นั่นทำให้ผมพบกับหนังที่ฮาที่สุดในรอบปีนี้
อย่างไรก็ดี นับว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจและน่ายินดีเล็กๆ ที่ประวัติศาสตร์(?)อย่างเรื่องหมู่บ้านบางระจัน จะถูกเล่นแร่แปรธาตุจนกลายเป็น(เกือบ)มหากาพย์แฟนตาซีอิงประวัติศาสตร์ได้ขนาดนี้ ทว่าหากเทียบกับซีรี่ส์เกาหลีตอนค่ำๆช่องสาม วันหยุดสุดสัปดาห์ ก็นับว่าขี้ประติ๋วมาก เพราะเกาหลีเขาไม่ถือกับการเอาเรื่องราชสำนักมาเปลี่ยนจนเป็นละครชิงเหลี่ยมชิงอำนาจ จนคนดูติดงอมแงมอย่างที่เป็นอยู่ (ส่วนละครไทยของค่ายกันตนาอย่าง “กษัตริยา” ถือเป็นกรณียกเว้น ด้วยเหตุผลที่ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ)
ภาพของวัยรุ่นในหนังเรื่องนี้ถูกนำเสนอออกมา ‘ดี’ ดีจนวัยรุ่นด้วยกันเองยังไม่อยากจะเชื่อ เพราะผมว่าไม่มีวัยรุ่นคนไหนหรอกครับที่ขับรถผ่านมรดกโลกอยุธยาแล้วรำพันกับเพื่อนว่า “เราน่าจะสำนึกบุญคุณพวกเขานะ....” (ผมมองโลกในแง่ร้ายไปไหม?) จนเป็นเหตุให้ถูกนำพาข้ามมิติย้อนมายังหมู่บ้านสียามา ในช่วงใกล้เสียกรุงครั้งที่สอง
หนังพยายามบิดข้อเท็จจริง ด้วยการบอกเพียงว่า หมู่บ้านสียามานั้นอยู่ในสยาม (ในขณะนั้นยังไม่เกิดประเทศที่ชื่อสยาม) ส่วนฝ่ายศัตรูก็ไม่ได้บอกว่าเป็นทัพพม่าแต่อย่างใด (ใช้เพียงคำว่า “ผู้รุกราน”) แถมลุคของแม่ทัพยังออกไปทางพ่อมดหมอผี (แถมมีพิธีกรรมไสยศาสตร์) ทว่าจากรูปการต่างๆ คนดูย่อมเอาเรื่องราวไปแนบอิงกับเหตุการณ์บ้านบางระจันอยู่ดี เพราะเรื่องราวในหนังเกิดขึ้นปลายพุทธศักราช 2309 (ปีที่เสียกรุงครั้งที่ 2) บวกกับการใช้คำว่า “สยาม” ทำให้ผมไม่อาจทำใจเชื่อได้ว่า นี่คือหนังแฟนตาซีที่ไม่สนใจความจริงใดๆ
อุดมการณ์รักชาติแบบโรแมนติก ถูกนำเสนออย่างโจ่งแจ้ง ไม่เพียงแค่ฉากย้อนอดีตอันเกิดจากการสำนึกบุญคุณเท่านั้น ภาพของหมู่บ้านแห่งนี้กลับดูร่มรื่น สงบเงียบ ทำไร่ไถนาแบบวิถีเศรษฐกิจพอเพียง (แต่ยังไม่โจ่งแจ้งเท่าใน หนึ่งใจ..เดียวกัน) แม้กำลังอยู่ในภาวะสงครามที่ตนหาเรื่องก่อขึ้นเองก็ตาม เพราะทัพฝ่ายศัตรูนั้นขอเพียงเดินทัพอย่างสันติ เพื่อไปตีเมืองหลวงคือกรุงศรีอยุธยา ทว่าชาวหมู่บ้านกลับยื่นคำขาดว่า ให้ข้ามศพตนเองไปก่อน
เหตุที่ผมบอกว่า ‘แส่หาเรื่อง’ นั้น เพราะผมไม่เชื่อว่าในยุคนั้น (ยุคที่ยังไม่เกิดประเทศสยาม) หมู่บ้านเล็กๆจะมีความผูกพันกับเมืองหลวงมากมายถึงเพียงนั้น และวีรกรรมบ้านบางระจันก็ช่างชวนให้เกิดข้อกังขาด้วยสาเหตุประการเดียวกัน เนื่องด้วยเขตแดนอำนาจของสมัยนั้น หาได้ขึ้นกับ “เส้นเขตแดน” (เพราะเริ่มมีขึ้นมาจริงๆในสมัยรัชกาลที่ 4-5 นี้เอง) แต่ขึ้นกับอำนาจของเหล่าเมืองใหญ่ที่จะแผ่ขยายไปสู่เมืองเล็กอื่นๆ... และเมืองเล็กๆจะเอาอะไรไปสู้กับทัพเรือนหมื่นของผู้รุกราน ผลก็คงลงเอยไม่ต่างกับหมู่บ้านบางระจันในหนังอีกเรื่อง เมื่อลูกเล็กเด็กแดงต้องตายกันยกหมู่บ้าน เพื่อปกป้องเมืองหลวงที่ไม่เคยเหลียวแลพวกเขา
เหล่าวัยรุ่นที่ข้ามมิติไปนั้น แม้จะแลดูไม่เอาถ่าน ใส่สายเดี่ยว เป็นเด็กฮิปฮอป ทว่าคนหนึ่งเชี่ยวชาญการยุทธ์ อีกคนเชี่ยวชาญด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ (ว้าว!) และนางเอกของเรื่องก็เป็นถึงนักเรียนหมอหน้าตาดี ผนวกฝีมือยิงธนูระดับโอลิมปิก เข้ากับชาวหมู่บ้านสียามา เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน ได้อย่างสนิทแนบแน่นและรวดเร็ว จนกลายเป็นกำลังสำคัญในการช่วยรบกับ “ผู้รุกราน” เนื่องด้วยพวกเขาทั้งสามต่างรักชาติยิ่งชีพ และเสนอตัวเองที่จะช่วยรบด้วยซ้ำ (แม้คนหนึ่งจะยิงทหารพม่า... เอ้ย ผู้รุกราน ตายไปสองศพ แล้วต้องมาทำเป็นขัดมือล้างเลือดก็ตาม เพราะเธอทำผิดจรรยาบรรณแพทย์)
และหนังเรื่องนี้ก็โรแมนติกพอที่จะไม่นำเสนอภาพชาวบ้านถูกเหล่าผู้รุกรานเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยม หลังวีรกรรมสละชีพของตัวละครเอกที่มาจากโลกยุคปัจจุบันอันน่าเกรียงไกร แถมด้วยภาพฝูงควายซีจี(?????)จำนวนมาก ไล่เหยียบทหารผู้รุกรานตายเป็นทิวแถว ราวกับต้องการรำพึงรำพันว่า หากย้อนเวลาไปได้ เราก็คงไม่เสียกรุงครั้งนั้น (มั้ง!)
ช่างเป็นความคิดแบบชนชั้นกลางในเมืองผู้อ้างตนว่ารักชาติยิ่งชีพโดยแท้... สิ่งที่สอดแทรกแฝงอยู่ในหนังแฟนตาซีเรื่องนี้ ไม่เพียงแค่ฉากหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง วัยรุ่นผู้รักชาติ และวาทกรรมจะไม่ยอมให้ทัพต่างชาติยาตราผ่าน (คล้ายๆกับตอนญี่ปุ่นเดินทัพผ่านไทยไปพม่า ที่ทำให้เกิดขบวนการเสรีไทย) จนทุกอย่างแตกทะลักออกมาในฉากท้ายๆ เมื่อผู้เฒ่าของหมู่บ้านกำลังเตรียมส่งเหล่าวัยรุ่นกลับบ้าน เนื่องจากถึงแก่กาล
หนึ่งในวัยรุ่น นำเหรียญบาท (หรือสิบบาท) ในยุคปัจจุบัน ออกมาแลกกับอาวุธมีคมที่ชาวบ้านทำให้...ผู้เฒ่า (สมภพ เบญจาทิกุล) ถามพวกเขาว่า “ท่าน(ที่อยู่บนเหรียญ)เป็นใคร” ก่อนที่วัยรุ่นคนนั้นจะตอบว่า“ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน... และเป็นศูนย์รวมจิตใจในที่ที่ข้าจากมา” (พร้อมกับบรรยายถึงงานเฉลิมฉลอง 60 ปี)
ผู้เฒ่าชูเหรียญขึ้นเหนือศีรษะ ป่าวประกาศว่านับถือ “ท่านในเหรียญ” เป็นพระเจ้าแผ่นดินของพวกเขาด้วย แล้วคนทั้งหมู่บ้านก็นั่งลงถวายบังคมเหรียญบาทกันอย่างพร้อมเพรียง!!!
#1 By all4teen on 2008-11-17 06:04