลิกขายหน้าตาอย่างถาวร การแสดงในเรื่องนี้เรียกว่าอนาถจิตอนาถใจมาก หน้าตายยิ่งกว่าเซลล์แบคทีเรียที่หมักหมมอยู่ในกองขยะ ทำเอานางเอกทอม(ซึ่งตัวจริงไม่ได้เป็น) ที่เล่นแย่แล้วดูดีขึ้นมาทันตาเห็น แล้วสเตฟาน ที่เป็นผลผลิตจากการพยายามขายดาราช่องเจ็ด(อีกครั้ง.....) ก็ให้ผลลัพธ์อันน่าอุจาดตาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อต้องรับบทเป็นตัวละครที่โง่งี่เง่าไร้เฟตุผลยังไม่พอ พี่แกก็เข้าข่ายหน้าตายซากไม่ต่างกัน แถมยังน่ารำคาญเกินจะบรรยาย
หนุ่มคลีโอ ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ ใกล้เคียงกับการเป็นผู้ชนะมากที่สุด (จริงๆ ไอ้คนที่มาชิงนี่มันก็น่าได้รางวัลทั้งนั้นแหละ เฮ้อ!!) ด้วยการแสดงที่ไร้ซึ่งการส่งอารมณ์ให้กับนักแสดงที่ทำงานร่วมกัน หน้าตาตายซากเหมือนพวกที่เข้าชิงคนอื่นๆ จนอยากจะให้น้องตาลไปคว้าเอาหินโสโครกเปรอะตะไคร่น้ำแถวหาดทรายมาต่อบทด้วยกันให้รู้แล้วรู้รอด น่าจะให้ผลดีกว่าสำหรับหนังเรื่องนี้ (โดยเฉพาะไอ้มุข "ขนอุย" นี่ ช่างเป็นการเล่นมุขที่หน้าตายที่สุดในประวัติศาสตร์หนังไทย)
อย่างไรก็ดี ผู้ชนะมีได้คนเดียว และชายคนนั้นก็คือแฟนหนุ่มของพีค... เต๋อ-ฉันทวิชช์ ด้วยการต้องรับบทชายหนุ่มนอกใจ อารมณ์ว่าการแสดงนั้นไม่เคยจะพอดี จะเกินก็เกินจนล้นโอเวอร์ จะขาดก็ขาดเหือดหายแห้งแล้ง ไร้อารมณ์ร่วมอย่างสุดชีวิตสำหรับหนังเรื่องนี้ แล้วดันมาแท็คทีมกับตัวเองในหนังผีตุ้งแช่เรื่องหลัง กับการกลัวผีที่ไร้ความตกใจในแววตา และการติดยาที่ไร้ความแตกต่างในบุึคลิกภายใน พร้อมกับความพยายามจะทำตัวให้ดูดีอยู่ตลอดเวลาบนจอหนัง ยิ่งทำให้เขาสมควรกับรางวัลนี้ยิ่งกว่าใครๆ
WORST THAI FILM OF THE YEAR
น้องพีคไม่โกรธคณะกรรมการใช่ไหมครับ (ไม่โกรธค่ะ แต่เกลียด มาปู้ยี่ปู้ยำแฟนหนูแบบนี้) โถ่้ แต่คณะกรรมการยังไม่ให้น้องพีคเข้าชิงยอดแย่นะครับ จะเกลียดทำไม (ก็พีคเล่นดีนี่คะ อย่ามาแก้ตัวค่ะ) แต่น้องพีคฟันเยินมากเลยนะครับ ในรักสามเศร้า (แล้วจะมายุ่งกับฟันกูทำไมคะ สาด - สะบัดตูด ควงแขนเต๋อเดินออกไป หลังจากโทรฟี่รางวัลพุ่งเฉียดหัวคณะกรรมการไปสามมิลลิเมตร พร้อมกับเสียงตะโกน "กูเป็นแอ็คติ้งโค้ชนะโว้ย")
เศร้ากันไปแล้วนะครับ กลับมาเข้าสู่รางวัลแห่งความชั่วร้ายรางวัลสุดท้ายกันแล้ว (ว้า เสียดายจัง ฮ่าๆ) หนังไทยยอดแย่ครับ กับผู้เข้าชิงทั้งห้าเรื่อง
คู่ก๊วนป่วนเมษา
เฟรนด์ชิพ เธอกับฉัน
หนุมานคลุกฝุ่น
อรหันต์ซัมเมอร์
เอ๋อเหรอ
พจน์ อานนท์ ขึ้นมาประกาศชื่ออีกครั้ง
"นี่แกไม่มีงบเชิญใครมาแล้วจริงๆใช่ไหม" เขาถามคณะกรรมการ
"สมน้ำหน้า นี่แหละผลของการให้หนังฉันเป็นหนังยอดแย่ปีก่อน โฮะๆๆ"
และหนังไทยยอดแย่ประจำปี 2008 ก็ตกเป็นของ...
คู่ก๊วนป่้วนเมษา
ขอแสดงความเสียใจกับหนังที่หลุดวงโคจรของรางวัลอันทรงเกียรตินี้ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นหนังรักเลียบโขงประดิดประดอย สะบายดี หลวงพะบาง, หนังรักแสนเฟค รัก|สาม|เศร้า, หนังเชิดชูชาตินิยม สียามา, สารคดีหลอกลวง แอบถ่ายเดี่ยว 7 และหนังไร้แก่นสารอย่าง สวย สิงห์ กระทิง แซ่บ ที่อย่างน้อยทั้งหมดทั้งมวลยังมีสิ่งดีๆบางประการ ที่ช่วยชูตัวเองให้รอดพ้นความทุรยศอัปรีย์ไปได้
อรหันต์ซัมเมอร์ เป็นหนังที่มีคนชื่นชมอยู่มากหลายพอควร และแม้ตัวคนทำนั้นจะถือว่าจริงใจในสิ่งที่นำเสนออยู่มาก (เพราะอีกด้านเขาก็เ็ป็นผู้กำกับ นาคปรก หนังที่น่าจะวิพากษ์ศาสนาได้ดีอีกเรื่อง) ทว่าภาพของศาสนาที่หนังนำเสนอออกมา และการผูกโยงเข้ากับชะตากรรมของตัวละครในเรื่องนั้น ยังติดอยู่กับอคติหลายประการ พร้อมกับความพยายามประนีประนอมกับตลาดในหลายสิ่งที่ทำให้หนังออกมาดูประดักประเดิดเหลือเกิน พร้อมทั้งทำให้หนังแบนราบ ขาดไร้มิติ อีกทั้งยังถอยหลังเข้าคลอง
เฟรนด์ชิพ เธอกับฉัน ที่ตอนแรกพยายามสุดๆ กับการโปรโมตตัวละครในวัยผู้ใหญ่ ครั้นพอทั้งสายป่านกับมาริโอ้จุดกระแสชื่อเสียงตนเองได้พร้อมๆกันในปีเดียวกัน (จาก พลอย และั รักแห่งสยาม) ทิศทางของหนังก็เปลี่ยนไปเป็นหนังวัยรุ่น ความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะย้อนยุคย้อนสมัยแบบ แฟนฉัน ได้ทำร้ายทำลายหนังลงอย่างสิ้นดี ความกระหายที่จะดราม่ากระแทกต่อมน้ำตาคนดู ก็ได้กระชากความสมจริงออกจนไม่มีเหลือ ทั้งการแสดงของเหล่าผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ชวนให้ปวดตับเป็นยิ่งนัก จนน่าเสียดายว่ารางวัลนักแสดงมีพื้นที่เข้าชิงน้อยเกินไป ซึ่งไม่ต่างกับนักแสดงวัยรุ่นทั้งหมดที่มีเอาตัวรอดกันไปได้แค่ไม่กี่คน อยากถามหน่อยเถอะว่าการให้สายป่านเป็นเอดส์ตายตอนท้ายเรื่อง (พร้อมกับเมคอัพแก่งั่ก 40 กว่าปี) มันซึ้งยังไงวะ.... แล้วขอบอกอีกอย่างว่า วัยรุ่นในเรื่องนี่มันช่าง... เฮ้อ
เอ๋อเหรอ (ของพี่พจน์อีกแล้ว!) เป็นอีกเรื่องที่เข้าใกล้รางวัล หนังพยายามจะซึ้ง พยายามจะดราม่า (ซึ่งมันก็คงพอมีคนซึ้งไปด้วยนั่นแหละ) แต่สิ่งที่ต่ำทรามที่สุดในเรื่องนี้คือทัศนคติของคนทำหนัง กับการขับเน้นภาพลักษณ์ของคนปัญญาอ่อนอย่างแบนราบ ไร้รสนิยม (ดูการแต่้งตัวของ โหน่ง ในหนังเรื่องนี้คงพอเดาออก) แม้จะพยายามขับเน้นคะแนนสงสาร แต่ก็มิวายทำให้พวกเขาเป็นตัวตลกน่าหัวร่อ ตัวร้ายที่แบนราบไร้เหตุผลอคติสุดฤทธิ์ แต่คงไม่มีอะไรพีคเท่ากับการที่เขียนบทให้สาวพม่าอพยพ(ที่พูดติดสำเนียงจีนอย่างน่าเอาส้นสูงแพ่นกบาล) กลายเป็นเจ๊ใหญ่คุมบาร์และเวทีมวยเด็กในพัทยา!! โถ่ เจ๊ คนพม่าอพยพเค้ายังแบกปลาอยู่มหาชัยกันอยู่เลย จะคิดตัวร้ายก็ใช้สมองหน่อยพี่
เรื่องที่น่าจะสูสีกับผู้ชนะที่สุดคือ หนุมานคลุกฝุ่น กับการโปรโมตแนวคิดพอเพียงแบบไร้สติ (ท่าทางจะทุ่มทุนสร้างและเผาหมู่บ้านไปมากทีเดียว) การเขียนบทแบบเสียสติไร้สมองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการหาทางลงให้หนังในช่วงสุดท้าย ทั้งการกระทืบโก๊ะตี๋ให้ตายคาตุ๊กตาโดราเอม่อน ฝรั่งกินเนื้ออาจารย์เพื่อเอาวิชาอาคม(ซึ่งไอ้อาจารย์นี่ก็เสือกบอกพวกมันเอง เลยโดนแดก สมน้ำหน้า!!) ฉากต่อสู้ตอนท้าย และการคืนชีพของศรรามด้วยสายลม ยังไม่รวมความแอ๊บแบ๊วของหยาดทิพย์ ความเซ็กซี่แบบฉาบฉวยของโอเด็ต และความเสียสติอีกมากมายประการในหนังเรื่องนี้ จะเรียกว่าเป็นแหล่งรวมความเสียสติก็มิปาน ซึ่งบังเอิญไม่ได้เสียสติแบบที่ทำให้เราหัวเราะได้เหมือนหนังอย่าง เพื่อนกูรักมึงว่ะ หรือ รักไม่จำกัดนิยาม
แต่ คู่ก๊วนป่วนเมษา ปาดหน้ามาชนะรางวัลนี้ไป ไม่ใช่เพราะความที่เป็นแหล่งรวมเรื่องเสียสติ แต่เป็นแหล่งรวมความโง่งมของมนุษยชาติ ตัวละครไม่มีความสมจริงอย่างถึงที่สุด (เจ้าของโรงแรมที่ desperate จนต้องมานั่งรถโดยสารเก่าโทรม, เจ้าของรถโดยสารที่ทำผมไว้หนวดอย่างทุเรศทุรังสายตา) สถานการณ์ที่ไร้ความเป็นเหตุเป็นผลอย่างหาอะไรมาเปรียบมิได้ (ร้องเพลงหาเงินกลางเทศกาลสงกรานต์ที่ข้าวสาร!!!) รวมถึงการยัดเยียดสาระอย่างไร้ชั้นเชิง (เรื่องมิตรภาพระหว่างกันโดยไม่มีชนชั้นแบ่งแยก...... เฮ้อ!! เบื่อ) ยังไม่นับการแสดงอันอ่อนปวกเปียก และความพยายามจะขำกันอย่างฝืดเฝือของทั้งโก๊ะตี๋และอิม-อชิตะ ยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยความอีหลักอีเหลื่อเหลือจะทน
ถามว่าระหว่างหนังที่พยายามจะมีสาระแต่ทำออกมาอย่างไร้ความสุนทรีย์และรสนิยม กับหนังที่รู้ดีว่าไร้สาระเสียสติ และพร้อมปล่อยพลังแห่งความไร้สตินั้นออกมา ผมเลือกที่จะชื่นชมอย่างหลังมากกว่า
edit @ 4 Apr 2009 06:23:18 by nanoguy
คุณพี่เนี่ยให้รางวัลไม่เหมือนคนอื่นเลยครับ พี่น่าจะดู Phil the Alien นะครับ เป็นหนังที่ผ่อนคลายสุดๆ
)
มันก้อไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกันให้มันกลายเป็นหนังดี
) เพราะงั้นผมจึงอยากถวายรางวัลยอดแย่ให้แก่ Katie Holmes ซะเหลือเกิน ปวดตับมากกกกก
รองลงมาก็ Pretty woman
Happy Together ได้ดูตอนม.ต้น ปรากฎว่า...ค้นพบ! ฮ่าๆๆ หมายความว่าค้นพบเฮียหว่องเป็นครั้งแรก เลยไปเช่า ผู้หญิงผมทอง กับ นักฆ่าตาชั้นเดียว มาดู ปรากฎเรื่องแรกถูกตัดอย่างน่าเกลียด (ตอนของ หลินชิงเสีย เหลือยาวแค่ 20 นาที!!) ส่วนเรื่องหลังตอนนั้นดูไม่รู้เรื่อง 55+ (แต่กลับมาดูตอนเป็นดีวีดีอีกทีก็เข้าใจมากขึ้นว่า นี้มันชุงกิงแบบมองโลกในแง่ร้ายนี้หว่า)
The Shining เป็นหนังที่ดูแล้วอึดอัดเป็นที่สุด ทั้งที่สถานที่ออกใหญ่โต ส่วน One Flew ตอนที่ดูครั้งแรกโมโหมาก มันช่างทำร้ายจิตใจอันบอบบางของเด็กคนหนึ่งจริงๆ 55+
อ่า หวังเฟย... กลับมาเล่นหนังเถ้ออ
Kate Winslet ข่มขืน ลีโอ !!
Louise Fletcher อยากจะเอาตัวละครของเธอ ไปใส่อยู่ในเรื่อง The Shining จริงๆ แก้แค้นเลย แจ็ค 55+
อนึ่ง คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง มันย่ำแย่ขนาดนั้นเชียวเหรอ แบบนี้แผนการของอาบัณฑิต ที่จะขุดเอางานเก่าๆขึ้นมาทำใหม่หมดก็ต้องมีอันเป็นไปสิ หึหึ
#1 By BdMd (58.137.81.98) on 2009-03-13 11:04