The Day the Earth Stood Still : แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์(?)
posted on 16 Jan 2009 03:35 by nanoguy in Article, Movies
เพียงไม่นานหลัง อัล กอร์ เดินขึ้นรับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมให้แก่ An Inconvenient Truth และตามมาด้วยรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประเด็นอันเกี่ยวเนื่องกับภาวะ "โลกร้อน" หรือ Climate Change (ไม่ค่อยอยากใช้คำว่า Global Warming เพราะผลของมันไม่ใช่แค่ Warming อย่างเดียว) ก็ฮ็อตฮิตติดลมบนนำมาสู่การผลิตสื่อเพื่อรณรงค์ปัญหาในประเด็นนี้อย่างกว้างขวางแม้แต่สถานีโทรทัศน์ของประเทศไทยก็ยังผลิตปฏิทินรณรงค์เพื่อลดโลกร้อนออกมา
ก่อนหน้านี้ไม่กี่อึดใจเราก็เพิ่งได้ดู The Happening ของมาโนช ไนต์ ชัยมาลัน อันนำเสนอภาพของธรรมชาติที่เหลืออดกับพฤติกรรมต่ำช้าของมนุษย์จึงเริ่มต้นแก้แค้นอย่างเงียบเชียบและสุดสะพรึง และ TheDay the Earth Stood Still ก็หยิบจับประเด็นสาระจากหนังในปี1951 มาปรับเปลี่ยนจากเรื่องสงครามนิวเคลียร์ให้กลายเป็นเรื่องของโลกที่กำลังจะแตกสลายเพราะความไร้ยางอายของเผ่าพันธุ์มนุษย์โดยไม่ได้เจาะจงเป็นพิเศษในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง
สิ่งหนึ่ง(ในไม่กี่อย่าง)ที่ผมชอบใน TDESS ภาคนี้คือการพูดถึงปัญหาใหญ่โดยไม่พยายามเจาะจงไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไปซึ่งนั่นจะทำให้กลายเป็นหนังตีหัวเข้าบ้านเพียงเพื่อให้ตัวเองดูมีสาระมากกว่าหนังดาษๆ ไม่ต่างกับรายการทีวีบ้านเราที่เอะอะก็โยงนั่นโยงนี่เข้ากับโลกร้อน รวมถึงการจัดงานอีเวนต์ต่างๆเพื่อรณรงค์การรักษาสิ่งแวดล้อม เลิกใช้ถุงพลาสติก(แต่ในงานกลับใช้พลาสติกอย่างเกลื่อนกลาด) จนนับไม่ถ้วนซึ่งหาได้มีเจตนารมณ์เช่นนั้นไม่ (เพราะเอาเข้าจริงแล้วในกระบวนการผลิตภาพยนตร์ก็ไม่ได้ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมเท่าไรนักหรอก)
หากยังจำ WALL-E กันได้ ก็จะพบว่าหนังสองเรื่องนี้ตั้งประเด็นเกี่ยวกับ "การพิทักษ์โลก" เอาไว้เหมือนกัน แต่ด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
WALL-E พามนุษย์ตัวกลมๆ ที่กินนอนอยู่ในยานอวกาศไกลจากโลกนับร้อยนับพันปีแสงกลับลงมาใช้ชีวิตบนโลกอันเป็นที่สั่งสมอารยธรรมต่างๆ ของความเป็นมนุษย์อันงดงาม(อ้างอิงจากสไลด์ที่กัปตันยานเปิดชม) ก่อนจะร่วมกันสรรค์สร้าง "อารยธรรมใหม่" ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ขึ้นในช่วง end credit อันสุดแสนจะครีเอต โดยมนุษย์ในอนาคตหลังจบหนังเรื่องนี้ ริเริ่มก่อร่างสร้างอารยธรรมร่วมกับเผ่าพันธุ์หุ่นยนต์
ใน The Day the Earth Stood Still - คลาทู (คีอานู รีฟส์) มนุษย์ต่างดาวที่มาเกิดใหม่ในร่างมนุษย์บนผืนโลกพร้อมสีหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึกกล่าวว่าภารกิจของมนุษย์ต่างดาวในครั้งนี้คือการปกป้องโลก แต่หาได้คิดจะปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษย์ เพราะพฤติกรรมของเหล่ามนุษย์กำลังจะทำลาย "ดาวโลก" ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ดวงของระบบจักรวาลทั้งหมดที่เผ่าพันธุ์ "สิ่งมีชีวิต" สามารถใช้อยู่อาศัยดำรงตนได้
ดูเพียงเท่านี้คงเห็นว่าเรื่องหลังมอง "มนุษย์" ในแง่ลบอย่างถึงที่สุด ปฏิบัติการของมนุษย์ต่างดาวครั้งนี้จึงคลับคล้ายกับตำนานเรื่องของเรือโนอาห์ที่บรรทุกผู้โดยสารเป็นสัตว์หลากสปีชี่ส์ที่เป็นตัวผู้-ตัวเมีย ให้รอดพ้นจากน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่วัตถุทรงกลมนามธรรมจำนวนมหาศาลทั่วโลกทำหน้าที่นี้อย่างเคร่งครัด ก่อนคลาทูจะเป็นผู้สั่งการกดปุ่ม "น้ำท่วมโลก" ในขั้นสุดท้าย เมื่อเห็นว่าการเจรจาหาทางแก้ไขกับเหล่าผู้นำโลกนั้นล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ
หนังตอกย้ำประเด็นดังกล่าวด้วยการสร้างตัวละครเรจิน่า แจ็คสัน (แคธี เบตส์ - ในบทบาทการแสดงที่ "ธรรมดา" จนน่าประหลาดใจ) ขึ้นมาในฐานะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯที่คิดว่าตนเองมีอำนาจเสียเต็มประดา เพราะเธอคือปากเสียงของประธานาธิบดี(ที่ทั้งเรื่องเราจะไม่เห็นหน้าเขาสักครั้ง) และในหนังเธอก็ไม่ต่างกับภาพสะท้อนของมนุษย์ผู้โง่งมหลงในความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ("Why have you come to OURplanet?") ติดกับดักความคิดว่าเผ่าพันธุ์ของตนนั้นทรงอำนาจ แน่นอนว่าไม่เพียงแค่อำนาจในฐานะของความเป็นมนุษย์แต่ยังเป็นอำนาจในฐานะของรัฐมนตรี และเป็นรัฐมนตรีของประเทศที่ชื่อสหรัฐอเมริกา
มนุษย์ต่างดาวในภาคนี้ไม่ได้ดูเป็นคนดีหรือมาช่วยปกป้องโลกหรือเป็นตัวแทนของพระเยซูคริสต์อย่างชัดเจนเหมือนเวอร์ชั่นปี 1951 ที่มาเยือนโลกเพียงเพื่อแจ้งข่าวเท่านั้น จึงปรับแก้เปลี่ยนตัวละคร เฮเลน เบ็นสัน (เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ - กับบทที่เจิดจรัสด้านรูปลักษณ์ที่สุดในรอบหลายปี) จากเลขาสาวธรรมดาให้กลายเป็นนักชีววิทยาระดับท็อปของประเทศ(และอาจจะของโลกหากมองว่าคนสร้างคืออเมริกันผู้รักชาติ) ผู้มีบุคลิกลักษณะแตกต่างจากตัวละครอื่นอย่างเห็นได้ชัด และแน่นอนมันเตะตาคลาทูจนเขาไม่อาจละสายตาจากเธอไปเฉยๆได้ ผนวกกับความเชื่อมั่นในเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาอย่างเข้มข้น
แม้มนุษย์จะเป็นเผ่าพันธุ์ที่นิยมความรุนแรงไร้เหตุผล ขาดแคลนความรับผิดชอบ อีกทั้งยังเห็นแก่ตัวและไม่รู้จักมองการณ์ไกลขนาดหนักแต่มนุษย์ต่างดาวในคราบคนเชื้อสายจีนอายุ 70 ปี (เจมส์ ฮอง) กลับหลงรักเผ่าพันธุ์นี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น และหาเหตุผลมาอธิบายความรู้สึกนี้ไม่ได้ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขารักในเผ่าพันธุ์นี้หรือหลงรักในเทคโนโลยีและสรรพสิ่งต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้น (อาจนับรวมถึงอารมณ์ รัก-โลภ-โกรธ-หลงและความสัมพันธ์แบบมนุษย์) ซึ่งเกือบทั้งหมดล้วนมีส่วนช่วยทำลาย "ดาวเคราะห์โลก" ลงทีละน้อยๆ คลาทูอาจด่าเขาอยู่ในใจว่า "ไอ้แก่ใจแตก" หลังรับรู้ว่าเพื่อนร่วมดาวได้ละทิ้งภารกิจเสียแล้ว ในการนัดพบที่ร้านแม็คโดนัลด์ข้างทางแห่งหนึ่ง
เห็นทีแค่มนุษย์ต่างดาวพูดเองจะโน้มน้าวใจ คลาทู ไม่ได้เพียงพอ จึงต้องแนะนำตัวละครศาสตราจารย์ระดับรางวัลโนเบล บาร์นฮาร์ดท์(จอห์น คลีส) เพื่อทำหน้าที่พูดประโยค key ของเรื่อง (เขาปรากฏตัวเพียงฉากเดียวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ) ใจความสำคัญของประโยคนั้นได้ขยายความสิ่งที่มนุษย์ต่างดาวหน้าจีนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้ นั่นคือเผ่าพันธุ์มนุษย์หาได้ไร้แล้วซึ่งความหวังอย่างที่คลาทูยืนยันเหตุผลในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะเมื่อถึงจุดวิกฤติชนิดยืนอยู่ริมปากเหว มนุษย์ยังมีความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่นะ และที่ผ่านมาก็เป็นอย่างนี้มาตลอด
สรุปไว้เป็นพิธีก่อน หนังพยายามเหลือเกินที่จะบอกว่าอารยธรรมของมนุษย์นั้นช่างแสนเล็กจ้อยราวเศษธุลีดินของจักรวาล แต่ไปๆมาๆ สุดท้ายหนังกลับนำเสนอตัวเองในฐานะ "มนุษย์นิยม"อย่างสุดกู่ทีเดียว
ด้วยความที่ยังไม่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เวอร์ชั่นปี 1951 จึงไม่รู้ว่าที่เขาตีความกันว่า คลาทู เป็นเสมือนร่างทรงของพระเยซูคริสต์นั้นหนังได้แสดงออกอย่างชัดเจนเพียงใด และท่าทีของหนังที่วางตัวต่อมนุษย์ต่างดาวที่มาเยือนโลกด้วยความปรารถนาดีนั้นเป็นไปในลักษณะไหน แต่สำหรับเวอร์ชั่น 2008 มนุษย์ต่างดาวก็คือมนุษย์ต่างดาว ไม่ใช่พระเจ้าหรือศาสดาแถมตัวละครในเรื่อง (และผู้กำกับ) ก็มองเช่นนั้นอย่างชัดเจนบางครั้งก็สวมแว่นทัศนคติมองไปที่คลาทูเหมือนมนุษย์ปกติ (หรือแม้แต่มองว่าเป็นคนสติไม่ดี) - หากไม่มีหุ่นยักษ์กอร์ธสำแดงเดชให้เป็นที่ประจักษ์ ก็คงไม่มีใครคิดจะทำอะไรหรือยึดถือว่าเป็นเรื่องสำคัญระดับโลก
เหตุผลสำคัญที่หนังนำเสนอให้เห็นภาพถึงสาเหตุที่คลาทูยอมล้มเลิกภารกิจ(หลังแมลงพิฆาตจำนวนนับล้านเพิ่งทำลายสนามฟุตบอลได้เพียงแห่งเดียว) คือภาพความรักความห่วงใยที่เฮเลนมีต่อจาค็อบ (จาเดน สมิธ) ลูกเลี้ยงของสามีที่เพิ่งเสียชีวิตไป แม้ว่าเด็กเปรตหัวหยิกจะชอบเหวี่ยงใส่เธออยู่เป็นนิจอย่างสมควรตบให้แดดิ้น แต่อย่างน้อยเธอก็ยังต้องรับผิดชอบเขาในฐานะแม่คนหนึ่ง(แน่นอนว่าตามมาด้วยไดอะล็อกสะเหร่อๆ ประเภทที่เด็กเรียก Helen มาทั้งเรื่อง แล้วก็เปลี่ยนใจมาเรียกว่า "แม่" ในท้ายที่สุด) ซึ่งคลาทูแลดูจะอะเมซซิ่งกับภาพที่เห็นเอามากๆ ประมาณว่าไม่เคยพบเคยเห็น ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีมนุษย์ที่ห่วงใยกันและกันได้ปานนี้(โปรดนึกหน้าคีอานูในสายตาอินโนเซนต์ไร้ความรู้สึกตามไปด้วย)
จริงๆบท จาค็อบ นี่ก็น่าสงสารเหมือนกัน ไหนจะพ่อตาย แถมต้องอยู่กับแม่เลี้ยง เหวี่ยงตลอดเวลาแล้วก็ไม่วายโดนยัดคำพูดห่วยๆให้พูดอยู่เรื่อย (สงสัยคนทำคงคิดว่ามันจะซึ้งมันจะฟีลกู้ด) นอกจาก Helen-Mom อะไรที่ว่าไปนั่นแล้ว เด็กนี่เรียกมนุษย์ต่างดาวด้วยสรรพนาม IT มาตลอดเรื่อง (พร้อมกับบอกว่าควรจะฆ่าๆไปเสีย) แต่พอคลาทูล้มเลิกภารกิจขึ้นยานกลับบ้าน ก็เปลี่ยนไปใช้คำว่า HE พร้อมมอบรอยยิ้มพิมพ์ใจให้กับแม่เลี้ยงสุดสวย ราวกับได้ให้เกียรติผู้กอบกู้โลกอย่างสูงสุดเท่าที่มนุษย์ตัวเล็กๆ ผู้ต่ำต้อยทั้งทางอารยธรรมและศีลธรรมจะยกย่องได้แล้ว
จริงๆผมไม่มีปัญหากับหนังแนวเชิดชูมนุษย์-มนุษย์นิยม(Humanism) เท่าไหร่หรอกครับถ้าเกิดว่ามันไม่พยายามเสแสร้งกระทำตนเป็นอย่างอื่นจนเกินงาม
ในขณะที่ The Happening เหล่าต้นไม้สยองขวัญไม่ยอมเลิกตามล่าตามล่างมนุษย์ง่ายๆแต่ TDESS กลับมัวแต่ตอกย้ำต่อไปว่าสุดท้ายมนุษย์ต่างดาวที่คิดทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์เพื่อรักษาดาวเคราะห์ก็พร้อมจะยอมเปลี่ยนใจเพียงได้ฟังเหตุผลอันดูจะเลื่อนลอยไร้หลักอย่าง We can change ที่พรั่งพรูออกจากปากของเฮเลนแทบทุกครั้งที่สนทนากับคลาทูจนแทบจะเป็นหนังหาเสียงให้ บารัค โอบาม่า อยู่แล้ว
(หรือจะคิดเล่นแบบขำๆบางทีคลาทูอาจไม่ได้สนใจในความรักความเอาใจใส่ของเฮเลนที่มีต่อจาค็อบ หรือเหตุผลอะไรต่างๆนานาที่หนังพยายามยัดใส่เข้ามาเลยก็เป็นได้ เขาอาจเพียงแค่หลงรูปลักษณ์ภายนอกของเธอและไม่อยากให้เธอต้องตาย จริงๆดีแค่ไหนแล้วที่หนังไม่เลยเถิด(ไปเละเทะกว่านี้)ด้วยการให้คลาทูกับเฮเลนมีเซ็กส์กันก่อนฝ่ายมนุษย์ต่างดาวจะเปลี่ยนใจ เพราะคำพูดของ ศ.บาร์นฮาร์ดท์ ที่กล่าวกับเธอก่อนออกจากบ้านเขาว่า "อย่าใช้เหตุผล จงใช้ความเป็นตัวคุณเปลี่ยนใจเขา" นั้นแฝงนัยยะทางเพศเอาไว้ข้นคลั่กทีเดียว เมื่อพิจารณาประกอบกับเฮเลนที่ดูเหมือนจะ "ถูกชะตา" คลาทูตั้งแต่แรกพบ)
ต้องอย่าลืมว่าสุดท้ายแล้ว "มนุษย์" ที่กระทำตนอยู่ในรูปในรอยและเรียกร้องเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ในหนังเรื่องนี้มีเพียงแค่ เฮเลน คนเดียวเท่านั้น ในขณะที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ รัฐมนตรีและต่างๆนานาอีกนับสิบในเรื่อง ต่างนั่งนิ่งเฉยอย่างเปิดเผยออกนอกหน้า แต่คลาทูก็ดูเหมือนจะไม่สนใจ ไม่รู้ทำไมนักชีววิทยาลูกติดหน้าตาดีคนหนึ่งอยู่ดีๆก็กลายเป็นความหวังของคนทั้งโลกไปได้
เชื่อเถอะว่าหลังจากรอยยิ้มและหมู่มวลความหวังที่อบอวลท่ามกลางหมู่ควันของยานอวกาศทรงกลมและซากหมู่แมลงพวกมนุษย์ในเรื่องก็คงกลับมาฆ่ากัน และทำร้ายเผ่าพันธุ์อื่นเหมือนที่เคยเป็นมา
ก็ขนาดคลาทู 1951 ที่เคยฉลาดกว่านี้ ยังเตือนสติมนุษย์ไม่สำเร็จเลย
สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่ http://vreview.yarisme.com


#1 By Seam - C on 2009-01-16 07:44