Starpics 735 - Max Payne

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 735 (ปักษ์หลัง กันยายน 2551)

 อันนี้ค่อยยังชั่วหน่อย เขียนดีกว่าอันที่แล้ว
ปกเก๋

ปล. ไ่ม่ได้เขียนอะไรทั้งสิ้นในเล่ม 734 เอวัง...
เลยอดเอาปกอันอื้อฉาวมาลงเลย ฮา 

 


Bangkok Dangerous
 

ไม่รู้ว่าปัจจุบันนี้ฝรั่ง(โดยเฉพาะชาวอเมริกัน)ที่คิดว่าคนไทยยังขี่ช้างไปเรียน/ทำงานอยู่หรือยังสับสนระหว่าง Thailand กับ Taiwan มีจำนวนหลงเหลืออยู่มากมายเพียงใดในสังคมโลก

เอาเถอะ  เพราะคนที่ยังเชื่อความเชื่อพวกนั้นยังไงก็คงน้อยกว่าความคิดที่พวกเขามองประเทศไทยเป็นแหล่งคาวโลกีย์ชั้นเลิศราคาย่อมเยา ที่ชวนให้ลิ้มลองแสวงหาเป็นประสบการณ์ชีวิตจนทำให้กระทรวงวัฒนธรรมหรือหน่วยงานของผู้ใหญ่ต่างๆคิดกันจนหัวขวิดก็หาทางแก้ภาพลักษณ์นี้ไม่ได้เสียที (ในเว็บไซต์ภาษาอังกฤษแห่งหนึ่งพูดถึงขั้นว่าแหล่งโลกีย์ในประเทศไทยปัจจุบันก็มีสภาพไม่ต่างกับ Red-District(ย่านโคมแดง) ตามประเทศในยุโรปหลายๆประเทศที่ "โสเภณี" เป็นอาชีพถูกกฎหมายอยู่แล้วเผลอๆจะหนักข้อมากกว่าเสียอีก ราวกับจะบอกว่ารัฐไทยกำลังกระแดะทำตัวเป็นคนเปี่ยมศีลธรรมเสียเต็มประดา)

เมื่อความคิดเช่นนี้ผนวกกับความกลัวจนเกินเหตุของเหล่าผู้ใหญ่ทั้งหลายทำให้เกิดภาพเหมารวมไปถึงอาชีพเซ็กซี่อย่างอื่นว่ากลายเป็นการขายบริการทางเพศไปเสียฉิบโดยเฉพาะเหล่าสาวๆที่เป็นพริตตี้มอเตอร์โชว์หรือเต้นโคโยตี้ตามผับกลายเป็นการเหมารวมด้วยทัศนคติอันน่ากลัวยิ่งทำให้สาวๆชาวไทยมีภาพลักษณ์ย่ำแย่ทั้งจากสายตาชาวต่างชาติและไม่เว้นสายตาของเพื่อนร่วมชาติเองด้วย

ด้วยเหตุนี้หรือเปล่าพี่น้องแปงจึงได้พยายามสร้างภาพลักษณ์แสนดีให้กับประเทศแห่งนี้(ที่เขามาทำหนังไปเสียหลายเรื่อง ทั้งดีเลิศและเลวริยำปนกันไป) ด้วยการเลือกดาราสาวลุคแรงๆอย่างเป้ย-ปานวาด เหมมณี มาเล่นเป็นเพียงตัวประกอบ? ซึ่งแม้ตัวผมจะไม่ได้ชมการแสดงโคโยตี้มาอย่างช่ำชองเชี่ยวชาญก็รู้สึกขัดๆกับท่าทางการเต้นอัน "สะเงาะสะแงะ" เกินทนของเธออยู่ไม่น้อย (ผมไม่โทษเธอหรอกนะครับเพราะเธอให้สัมภาษณ์ยืนยันมาเป็นล้านรอบได้แล้วว่า เธอไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าตนเองเป็นคนเซ็กซี่อย่างที่คนอื่นมองกัน)

ผมว่าเป้ยบทน้อยกว่า"ช้าง" เสียอีก.....

ใช่ครับไม่เพียงแค่การลดทอนภาพของแหล่งเที่ยวโลกีย์ราตรีในเมืองฟ้าอมรให้ดูซอฟต์ลงกว่าที่ควรเป็นอย่างมหาศาล(ให้เหลือเพียงแค่การเต้นโคโยตี้แถมเป้ยก็ยังเต้น...แบบที่พูดไปนั่นแหละ)องค์ประกอบอีกเป็นกุรุสก็ทำให้หนังกลายสภาพจาก Bangkok Dangerous กลายเป็น "บางกอกแดนจรัส"ตามสไตล์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไปโดยปริยาย หนังเรื่องนี้จึงประกอบไปด้วยช้าง,ต้มยำกุ้ง, วัดไทยอันเงียบสงบ, การไหว้อันงดงาม และรำไทยอันอ่อนช้อย ครบเครื่องคุณสมบัติแดนยิ้มสยามขวานทองของกระทรวงวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง

ท้ายที่สุดแล้วหนังเรื่องนี้ก็ไม่ต่างกับภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดขายฉากแอ็คชั่น ที่ปนด้วยการนำเสนอภาพความexotic ของต่างแดนรอบโลกอย่างฉาบฉวยทั่วๆไปที่มีอยู่เกลื่อนกลาดแต่ที่น่าเสียดายมากกว่าคือผู้กุมบังเหียนหนังเรื่องนี้คือคนที่คลุกคลีกับหนังไทยและประเทศไทยมานานพอตัวหาใช่ฝรั่งมังค่าเด๋อด๋าที่ไหน

โดยเฉพาะ "ช้างไทย" ที่หนังนำเสนอในหลายฉากติดๆกันจนคนดูแทบเอียนทั้งภาพเขียนในเกสต์เฮาส์ของพระเอก(ที่ดันไปเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องโชคลางได้อย่างไรก็ไม่ทราบ)ช้างที่ถูกนำมาขายอ้อยขายกล้วยหากินข้างถนน(ที่หนังก็นำเสนอเสียน่ารักน่าชังเกินงาม)และป่าเขียวชอุ่มหลังเกสต์เฮาส์ของพระเอกที่มีช้างอาศัยอยู่ตามธรรมชาติอย่างมีความสุขพร้อมลำคลองเอื่อยไหลใสเย็นเห็นตัวปลา (!!! - สงสัยผมคงยังอยู่กรุงเทพไม่นานเท่ากับสองพี่น้อง จึงไม่รู้ว่ากลางกรุงก็มีป่าให้ช้างอยู่ด้วย) เห็นไหมว่าช้างบทเยอะกว่าเป้ยจริงๆ

เป็นบุญแค่ไหนแล้วที่เวลาพระเอกของเราออกปฏิบัติการไม่ต้องไปนั่งขี่ช้างไล่จับตั๊กแตน เหมือนที่พี่น้องแปงทำด้วยการรีเมคหนังของตัวเองออกมาในลักษณะนี้และลงเอยด้วยการไม่ได้ตั๊กแตนกลับบ้านซักตัว

ในภาพยนตร์เวอร์ชั่นปี1999 หากสรุปตัวละครเพียงคร่าวๆก็จะมี ก้อง(ปวริศร์ มงคลพิสิษฐ์ -ที่ตอนนี้ไปอยู่ในรายการเรียลลิตี้) เด็กใบ้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นเพชฌฆาตอันดับหนึ่งผ่านการฝึกปรือของโจ้(