Starpics 739 - Ong Bak 2

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ ดูหนังในหนังสือ
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 739 (ปักษ์หลัง พฤศจิกายน 2551)

ปก "แรง" ทีเดียว
555+


Son of Rambow


     หากพูดถึงภาพยนตร์ที่เชิดชูวีรกรรมของคนเล็กๆในการสร้างหนัง "ทำมือ" อันทุนต่ำและซื่อใส หลายคนคงนึกถึง Be Kind Rewind (2008, มิเชล กงดรี้) ที่เพิ่งเข้าฉายแบบจำกัดโรงในบ้านเราไปเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทว่าแท้จริงแล้วในปี 2007 มีหนังอังกฤษเล็กๆ อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับหนังทำมือเช่นกัน

     หนังเรื่องนั้นชื่อ Son of Rambow ของผู้กำกับ การ์ธเจนนิงส์ ผู้ไม่มีชื่อเสียงในวงกว้างเทียบเท่า มิเชล กงดรี้ ผมเองได้ยินชื่อของ Son of Rambow ผ่านหูผ่านตา โดยไม่เคยคิดว่าหนังเรื่องนี้จะเข้าโรงฉายให้คอหนังชาวไทยได้ดูอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งน่าดีใจและน่าแปลกใจ (แต่ผู้ชมบางส่วนอาจดูจาก "แหล่งที่เรารู้กัน" ไปประมาณชาติเศษแล้ว)

     หากจะเปรียบเทียบ Son of Rambow กับ Be Kind Rewind อย่างที่คนส่วนใหญ่มักนำไปเทียบกัน นอกจากเรื่องราวของ "หนังทำมือ" แล้ว ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้แทบจะต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งรูปแบบการนำเสนอ ท่วงท่าและท่าทีเรื่องแรกนั้นนำเสนอในแบบหนังดราม่าอบอุ่นซาบซึ้งขณะที่เรื่องหลังกลับวางท่าโชว์เทคนิคและความก๋ากั่นหลากหลายรูปแบบของตัวละครหลัก(ผ่านการแสดงที่แบบเกือบจิตหลุดของ แจ็ค แบล็ค) ตามสไตล์ของมิเชล กงดรี้

     ประเด็นอื่นๆในหนังนั้นก็ต่างกันอย่างชัดเจน เพราะใน Be Kind Rewind พูดถึงการรักษาชุมชนดั้งเดิมเอาไว้จากการรุกล้ำของทุนนิยม(ที่จะทุบตึกแถวไปทำห้างยักษ์) ซึ่งหนังก็ได้ลามเลียไปถึงการทำงานของระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจทำลายความจริงใจใสซื่อของหนังทำมือลงในพริบตา อาจมองได้ว่าเขากำลังสนับสนุนแนวทางของสื่ออิสระอย่างเช่น YouTube หรือเว็บโพสคลิปวิดีโอ และ blog ต่างๆที่เน้นความอิสระและความจริงใจของคนทำสื่อหรือทำหนัง (แต่แรงขับส่วนหนึ่งของตัวละครกลับเป็นความพยายามที่จะรักษาร้านเช่าวิดีโออันเก่าแก่แทบไร้ลูกค้ามิให้ถูกทุบไปพร้อมกับตึกแถวอันทรุดโทรม - ดูลักลั่นย้อนแย้งยังไงพิกล) ส่วน Son of Rambow กลับให้ความสำคัญกับตัวละครและปูมเบื้องหลังของพวกเขาอันนำมาซึ่งภาพยนตร์ทำมือของเด็กชายสองคน

     สองจุดนี้เองที่ทำให้ Son of Rambow นั้นเหนือกว่า Be Kind Rewind เพราะเทคนิคการนำเสนอและประเด็นของเรื่องนั้นไหลลื่นกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน มากกว่าหนังที่โฉ่งฉ่างเกินเลยไปนิดอย่าง BeKind Rewind ซึ่งทำให้หลายช่วงอารมณ์ของหนังดูโดดๆ สะดุดๆและนำพาคนดูไปไม่สุดทาง

     วิลล์ พราวด์ฟุต(บิลล์ มิลเนอร์) เป็นเด็กหน้าตาดี สะอาดสะอ้านแลดูเรียบร้อยไม่สู้คน ไม่โดดเด่นจากเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ เป็นลูกที่ดีของแม่(เจสสิกา สตีเวนสัน) พี่ที่ดีของน้องสาว และสาวกที่ดีผู้ไม่เคยเสียประวัติของนิกาย Plymouth Brethren อันเคร่งครัด

     วันหนึ่งระหว่างนั่งเล่นอยู่หน้าห้องเรียน เพราะสาวกของนิกาย PB นี้ห้ามเสพสื่อประเภทใดทั้งสิ้นโดยปราศจากข้อยกเว้น และคุณครูกำลังเปิดสารคดีเพื่อการเรียนรู้อยู่ในโทรทัศน์ เด็กน้อยได้พบกับ ลี คาร์เตอร์(วิลล์ พาวล์เตอร์) เด็กมีปัญหาแบบฉบับอังกฤษแท้ๆรุ่นเดียวกัน ที่ถูกไล่ออกจากห้องเรียนมาอย่างเกรี้ยวกราด พร้อมเสียงเฮโลของเพื่อนร่วมชั้นก่อนจะเกิดเหตุการณ์อลเวงที่ทำให้ทั้งคู่ถูกลากไปห้องปกครอง ซึ่งลีขู่วิลล์เอาไว้ว่าต้องถูกครูไหวใจร้ายจับทรมานอย่างสากรรจ์ และเสนอตัวรับโทษเองทั้งหมดโดยแลกกับนาฬิการาคาแพงของวิลล์(ก่อนจะหนีกลับบ้านไปอย่างเงียบเชียบ)

     จากจุดเริ่มต้นนี้เองลีจึงได้พาวิลล์มาร่วมทำหนัง เพื่อส่งประกวดหนังสั้นหน้าใหม่ของ BBC ซึ่งต้องแอบใช้กล้องของลอว์เรนซ์(เอ็ด เวสต์วิค) พี่ชายลีมาถ่ายเป็นขยักๆ กระทั่งวิลล์ได้ดูหนังเรื่อง First Blood(1982 - ภาคแรกของแรมโบ้) โดยบังเอิญ ผ่านม้วนวิดีโอที่ลีไปซูมมาจากโรง(และเปิดค้างไว้) ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจอย่างมหาศาล และกลายเป็นเรื่องราวประกอบภาพอันเปี่ยมจินตนาการเรื่องSon of Rambow กับมิตรภาพผ่านการร่วมแรงร่วมใจสร้างหนัง "ทำมือ" เรื่องนี้

     เด็กทั้งสองล้วนแต่มีปัญหาส่วนตนแบกอยู่เต็มบ่าเล็กๆของพวกเขา

     คนแรกพ่อเสียไปเมื่อไหร่ไม่ทราบได้ แถมบ้านนี้ยังเคร่งศาสนากันอย่างน่ากลุ้ม ซึ่งไม่เพียงแต่แม่เท่านั้น หากยังมีหัวหน้าคณะสาวกนิกาย บราเธอร์โจชัว(นีล ดัดเจียน) ที่ขอร้องแม่ของวิลล์ ให้เขาลาออกจากโรงเรียน เพื่อมาศึกษานิกาย Brethren แบบเต็มเวลา และแน่นอน การไปทำหนังเรื่อง Son of Rambow เป็นพฤติกรรมที่ไม่อาจยอมรับได้

     อีกคนหนึ่งมีบ้านใหญ่โต แต่ก็มีแค่พี่ชายติดเพื่อนพ่อแม่ทำงานอยู่ที่ประเทศสเปน นานๆจะกลับมาเยี่ยมสักที แถมที่โรงเรียนยังถูกแอนตี้จากนักเรียนและครูบาอาจารย์ทุกระดับชั้น(ชนิดที่เดินผ่านเมื่อไหร่ก็เป็นโดนโห่ โดนกระแนะกระแหน)จะเรียกว่ามีชีวิตอยู่ตัวคนเดียว ก็คงไม่บิดเบือนความจริงเท่าไร

     ลีอาจต้องการเรียกร้องหาที่ยืนให้ตัวเอง ผ่านการส่งหนังไปประกวดหนังสั้นหน้าใหม่ ในขณะที่วิลล์ก็หาพื้นที่สำหรับระเบิดจินตนาการอันสูงส่ง (ขนาดตอนยังไม่ได้ดูแรมโบ้หรือหนังอื่นๆ เขายังเขียนหนังสือเรียนผนังห้องน้ำจนอัดแน่นไปด้วยตัวละครกับเรื่องราวต่างๆ) จึงสอดประสานเข้ากันได้อย่างพอเหมาะพอดี

     บราเธอร์โจชัวถือโอกาสเข้ามาสวมรอยตำแหน่งพ่อคนใหม่อย่างชัดเจนเกือบเข้าขั้นคุกคาม โดยนอกเหนือจากอาการกะลิ้มกะเหลี่ยกับแม่ หาโอกาสมาทานข้าวเย็นร่วมโต๊ะอยู่เนืองนิตย์ เขาก็ทำหน้าที่ประหนึ่งสุนัขตำรวจของลัทธิ Brethrenคอยจับผิดพฤติกรรมของเหล่าสาวกในทุกฝีก้าวของชีวิต(แม้กระทั่งขั้นตอนของมื้ออาหาร) ช่วงที่วิลล์กำลังทำ Son of Rambow คือช่วงที่สถานะครอบครัวของเขาตกอยู่ใต้วิกฤติ เพราะหากไม่สามารถเกลี้ยกล่อมวิลล์ให้ล้มเลิกการทำ "ผิด" ได้ครอบครัวนี้ก็ไม่อาจเป็นส่วนหนึ่งของ Plymouth Brethren อีกต่อไป

     หนักหนากว่านั้นการทำหนังของเด็กชายทั้งสองยังถูกขัดจังหวะด้วยการมาเยือนของเหล่านักเรียนแลกเปลี่ยนฝรั่งเศสรุ่นพี่ ซึ่งหนึ่งในกลุ่มนั้นคือ ดิดิเยร์ เรอโวล(ฌูลส์ ซิตรุค) ผู้มีเอกลักษณ์ทั้งทรงผมและการแต่งกายจนกลายเป็นหัวโจกในโรงเรียนและขวัญใจสาวอังกฤษได้ว่องไวปานกามนิตหนุ่ม(ถึงขั้นที่เรียกนักเรียนหญิงจากทั้งโรงเรียนมาเรียงคิวให้เขา "จูบ" ได้) และคิดว่าตนคือ แพทริค สเวย์ซี่ ที่หลุดออกมาจากหนังเรื่อง The Outsiders(1983) เมื่อได้ข่าวว่าวิลล์กับลีกำลังทำหนังเรื่อง Son of Rambow กันอยู่เขาก็ไม่รีรอที่จะเสนอตัวเป็นหนึ่งในทีมนักแสดงทันที อันนำมาซึ่งการปรับบท แก้ฉากเพื่อให้เหล่าก๊วนกอของดิดิเยร์เข้ามามีส่วนร่วม (รวมถึงสาวๆที่อยากใกล้ชิดหรือโดดขึ้นเตียงกับเขาจนตัวสั่น) ซึ่งจะส่งผลให้หนังดูอลังการโปรดักชั่นกว่าตอนแรก วิลล์เห็นชอบ ทว่าลีส่ายหน้า จนเกิดความขัดแย้งขึ้นเมื่อลีเริ่มถูกลอยแพจากโปรเจ็คต์นี้มากขึ้นทุกที

     ไม่ต่างกับแรงบันดาลใจและความจริงใจของคนทำหนัง(แน่นอนไม่ใช่ทั้งหมด) ซึ่งมักถูกปิดกั้น/แทรกแซงจากเหล่ากองเซ็นเซอร์ ตำรวจศีลธรรมเครือข่ายพ่อแม่ผู้ปกครอง กับความต้องการส่วนตนของสตูดิโอและนักแสดงระดับบิ๊กเนมที่คอยแก้นั่นเปลี่ยนนี่ตามใจตนอยู่ร่ำไป และไม่ว่าการ์ธ เจนนิงส์จะตั้งใจแต่ต้นหรือไม่ การที่ตัวเอกเป็นเด็กวัยประถมสองคนก็สื่อภาวะกึ่งง่อยเปลี้ยของตัวละครที่รับบทบาทเป็นศิลปินเมื่อประสบสถานการณ์อันหนักหน่วงสาหัส ด้วยแรงกดดันรอบทิศ

      ฉากที่แม่เข้ามาคุยเปิดอกกับวิลล์เกี่ยวกับความเป็นไปของ "สถานะ" ของครอบครัว อันเกิดจากหนังของวิลล์และลีทำให้เรารู้ว่าเมื่อคราวเธอยังเด็ก เธอได้ยินเสียงเพลงอันไพเราะประทับใจจากร้านขายแผ่นเสียงเธอไม่อาจสลัดมันออกจากใจได้ จึงไปซื้อมันมาครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์ แต่แล้วเหล่าตำรวจศีลธรรมของลัทธิก็เผามันทิ้งเสียไม่มีดี ทำให้ผมอดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้ ว่าทำไมคนเราจึงต้องเสียสละมากมายเหลือเกินต้องเสียสละแม้กระทั่งความสุขเล็กๆส่วนตน เพียงเพื่อให้ได้รับคำสรรเสริญว่าเป็นผู้ประพฤติถูกทำนองคลองธรรมที่ใครบางคนกำหนดมา โดยไม่อาจรู้ได้ชัดเจนว่ามันมีคุณค่าต่อชีวิตเรามากเพียงนั้นจริงหรือ?

      การที่เด็กประถมสองคนได้แรงบันดาลใจจาก First Blood ซึ่งเป็นหนังแรมโบ้ภาคแรกนั้นก็น่าสนใจอีกประการ หนังได้ตั้งคำถามต่อเหล่าผู้ที่เรียกตนว่าผู้ปกป้องและคุ้มครองเยาวชน ว่าหนังที่พวกเขาพะหัวว่ารุนแรงหรือไร้ศีลธรรมนั้นได้ส่งผลกระทบแต่เพียงด้านชั่วร้ายต่อจิตใจของเด็กจริงหรือ?(ในสหราชอาณาจักรตามท้องเรื่อง หนังติดเรต 15) เพราะสิ่งที่กระทบอย่างแรงนั้นกลับทำให้จินตนาการของวิลล์ระเบิดพลังออกมา หาได้ไปปล้นแท็กซี่หรือฆ่าแกงใครอย่างที่ผู้เคร่งศีลธรรมมักตีตนไปก่อนไข้

     ในบรรดาเด็กนักเรียนไทยที่หันมาจับกล้องทำหนังสั้นกันให้อึกทึกตอนนี้หลายคนก็ได้แรงบันดาลใจจากหนังที่ถูก(บางคน/หน่วยงาน)ตีตราเช่นกันโดยเฉพาะขบวนหนังของ เควนติน ตารันติโน่, จอห์น วอเตอร์ส หนังซอมบี้เกรดบีเลือดสาดและฆาตกรโรคจิตอาละวาดทั้งปวง (ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีหนังทำมือประเภท ถ่ายเองเล่นเอง อีกจำนวนหนึ่ง - คนละประเภทกับคลิปหลุด)

      ย้อนกลับไปที่หนังของวิลล์กับลีที่แม้จะได้แรงบันดาลใจจากหนังยิงอุตลุดเรื่องนั้น สมองของเด็กน้อยอย่างวิลล์ก็ทำให้เรื่องราวกลายเป็นหนังแสนสดใสไร้พิษภัยว่าด้วยลูกชายของแรมโบ้ที่ตามไปช่วยพ่อจากการคุมขังซึ่งในแง่หนึ่งก็สะท้อนอาการโหยหาพ่อของวิลล์ผู้เขียนบทที่สูญเสียพ่อและยังไม่เชิงว่าทำใจได้ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงแรงขับภายในของศิลปินที่มีส่วนช่วยบันดาลผลงานแต่ละชิ้นออกมาได้อีกทางหนึ่งด้วย

      จากทัศนะส่วนตัวตัวละครดิดิเยร์เป็นเครื่องมือเสียดสีอย่างไม่ตั้งใจที่ Son of Rambow มีต่อ Be Kind Rewind (เนื่องจาก Son of Rambow สร้างเสร็จก่อน จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นเจตนาของเจนนิงส์) เพราะลุคของตัวละครเด็กฝรั่งเศสที่ประหลาดทั้งหน้าตาทรงผมและเสื้อผ้านี้ ดูจะไม่ต่างกับ มิเชล กงดรี้ ที่มักทำหนังเก๋ๆ ฮิปๆให้ผู้คน(กลุ่มหนึ่ง) กรี๊ดกร๊าดชื่นชมในความแหวกแนวอยู่เสมอ (ตั้งแต่ Eternal Sunshine of the Spotless Mind, The Science of Sleep - ยังไม่นับมิวสิกวิดีโอจำนวนมหาศาลที่เขากำกับ)

      เสียดสีไปกว่านั้น เมื่อตอนท้ายหนังเฉลยว่าตัวละครนี้ก็อยู่ในสถานะไม่ต่างกับลี คาร์เตอร์ คือโดนเพื่อนร่วมโรงเรียนกระแนะกระแหนถากถางและกันให้อยู่นอกกลุ่มตลอดเวลา เขาถึงต้องหาลูกกระจ๊อกกับสาวๆมาเดินตามรับใช้เขาที่นี่เพราะเมื่อกลับฝรั่งเศสเขาก็คงเป็นแค่ไอ้งั่งคนเดิมที่ไม่มีค่าอะไร (ซึ่งจริงๆกลุ่มคนที่ถากถางดิดิเยร์ อาจมีสถานะเป็นเพียงอากาศธาตุในความคิดเขาก็ได้)

      เพราะสิ่งที่ศิลปินต้องการมากที่สุด ก็ไม่ได้มากไปกว่าสายตาที่ยอมรับตัวตนเนื้อแท้ของเขาอย่างแท้จริง โดยไม่หวังจะบิดเบือนเปลี่ยนแปลงให้เสียรูป ทว่าสิ่งที่ดิดิเยร์ได้กระทำลงไป(อาจตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ) ได้ทำให้ตัวตนของลีค่อยๆเลือนหายไปจากหนังของทั้งคู่อย่างที่ลีตัดพ้อกับวิลล์ว่า "ตอนทำหนังกับนายแค่สองคนสนุกกว่าตอนนี้ตั้งเยอะ" ซึ่งตรงข้ามกับ Be Kind Rewind อย่างสิ้นเชิงที่ยิ่งใกล้จบมากเท่าไหร่ คนที่มีส่วนร่วมกับหนังทำมือของสองเกลอกลับล้นทะลักเฟรมภาพขึ้นเรื่อยๆ (จวบจนฉากสุดท้ายที่คนทั้งเมืองยืนปรบมือให้หนังที่พวกเขาทำอย่างเกรียวกราวชวนขนหัวลุก ราวกับต้อนรับวีรบุรุษของชาติกลับสู่มาตุภูมิ)

      ในขณะที่ Son of Rambow กลับเลือกจบอย่างไร้ซึ่งเกียรติยศและรางวัลใดๆ ทว่าเกาะกุมในหัวใจได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพ


 สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่
http://vreview.yarisme.com

Comment

Comment:

Tweet

ไม่เคยได้ดู Son of Rambow ทั้งที่ได้ยินมานานแล้ว
แต่ได้ดู Be Kind Rewind แล้ว ทั้งที่ได้ยินมาเมื่อไม่นาน

แต่เขียนเสียจนอยากให้ไปดูเรื่องที่ได้ยินมานานแล้ว ที่ยังไม่ได้ดู

ขอออกความเห็นในส่วนของภาพลักษณ์ของคนฝรั่งเศสในสายตาของคนอังกฤษหน่อย เพราะคน 2 ประเทศนี้ไม่เคยมองซึ่งและกันในแง่อันโสภาเลย คนอังกฤษก็จะชอบมองว่าคนฝรั่งเศสมีบุคลิกรวดเร็ว โฉ่งฉ่าง วิบวับ เป็นไปได้ที่ Jennings อาจจะถ่ายทอดความคิดนี้ลงตัวละคร ให้เป็น stereotype ของคนฝรั่งเศส

เห็นด้วยที่ว่า Be Kind Rewind ค่อนข้างโฉ่งฉ่างรวดเร็ว วิบวับแบบคนฝรั่งเศสเกินไป จนทำให้รู้สึกว่าหนังขายความคิดแบบยัดเยียดเกินไป

เออ ขอให้โชคดีในการสอบมิดเทอมอันหรรษาด้วย

#9 By arandom (58.9.121.220) on 2008-12-15 03:51

http://www.sameskybooks.org/board/index.php?&showtopic=17845

เป็นอีกหนึ่งในรีวิว เรื่อง son of rambo ที่นำมาอธิบายทฤษฎี existentialism ได้ดีทีเดียว...เห็นภาพของทฤษฎีเลยครับ

เอามาแปะไว้ เผื่อท่านใดสนใจอะไรหนักๆ

ด้วยความเคารพ

#8 By fallingangels on 2008-12-09 23:32

เรื่องนี้ไม่ได้ดูว่ะ
แต่ได้ดูองก์บาก 2 แล้ว
ชอบๆ
( เขียนถึงสิ )

#7 By grappa (58.9.187.159) on 2008-12-09 03:29

+ พี่ก็ชอบเรื่องนี้มากกว่าอ่ะ ... อีกสาเหตุนึง (สำหรับพี่) คงเป็นเพราะเรื่องนี้มันเป็น coming-of-age (แนวโปรด) ด้วยนั่นเอง surprised smile

#6 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-12-08 18:56

ยังบ่ได้ดูเลย

sad smile

#5 By renton (125.26.133.124) on 2008-12-08 05:13

"ตอนทำหนังกับนายแค่สองคนสนุกกว่าตอนนี้ตั้งเยอะ" <---- แอบเศร้าแฮะ

ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้ แต่ดู Be Kind Rewind แล้ว สนุกกับช่วงแรกๆ แต่หนังทำให้เราไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ โดยเฉพาะตอบจนที่แสนอบอุ่นหัวใจ ชอบนะ แต่เวอร์และโบไปนิด

ท่าทางเรื่องนี้จะดีกว่ามาก

Hot!

#4 By eak early : เอกเช้า on 2008-12-07 18:06

อัพบล้อกกูบ้างละ

http://onlineza.bloggang.com

#3 By TANAPAT (58.181.153.9) on 2008-12-07 01:15

เรารู้สึกว่า ตอนจบของทั้งสองเรื่องนั้นมีจุดมุ่งหมายเดียวกันน่ะ ถึงแม้ว่ามันจะถูกแอ๊ปโพรชกันคนละวิธี คือสุดท้ายแล้ว ทุกๆคน (ใน B ก็คือลูกค้าและคนแถวบ้าน ในขณะที่เรื่องนี้คือคนดูในโรง) ก็ได้ชมผลงานที่ทำเสร็จ ซึ่งทั้งสองเรื่องนั้น ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าคือภาพยนตร์ทำมือที่ดี แต่ก็ดูเหมือนว่าทุกคนจะเข้าใจว่า คำว่า ดี ในเวลานั้น ไม่ได้หมายถึงคุณภาพ แต่เป็นความตั้งใจที่พระเอกต่างทุ่มเทเพื่อสร้างมันออกมา...

อีกอย่าง ตอนจบของเรื่องนี้ทำเราน้ำตาซึมเลย อาจเป็นเพราะการที่มีอุปนิสัยที่คล้ายๆกับพี่ของ ลี นิดหน่อย (นิดหน่อย น่ะ ฮ่าๆ) ซึ่งการที่พี่ทำให้กับ ลี เช่นนั้น มันเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆเลย...

ขอคอนเฟิร์มเรื่อง กงดรี้ เพราะนั่งฟังคอมแทร็คของผกก (มีพระเอกทั้งสองคนนั่งอยู่ด้วย) เขาก็พูดเชิง หยอก ว่า เพราะในอดีต พวกเขา (ฉายา Hammer & Tongs) เป็นจอมยุทธ์ในโลกมิวสิควิดีโอ ในขณะที่ก็ยังมีจอมยุทธ์คู่แข่งอีกคนอย่าง กงดรี้ พวกเขาก็เลยอแด๊ปเด็กฝรั่งเศสที่เขาเจอในวัยเด็ก ให้มามีส่วนพัวพันในการสร้างหนังของพวกเขาซะเลย...

แต่ที่ไม่ได้พูดหยอก ก็คือประสบการณ์การถูกแทรกแซง ในการสร้างหนังของพวกเขา ที่เจอมาในเรื่อง Hitchhiker... เอ๊ะ เหมือนเคยว่าจะพูดในยาริสแล้วนี่หน่า ฮ่าๆๆ

ปอลอ. สงสับต้องล็อคอินตอบ ถึงจะผ่าน...

#2 By BloodyMonday on 2008-12-06 09:21

ไรฟร่ะ โพสยาวๆไม่ได้ โกรธๆ

#1 By BdMd (124.120.65.139) on 2008-12-05 22:34