หนังแห่งปี 2008

posted on 20 Jan 2009 02:01 by nanoguy in Article, Movies

ภาพยนตร์

 

 

Waltz with Bashir

Waltz with Bashir
(Israel/Germany
, Ari Folman, 2008)

     ด้วยความเป็นอนิเมชั่นและหนังการเมืองทำให้หนังเรื่องนี้ถูกหยิบไปเทียบเคียงกับ Persepolis เมื่อปีที่แล้วเสียไม่ได้ แต่เมื่อได้ชมเรื่องนี้จริงๆกลับพบว่ามันผสานทั้งความเป็นอนิเมชั่น หนังการเมือง หนังสารคดี และเป็นภาพยนตร์ที่แปลกใหม่จัดจ้านหนักหน่วง และลึกซึ้ง

     หนังเรื่องนี้พาเราไปพบกับเหล่าอดีตทหารผ่านศึกในสงครามอิสราเอล-เลบานอน ซึ่งเกิดเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันน่าอดสูขึ้น หากแต่ผู้กำกับซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมรบกลับจำอะไรไม่ได้ จึงออกสัมภาษณ์ถามหารายละเอียดต่างๆจากเพื่อนของเขาเราเริ่มเห็นภาพของสงครามคราวนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มปะติดปะต่อเหตุการณ์ร้อยเรียงจนเข้าใจ แต่หมัดเด็ดของหนังคือคำถามที่ว่า "เป็นไปได้ไหม ที่คนเราสามารถสร้างความทรงจำปลอมๆขึ้นมาได้จากวัตถุบางอย่าง?" ก็ทำให้เรื่องราวทั้งหมดจากปากทหารอิสราเอลล้วนแต่สั่นคลอนและไร้เสถียรภาพอย่างสิ้นเชิง

     ไม่เพียงแต่กระทบใจกว่า Persepolis แต่การที่หนังเรื่องนี้ถูกมองข้ามอย่างมโหฬารเพียงเพราะมี WALL-E ร่วมชิงชัยในสาขาอนิเมชั่น ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าแห่งปีสำหรับผม

 

 A Christmas Tale

 A Christmas Tale
(France, Arnaud Desplechin, 2008)

     ความยาวกว่า 150 นาที และตัวละครที่พูดไม่หยุดปากแทบทั้งเรื่อง ไม่อาจลดทอนความน่าสนใจและความดีในหนังเรื่องนี้ได้การเกลี่ยบทบาทให้กับตัวละครร่วมโหลในวันรวมญาติของครอบครัว ถือเป็นงานระดับหินผา แต่ไม่เพียงลงตัวอย่างประณีต หนังยังมีเสน่ห์ชวนค้นหาอันน่าหลงใหล

     สรุปเรื่องเพียงคร่าวๆคือ แม่ใหญ่ของครอบครัวเกิดป่วยหนักจนต้องเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก จึงนัดรวมญาติครอบครัวในช่วงวันคริสต์มาสเพื่อระดมตรวจเลือดหาว่ามีใครสามารถบริจาคได้บ้าง ปรากฏว่าเพียงสองคนที่บริจาคได้ คนหนึ่งเป็นลูกชายคนที่เกลียดแม่และแม่เมิน อีกคนคือหลานชายปัญญาอ่อนลูกของพี่สาวคนโตที่เกลียดน้องชายคนดังกล่าวเข้าไส้ ต่างฝ่ายจึงพยายามเคลมสิทธิ์จะช่วยแม่ตัวเอง(?)กันเต็มที่ ก่อนเรื่องราวจำนวนมหาศาลของสมาชิกครอบครัวนี้จะค่อยๆเผยปมออกมาทีละน้อย

     ไม่เพียงแต่น่าตะลึง แต่ยังกระทบกระเทือนจิตใจผู้ชมอย่างแรง

 

 Handle Me with Care

กอด
(คงเดช จาตุรันต์รัศมี, 2008)

     ปีที่แล้วเรามีรักแห่งสยาม มาเยียวยาจิตใจเราตอนปลายปี ในขณะที่ปีนี้เราพบ กอด ตั้งแต่ต้นปี และหลังจากนั้นกว่าสิบเดือนผมยังหาหนังไทยมาเทียบเท่ากับเรื่องนี้ไม่ได้เลย

     กอด พูดถึงความรักของคนที่มีส่วนเกิน ไม่ใช่ส่วนเกินที่ส่งผลร้ายแบบเนื้องอกมันใช้ประโยชน์ได้ดีเลิศแต่กลับเรียกแต่เสียงนกเสียงกามารายล้อม (แขนที่สาม,หน้าอกเกินขนาดมาตรฐาน) หลายคนตั้งข้อสงสัยถึงอาการ "ไม่พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่" ของตัวละคร แต่นั่นคือประเด็นที่กระแทกใจ(ผม)อย่างโหดเหี้ยม เพราะสุดท้ายแล้ว เหล่า "เสียงนกเสียงกา" ซึ่งคนเรามักเรียกร้องให้ไม่ใส่ใจและปล่อยมันลอยไปในอากาศนี่แหละที่ร้ายกาจนัก ถ้าแค่ตัวสองตัวคงพอไหว แต่ถ้ามาเป็นฝูงแบบเรื่อง The Birds อย่างนี้ ใครก็ต้องอยากไปตัดแขนที่สามทิ้งกันทั้งนั้น

     นอกจากพล็อตหลักที่กินใจ ตลอดระยะเวลาของหนังยังอิงแอบยั่วล้อไปกับสังคมการเมืองไทยจนเป็นเนื้อเดียวกันหนังไม่ได้วางตัววิพากษ์อย่างจะแจ้ง แต่อาศัยการนำเสนอแบบค่อยเป็นค่อยไปทั้งจากเหตุการณ์ตลอดรายทาง รวมถึงชื่อตัวละครที่แฝงนัยยะ (ขวาน, นา)

 

In the City of Sylvia 

In the City of Sylvia
(Spain, Jose Luis Guerin
, 2008)

     ชายหนุ่ม(หล่อเซอร์)คนหนึ่งเกิดคิดถึงนางในฝันที่เขาเคยพบเมื่อ 6 ปีก่อนในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งที่ฝรั่งเศส เขาเลยไปตามหาเธอ แต่เขาจำไม่ได้ว่าเธอคือใครก่อนที่สาวสวยคนหนึ่งจะโผล่เข้ามาในสายตาของเขา... เธอคือซิลวีคนที่เขาตามหา ใช่ไหมนะ?

     หลังจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือการเดินสะกดรอยตามหญิงสาวคนที่ว่า ทั้งเราและชายหนุ่มปริศนาต่างลุ้นให้เธอ "ใช่"ด้วยรูปโฉมของเธอที่เตะตา เปี่ยมเสน่ห์ชวนมอง ชวนเพ้อฝันหนังเรื่องนี้ถือเป็นอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ในการใช้ประโยชน์จากหน้าตาสะสวยของนักแสดงหญิงอย่างคุ้มค่า ผสานเข้ากับเรื่องราวโรแมนติกของแบ็คแพ็คเกอร์และเรื่องราวพาฝันของชายหนุ่มที่มองหานางในดวงใจจากกลุ่มคนมากมายในร้านกาแฟริมทาง

     ถึงจะแลดูกระแดะหรือ act-art ทว่าปฏิเสธได้ยากเหลือเกินว่ามันช่างเย้ายวนชวนมองเสียนี่กระไร

 

Eat, For This Is My BodyThere Will Be BloodFrontier(s)

Eat, For This Is My Body (Haiti/France, Michellange Quay, 2008)
There Will Be Blood (USA, Paul Thomas Anderson, 2007)
Frontier(s) (France/Switzerland, Xavier Gens, 2007)

     เรื่องแรกถูกใจในการ "ด่า" เจ้าอาณานิคมด้วยสื่อสัญลักษณ์อย่างเข้มข้นหนังหลอนแปลก เหนือจริงกันอย่างไม่ประนีประนอม แค่ฉากหญิงผิวดำพื้นเมืองของเฮติสามคนประสานงาน"สแครชแผ่น" อย่างขมีขมัน - ก็เหลือกินและฉากเด็กผิวดำล้อมวงขอบคุณหญิงผิวขาวบนโต๊ะอาหารนานนับสิบนาที - ก็กินขาด

     ถัดมาคือหนังที่เชียร์ให้กวาดรางวัลใหญ่จากเวทีต่างๆ (แม้จะชอบประเด็นอันหนักแน่นใน No Country for Old Men มากๆก็ตาม) เพราะติดใจในความโหดร้ายทารุณ ป่าเถื่อนของตัวละครที่กระทำใส่กันอย่างไม่มีลดละช่างเข้ากับภูมิประเทศแห้งแล้งและความดำเมี่ยมข้นคลั่กของน้ำมันใต้พื้นธรณี

     ปิดท้ายด้วยหนังสยองขวัญเลือดสาดซึ่งเจ้ากรมวัฒนธรรมแห่งแดนยึดสนามบินรับไม่ได้น่าตลกอย่างไรพิกลที่หนังเรื่องนี้กำลังด่าพวก "ฟาสซิสต์คลั่งชาติ"และเสนอทางออกที่ไม่สมานฉันท์อย่างสิ้นเชิงให้แก่คนดู

 

นักแสดงชาย

 

 Daniel Day-Lewis
Heath Ledger

Daniel Daw-Lewis (There Will Be Blood)
Heath Ledger (The Dark Knight)

     ตัวละครที่ทั้งคู่รับบทล้วนแต่เขยิบเข้าใกล้ขอบเหวของนรก หากไม่ได้การแสดงชนิดเข้าถึงจิตวิญญาณเช่นนี้ก็คงนึกไม่ออกว่าใครจะเล่นฉาก "I drink your milkshake" ได้สะใจอย่างที่ป