MuallafSuddenly, Last Winter

     สารคดีทั้งสองเรื่องนี้ฉายครั้งแรกคราวงานเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทยครั้งล่าสุด ก่อนที่ในบรรดาสารคดีทั้งหลาย สองเรื่องนี้ถูกเลือกมาเข้าโรงในเครือ APEX เพื่อเผยแพร่ในวงกว้างมากขึ้น แต่ก็น่าเสียดายที่ต้องลาโรงไปด้วยระยะฉายเพียงสองสัปดาห์ (ซึ่งก็ไม่ได้แปลกอะไร)

     มูอัลลัฟ (The Convert) เป็นสารคดีเกี่ยวกับสาวชาวพุทธชื่อจูน ที่ตัดสินใจแต่งงานกับเอก หนุ่มมุสลิมจังหวัดปัตตานี เธอต้องกลายเป็น "มูอัลลัฟ" เปลี่ยนไปเข้ารีตศาสนาอิสลาม ย้ายไปใช้ชีวิตที่บ้านของสามี โดยยอมทิ้งงานการเงินดีที่กรุงเทพฯ อย่างเต็มใจ ก่อนจะประสบพบเจอปัญหาชีวิตมากมายรุมเร้าหลังแต่งงาน - ส่วน Suddenly, Last Winter นำเสนอความเป็นไปทางการเมืองในประเทศอิตาลี หลังจากกฎหมายฉบับหนึ่งที่มีเนื้อหาว่าด้วยสิทธิทางกฎหมายของคู่สมรสซึ่งไม่แบ่งแยกคุณสมบัติตามเพศ ก่อให้เกิดกระแสขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคมอนุรักษ์นิยม ซึ่งมีศูนย์กลางของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอย่างนครรัฐวาติกันสถิตอยู่กลางเมืองหลวง

  เรื่องแรกนั้น จริงๆที่ผมให้สามดาวก็ไม่ถูกนัก เพราะจริงๆแล้วมันก้ำกึ่งอยู่ราวๆ 2.75 ดาวเสียมากกว่า เนื่องจากประเด็นแท้จริงของหนังกลับไม่เกี่ยวกับคำว่า "มูอัลลัฟ" ที่เป็นชื่อหนัง แต่ไปเน้นถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นเพราะชีวิตสมรสและการมุ่งจะประคับประคองให้ตลอดรอดฝั่ง อันผิดความคาดหวังของคนดูส่วนใหญ่ที่เห็นชื่อหนังและเรื่องย่อตามสื่อประชาสัมพันธ์ ที่คิดว่าคงได้ดูสารคดีแนว culture shock ของสาวพุทธผู้ปรับตัวเข้ากับวิถีอิสลามอันคร่ำเคร่งไม่ได้ แต่เนื้อหาส่วนที่ว่ามานี้กลับถูกเล่าเพียงผ่าน เพื่อขับเน้นประเด็นที่แท้จริงของหนังแทน และแม้ประเด็นของหนังนั้นจะหนักแน่น ภาพรวมของหนังกลับยังแลดูไม่เต็มอิ่มอย่างน่าเสียดาย

  ชีวิตของจูนไม่ได้รับผลกระทบจากศาสนาอิสลาม แต่ความกดดันในการประคองชีวิตแต่งงานตามอุดมคติของเธอต่างหากที่หนักหน่วงสาหัส จนทำให้หนังดูเครียดไปบ้าง ในขณะที่ กุสตาฟ และ ลูคา คู่รักเกย์ผู้กำกับ Suddenly, Last Winter ซึ่งกำลังเผชิญกับกระแส Homophobia อันกว้างขวางและบ้าคลั่งจากผู้คนรอบกายและสื่อกระแสหลัก กลับเลือกนำเสนอแบบเปี่ยมอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดี (ทว่าเสียดสีพอตัว)

  ถึงทั้งสองเรื่องจะแลดูต่างกันหมดทั้งเนื้อเรื่อง ลักษณะการนำเสนอ อารมณ์ของหนัง หรือแม้แต่สัญชาติของผู้กำกับ แต่ประเด็นร่วมที่น่าสนใจที่สุดของสารคดีทั้งคู่นี้คือ ความเป็นครอบครัวและการแต่งงาน (น่าเสียดายที่สารคดีไต้หวันเรื่อง Somewhere Over the Cloud ที่ฉายในเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทยเช่นกัน ไม่ได้มาเข้าฉายโรงใหญ่คราวนี้ด้วย ทั้งที่แสดงให้เห็นภาพของครอบครัวอีกแง่มุมหนึ่งได้น่าสนใจทีเดียว)

  จากตอนแรกที่ผู้ชมส่วนใหญ่หวังว่าจะเห็นภาพของจูนประสบปัญหา ไม่ลงรอยกับครอบครัวอิสลามของฝ่ายสามี หรือหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลามที่มักจะคร่ำเคร่งและเข้มงวดในการดำเนินชีวิตประจำวัน เรากลับเห็นเพียงแค่การกล่าวรับศาสนาอิสลามในวันแต่งงานที่ผิดบ้างถูกบ้าง ทว่าอยู่ในสายตาแห่งความเอ็นดูจากญาติผู้ใหญ่ที่ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่มาสวมฮิญาบอีกคนหนึ่ง โดยไม่ต้องพูดถึงชีวิตประจำวันอันเกี่ยวข้องกับข้อห้ามหรือหลักปฏิบัติของอิสลามที่จูนทุ่มเทชีวิตให้แบบพันเปอร์เซ็นต์ เพราะนี่คือทางที่เธอเลือกเดินแล้ว

  ศาสนาอิสลามที่เรามักมองว่าเข้มงวด (ไม่ว่าจากภาพลักษณ์ที่เราคิดเพราะได้ดูหนังอิหร่าน หรือภาพลักษณ์ที่มักถูกปลูกฝังไปเองผ่านข้อห้ามที่รู้จักกันดีเช่น ห้ามกินหมู ห้ามเล่นดนตรี ห้ามโดนตัวสุนัข) กลับถูกนำเสนอจากผู้กำกับมุสลิมทั้งสาม (ก้อง ฤทธิ์ดี, ภาณุ อารี, กวีนิพนธ์ เกตุประสิทธิ์) ในมุมที่ต่างออกไป เราจะเห็นเอกประกอบอาชีพเป็นนักดนตรีในผับ เห็นจูนกลับไปเยี่ยมบ้านแม่ตอนสงกรานต์ อุ้มหมาเล่นอย่างสบายอกสบายใจ ไปจนถึงสวมชุดฮิญาบสีดำเต็มยศไปร่วมงานบวชนาคของเพื่อนเก่า โดยไม่ได้มีใครออกมาแสดงท่าทีขัดแย้ง โต้แย้ง หรือมองสิ่งที่จูนทำด้วยสายตารังเกียจเลย แม้กระทั่งช่วงถือศีลอด(รอมฎอน) จูนยังเข้มแข็งอดอาหารได้นานกว่าสามีที่เป็นมุสลิมมาแต่กำเนิดเสียอีก หรือเมื่อเอกตัดสินใจกลับไปเล่นดนตรีตามเดิม จึงทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคู่รัก เพราะจูนทั้งยอมลาออกจากงาน ย้ายถิ่นฐานอาศัยจากบ้านเกิดมาอยู่ที่ใต้ อีกทั้งเปลี่ยนศาสนา เมื่อเธอเสียสละหลายสิ่งหลายอย่างขนาดนี้ ทำไมเอกจึงไม่อดทนให้เทียบเท่าเธอ

  ปัญหาชีวิตของจูนกับเอกไม่ได้เกิดจากศาสนา แต่เกิดจากการแต่งงานและการถือครองชีวิตคู่ ความพยายามจะใช้ชีวิตแบบอุดมคติ การเสียสละหลายต่อหลายสิ่งในชีวิตก่อนหน้าเพื่อสร้างชีวิตของครอบครัวที่สมบูรณ์ ย้ายออกจากบ้านของครอบครัวไปประกอบกิจการขายผลไม้ที่เกาะหลีเป๊ะ กระทั่งสุดท้ายทุกอย่างก็จบลงเพราะไปไม่รอด และไม่ใช่หนทางที่จะดูแลชีวิตใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นระหว่างนั้น จนสุดท้ายเอกกับจูนต้องย้ายกลับกรุงเทพฯ สามีไปเป็นนักดนตรีตามเดิม และภรรยาก็กลับไปสู่งานนิตยสารที่เธอถนัด เพราะนั่นคือหนทางที่ดีที่สุดในการหาปัจจัยมาเสริมสร้างจุนเจือครอบครัวของพวกเขา

  การแต่งงานใน มูอัลลัฟ จึงถูกนำเสนอว่าเป็นการผูกมัดประการหนึ่งที่ส่งผลใหญ่หลวงต่อชีวิตของมนุษย์ตัวเล็กๆ ไม่ว่าจะมีพื้นเพถิ่นฐานมาจากไหน ความเชื่อนับถือพระเจ้าต่างกันหรือไม่ แม้จะมีกฎระเบียบต่างๆยิบย่อยมากมาย แต่มนุษย์ก็ยินยอมและพยายามฝ่าฟันมันไป เพื่อไปฟันฝ่ากับบทเรียนชีวิตอันหนักหนาสาหัสอีกครั้ง หลังผ่านพิธีกรรมพะยศ "สามี-ภรรยา" ให้แก่กัน โดยกลบบังปัญหาจากความแตกต่างประการอื่นๆเสียหมดสิ้น

  ไม่เพียงแค่ชายจริงหญิงแท้เท่านั้นหรอกที่ศรัทธาใน "การแต่งงาน" (หรือ การสร้างครอบครัวอย่างเป็นทางการ - ถ้าจะเรียกให้สุดโต่ง) คู่รักร่วมเพศเองก็เช่นกัน เมื่อรัฐบาลใหม่ของนายกรัฐมนตรี โรมาโน โปรดี ชนะการเลือกตั้ง เหล่าเกย์-เลสเบี้ยนต่างโห่ร้องแสดงความยินดี เพราะหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลนี้คือกฎหมายที่ชื่อ DICO อันจะเอื้อสิทธิ์ทางกฎหมายให้แก่คนทุกคน ในฐานะ "คู่ชีวิต" (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินประกัน หรือการตัดสินใจทางกฎหมายต่างๆ ซึ่งแต่เดิมมีเพียงคู่สามีภรรยา ชาย-หญิง เท่านั้นที่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าว) อย่างเท่าเทียม

  ความยินดีฉายแสงอยู่เพียงไม่นาน รัฐบาลของนายโปรดีก็ประสบปัญหาเมื่อสมาชิกวุฒิสภาโหวตไม่ไว้วางใจแทบจะทันควัน โดยหนึ่งในประเด็นที่กลายเป็นปัญหานั้นกลับกลายเป็นกฎหมาย DICO ชิ้นนี้ ซึ่งส่งผลกว้างขวางถึงขั้นที่ทำให้ประเด็นที่ใหญ่กว่านั้นเช่นการส่งทหารไปร่วมรบในอัฟกานิสถาน ถูกต่อต้านจากฝ่ายค้านอนุรักษ์นิยม โดยมีประเด็นแอบแฝงคือเพื่อให้รัฐบาลถอนกฎหมาย DICO ออกจากการพิจารณาในสภา จนรัฐบาลต้องยอมตามเพื่อความอยู่รอดและเสถียรภาพ จนทำให้สองผู้กำกับ กุสตาฟ โฮเฟอร์ และ ลูคา รากัซซี่ คู่รักเกย์ในวงการสื่อ ตัดสินใจหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกเหตุการณ์และความเป็นไปของสังคมอิตาลีในประเด็นนี้

  หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสื่อกระแสหลัก อีกทั้งเหล่าประชาชนชาวโรมันคาทอลิกผู้เคร่งครัดทั้งหลาย และแม้แต่บิชอป พระสันตะปาปาแห่งนครรัฐวาติกัน ต่างก็ถือประเด็น DICO เป็นเรื่องหลักและก่อให้เกิดกระแสถกเถียงอย่างกว้างขวาง (จริงๆน่าจะเรียกว่ากระแส "ต่อต้าน" มากกว่า) โดยประเด็นหนึ่งที่ถูกขับเน้นอย่างเด่นชัดและรุนแรงคือนิยามของคำว่า "ครอบครัว"

  แม้ว่าที่จริงแล้ว DICO เพียงแต่ระบุถึงกลไกทางราชการเพื่อให้ผู้ที่ประสงค์จะให้ใครรับสิทธิ์ในฐานะคู่ชีวิตเข้าสู่ระบบ หาได้เกี่ยวข้องกับการแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรสระหว่างคนเพศเดียวกัน แต่ประเด็นความจริงนี้ก็ถูกทำให้เลือนหายไป และกฎหมาย DICO ในกระแสความรับรู้ของชาวอิตาลีส่วนใหญ่คือกฎหมายอัปยศที่สนับสนุนการแต่งงานของเกย์-เลสเบี้ยน อันขัดกับศีลธรรมอันดีของสังคม และของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก อีกทั้งขัดต่อหลักศีลธรรมของ "ครอบครัว"

  กุสตาฟกับลูคา ถือกล้องเข้าไปหาประชาชนชาวอิตาลี รวมถึงนักการเมืองจากทุกฝ่ายที่นั่งประชุมเกี่ยวกับกฎหมายฉบับดังกล่าว (เพื่อแก้ไขให้ถูกใจคนทุกฝ่ายในสังคม) โดยมุ่งถามตรงๆถึงความเห็นของพวกเขาที่มีต่อกฎหมาย DICO หรือต่อกลุ่มคนรักร่วมเพศ และได้รับคำตอบที่ตีแสกหน้ากลับมาตรงๆเช่นกันจากคนกลุ่มดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น "พวกป่วยจิต", "ผิดปกติ", "น่าขยะแขยง" ฯลฯ

  ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงอย่างสิ้นหวัง ด้วยการสมมติฉากพระสันตะปาปาในปีคริสตศักราช 2050 ออกมากล่าวขออภัยชาวเกย์-เลสเบี้ยน ที่ถูกประชาทัณฑ์จนตายในสมัยอดีตกาล โดยวี่แววเจตนารมณ์ของกฎหมาย DICO แต่ดั้งเดิมก็เลือนหายไป...

  ทั้งหมดนี้ไม่ต้องยกไปเปรียบกับประเทศใกล้เคียงอย่างสเปน ที่กฎหมายเปิดช่องให้คู่เกย์รับบุตรบุญธรรมได้แล้วด้วยซ้ำ ในขณะที่ประเทศอิตาลียังถกเถียงเรื่องความเหมาะสมในแง่ของสิทธิทางกฎหมายของคู่รักเพศเดียวกัน และในหลายประเทศแถบเอเชียที่ประเด็นเหล่านี้เหมือนกับถูกบดบังไว้และไม่มีใครแยแส

  คำว่าครอบครัวที่เหล่าผู้ต่อต้านมักหยิบมาอ้าง คือความหมายที่ว่าครอบครัวต้อง "ผลิตประชากร" ได้ตามธรรมชาติ ตามหลักสรีระที่พระเจ้าประทานให้แก่มวลมนุษย์ บ้างก็บอกกับสองผู้กำกับว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องแต่งงานกัน เพราะยังไงพวกเขาก็อยู่กินด้วยกันอยู่แล้ว!

  ปัญหาชีวิตของจูนกับเอกนั้นเหนือกว่าระดับที่ศาสนาจะเข้ามามีอิทธิพล แต่กุสตาฟกับลูคากลับกำลังเผชิญอำนาจกดดันที่มาจากศาสนา ไม่เพียงแค่การตัดสินใจว่าจะให้หรือไม่ให้ใครแต่งงานกัน ใครทำอะไรถูกหรือผิดศีลธรรม ขัดหรือไม่ขัดต่อพระวัจนะของพระเจ้า ยังรวมถึงการผูกขาดนิยามของคำว่า "ครอบครัว" อีกด้วย

  "ครอบครัว" ในการณ์นี้ไม่เพียงแค่กลายเป็นตัวแสดงถึงการใช้ชีวิตแบบถูกทำนองคลองธรรม จารีตประเพณีของสังคมแต่ดั้งเดิม แต่ยังกลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายอนุรักษ์นิยมในการกีดกันผู้มีความหลากหลายทางเพศ ที่ต้องการใช้ชีวิตแบบเดียวกันกับเหล่าชายจริงหญิงแท้ (ฝ่ายอนุรักษ์นิยมหลายภาคส่วนร่วมมือกันจัดงาน Family Day ขึ้น โดยรณรงค์ให้พ่อแม่พาเด็กมารวมตัวกันกลางกรุงโรม ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางความคิดเรื่องกฎหมาย DICO นี้) ทั้งๆที่ ที่จริงแล้วเนื้อความสาระสำคัญของ DICO เป็นเพียงกลไกทางกฎหมายที่จะทำให้เมื่อคนหนึ่งตายลงหรือประสบปัญหาบางประการ อีกคนไม่ต้องลอยเคว้งคว้างแบบคนไร้ค่าไร้ราคา เท่านั้นเอง

  ถ้ากุสตาฟกับลูคาอยากแต่งงานหรือประกาศให้ชาวบ้านรู้ว่าเป็นผัวเมียกันอย่างที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมกล่าวว่า DICO กำลังจะนำทางประเทศไป พวกเขาก็แค่ไปเช่าชุดสูท แล้วเชิญพรรคพวกเพื่อนฝูงมาร่วมงานแต่งงาน (โดยไม่ต้องง้อบาทหลวงมาอนุญาตให้เจ้าบ่าวจูบเจ้าสาวต่อหน้าธารกำนัลตามหลักศาสนาคริสต์) อย่างที่ปรากฏในฉากสุดท้ายของสารคดี ไม่ได้มีอิทธิพลของกฎหมายห้ามไม่ให้เขาทำแบบนั้น เพียงแต่สมมติวันหนึ่งลูคาหรือกุสตาฟถูกรถชนตาย(หรือถูกพวกรังเกียจเกย์รุมประชาทัณฑ์จนตาย) ทรัพย์สินทั้งหมดที่พวกเขาร่วมกันสร้างมาตั้งแต่ยังอยู่ด้วยกันกลับไม่ได้ตกอยู่กับคู่ชีวิตอย่างที่คู่สามีภรรยาทั่วไปจะได้

  ถ้าจะเรียกให้เข้ากับชื่อบทความ สิ่งที่ฝ่ายต่อต้านกำลังทำอยู่ คือผูกขาดค่าตอบแทนของ "ภาระในเขตอ้อมแขน" ให้อยู่กับพวกของตนเอง....

  กลุ่มเกย์-เลสเบี้ยน มักถูกกีดกันออกจากความเป็น "ครอบครัว" ในแบบของฟากฝั่งอนุรักษ์นิยม (ที่ถือครองความคิดกระแสหลักในสังคม) เนื่องจากลักษณะทางกายภาพของพวกเขาไม่สามารถ "ผลิตเด็ก" ได้ แต่เมื่อพวกเขาจะรับเลี้ยงเด็กให้ครบองค์ประชุมของครอบครัว ก็กลับถูกกีดกันซ้ำอีกด้วยข้อหาอันเกี่ยวกับสภาพทางจิตใจของเด็กที่ต้องมี พ่อ หรือ แม่ สองคน

  กะเทยแปลงเพศคนหนึ่งกล่าวถึงความหมายของครอบครัวบนเวทีปราศรัยในเรื่อง เธอตอบโต้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างเผ็ดร้อนว่า เธอรู้จักความหมายของครอบครัวดี ที่เธออยู่มาได้จนทุกวันนี้ก็เพราะมีครอบครัวที่ให้ความรักความเอื้ออาทรแก่เธอจนถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่ครอบครัวแบบฝ่ายอนุรักษ์ฯ ที่พยายามพากะเทยไปฉีดฮอร์โมนเพศชาย หรือบังคับให้ลูกที่รักเพศเดียวกันไปบำบัดทางจิต ลักษณะความพยายามกีดกันความหลากหลายทางเพศเพื่อคงความเป็นครอบครัวนี้ ยังนับว่าครอบครัวได้อีกหรือ?

  เมื่อดูหนังสองเรื่องนี้ในช่วงเวลาใกล้ๆกัน หนังสองเรื่องนี้กลับเสียดสีกันเองโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะภาพลักษณ์ของศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 คือความเคร่งครัด เปี่ยมพิธีกรรม เข้มงวดกวดขัน และลึกลับซับซ้อนยากแก่การเข้าถึง ต่างกับศาสนาคริสต์ที่แลดูเป็นผู้ถูกกระทำหลังเหตุการณ์นั้น แต่ลองกลับไปอ่านถึงสิ่งที่แต่ละศาสนากระทำกับคู่รักในสารคดีทั้งสองเรื่อง กลับตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

  ในเรื่องหลังนี้ ไม่เพียงแค่ศาสนาคริสต์จะยื่นหน้าเข้ามามีอิทธิพลทางความคิดต่อผู้คนเท่านั้น นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลยังพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามคำพูดของพระสันตะปาปา หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ แม้จะไม่เป็นรูปธรรม อิตาลีก็หาได้มีสภาพต่างจากอิหร่าน เมื่อฝ่ายรัฐและประชาชนถูกเรียกร้องให้ต้องยอมสิโรราบต่อหลักการของศาสนา (หรือบุคคลสำคัญทางศาสนาที่ดันเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองและสังคม)

  หากอิหร่านเรียกตนเองว่า "สาธารณรัฐอิสลาม" อิตาลีก็ควรค่าแก่คำนำหน้าว่า "สาธารณรัฐโรมันคาทอลิก" ไม่ต่างกัน


สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่
http://vreview.yarisme.com

edit @ 14 Jan 2009 15:27:29 by nanoguy

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เข้ามาดู Year 2009

ได้ดูหนังเยอะดีนะครับ (ได้ดูว้อกับสะใภ้บรื๋อด้วยรึเนี่ย!!!)

ผลลูกโลกทองคำออกมาแล้ว โดนใจบ้างมั๊ย?

#1 By แฟนผมตัวดำ (202.134.119.218) on 2009-01-14 10:04

อ๊าา อยากดูเรื่องหลัง

#2 By persona non grata on 2009-01-14 10:21

เริ่ด

#3 By skiixy* on 2009-01-14 10:30

ยังไม่มีโอกาสได้ดูทั้งสองเรื่องเลยครับ

ขออ่านข้ามๆก่อน เดี๋ยวได้ดูแล้วเข้ามาอ่านอีกที


big smile

#4 By Seam - C on 2009-01-14 12:32

+ เสียดายช่วงที่ 2 เรื่องนี้เข้าพี่ยุ่งจัดๆ (เรื่องบ้าน ที่กำลังจะเตรียมตัวเข้าอยู่นั่นแหละ) มาว่างก็ตอนเย็นวันพุ
ธของสัปดาห์ที่ 2 (ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นรอบฉายสุดท้ายของทั้ง 2 เรื่อง แล้วก็ใช่จริงๆ ซะด้วย) ก็เลยชมได้แค่เรื่องเดียว เลยตัดสินใจเลือก Suddenly, last winter ไป (กลัว มูอัลลัฟ จะออกแนวศาสนาไปหน่อย) ซึ่งก็จัดว่าไม่ผิดหวังนะ เพราะนานๆ ทีจะได้ชมสารคดีเนื้อหาหนักหน่วง ในลีลาเบาสบายแบบนั้นซะที แปลกตาดีอ่ะครับ cry

+ ทำไมเหมือนบทความตี่ตี้ บางเอ็กซ์ทีนบล็อกเค้าไม่ได้บรรทัดให้อ่า ช่วงท้ายๆ ของแต่ละบรรทัดก็เลยถูกบังไว้ อ่านไม่เห็น ไม่รู้คนอื่นเป็นเหมือนพี่ด้วยรึเปล่าเนี่ย? embarrassed

#5 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2009-01-14 13:24

บล็อกแก แปลกๆแหะ

ปล. เราชอบมูอัลลัฟนะ แต่ก็อย่างที่แกเคยเขียนลงสตาร์พิคส์ เรื่องที่ปูไว้ตอนแรก มันถูกเปลี่ยนไปด้วยความสัมพันธ์ของตัวพระ-นางของเรื่อง แต่เราก็ชอบแหละ
เพราะความสัมพันธ์ของคนจะเข้าได้หรือไม่ได้ ศาสนาก็มีส่วน แต่สำคัญและหลักๆ คือ อยู่ที่ตัวของทั้งสองคนแหละ

#6 By NiDA MAilO on 2009-01-14 14:31

อ๋อ เห็นละ
ทำไมพวก web browser แม่งไม่รู้จักทำให้มันดีๆ เหมือนกันนะ
ต้องมามีเงื่อนไขนั่นๆนี่ๆ มีติดนั่นติดนี่

คาดว่าคงเป็นกับคนใช้ IE อะครับ
(ข้าพเจ้าใช้ Google Chrome - เกลียด Firefox แอ็คอาร์ต ทำตัวเก๋)

เกลียด IE
จบ

#8 By nanoguy (125.24.181.243) on 2009-01-14 15:17

โหลด Google Chrome ใช้กันเถอะ
ขอร้อง

#9 By nanoguy on 2009-01-14 15:21

ได้ดูแล้วทั้งสองเรื่อง
มูอัลลัฟ ถ้าไม่ช้ชื่อนี้จะชอบมากกว่านี้
ส่วน ซัดเดนลี่ ชอบมากมาย
จำได้ว่าดูใหม่ๆ ถึงกับเอาเพลงตอนจบของหนังมาใส่บล็อก

ป.ล.ใช้ google Chrome เป็น browser หลักตอนนี้อยู่ จึงมิได้มีปัญหากับการอ่านบล็อกนี้

แต่นั่นแหล่ะ ในเมื่อคนส่วนใหญ่ยังใช้ไออีอยู่ ก็เลยต้องมีมันไว้เพื่อกิจการอื่นๆ

#10 By grappa (58.9.193.251) on 2009-01-14 15:57

เรื่องมูอัลลัฟ ตอนดูครั้งแรกที่ยังตัดต่อไม่เสร็จ
ผมก็ทักกับคุณภาณุว่าจูนโชคดีจัง เหมือนไม่ค่อยมีปัญหากับการเปลี่ยนศาสนาและวิถีชีวิต

พอได้ดูฉบับเต็ม และอ่านบทสัมภาษณ์ของสามผู้กำกับ
ก็นึกได้ว่าเป็นความคาดคิดของเราเอง(และคนส่วนใหญ่)ว่ามันต้องมีปัญหา และเราต้องได้เห็นในหนังแน่ๆ
เลยวางประเด็นนั้นไว้แล้วกลับมามองหนังใหม่อีกที

#11 By aloneagain (124.120.24.70) on 2009-01-14 17:54

ชอบเพลงตอนขบ Suddenly เหมือนกัน

#12 By bioscope on 2009-01-15 13:55

อ่านแล้วอยากดูเรื่องที่สอง และเฉยๆแบบดูได้ไม่ดูก็ได้กับเรื่องแรก

เราว่าคนที่ไม่เห็นด้วยเรื่องการแต่งงานของเพศเดียวกัน บางทีมันก็อาจจะมาจากทัศนคติส่วนตัวเพียงอย่างเดียวน่ะ แต่การมีศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้น มันก็อาจจะเป็นเรื่องของการหยิบมาอ้างอิง (ยึดเหนี่ยว) มากกว่าน่ะ แต่ก็อีกนั้นแหละ ยังมีคนหัวโบราณจำนวนมากที่คิดว่านี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกตามครรลอง...

ปอลอ. กูเกิ้ลโครม เราว่าโอเคน่ะ ปุ่มเปิ่มดูไม่เกะกะตาดี ส่วนจิ้งจอกเพลิงก็อย่าไปหมั่นไส้เลย 55+ ของเขาโอจริงๆแหละ ส่วนไออี... เอริ่ม นี้ถ้าที่ทำงานลงโปรแกรมได้น่ะ จะเปลี่ยนเดี๋ยวนี้เลย

#13 By BloodyMonday~ (58.137.81.98) on 2009-01-15 18:20