MuallafSuddenly, Last Winter

     สารคดีทั้งสองเรื่องนี้ฉายครั้งแรกคราวงานเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทยครั้งล่าสุด ก่อนที่ในบรรดาสารคดีทั้งหลาย สองเรื่องนี้ถูกเลือกมาเข้าโรงในเครือ APEX เพื่อเผยแพร่ในวงกว้างมากขึ้น แต่ก็น่าเสียดายที่ต้องลาโรงไปด้วยระยะฉายเพียงสองสัปดาห์ (ซึ่งก็ไม่ได้แปลกอะไร)

     มูอัลลัฟ (The Convert) เป็นสารคดีเกี่ยวกับสาวชาวพุทธชื่อจูน ที่ตัดสินใจแต่งงานกับเอก หนุ่มมุสลิมจังหวัดปัตตานี เธอต้องกลายเป็น "มูอัลลัฟ" เปลี่ยนไปเข้ารีตศาสนาอิสลาม ย้ายไปใช้ชีวิตที่บ้านของสามี โดยยอมทิ้งงานการเงินดีที่กรุงเทพฯ อย่างเต็มใจ ก่อนจะประสบพบเจอปัญหาชีวิตมากมายรุมเร้าหลังแต่งงาน - ส่วน Suddenly, Last Winter นำเสนอความเป็นไปทางการเมืองในประเทศอิตาลี หลังจากกฎหมายฉบับหนึ่งที่มีเนื้อหาว่าด้วยสิทธิทางกฎหมายของคู่สมรสซึ่งไม่แบ่งแยกคุณสมบัติตามเพศ ก่อให้เกิดกระแสขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคมอนุรักษ์นิยม ซึ่งมีศูนย์กลางของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอย่างนครรัฐวาติกันสถิตอยู่กลางเมืองหลวง

  เรื่องแรกนั้น จริงๆที่ผมให้สามดาวก็ไม่ถูกนัก เพราะจริงๆแล้วมันก้ำกึ่งอยู่ราวๆ 2.75 ดาวเสียมากกว่า เนื่องจากประเด็นแท้จริงของหนังกลับไม่เกี่ยวกับคำว่า "มูอัลลัฟ" ที่เป็นชื่อหนัง แต่ไปเน้นถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นเพราะชีวิตสมรสและการมุ่งจะประคับประคองให้ตลอดรอดฝั่ง อันผิดความคาดหวังของคนดูส่วนใหญ่ที่เห็นชื่อหนังและเรื่องย่อตามสื่อประชาสัมพันธ์ ที่คิดว่าคงได้ดูสารคดีแนว culture shock ของสาวพุทธผู้ปรับตัวเข้ากับวิถีอิสลามอันคร่ำเคร่งไม่ได้ แต่เนื้อหาส่วนที่ว่ามานี้กลับถูกเล่าเพียงผ่าน เพื่อขับเน้นประเด็นที่แท้จริงของหนังแทน และแม้ประเด็นของหนังนั้นจะหนักแน่น ภาพรวมของหนังกลับยังแลดูไม่เต็มอิ่มอย่างน่าเสียดาย

  ชีวิตของจูนไม่ได้รับผลกระทบจากศาสนาอิสลาม แต่ความกดดันในการประคองชีวิตแต่งงานตามอุดมคติของเธอต่างหากที่หนักหน่วงสาหัส จนทำให้หนังดูเครียดไปบ้าง ในขณะที่ กุสตาฟ และ ลูคา คู่รักเกย์ผู้กำกับ Suddenly, Last Winter ซึ่งกำลังเผชิญกับกระแส Homophobia อันกว้างขวางและบ้าคลั่งจากผู้คนรอบกายและสื่อกระแสหลัก กลับเลือกนำเสนอแบบเปี่ยมอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดี (ทว่าเสียดสีพอตัว)

  ถึงทั้งสองเรื่องจะแลดูต่างกันหมดทั้งเนื้อเรื่อง ลักษณะการนำเสนอ อารมณ์ของหนัง หรือแม้แต่สัญชาติของผู้กำกับ แต่ประเด็นร่วมที่น่าสนใจที่สุดของสารคดีทั้งคู่นี้คือ ความเป็นครอบครัวและการแต่งงาน (น่าเสียดายที่สารคดีไต้หวันเรื่อง Somewhere Over the Cloud ที่ฉายในเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทยเช่นกัน ไม่ได้มาเข้าฉายโรงใหญ่คราวนี้ด้วย ทั้งที่แสดงให้เห็นภาพของครอบครัวอีกแง่มุมหนึ่งได้น่าสนใจทีเดียว)

  จากตอนแรกที่ผู้ชมส่วนใหญ่หวังว่าจะเห็นภาพของจูนประสบปัญหา ไม่ลงรอยกับครอบครัวอิสลามของฝ่ายสามี หรือหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลามที่มักจะคร่ำเคร่งและเข้มงวดในการดำเนินชีวิตประจำวัน เรากลับเห็นเพียงแค่การกล่าวรับศาสนาอิสลามในวันแต่งงานที่ผิดบ้างถูกบ้าง ทว่าอยู่ในสายตาแห่งความเอ็นดูจากญาติผู้ใหญ่ที่ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่มาสวมฮิญาบอีกคนหนึ่ง โดยไม่ต้องพูดถึงชีวิตประจำวันอันเกี่ยวข้องกับข้อห้ามหรือหลักปฏิบัติของอิสลามที่จูนทุ่มเทชีวิตให้แบบพันเปอร์เซ็นต์ เพราะนี่คือทางที่เธอเลือกเดินแล้ว

  ศาสนาอิสลามที่เรามักมองว่าเข้มงวด (ไม่ว่าจากภาพลักษณ์ที่เราคิดเพราะได้ดูหนังอิหร่าน หรือภาพลักษณ์ที่มักถูกปลูกฝังไปเองผ่านข้อห้ามที่รู้จักกันดีเช่น ห้ามกินหมู ห้ามเล่นดนตรี ห้ามโดนตัวสุนัข) กลับถูกนำเสนอจากผู้กำกับมุสลิมทั้งสาม (ก้อง ฤทธิ์ดี, ภาณุ อารี, กวีนิพนธ์ เกตุประสิทธิ์) ในมุมที่ต่างออกไป เราจะเห็นเอกประกอบอาชีพเป็นนักดนตรีในผับ เห็นจูนกลับไปเยี่ยมบ้านแม่ตอนสงกรานต์ อุ้มหมาเล่นอย่างสบายอกสบายใจ ไปจนถึงสวมชุดฮิญาบสีดำเต็มยศไปร่วมงานบวชนาคของเพื่อนเก่า โดยไม่ได้มีใครออกมาแสดงท่าทีขัดแย้ง โต้แย้ง หรือมองสิ่งที่จูนทำด้วยสายตารังเกียจเลย แม้กระทั่งช่วงถือศีลอด(รอมฎอน) จูนยังเข้มแข็งอดอาหารได้นานกว่าสามีที่เป็นมุสลิมมาแต่กำเนิดเสียอีก หรือเมื่อเอกตัดสินใจกลับไปเล่นดนตรีตามเดิม จึงทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคู่รัก เพราะจูนทั้งยอมลาออกจากงาน ย้ายถิ่นฐานอาศัยจากบ้านเกิดมาอยู่ที่ใต้ อีกทั้งเปลี่ยนศาสนา เมื่อเธอเสียสละหลายสิ่งหลายอย่างขนาดนี้ ทำไมเอกจึงไม่อดทนให้เทียบเท่าเธอ

  ปัญหาชีวิตของจูนกับเอกไม่ได้เกิดจากศาสนา แต่เกิดจากการแต่งงานและการถือครองชีวิตคู่ ความพยายามจะใช้ชีวิตแบบอุดมคติ การเสียสละหลายต่อหลายสิ่งในชีวิตก่อนหน้าเพื่อสร้างชีวิตของครอบครัวที่สมบูรณ์ ย้ายออกจากบ้านของครอบครัวไปประกอบกิจการขายผลไม้ที่เกาะหลีเป๊ะ กระทั่งสุดท้ายทุกอย่างก็จบลงเพราะไปไม่รอด และไม่ใช่หนทางที่จะดูแลชีวิตใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นระหว่างนั้น จนสุดท้ายเอกกับจูนต้องย้ายกลับกรุงเทพฯ สามีไปเป็นนักดนตรีตามเดิม และภรรยาก็กลับไปสู่งานนิตยสารที่เธอถนัด เพราะนั่นคือหนทางที่ดีที่สุดในการหาปัจจัยมาเสริมสร้างจุนเจือครอบครัวของพวกเขา

  การแต่งงานใน มูอัลลัฟ จึงถูกนำเสนอว่าเป็นการผูกมัดประการหนึ่งที่ส่งผลใหญ่หลวงต่อชีวิตของมนุษย์ตัวเล็กๆ ไม่ว่าจะมีพื้นเพถิ่นฐานมาจากไหน ความเชื่อนับถือพระเจ้าต่างกันหรือไม่ แม้จะมีกฎระเบียบต่างๆยิบย่อยมากมาย แต่มนุษย์ก็ยินยอมและพยายามฝ่าฟันมันไป เพื่อไปฟันฝ่ากับบทเรียนชีวิตอันหนักหนาสาหัสอีกครั้ง หลังผ่านพิธีกรรมพะยศ "สามี-ภรรยา" ให้แก่กัน โดยกลบบังปัญหาจากความแตกต่างประการอื่นๆเสียหมดสิ้น

  ไม่เพียงแค่ชายจริงหญิงแท้เท่านั้นหรอกที่ศรัทธาใน "การแต่งงาน" (หรือ การสร้างครอบครัวอย่างเป็นทางการ - ถ้าจะเรียกให้สุดโต่ง) คู่รักร่วมเพศเองก็เช่นกัน เมื่อรัฐบาลใหม่ของนายกรัฐมนตรี โรมาโน โปรดี ชนะการเลือกตั้ง เหล่าเกย์-เลสเบี้ยนต่างโห่ร้องแสดงความยินดี เพราะหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลนี้คือกฎหมายที่ชื่อ DICO อันจะเอื้อสิทธิ์ทางกฎหมายให้แก่คนทุกคน ในฐานะ "คู่ชีวิต" (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินประกัน หรือการตัดสินใจทางกฎหมายต่างๆ ซึ่งแต่เดิมมีเพียงคู่สามีภรรยา ชาย-หญิง เท่านั้นที่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าว) อย่างเท่าเทียม

  ความยินดีฉายแสงอยู่เพียงไม่นาน รัฐบาลของนายโปรดีก็ประสบปัญหาเมื่อสมาชิกวุฒิสภาโหวตไม่ไว้วางใจแทบจะทันควัน โดยหนึ่งในประเด็นที่กลายเป็นปัญหานั้นกลับกลายเป็นกฎหมาย DICO ชิ้นนี้ ซึ่งส่งผลกว้างขวางถึงขั้นที่ทำให้ประเด็นที่ใหญ่กว่านั้นเช่นการส่งทหารไปร่วมรบในอัฟกานิสถาน ถูกต่อต้านจากฝ่ายค้านอนุรักษ์นิยม โดยมีประเด็นแอบแฝงคือเพื่อให้รัฐบาลถอนกฎหมาย DICO ออกจา