บทความนี้เขียนเสร็จตั้งแต่ช่วงหลังจากได้ดูหนังจบประมาณ 2 สัปดาห์
เวอร์ชั่นที่เขียนเสร็จใหม่ๆ มีข้อผิดพลาดทางข้อเท็จจริงบางประการ
และเป็นผลจากความคะนองทางอารมณ์จนเกินเหตุ
ดังนั้น บางส่วนในเวอร์ชั่นที่เห็นนี้ อาจไม่ตรงกัน
เพราะได้ edit บางส่วนที่เห็นว่าไม่จำเป็นและเป็นข้อผิดพลาดออกไป
จึงกราบขออภัยมา ณ ที่นี้

อนึ่ง บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาของหนังอย่างหมดเปลือก


Where the Miracle Happens

 

ความโกลาหลของนิตยสารภาพยนตร์

เมื่อภาพยนตร์เรื่องหนึ่งใจ..เดียวกันวางโปรแกรมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ประเทศไทย ในวันที่ 7 สิงหาคม 2551 นิตยสารภาพยนตร์ 2 ฉบับก็นำภาพจากภาพยนตร์เรื่องนี้มาขึ้นปก ได้แก่นิตยสาร Starpics และ เอนเตอร์เทน ตามภาพปกด้านล่างนี้ (ไม่สามารถหาปกของนิตยสารเอนเตอร์เทนฉบับดังกล่าวมาประกอบได้ จึงนำใบปิดที่ใช้ในปกฉบับนั้นมาวางไว้แทน และขอวิงวอนผู้อ่านทุกท่านจินตนาการคำว่า "เอนเตอร์เทน" อยู่ที่ด้านล่างแทนชื่อหนังนะครับ)

Starpics 731- Where the Miracle HappensEntertain Cover

สิ่งที่สะกิดใจผมเอามากๆ เพราะนี่น่าจะเป็นครั้งแรกๆ ที่ "หัวหนังสือ" ของนิตยสารเกี่ยวกับภาพยนตร์ต้องกระเด็นลงมาอยู่ด้านล่าง เพราะไม่อาจสถิตอยู่สูงกว่าภาพของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ได้ ซึ่งก็เป็นไปในแนวทางที่คล้ายกับนิตยสารอีกจำนวนมากที่ออกจำหน่ายในเวลาเดียวกัน และนำรูปของทูลกระหม่อมฯ เป็นภาพปก เช่นนิตยสาร Who? และนิตยสารพลอยแกมเพชร ที่ขึ้นปกรูปของทูลกระหม่อมฯให้รับกับสถานการณ์

การที่ชื่อนิตยสารพลอยแกมเพชร กลับสามารถสถิตอยู่เหนือภาพของทูลกระหม่อมฯ ได้ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็น "นามแฝง" ของทูลกระหม่อมฯเองนั้น ทำให้ผมเกิดเอะใจ เพราะในสถานะนี้คำว่า "พลอยแกมเพชร" ไม่น่าใช่ "พระนามแฝงของสมาชิกราชวงศ์" หากแต่อยู่ในสถานะของ "ชื่อนิตยสาร" ที่สมควรลงไปอยู่ใต้รูปของทูลกระหม่อมฯ เช่นกับนิตยสารเล่มอื่นๆ ไม่ใช่ได้รับอภิสิทธิ์เช่นนี้ (ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการที่ชื่อนิตยสารต้องลงไปอยู่ด้านล่างพระฉายาลักษณ์ พระสาทิสลักษณ์ พระรูป ฯลฯ ของเหล่าสมาชิกราชวงศ์ปัจจุบัน ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายข้อใดหรือไม่ หรือเป็นเพียงธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาในวงการนิตยสารและสื่อสิ่งพิมพ์เท่านั้น)

Ploygampetch - U. MahidolWho? - U. Mahidol

อีกอย่าง เมื่อผมลองเทียบลักษณะของภาพจากนิตยสารภาพยนตร์อย่าง Starpics หรือ เอนเตอร์เทน กับนิตยสารเล่มอื่นที่ยกภาพปกมาเปรียบเทียบให้ดูด้านบน ผมยิ่งรู้สึกว่าชื่อนิตยสารภาพยนตร์ทั้งสองฉบับที่นำรูปจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งใจ..เดียวกันมาขึ้นปก ไม่มีเหตุผลใดๆที่จะอยู่ด้านบนนิตยสารตามปกติไม่ได้ เนื่องจากหากพิจารณาดูอย่างรอบคอบแล้ว ภาพที่เห็นบนปก Starpics และเอนเตอร์เทน ไม่ใช่ภาพของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี แต่เป็นภาพของ "พิมพ์ดาว" ซึ่งเป็นตัวละครในภาพยนตร์เรื่องหนึ่งใจ..เดียวกัน และแน่นอนว่าพิมพ์ดาวมีฐานะเป็นสามัญชน ไม่ใช่เจ้าฟ้าราชวงศ์ของราชอาณาจักรไทย เพราะรูปที่เอามาประกอบนั้นนำมาจากสื่อประชาสัมพันธ์ของหนังล้วนๆ

บางคนอาจเถียงว่า ถ้าอย่างนั้นหากมีผู้รับบทเป็นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทั้งสองภาค แล้วได้ขึ้นปก ก็ต้องเอาหัวหนังสือลงกระนั้นหรือ? ตรงนี้เห็นทีจะต้องเถียงว่าเพราะสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับราชวงศ์ปัจจุบันแม้แต่น้อย และยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการที่จะมีนักแสดงหาญกล้ารับบทเป็นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือสมาชิกราชวงศ์ (ที่บางคนอาจสละราชทินนามไปนานแล้ว) ในยุคสมัยปัจจุบัน ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่าบุคคลเหล่านั้นอยู่ในฐานะ "ล่วงละเมิดมิได้" และผนวกกับภาวะเสี่ยงภัยต่อข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาตรา 112 ที่อาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี

อย่างไรก็ดี จากที่บอกว่าพิมพ์ดาวเป็นสามัญชน แต่เมื่อผมได้มีโอกาสไปชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่งใจ..เดียวกันแบบเต็มๆเรื่อง (ด้วยการเดินไปขอบัตรจาก "รอบฟรี ไม่มีเงื่อนไข" ที่โรงภาพยนตร์เอสเอฟ มาบุญครอง) จึงได้ตระหนักและสำเหนียกได้ว่าที่คิดมาทั้งหมดด้านบนล้วนผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง

เพราะในภาพยนตร์เรื่องนี้ ตัวละครพิมพ์ดาว ที่รับบทโดยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี นั้นไม่ได้อยู่ในฐานะสามัญชน อย่างที่ผม, คนดูหนัง และประชาชนทั่วไปเข้าใจผ่านทางตัวอย่างภาพยนตร์ สื่อโฆษณา หรือแม้แต่ตัวภาพยนตร์เอง

ทว่าพิมพ์ดาวนั้น ดำรงอยู่ในสถานะ "เจ้า" (หรือ "เจ้าชีวิต") ของแท้และแน่นอน


"ฉันเป็นคนยิง แต่ฉันไม่ได้ทำผิด"

ลักษณะความเป็น "เจ้า" ในตัวละครพิมพ์ดาว(ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี) นั้นแสดงออกตั้งแต่ฉากแรกที่เธอปรากฏตัว ในห้องประชุมของบริษัทเธอ ผู้ถือหุ้นคนอื่นๆล้วนแต่ต้องเงียบเสียงลงเมื่อเธอประกาศิตคำสั่งให้ติดต่อซื้อที่ดินที่เคยเป็นของโรงเรียน เพราะเป็นทำเลดีที่สุดสำหรับการลงทุนสร้างคอนโดแห่งใหม่ใจกลางเมือง

หลังจากอุบัติเหตุที่ทำให้ลูกสาวเสียชีวิต เธอไปที่โรงเรียนเพียงหลวง และทุกอย่างก็เกิดขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์เพราะการวางแผนของเธอ (ที่ต่อยอดจากเหล่าค่ายอาสาเคยทำเอาไว้ก่อนหน้าทั้งสิ้น) ไม่เพียงแต่ตัวอาคารของโรงเรียนเท่านั้น พิมพ์ดาวยังแนะนำไปถึงตัวหลักสูตรการเรียนการสอนอีกด้วย ซึ่งสาเหตุหลักนั้นในหนังพูดไว้ประมาณว่า "ก็ฉันสอนหนังสือใครไม่เป็นหรอกนะ" คนที่ต้องรับหน้าที่สอนหนังสือจึงกลายเป็นชาวบ้านคนอื่นๆแทน และการเรียนรู้ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับในหมู่บ้าน เช่น สรรพคุณของสมุนไพรต่างๆ เป็นต้น

ทั้งที่เธอไปอยู่เชียงรายเป็นครั้งแรกในชีวิต (เมื่อพิจารณาจากชีวิตอันหรูหราฟุ้งเฟ้อของเธอ และการซื้อปากกาเด็กที่เดินขายตามถนนมาเป็นกำๆ เพื่อประชดลูกสาวในทำนองว่า "นี่ไง ชั้นช่วยซื้อให้แล้ว ชั้นช่วยเด็กแล้ว ไม่เห็นต้องดั้นด้นถ่อไปถึงเชียงรายเหมือนแก") แต่เธอกลับเข้ากับชาวบ้านได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ชาวบ้านแม้แต่ระดับผู้ใหญ่บ้าน พูดด้วยภาษาที่ไม่คุ้นหูนักธุรกิจระดับแนวหน้าอย่างเธอ แต่ดูเธอก็ฟังออกได้อย่างไม่เคอะเขิน และไม่มีทีท่าปฏิเสธหรือต่อต้านเลย จะมีก็เพียงแค่น้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติกจำนวนมาก เสื้อผ้าตามสมัยนิยมอีกเป็นตู้ และเครื่องสำอางอีกเป็นโหล ที่เธอขนมาใช้ยามอาศัยในแดนกันดาร ซึ่งตรงนี้หนังได้แก้ตัวให้แก่เธอเรียบร้อยว่า "ถึงคุณพิมพ์ดาวเพิ่นจะแต่งตัวแต่งหน้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเพิ่นจะยะการยะงานบ่ได้เน่อ"

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสร้างโรงเรียนเสร็จสมบูรณ์ ในวันแรกหลังจากนั้น พิมพ์ดาวคือคนที่มอบ "ธงชาติ" ผืนใหม่ให้กับผู้ใหญ่บ้าน ในลักษณะที่เกือบจะเป็นพิธีการ ซึ่งขาดแค่ข้าราชการกระทรวงศึกษาชั้นผู้ใหญ่มาเปิดงาน ที่ในหนังย่อมไม่อาจทำอย่างนั้นได้ เพราะข้าราชการจาก ส.พ.ศ.ถ. รังเกียจโรงเรียนแห่งนี้ยิ่งกว่าอะไรดี นานๆทีจะยอมเสด็จมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง

ครั้งหนึ่งที่ข้าราชการคนนี้ (และภรรยาของเขาผู้ชื่นชอบแหวน "เพชรสีน้ำเงิน") เอาเอกสารสั่งปิดโรงเรียนเดินทางมาบีบบังคับผู้ใหญ่บ้าน เขาพูดจากวนประสาทจนเด็กนักเรียนยิงหนังสติ๊กใส่หน้าผาก (ฉากนี้มีในตัวอย่างภาพยนตร์ทางโทรทัศน์) เมื่อเขาเข้ามาคาดคั้นเด็กๆมากเข้า พิมพ์ดาวก็เดินออกมาจากที่ไหนไม่รู้ หยิบหนังสติ๊กที่เด็กโยนทิ้งไว้ที่พื้น แล้วพูดว่าเธอยิงเอง ก่อนจะพูดประโยค "ฉันเป็นคนยิง แต่ฉันไม่ได้ทำผิด" และราวกับประกาศิต อยู่ดีดีข้าราชการ ส.พ.ศ.ถ. คนนั้นและเมียก็เกิดปากหนักขึ้นมาทันควัน คิดคำมาเถียงไม่ออก ชวนกันขึ้นรถขับออกจากหมู่บ้านไปในทันที

ยังมีอีกหลายฉาก ทั้งฉากที่พิมพ์ดาวเข้าไปยุ่มย่ามกับเรื่องภายในครอบครัว ซึ่งล้ำเส้น "ความห่วงใยในฐานะคนรู้จัก" เข้าสู่การก้าวก่ายเรื่องชาวบ้านและวางตนเหนือกว่าอย่างชัดเจน ราวกับว่าเธอมีอำนาจอาญาสิทธิ์ (เธอถามแม่ของสวยเมื่อทราบว่าสวยถูกพ่อขายให้ขบวนการตกเขียวว่า "ทำไมทำอะไรไม่ปรึกษาฉันก่อน?" ทั้งที่จริงๆคนที่แม่ของสวยน่าจะเข้าไปปรึกษามากที่สุดคือผู้ใหญ่บ้าน ไม่ใช่คนแปลกหน้าอย่างเธอ) หรือในฉากบายศรีสู่ขวัญ ที่ผู้ใหญ่บ้านกล่าวว่าเธอเป็น "ศูนย์รวมขวัญกำลังใจของหมู่บ้าน"

ไม่เพียงเท่านั้น การแสดงของทูลกระหม่อมฯ ที่ไม่ได้แสดงหนีห่างจากความเป็นพระองค์เองมากนัก ก็ยั่วเย้าให้ชวนคิดถึงการตอกย้ำภาพของความเป็นเจ้าในตัวละครนี้มากยิ่งขึ้น หรือแม้แต่คิดถึงความต้องการยศ "ปรินเซส" ของทูลกระหม่อมฯคืน หลังจากการสละยศไปเมื่อคราวที่สมรสกับนายปีเตอร์ เจนเซ่น (ดังจะกล่าวถึงต่อไป)

คนที่ตั้งแง่สงสัยเจตนาที่แท้จริงของพิมพ์ดาวเพียงคนเดียวของเรื่องกลับเป็นนิล(ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) เด็กสาวลุคคล้ายทอมบอยที่สนิทสนมกับแพท(นิสารัตน์ อภิรดี)ตอนมาทำค่ายอาสาที่เพียงหลวงเมื่อตอนต้นเรื่อง แต่เมื่อเวลาผ่า