ต้นเรื่องจากข่าวนี้ http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=112233 

     จริงๆเรื่องของ ทรงผม สำหรับนักเรียนมัธยมปลาย(หรือแม้แต่มัธยมต้น) เป็นเรื่องที่เถียงกันมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งฝ่ายนักเรียนเอง กับฝ่ายครู (รวมถึงนักเรียนและผู้ใหญ่ที่เข้าข้างฝ่ายครู) โดยประเด็นหลักๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของ ความดูได้-ไม่ได้ ทุเรศ-ไม่ทุเรศ และความเป็นกฎระเบียบของสถาบัน บลาๆๆ ก็ว่ากันไปบ้าง อะไรบ้าง

     case ในข่าวนี้เป็นเรื่องที่แสดงรูปธรรมของการปะทะกันระหว่างคนสองรุ่น ไม่ใช่แค่การปะทะทางความคิดตามเว็บบอร์ดทั่วไป แต่เลยไปถึงการปะทะทางร่างกาย เมื่อนักเรียนเป็นฝ่าย "ต่อย" คนที่เรียกตัวเองว่าครูไปสองหมัด จนเป็นเรื่องเป็นราว และต่างฝ่ายต่างฟ้องร้องกัน

     ประเด็นที่น่าสนใจคือ เพราะเหตุใดทรงสกินเฮดจึงเป็นทรงผมที่ผิดระเบียบ? 

     อันนี้แน่นอนว่าขึ้นกับแต่ละโรงเรียน แต่ละสถาบัน ว่ามองเรื่องทรงผมเหล่านี้ยังไง ผมขอโฟกัสไปที่โรงเรียนที่มองว่าสกินเฮดผิดระเบียบเป็นหลัก เพราะจริงๆก็ไม่เข้าใจว่าเขามีฐานคิดแบบไหน ทำไมทรงผมที่ถูกระเบียบจึงต้องเป็นทรงขาวสามด้าน ทรงทหาร หรือทรงที่นักเรียนส่วนใหญ่ล้วนลงมติว่าทุเรศลูกตาสิ้นดีเหล่านั้น ทั้งที่ทรงสกินเฮดนั้นก็เข้าคุณสมบัติทุกอย่าง เกรียนหรือก็เกรียน ขาวหรือก็ขาว ไม่ได้ยาวอะไรมากจนรกรุงรัง อีกทั้งจะดัด ย้อมสี ทำทรงสวิงสวาย ก็ทำได้ยากยิ่ง

     ความผิดประการเดียวของมันคือ... มันเป็นทรงผมที่แฟชั่นเกินไป กระมัง

     ข้อยืนยันนี้ ผู้ใหญ่ที่ผมรู้จักคนหนึ่งเคยคุยกับผมเอง และเขาสนับสนุนแนวคิดนี้แบบสุดตัว กล่าวคือเมื่อจะอยู่ในระเบียบแล้ว การเข้าแฟชั่นต่างๆล้วนเป็นเรื่องต้องห้ามเพราะขัดกับความเป็นระเบียบ มานึกย้อนไปก็ไม่รู้จะขำหรือจะอะไรดี เพราะนี่คือแนวคิดแบบ "อาวุโสเป็นใหญ่" ชัดๆ

     ทำไมความเป็นกฎระเบียบกับความเป็นแฟชั่น ถึงต้องถูกจับแยกไว้คนละฟากฝั่งของความคิด แล้วปล่อยให้เกิดความขัดแย้งคุกรุ่นเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา? ทำไมถูกระเบียบแล้วจะตามแฟชั่นไปพร้อมกันไม่ได้? 

     รวมกับพฤติกรรมของคนที่เรียกตนว่าครูในเนื้อข่าว ที่พยายามจะลากนักเรียนคู่กรณีที่ตัดทรงสกินเฮดไป "โกนคิ้ว" !! ยิ่งแสดงให้เห็นพฤติการณ์บ้าอำนาจของคนที่อาวุโสสูงกว่า และถือว่าตนมีอำนาจ ถือสิทธิ์ขาดมากกว่าคนที่อยู่ในสถานะัทั้ง "นักเรียน" และ "เด็ก" ซึ่งถูกกล่อมเกลาทางสังคมให้ต้องเชื่อฟัง และพยายามทำให้นักเรียนคนดังกล่าวอยู่ในรูปลักษณ์ที่ "ทุเรศ" ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในเมื่อผมสกินเฮดไม่เหลือส่วนใดให้กร้อนจนแหว่งวิ่น (เหมือนที่ทหารสอน รด. กร้อนหัวเขามาก่อนหน้า) อาจารย์คนนี้ก็หันไปหา "ขน" บริเวณอื่นของร่างกายจนได้ ซึ่งก็ได้แก่ขนคิ้ว

     ตรงนี้ก็แสดงให้เห็นภาวะความคิด "บ้าอำนาจ" ในหัวของเหล่าอาจารย์ที่เรียกว่าเป็นผู้รักษากฎ ที่เคยมีคนตั้งข้อสังเกตว่า การตัดผมสกินเฮดที่ถูกข้อหา "แฟชั่น" ทำให้ผิดระเบียบนั้น เป็นผลจากความ "สะใจ" ส่วนตนของอาจารย์ที่มีความคิดเช่นนี้ ที่จะรู้สึกดีเมื่อเห็นเหล่านักเรียนในอาณัติต้องปฏิบัติตามกฎเผด็จการ และอยู่ในรูปลักษณ์ที่นักเรียนไม่พึงพอใจอย่างยิ่ง (ผมทรงเกรียนหร็อมแหร็ม) การเข้ามาของผมทรงสกินเฮดจึงสั่นคลอนความคิดของคนเหล่านี้มาก และพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อต่อต้านมัน เนื่องจากทรงสกินเฮด เป็นทรงที่ไม่มีข้อหลุดจากระเบียบ อีกทั้งนักเรียนยังยอมรับในความ "ดูได้" ของมัน (เป็นส่วนใหญ่)

     อาจรวมถึงประเด็น "เจ้าของอำนาจแท้จริง" เข้าไปอีกประการได้ เพราะในช่วงมัธยมปลา่ยนั้นไม่เพียงแค่อาจารย์ฝ่ายปกครองของโรงเรียนที่มีอำนาจคุมเรื่องทรงผม แต่ยังมี "ทหาร" ที่คอยคุมอีกชั้นหนึ่งในตอนรักษาดินแดน ซึ่งความยำเกรงของนักเรียนต่อทหาร ย่อมมีมากกว่าอาจารย์ หลายต่อหลายครั้งอาจารย์เองก็พยายามทำตนให้ "ขัดแย้ง" กับ timeline ของนักเรียน เช่น อีกสองสัปดาห์จะไปเข้าค่ายนักศึกษาวิชาทหาร แต่อาจารย์ที่โรงเรียนกลับบังคับให้ไปตัดผม (ซึ่งเมื่อถึงตอนเข้าค่าย บางครั้งก็ต้องไปเสียเงินตัดอีก เดี๋ยวนี้ร้านข้างทางอย่างต่ำๆ ก็ 50-60 บาทแล้ว) พร้อมกับข้ออ้างว่า "นักเรียนไม่กลัวครู แต่กลัวทหาร หรือไง?" (ข้ออ้างนี้ผมเคยได้ยินเองกับหู ตอนอยู่ชั้น ม.6) 

     ไม่เพียงแค่อาจารย์คนที่ถูกต่อย ยังรวมถึงอาจารย์คนที่เข้ามาผสมโรงกล่าวหาว่านักเรียนคนดังกล่าวขโมยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในช่วงที่เขากำลังมาคุกันอยู่ด้วย ที่แสดงให้เห็นภาวะบ้าอำนาจของกลุ่มคนเหล่านั้น

     รูปธรรมที่ชัดเจนปรากฏขึ้นตรงนี้เอง ทั้งการพยายามบังคับให้โกนคิ้ว หรือการกล่าวหาว่านักเรียนคนดังกล่าวขโมยทรัพย์สินของโรงเรียน แสดงถึงการลุแก่อำนาจของคนที่เรีียกตนว่าอาจารย์ไม่ใช่แค่การบังคับในเรื่องสิทธิส่วนบุคคล อีกทั้งข้อกล่าวหาแบบเลื่อนลอยของอาจารย์อีกคน ที่ดูท่าทางและพฤติการณ์แล้วไม่ต่างกับพวกเด็กนักเรียนเกรียนๆ ที่อยากเห็นคนต่อยกันจนตัวสั่น ถึงได้เลือกจังหวะดังกล่าวเข้ามา "ยุส่ง" ให้เรื่องราวชิบหายยิ่งกว่าเดิม และลอยตัวเหนือความขัดแย้งในข่าวได้อย่างสมบูรณ์แบบเสียด้วย

     ไม่ได้จะบอกว่าการลงไม้ลงมือไปสองหมัดของนักเรียนคนนี้เป็นเรื่องถูกต้อง แต่ลองนึกถึงสถานการณ์เช่นนั้น ไหนจะถูกบังคับขู่เข็ญในลักษณะทำร้ายร่างกาย (ใช้มือบีบท้ายทอย กดศีรษะ) และถูกกล่าวหาว่าขโมยของหลวงทั้งที่ตนไม่ได้กระทำ (หากยึดคำพูดของนักเรียนเ็ป็นหลัก) ไม่ใครก็ใครก็ต้องเกิดอารมณ์ขึ้นมาทั้งนั้น แม้คู่กรณีจะอยู่ในสถานะเหนือกว่าก็ตาม (ดูกรณี ชูวิทย์-วิศาล) ในขณะเดียวกันเมื่อฝ่ายอาจารย์แจ้งจับนักเรียนในข้อหาทำร้ายร่างกาย นักเรียนคนนั้น(รวมถึงบิดา) ก็ฟ้องกลับในข้อหาเดียวกัน บวกข้อหาหมิ่นประมาทด้วย

    ดูเหมือนจะแสดงความเท่าเทียมทางสถานะ โดยเฉพาะสิทธิทางกฎหมายของมนุษย์คนหนึ่ง แต่เชื่อเถิดว่าเมื่อเขาเดินเข้ารั้วโรงเรียน มีคนที่พร้อมจะรุมขย้ำทำร้ายเขาอีกนับไม่ถ้วน

    ทั้งจากอาจารย์..... และนักเรียนด้วยกันเอง 


 สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่
http://vreview.yarisme.com