The Day the Earth Stood Still

 

     เพียงไม่นานหลัง อัล กอร์ เดินขึ้นรับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมให้แก่ An Inconvenient Truth และตามมาด้วยรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประเด็นอันเกี่ยวเนื่องกับภาวะ "โลกร้อน" หรือ Climate Change (ไม่ค่อยอยากใช้คำว่า Global Warming เพราะผลของมันไม่ใช่แค่ Warming อย่างเดียว) ก็ฮ็อตฮิตติดลมบนนำมาสู่การผลิตสื่อเพื่อรณรงค์ปัญหาในประเด็นนี้อย่างกว้างขวางแม้แต่สถานีโทรทัศน์ของประเทศไทยก็ยังผลิตปฏิทินรณรงค์เพื่อลดโลกร้อนออกมา

     ก่อนหน้านี้ไม่กี่อึดใจเราก็เพิ่งได้ดู The Happening ของมาโนช ไนต์ ชัยมาลัน  อันนำเสนอภาพของธรรมชาติที่เหลืออดกับพฤติกรรมต่ำช้าของมนุษย์จึงเริ่มต้นแก้แค้นอย่างเงียบเชียบและสุดสะพรึง และ TheDay the Earth Stood Still ก็หยิบจับประเด็นสาระจากหนังในปี1951 มาปรับเปลี่ยนจากเรื่องสงครามนิวเคลียร์ให้กลายเป็นเรื่องของโลกที่กำลังจะแตกสลายเพราะความไร้ยางอายของเผ่าพันธุ์มนุษย์โดยไม่ได้เจาะจงเป็นพิเศษในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง

     สิ่งหนึ่ง(ในไม่กี่อย่าง)ที่ผมชอบใน TDESS ภาคนี้คือการพูดถึงปัญหาใหญ่โดยไม่พยายามเจาะจงไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไปซึ่งนั่นจะทำให้กลายเป็นหนังตีหัวเข้าบ้านเพียงเพื่อให้ตัวเองดูมีสาระมากกว่าหนังดาษๆ  ไม่ต่างกับรายการทีวีบ้านเราที่เอะอะก็โยงนั่นโยงนี่เข้ากับโลกร้อน  รวมถึงการจัดงานอีเวนต์ต่างๆเพื่อรณรงค์การรักษาสิ่งแวดล้อม เลิกใช้ถุงพลาสติก(แต่ในงานกลับใช้พลาสติกอย่างเกลื่อนกลาด) จนนับไม่ถ้วนซึ่งหาได้มีเจตนารมณ์เช่นนั้นไม่  (เพราะเอาเข้าจริงแล้วในกระบวนการผลิตภาพยนตร์ก็ไม่ได้ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมเท่าไรนักหรอก)

     หากยังจำ WALL-E กันได้ ก็จะพบว่าหนังสองเรื่องนี้ตั้งประเด็นเกี่ยวกับ "การพิทักษ์โลก" เอาไว้เหมือนกัน แต่ด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

     WALL-E  พามนุษย์ตัวกลมๆ ที่กินนอนอยู่ในยานอวกาศไกลจากโลกนับร้อยนับพันปีแสงกลับลงมาใช้ชีวิตบนโลกอันเป็นที่สั่งสมอารยธรรมต่างๆ ของความเป็นมนุษย์อันงดงาม(อ้างอิงจากสไลด์ที่กัปตันยานเปิดชม) ก่อนจะร่วมกันสรรค์สร้าง "อารยธรรมใหม่" ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ขึ้นในช่วง end credit อันสุดแสนจะครีเอต โดยมนุษย์ในอนาคตหลังจบหนังเรื่องนี้  ริเริ่มก่อร่างสร้างอารยธรรมร่วมกับเผ่าพันธุ์หุ่นยนต์

     ใน The Day the Earth Stood Still - คลาทู (คีอานู รีฟส์) มนุษย์ต่างดาวที่มาเกิดใหม่ในร่างมนุษย์บนผืนโลกพร้อมสีหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึกกล่าวว่าภารกิจของมนุษย์ต่างดาวในครั้งนี้คือการปกป้องโลก แต่หาได้คิดจะปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษย์ เพราะพฤติกรรมของเหล่ามนุษย์กำลังจะทำลาย "ดาวโลก" ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ดวงของระบบจักรวาลทั้งหมดที่เผ่าพันธุ์ "สิ่งมีชีวิต" สามารถใช้อยู่อาศัยดำรงตนได้

     ดูเพียงเท่านี้คงเห็นว่าเรื่องหลังมอง "มนุษย์" ในแง่ลบอย่างถึงที่สุด ปฏิบัติการของมนุษย์ต่างดาวครั้งนี้จึงคลับคล้ายกับตำนานเรื่องของเรือโนอาห์ที่บรรทุกผู้โดยสารเป็นสัตว์หลากสปีชี่ส์ที่เป็นตัวผู้-ตัวเมีย ให้รอดพ้นจากน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่วัตถุทรงกลมนามธรรมจำนวนมหาศาลทั่วโลกทำหน้าที่นี้อย่างเคร่งครัด ก่อนคลาทูจะเป็นผู้สั่งการกดปุ่ม "น้ำท่วมโลก" ในขั้นสุดท้าย เมื่อเห็นว่าการเจรจาหาทางแก้ไขกับเหล่าผู้นำโลกนั้นล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ

     หนังตอกย้ำประเด็นดังกล่าวด้วยการสร้างตัวละครเรจิน่า แจ็คสัน (แคธี เบตส์ - ในบทบาทการแสดงที่ "ธรรมดา" จนน่าประหลาดใจ) ขึ้นมาในฐานะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯที่คิดว่าตนเองมีอำนาจเสียเต็มประดา เพราะเธอคือปากเสียงของประธานาธิบดี(ที่ทั้งเรื่องเราจะไม่เห็นหน้าเขาสักครั้ง) และในหนังเธอก็ไม่ต่างกับภาพสะท้อนของมนุษย์ผู้โง่งมหลงในความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ("Why have you come to OURplanet?") ติดกับดักความคิดว่าเผ่าพันธุ์ของตนนั้นทรงอำนาจ แน่นอนว่าไม่เพียงแค่อำนาจในฐานะของความเป็นมนุษย์แต่ยังเป็นอำนาจในฐานะของรัฐมนตรี และเป็นรัฐมนตรีของประเทศที่ชื่อสหรัฐอเมริกา

     มนุษย์ต่างดาวในภาคนี้ไม่ได้ดูเป็นคนดีหรือมาช่วยปกป้องโลกหรือเป็นตัวแทนของพระเยซูคริสต์อย่างชัดเจนเหมือนเวอร์ชั่นปี 1951 ที่มาเยือนโลกเพียงเพื่อแจ้งข่าวเท่านั้น จึงปรับแก้เปลี่ยนตัวละคร เฮเลน เบ็นสัน (เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ - กับบทที่เจิดจรัสด้านรูปลักษณ์ที่สุดในรอบหลายปี) จากเลขาสาวธรรมดาให้กลายเป็นนักชีววิทยาระดับท็อปของประเทศ(และอาจจะของโลกหากมองว่าคนสร้างคืออเมริกันผู้รักชาติ) ผู้มีบุคลิกลักษณะแตกต่างจากตัวละครอื่นอย่างเห็นได้ชัด และแน่นอนมันเตะตาคลาทูจนเขาไม่อาจละสายตาจากเธอไปเฉยๆได้ ผนวกกับความเชื่อมั่นในเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาอย่างเข้มข้น

     แม้มนุษย์จะเป็นเผ่าพันธุ์ที่นิยมความรุนแรงไร้เหตุผล ขาดแคลนความรับผิดชอบ อีกทั้งยังเห็นแก่ตัวและไม่รู้จักมองการณ์ไกลขนาดหนักแต่มนุษย์ต่างดาวในคราบคนเชื้อสายจีนอายุ 70 ปี (เจมส์ ฮอง) กลับหลงรักเผ่าพันธุ์นี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น และหาเหตุผลมาอธิบายความรู้สึกนี้ไม่ได้ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขารักในเผ่าพันธุ์นี้หรือหลงรักในเทคโนโลยีและสรรพสิ่งต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้น (อาจนับรวมถึงอารมณ์ รัก-โลภ-โกรธ-หลงและความสัมพันธ์แบบมนุษย์) ซึ่งเกือบทั้งหมดล้วนมีส่วนช่วยทำลาย "ดาวเคราะห์โลก" ลงทีละน้อยๆ คลาทูอาจด่าเขาอยู่ในใจว่า "ไอ้แก่ใจแตก" หลังรับรู้ว่าเพื่อนร่วมดาวได้ละทิ้งภารกิจเสียแล้ว ในการนัดพบที่ร้านแม็คโดนัลด์ข้างทางแห่งหนึ่ง

     เห็นทีแค่มนุษย์ต่างดาวพูดเองจะโน้มน้าวใจ คลาทู ไม่ได้เพียงพอ จึงต้องแนะนำตัวละครศาสตราจารย์ระดับรางวัลโนเบล บาร์นฮาร์ดท์(จอห์น คลีส) เพื่อทำหน้าที่พูดประโยค key ของเรื่อง (เขาปรากฏตัวเพียงฉากเดียวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ) ใจความสำคัญของประโยคนั้นได้ขยายความสิ่งที่มนุษย์ต่างดาวหน้าจีนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้ นั่นคือเผ่าพันธุ์มนุษย์หาได้ไร้แล้วซึ่งความหวังอย่างที่คลาทูยืนยันเหตุผลในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะเมื่อถึงจุดวิกฤติชนิดยืนอยู่ริมปากเหว มนุษย์ยังมีความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่นะ และที่ผ่านมาก็เป็นอย่างนี้มาตลอด

     สรุปไว้เป็นพิธีก่อน หนังพยายามเหลือเกินที่จะบอกว่าอารยธรรมของมนุษย์นั้นช่างแสนเล็กจ้อยราวเศษธุลีดินของจักรวาล แต่ไปๆมาๆ สุดท้ายหนังกลับนำเสนอตัวเองในฐานะ "มนุษย์นิยม"อย่างสุดกู่ทีเดียว

     ด้วยความที่ยังไม่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เวอร์ชั่นปี 1951 จึงไม่รู้ว่าที่เขาตีความกันว่า คลาทู เป็นเสมือนร่างทรงของพระเยซูคริสต์นั้นหนังได้แสดงออกอย่างชัดเจนเพียงใด และท่าทีของหนังที่วางตัวต่อมนุษย์ต่างดาวที่มาเยือนโลกด้วยความปรารถนาดีนั้นเป็นไปในลักษณะไหน แต่สำหรับเวอร์ชั่น 2008 มนุษย์ต่างดาวก็คือมนุษย์ต่างดาว ไม่ใช่พระเจ้าหรือศาสดาแถมตัวละครในเรื่อง (และผู้กำกับ) ก็มองเช่นนั้นอย่างชัดเจนบางครั้งก็สวมแว่นทัศนคติมองไปที่คลาทูเหมือนมนุษย์ปกติ (หรือแม้แต่มองว่าเป็นคนสติไม่ดี) - หากไม่มีหุ่นยักษ์กอร์ธสำแดงเดชให้เป็นที่ประจักษ์ ก็คงไม่มีใครคิดจะทำอะไรหรือยึดถือว่าเป็นเรื่องสำคัญระดับโลก

     เหตุผลสำคัญที่หนังนำเสนอให้เห็นภาพถึงสาเหตุที่คลาทูยอมล้มเลิกภารกิจ(หลังแมลงพิฆาตจำนวนนับล้านเพิ่งทำลายสนามฟุตบอลได้เพียงแห่งเดียว) คือภาพความรักความห่วงใยที่เฮเลนมีต่อจาค็อบ (จาเดน สมิธ) ลูกเลี้ยงของสามีที่เพิ่งเสียชีวิตไป แม้ว่าเด็กเปรตหัวหยิกจะชอบเหวี่ยงใส่เธออยู่เป็นนิจอย่างสมควรตบให้แดดิ้น แต่อย่างน้อยเธอก็ยังต้องรับผิดชอบเขาในฐานะแม่คนหนึ่ง(แน่นอนว่าตามมาด้วยไดอะล็อกสะเหร่อๆ ประเภทที่เด็กเรียก Helen มาทั้งเรื่อง แล้วก็เปลี่ยนใจมาเรียกว่า "แม่" ในท้ายที่สุด) ซึ่งคลาทูแลดูจะอะเมซซิ่งกับภาพที่เห็นเอามากๆ ประมาณว่าไม่เคยพบเคยเห็น ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีมนุษย์ที่ห่วงใยกันและกันได้ปานนี้(โปรดนึกหน้าคีอานูในสายตาอินโนเซนต์ไร้ความรู้สึกตามไปด้วย)

     จริงๆบท จาค็อบ นี่ก็น่าสงสารเหมือนกัน ไหนจะพ่อตาย แถมต้องอยู่กับแม่เลี้ยง เหวี่ยงตลอดเวลาแล้วก็ไม่วายโดนยัดคำพูดห่วยๆให้พูดอยู่เรื่อย (สงสัยคนทำคงคิดว่ามันจะซึ้งมันจะฟีลกู้ด) นอกจาก Helen-Mom อะไรที่ว่าไปนั่นแล้ว เด็กนี่เรียกมนุษย์ต่างดาวด้วยสรรพนาม IT มาตลอดเรื่อง (พร้อมกับบอกว่าควรจะฆ่าๆไปเสีย) แต่พอคลาทูล้มเลิกภารกิจขึ้นยานกลับบ้าน ก็เปลี่ยนไปใช้คำว่า HE พร้อมมอบรอยยิ้มพิมพ์ใจให้กับแม่เลี้ยงสุดสวย ราวกับได้ให้เกียรติผู้กอบกู้โลกอย่างสูงสุดเท่าที่มนุษย์ตัวเล็กๆ ผู้ต่ำต้อยทั้งทางอารยธรรมและศีลธรรมจะยกย่องได้แล้ว

     จริงๆผมไม่มีปัญหากับหนังแนวเชิดชูมนุษย์-มนุษย์นิยม(Humanism) เท่าไหร่หรอกครับถ้าเกิดว่ามันไม่พยายามเสแสร้งกระทำตนเป็นอย่างอื่นจนเกินงาม

     ในขณะที่ The Happening เหล่าต้นไม้สยองขวัญไม่ยอมเลิกตามล่าตามล่างมนุษย์ง่ายๆแต่ TDESS กลับมัวแต่ตอกย้ำต่อไปว่าสุดท้ายมนุษย์ต่างดาวที่คิดทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์เพื่อรักษาดาวเคราะห์ก็พร้อมจะยอมเปลี่ยนใจเพียงได้ฟังเหตุผลอันดูจะเลื่อนลอยไร้หลักอย่าง We can change ที่พรั่งพรูออกจากปากของเฮเลนแทบทุกครั้งที่สนทนากับคลาทูจนแทบจะเป็นหนังหาเสียงให้ บารัค โอบาม่า อยู่แล้ว

     (หรือจะคิดเล่นแบบขำๆบางทีคลาทูอาจไม่ได้สนใจในความรักความเอาใจใส่ของเฮเลนที่มีต่อจาค็อบ หรือเหตุผลอะไรต่างๆนานาที่หนังพยายามยัดใส่เข้ามาเลยก็เป็นได้ เขาอาจเพียงแค่หลงรูปลักษณ์ภายนอกของเธอและไม่อยากให้เธอต้องตาย จริงๆดีแค่ไหนแล้วที่หนังไม่เลยเถิด(ไปเละเทะกว่านี้)ด้วยการให้คลาทูกับเฮเลนมีเซ็กส์กันก่อนฝ่ายมนุษย์ต่างดาวจะเปลี่ยนใจ เพราะคำพูดของ ศ.บาร์นฮาร์ดท์ ที่กล่าวกับเธอก่อนออกจากบ้านเขาว่า "อย่าใช้เหตุผล จงใช้ความเป็นตัวคุณเปลี่ยนใจเขา" นั้นแฝงนัยยะทางเพศเอาไว้ข้นคลั่กทีเดียว เมื่อพิจารณาประกอบกับเฮเลนที่ดูเหมือนจะ "ถูกชะตา" คลาทูตั้งแต่แรกพบ)

     ต้องอย่าลืมว่าสุดท้ายแล้ว "มนุษย์" ที่กระทำตนอยู่ในรูปในรอยและเรียกร้องเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ในหนังเรื่องนี้มีเพียงแค่ เฮเลน คนเดียวเท่านั้น ในขณะที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ รัฐมนตรีและต่างๆนานาอีกนับสิบในเรื่อง ต่างนั่งนิ่งเฉยอย่างเปิดเผยออกนอกหน้า แต่คลาทูก็ดูเหมือนจะไม่สนใจ ไม่รู้ทำไมนักชีววิทยาลูกติดหน้าตาดีคนหนึ่งอยู่ดีๆก็กลายเป็นความหวังของคนทั้งโลกไปได้

     เชื่อเถอะว่าหลังจากรอยยิ้มและหมู่มวลความหวังที่อบอวลท่ามกลางหมู่ควันของยานอวกาศทรงกลมและซากหมู่แมลงพวกมนุษย์ในเรื่องก็คงกลับมาฆ่ากัน และทำร้ายเผ่าพันธุ์อื่นเหมือนที่เคยเป็นมา

     ก็ขนาดคลาทู 1951 ที่เคยฉลาดกว่านี้ ยังเตือนสติมนุษย์ไม่สำเร็จเลย


 สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่
http://vreview.yarisme.com

Comment

Comment:

Tweet

"อย่าใช้เหตุผล จงใช้ความเป็นตัวคุณเปลี่ยนใจเขา"

เรามองว่า..หมายถึง ให้ใช้ความเป็นมนุษย์ในแบบที่เฮเลนเป็นอยู่ เปลี่ยนใจคลาทู นะคะ

มนุษย์ในแบบที่เฮเลนเป็นนั้น ก็คือ เธอเป็นคนที่มีจิตใจดีต่างจากคนรอบๆตัวเธอ ซึ่งคลาทูเองก็เห็นตรงจุดนี้
ไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องเพศ เป็นความรู้สึกที่ดีๆต่อกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ต่างดาว :-)

#13 By J (125.25.144.163) on 2009-05-28 20:29

เข้ามาอ่านครับ

หนังเชิดชู มนุษย์ อย่างที่ว่านั่นแหล่ะครับ

แต่เหตุผลที่ Klaatu เปลี่ยนใจนี่มันอ่อนมาก จนไม่น่าเชื่อถือ



ผมไม่รู้ว่า โอบาม่า หาเสียงยังไงนะครับ sad smile

แต่คิดว่าเวอร์ชั่นนี้ เรื่อง การเมือง ก็เยอะอยู่ (อย่างที่เคยเขียนไว้ใน Blog)

เหมือนหนังกัดอเมริกา (ซึ่งคงหมายถึงรัฐบาลเก่า ซึ่งเป็น พรรคตรงข้ามกับ โอบาม่า นั่นแหล่ะ)


ส่วนนัยยะทางเพศที่ว่า ผมนึกไม่ถึงแฮะ big smile

#12 By navagan (61.7.136.84) on 2009-01-26 23:07

ยังไม่ได้ดูเลย
แต่ทำไมไม่รู้สึกอยากดูก็ไม่รู้ ทั้งๆที่เป็นคนชอบ sci-fi แนวนี้, คอนเนลลี่ และแคธี่ เบสต์

#11 By eak early : เอกเช้า on 2009-01-18 17:14

ขอบคุณมากครับ สำหรับข้อมูล

#10 By ศึกษาต่อต่างประเทศ (58.9.166.184) on 2009-01-18 16:10

หนึ่งเสียง ที่รำคาญ คอนเนลลี่ ที่มาหาเสียงให้ โอบาม่า ตลอดทั้งเรื่อง 55

#9 By merveillesxx (58.8.121.183) on 2009-01-18 15:27


รู้สึกชิงชังไดอะล็อคที่ว่า "เราเปลี่ยนได้...พวกเราเปลี่ยนได้" (พอดีที่บ้านมีพากษ์ไทยน่ะ เจ๊คอนเนลลี่เลยพูดไทยได้ 55)

มันเป็นคำพูดที่ตลบดะแลงลวงโลกสิ้นดี

#8 By renton (125.26.125.234) on 2009-01-17 20:28

ชอบส่วนนี้แฮะ


รวม ถึงการจัดงานอีเวนต์ต่างๆเพื่อรณรงค์การรักษาสิ่งแวดล้อม เลิกใช้ถุงพลาสติก(แต่ในงานกลับใช้พลาสติกอย่างเกลื่อนกลาด) จนนับไม่ถ้วนซึ่งหาได้มีเจตนารมณ์เช่นนั้นไม่ (เพราะเอาเข้าจริงแล้วในกระบวนการผลิตภาพยนตร์ก็ไม่ได้ช่วยรักษาสิ่งแวด ล้อมเท่าไรนักหรอก)


555+

เจอมาเองคาตา ตอนงานจุฬาฯ วิชาการ ที่มี Theme ในการ "ลดการสร้างมลภาวะ ต้านโลกร้อนด้วย" ส่วนหนึ่ง...แต่หน้างานแม่งแจกถุงกระดาษเว้ย

แล้วบอร์ดวิชาการส่วนที่ผมทำแปะ เขียนโชว์คนเข้างานว่า ถุงกระดาษนั้นสร้างมลพิษมากกว่าถุงก๊อบแก๊บเสียอีก และหลายเท่าด้วย พอพูดให้เด็กๆ มันฟังเสร็จ เด็กมันยกถุงกระดาษจุฬาวิชาการขึ้นโชว์

ไอ้เรารึเขินกึ๊กเรย...เลยต้องแก้เกี้ยวไปว่า "เด๊๋ยวกรูไปด่าอธิการให้"

พวกนี้ใช้ของตามสามัญสำนึก..."นั่งเทียนคิดเอาเองว่าถุงกระดาษสร้างมลภาวะน้อยกว่าถุงพลาสติก" โดยไม่เคยศึกษาข้อมูลจริงก่อนเรย

ด้วยความเคารพ

#7 By fallingangels on 2009-01-16 23:15

อ่านอยู่นานเลยแหละ sad smile

#6 By ไอ้ไทม์ on 2009-01-16 16:00

We can change !! (ยังไม่ได้ดูหรอกน่ะ ฮ่าๆ)

เราจำได้ลางๆว่าเคยดูต้นฉบับไปเหมือนกัน (และการอ่านบทความของอ.ประวิทย์ ก็ช่วยรีแค๊ปได้เป็นอย่างดี) แต่สาเหตุที่เราไม่เลือกดูหนังเรื่องนี้ในโรง (นอกจากที่นาโนเคยบอกว่าฉากขายทุกฉาก มันอยู่ในตัวอย่างหมดแล้ว ฮา..) ก็อย่างที่นาโนบอกว่านี้กลัวใรเอนทรี้นี้นั้นแหละ ว่าสิ่งที่หนังพยายามอธิบาย อาจจะดูเสแสร้งกระทำตนเป็นอย่างอื่นจนเกินงาม

อ้อ และเหคุผลหลักอีกเหตุผลหนึ่ง ก็คือบาดแผลที่เกิดจากฝีมือของพี่มาโนช มันยังไม่ตกสะเก็ดนั้นเอง ฮา...

#5 By BloodyMonday on 2009-01-16 15:29

พออ่านแล้วเห็นด้วยเลยแฮะ sad smile

เหมือนหนังพยายามเชิดชูมนุษย์ว่าดี สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งๆที่แสดงภาพลบมาตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง

#4 By SkyKiD on 2009-01-16 12:05

+ พี่คงคิดถูกแล้วล่ะ ที่เลือกบายหนังรีเมคเรื่องนี้ในโรงอ่ะครับ หุๆ wink

#3 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2009-01-16 10:29

เรื่องมีประเด็นที่ผมชอบมาก แต่ครึ่งหลังน้ำเน่าสิ้นดีเลยครับ sad smile

#2 By chubby on 2009-01-16 09:48

อ่านจบชักหวั่นๆครับ
sad smile

#1 By Seam - C on 2009-01-16 07:44