Starpics 735 - Max Payne

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 735 (ปักษ์หลัง กันยายน 2551)

 อันนี้ค่อยยังชั่วหน่อย เขียนดีกว่าอันที่แล้ว
ปกเก๋

ปล. ไ่ม่ได้เขียนอะไรทั้งสิ้นในเล่ม 734 เอวัง...
เลยอดเอาปกอันอื้อฉาวมาลงเลย ฮา 

 


Bangkok Dangerous
 

ไม่รู้ว่าปัจจุบันนี้ฝรั่ง(โดยเฉพาะชาวอเมริกัน)ที่คิดว่าคนไทยยังขี่ช้างไปเรียน/ทำงานอยู่หรือยังสับสนระหว่าง Thailand กับ Taiwan มีจำนวนหลงเหลืออยู่มากมายเพียงใดในสังคมโลก

เอาเถอะ  เพราะคนที่ยังเชื่อความเชื่อพวกนั้นยังไงก็คงน้อยกว่าความคิดที่พวกเขามองประเทศไทยเป็นแหล่งคาวโลกีย์ชั้นเลิศราคาย่อมเยา ที่ชวนให้ลิ้มลองแสวงหาเป็นประสบการณ์ชีวิตจนทำให้กระทรวงวัฒนธรรมหรือหน่วยงานของผู้ใหญ่ต่างๆคิดกันจนหัวขวิดก็หาทางแก้ภาพลักษณ์นี้ไม่ได้เสียที (ในเว็บไซต์ภาษาอังกฤษแห่งหนึ่งพูดถึงขั้นว่าแหล่งโลกีย์ในประเทศไทยปัจจุบันก็มีสภาพไม่ต่างกับ Red-District(ย่านโคมแดง) ตามประเทศในยุโรปหลายๆประเทศที่ "โสเภณี" เป็นอาชีพถูกกฎหมายอยู่แล้วเผลอๆจะหนักข้อมากกว่าเสียอีก ราวกับจะบอกว่ารัฐไทยกำลังกระแดะทำตัวเป็นคนเปี่ยมศีลธรรมเสียเต็มประดา)

เมื่อความคิดเช่นนี้ผนวกกับความกลัวจนเกินเหตุของเหล่าผู้ใหญ่ทั้งหลายทำให้เกิดภาพเหมารวมไปถึงอาชีพเซ็กซี่อย่างอื่นว่ากลายเป็นการขายบริการทางเพศไปเสียฉิบโดยเฉพาะเหล่าสาวๆที่เป็นพริตตี้มอเตอร์โชว์หรือเต้นโคโยตี้ตามผับกลายเป็นการเหมารวมด้วยทัศนคติอันน่ากลัวยิ่งทำให้สาวๆชาวไทยมีภาพลักษณ์ย่ำแย่ทั้งจากสายตาชาวต่างชาติและไม่เว้นสายตาของเพื่อนร่วมชาติเองด้วย

ด้วยเหตุนี้หรือเปล่าพี่น้องแปงจึงได้พยายามสร้างภาพลักษณ์แสนดีให้กับประเทศแห่งนี้(ที่เขามาทำหนังไปเสียหลายเรื่อง ทั้งดีเลิศและเลวริยำปนกันไป) ด้วยการเลือกดาราสาวลุคแรงๆอย่างเป้ย-ปานวาด เหมมณี มาเล่นเป็นเพียงตัวประกอบ? ซึ่งแม้ตัวผมจะไม่ได้ชมการแสดงโคโยตี้มาอย่างช่ำชองเชี่ยวชาญก็รู้สึกขัดๆกับท่าทางการเต้นอัน "สะเงาะสะแงะ" เกินทนของเธออยู่ไม่น้อย (ผมไม่โทษเธอหรอกนะครับเพราะเธอให้สัมภาษณ์ยืนยันมาเป็นล้านรอบได้แล้วว่า เธอไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าตนเองเป็นคนเซ็กซี่อย่างที่คนอื่นมองกัน)

ผมว่าเป้ยบทน้อยกว่า"ช้าง" เสียอีก.....

ใช่ครับไม่เพียงแค่การลดทอนภาพของแหล่งเที่ยวโลกีย์ราตรีในเมืองฟ้าอมรให้ดูซอฟต์ลงกว่าที่ควรเป็นอย่างมหาศาล(ให้เหลือเพียงแค่การเต้นโคโยตี้แถมเป้ยก็ยังเต้น...แบบที่พูดไปนั่นแหละ)องค์ประกอบอีกเป็นกุรุสก็ทำให้หนังกลายสภาพจาก Bangkok Dangerous กลายเป็น "บางกอกแดนจรัส"ตามสไตล์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไปโดยปริยาย หนังเรื่องนี้จึงประกอบไปด้วยช้าง,ต้มยำกุ้ง, วัดไทยอันเงียบสงบ, การไหว้อันงดงาม และรำไทยอันอ่อนช้อย ครบเครื่องคุณสมบัติแดนยิ้มสยามขวานทองของกระทรวงวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง

ท้ายที่สุดแล้วหนังเรื่องนี้ก็ไม่ต่างกับภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดขายฉากแอ็คชั่น ที่ปนด้วยการนำเสนอภาพความexotic ของต่างแดนรอบโลกอย่างฉาบฉวยทั่วๆไปที่มีอยู่เกลื่อนกลาดแต่ที่น่าเสียดายมากกว่าคือผู้กุมบังเหียนหนังเรื่องนี้คือคนที่คลุกคลีกับหนังไทยและประเทศไทยมานานพอตัวหาใช่ฝรั่งมังค่าเด๋อด๋าที่ไหน

โดยเฉพาะ "ช้างไทย" ที่หนังนำเสนอในหลายฉากติดๆกันจนคนดูแทบเอียนทั้งภาพเขียนในเกสต์เฮาส์ของพระเอก(ที่ดันไปเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องโชคลางได้อย่างไรก็ไม่ทราบ)ช้างที่ถูกนำมาขายอ้อยขายกล้วยหากินข้างถนน(ที่หนังก็นำเสนอเสียน่ารักน่าชังเกินงาม)และป่าเขียวชอุ่มหลังเกสต์เฮาส์ของพระเอกที่มีช้างอาศัยอยู่ตามธรรมชาติอย่างมีความสุขพร้อมลำคลองเอื่อยไหลใสเย็นเห็นตัวปลา (!!! - สงสัยผมคงยังอยู่กรุงเทพไม่นานเท่ากับสองพี่น้อง จึงไม่รู้ว่ากลางกรุงก็มีป่าให้ช้างอยู่ด้วย) เห็นไหมว่าช้างบทเยอะกว่าเป้ยจริงๆ

เป็นบุญแค่ไหนแล้วที่เวลาพระเอกของเราออกปฏิบัติการไม่ต้องไปนั่งขี่ช้างไล่จับตั๊กแตน เหมือนที่พี่น้องแปงทำด้วยการรีเมคหนังของตัวเองออกมาในลักษณะนี้และลงเอยด้วยการไม่ได้ตั๊กแตนกลับบ้านซักตัว

ในภาพยนตร์เวอร์ชั่นปี1999 หากสรุปตัวละครเพียงคร่าวๆก็จะมี ก้อง(ปวริศร์ มงคลพิสิษฐ์ -ที่ตอนนี้ไปอยู่ในรายการเรียลลิตี้) เด็กใบ้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นเพชฌฆาตอันดับหนึ่งผ่านการฝึกปรือของโจ้(พิเศก อินทรครรชิต - ที่ก็หายหน้าไปจากสารบบวงการอีกคน)อดีตมือปืนอันดับหนึ่งของวงการที่ภายหลังประสบอุบัติเหตุจนกลายเป็นมือปืนตกอับ

ฟากตัวละครหญิงก็มีฝน(เปรมสินี รัตนโสภา -หลังจากเล่น ซี-อุย เธอก็หายหน้าไปอีกคนแล้ว! หนังเรื่องนี้อาถรรพ์หรือเปล่านี่) เภสัชกรสาวที่เข้ามาเป็นแสงสว่างในชีวิตของก้องและอ้อม(ภัทรวรินทร์ ทิมกุล - โอเค คนนี้ยังไม่หายไปไหน) แฟนเก่าของโจ้ที่รับหน้าที่ส่งข้อมูลของเหยื่อสังหารให้กับมือปืนในสังกัดของเจ้าพ่อซึ่งแม้เนื้อเรื่องจะเน้นที่ชีวิตมือปืนตั้งแต่รุ่งโรจน์ถึงตอนถูกไล่ล่าและความสัมพันธ์ฉันมิตรภาพของโจ้กับก้อง แต่ตัวละครหญิงทั้งสองคนก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันและมีส่วนช่วยผลักดันอารมณ์ความรู้สึกของหนังให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดได้อย่างไร้ข้อกังขา

ตัดกลับมาที่ปี 2008 โจ้กลายสภาพเป็น โจ เอนเดอร์(นิโคลัส เคจ) นักฆ่าระดับโลกฝีมือพระกาฬผู้รับงานชุดสุดท้ายในชีวิตมาปฏิบัติการในประเทศไทยก่อนเกษียณตัวเองจากวงการและถีบตัวเองขึ้นมาเป็นพระเอกตัวหลักของเรื่อง สลับบทบาทกับก้องพระเอกในเวอร์ชั่นเก่าที่กลายเป็นจิ๊กโก๋กระจอกข้างถนนผู้เข้ามารับหน้าที่รับ-ส่งของให้โจ(รับบทโดยชาคริต แย้มนาม) ก่อนจะเกิดถูกชะตาและกลายเป็นลูกศิษย์รับการถ่ายทอดวิชามือปืน

ฝน(หยางไฉ่หนี)เลยเป็นตัวละครเจ้ากรรมที่ต้องเป็นใบ้หูหนวกแทนก้องแต่เธอก็ยังคงเป็นเภสัชกรสาวเหมือนเดิม และสามารถรำไทยอยู่แถวหน้าได้อย่างตรงตามจังหวะไม่อายใครส่วนอ้อม(ปานวาด เหมมณี) ก็มีหน้าที่เป็นนกต่อรับของจากมาเฟียสุรัตน์(นิรัติศัย กัลย์จาฤก) และเต้นสะเงาะสะแงะในผับไปตามเรื่องเพื่อฆ่าเวลาแต่อย่างน้อยพี่น้องแปงก็ยังใจดีให้เธอมีไปกิ๊กๆกับก้องบ้างเล็กน้อยเพราะลำพังแค่บทน้อยกว่าช้างก็น่าสงสารพออยู่แล้ว

เจ้าพ่อในเวอร์ชั่น 9 ปีก่อนตามไล่ล่าก้องและโจ้ เพราะอ้อมที่เป็นอดีตคนรักของโจ้นั้นถูกฆ่าตายเพราะความโรคจิตของคนกลุ่มหนึ่งโจ้จึงตัดสินใจล้างบางคนกลุ่มนี้ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้เจ้านายอย่างยิ่งจนถูกตามเก็บแต่สุรัตน์สั่งเก็บโจและก้อง (รวมถึงอ้อม) ด้วยเหตุผลว่า....กลัวมันรู้ว่ากูเป็นใคร (เฮ้อ...พี่ครับ มาเฟียประเทศไทยเป็นรัฐมนตรีชาวบ้านก็ออกจะรู้กันถ้วนทั่วแล้วพี่จะกลัวคนเค้ารู้ไปทำไมเนี่ย)

ปฏิบัติการ"ขี่ช้าง" รื้อความสัมพันธ์ของตัวละครและหลักเหตุผลความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ที่พวกเขาวางไว้อย่างดีในเวอร์ชั่น1999 นั้นแทบจะเรียกได้ว่าต้องเขียนบทขึ้นมาใหม่ทั้งหมด การสลับสับเปลี่ยนลดทอนหรือเพิ่มบทบาทของตัวละครและเหตุการณ์ทว่าเหมือนกับขึ้นช้างแล้วลืมตาข่ายจับตั๊กแตนพวกเขาลืมปรับความเป็นไปของเรื่องให้กลมกล่อมเทียบเท่ากับหนังต้นฉบับของพวกเขาจนสิ่งที่ได้ออกมานั้นแลดูประดักประเดิดและขาดๆเกินๆ จนไม่อาจทำใจเรียกว่าเป็น "ผลงานรีเมคที่ดีกว่าต้นฉบับ" ดังที่สองพี่น้องอยากให้เป็นได้เลย

ตัวละครหญิงอย่างฝนและอ้อมในเวอร์ชั่นปัจจุบันจึงมีหน้าที่เป็นเพียงแค่ sexual interest เหมือนกับหนังฮอลลีวู้ดอีกนับหมื่นนับแสนเรื่องในตระกูลเดียวกันซึ่งสิ่งเดียวที่พวกเธอทำได้ก็คือ พยุงความสัมพันธ์ของโจกับก้องไม่ให้เลยเถิดจนกลายเป็นคู่เกย์นักฆ่าไปซะก่อนเพราะหนังให้เวลาเขาทั้งคู่อยู่ด้วยกันในจอมากเหลือเกิน (ยังไม่รวมประโยคที่โจใช้เป็นเหตุผลที่รับก้องเป็นศิษย์อย่าง"ผมเห็นตัวเองในดวงตาของเขา") และแน่นอนว่าบทบาทอันน้อยนิดของพวกเธอไม่เอื้อให้แสดงความสามารถทางการแสดงหรือส่งผลต่อเนื้อเรื่องและความรู้สึกของคนดูอย่างที่ภัทรวรินทร์เคยได้รับโอกาสและทำได้อย่างยอดเยี่ยมสมราคา

โจ เอนเดอร์ มือปืนระดับโลกคนนี้ มีกฎของตัวเองทั้งหมด 4 ข้อ(ซึ่งก็เป็นการทำให้ตัวละครน่าหลงใหลในสไตล์ฮอลลีวู้ด...อีกแล้ว)และในเมืองไทยเขาก็ไม่อาจรักษามันไว้ได้ทั้งหมดไม่เพียงแค่เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเขากับก้อง(และฝนบ้างบางคราว)ที่มีเกินเลยจนจิตใจรวนเรยังรวมไปถึงการรับรู้ข้อมูลเบื้องหลังทั้งของเหยื่อและผู้ว่าจ้างจนจิตใจยิ่งไขว้เขวหนัก (แสดงให้เห็นความพยายามอย่างยิ่งยวดของการสร้างเงื่อนไขให้ตัวละครในหนังเวอร์ชั่นใหม่นี้)ซึ่งสิ่งที่ตลกมากคือเมื่อตัวละครใดที่หนังต้องการบอกว่า "ไอ้นี่ชั่ว มันสมควรตาย"ตัวละครนั้นจะมีลักษณะนิสัยร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ หื่นกามหาใครเทียบราวกับว่าคนไทยถ้าจะชั่วก็ต้องหื่นกาม(ไม่ก็ค้าเนื้อสด)ไว้ก่อน เพราะขัดกับความเป็นเมืองพุทธ

ยิ่งในฉาก"ไล่ล่าด้วยเรือหางยาว" ที่ "ตลาดน้ำดำเนินสะดวก"(ซึ่งอย่างน้อยก็ทำได้ดีกว่าในหนังไทยอีกเรื่องอย่างต้มยำกุ้ง)พี่โจของเราก็ตบะแตกกฎมลายหายสิ้นเพราะมือปืนระดับโลกของเราเกิดผิดแผนเพราะแม่ค้าปากตลาดพี่แกเลยแก้สถานการณ์ด้วยการขับเรือหางยาวเร่งเครื่องเสียงดังลั่นคลองไล่ยิงเป้าหมายที่เป็นเจ้าพ่อกระจอกๆคนหนึ่ง(ที่พาสก๊อยมาช็อปที่ตลาดน้ำ...)และ... เอิ่มม... ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์

ส่วนตัวละครที่ทำให้โจเกิดกลับใจล้มเลิกแผนปฏิบัติการมีสถานะอันแสนคลุมเครือว่าเป็นผู้นำระดับไหนของประเทศ (ส.ส./รัฐมนตรี/นายกรัฐมนตรีหรือเป็นเพียงผู้มีพื้นที่ในสื่อบางคน?) แต่ก้องให้ข้อมูลว่าคนไทยล้วนแต่รักเขาเพราะเขาช่วยเหลือคนยากคนจนอย่างเต็มที่มาตลอดและเมื่อเขาเห็นสีหน้าปลื้มปีติของคนไทยที่มาต้อนรับเขา เขาก็ใจอ่อน...จนโดนสุรัตน์ส่งคนมาตามล่าที่ล้มเลิกภารกิจ

ทั้งหมดทั้งมวลนี้นำไปสู่ตอนจบ/ฉากจบที่"พยายาม" จะทำให้เหมือนหนังเวอร์ชั่นปี 1999ซึ่งชวนให้ถามเหลือเกินว่า.... "เพื่อ?" เพราะโจ เอนเดอร์ กับก้องในเวอร์ชั่นต้นฉบับมีสภาพจิตใจและความคิดที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงก้องต้องการออกจากวงการมือปืนใจจะขาด ในขณะที่โจยังดูเหมือนจะสนุกกันการเทรนด์ลูกศิษย์คนใหม่ให้เข้าวงการอยู่เลย! ผมเองก็ไม่เข้าใจสองพี่น้องว่าคิดอะไรอยู่ในเมื่ออุตส่าห์รื้อเรื่องรื้อตัวละครใหม่หมด แล้วเขาจะหวังให้การจบแบบเดิมๆกระแทกใจสร้างจุดพีคทางอารมณ์ให้แก่คนดูได้อย่างไร?

นอกจากการขี่ช้างจับตั๊กแตนครั้งใหญ่ในหนังเรื่องนี้น่าสงสัยเช่นกันว่าความพยายามขี่ช้างของสองพี่น้องที่จะเป็นผู้กำกับฮอลลีวู้ดจะได้แม้แต่แมลงเม่ากลับบ้านสักตัวหรือไม่ เพราะแม้หนังจะขึ้นที่หนึ่ง Box Office มาสองเรื่องซ้อน (เรื่องก่อนหน้าคือ The Messengers) แต่เหมือนพวกเขาจะสูญเสียทักษะในการเล่าเรื่องและชั้นเชิงของการกำกับภาพยนตร์ไปมากโข(ตั้งแต่ The Eye 10 เป็นต้นมาพวกเขาก็ดูจะเป๋ๆยังไงชอบกล... แต่ยังไม่ได้ดูหนังฮ่องกงเรื่อง The Detective จึงตัดสินไม่ได้ว่าเป๋หรือเปล่า)สถานะผู้กำกับมือรางวัลหรือขวัญใจนักวิจารณ์ที่เคยได้ ตอนนี้เหมือนจะไม่มีใครจำได้แล้วสักคน

การรีไซเคิลหนังเก่าของตัวเองครั้งนี้ประสบความล้มเหลวผมก็ได้แต่หวังให้ฟ้าลิขิตให้พี่ๆ ขี่พายุทะลุฟ้าออกมาได้เสียที และหวังว่าหนึ่งบวกหนึ่งจะไม่กลายเป็นสูญอยู่ร่ำไปเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 


ปล.  คนไทยที่อยู่ในลิสต์รายชื่อลำดับที่  4 ของภารกิจในแดนสยามครั้งนี้ก่อนที่พี่โจหัวเถิกจะใจอ่อนล้มเลิกปฏิบัติการสังหารครั้งนั้นไปมีคุณสมบัติที่ชวนให้ฉงนฉงายมากมายว่าสองพี่น้องแปงต้องการสื่อถึงใครหรือไม่?

คุณสมบัติดังกล่าวได้แก่เขาเป็นที่รักของประชาชน(โดยเฉพาะคนยากจน) คนไทยรักเขาทำให้เห็นภาพการต้อนรับอันเอิกเกริกและคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนยิ้มซาบซึ้งพร้อมกับโบกธงโบกมือให้อย่างอุ่นหนาฝาคั่งและที่สำคัญเขานั่งรถเปิดประทุนและโบกมือตอบประชาชนอย่างเปี่ยมมิตรไมตรี

ถ้าสมองผมไม่วิปริตผิดเพี้ยนไปเสียก่อนผมว่าคนไทยในโลกแห่งความเป็นจริงที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กล่าวมาเป็นไปได้เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น (และผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี) 
 

 สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่
http://vreview.yarisme.com

edit @ 3 Oct 2008 21:06:05 by nanoguy

Comment

Comment:

Tweet

เสียดายที่ไม่ได้ไปดูในโรง

แต่ถ้าได้ไปดูคงเสียดายมากกว่า


sad smile

#9 By zoxmok on 2008-11-01 19:31

ไม่ได้ดูเรื่องนี้ เพราะตอนที่ดูต้นฉบับก็ไม่ได้ประทับใจอะไรมากมาย

ตอนนี้ก็เลยเป็นห่วงว่าพี่น้องแปงจะทำฟงอวิ๋นออกมายังไง ฟังเสียงวิจารณ์ของงานระยะหลังๆแล้วหวั่นใจเหลือเกิน

ยังรออ่าน "หนึ่งใจเดียวกัน"อยู่นะครับ

#8 By แฟนผมตัวดำ (202.134.119.218) on 2008-10-07 13:10

เกลียดมันมากเลยเรื่องเนี้ยsad smile
ปล.สุดท้ายนี่เอิ่ม....
+ บทความนี้ อ่านแบบกระดาษจากสตาพิคส์เล่มล่า เมื่อวันก่อนแล้วจ้า surprised smile
+ พอดีไม่ได้ดูเรื่องนี้ เลยโนเม้นต์ดีกั่ว sad smile

+ ไปสอบที่อัมพวา สอบอะไรกันนี่?!? บทวิพากษ์ 'การเมืองเรื่องตลาดน้ำ' เหรอครับ? เอิ๊กๆ cry (ล้อเล่นเน่อ) ... ก็ขอให้เที่ยวให้หนุกหนาน และสอบให้ได้ A นะคร้าบ confused smile

#6 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-10-06 21:58

ไม่คิดจะดู แบบว่าไม่ได้คาดหวังอะไรจากพี่น้องแปงได้พักใหญ่แล้ว

แต่ก็ดู The Messengers กับ The Detective นะ ทั้งสองเรื่องดังกล่าวก็ดูได้เพลินๆ ทีเดียว และเป็นอย่างที่หนังแนวของมันควรจะเป็น

#5 By eak early : เอกเช้า on 2008-10-04 23:00

อ่านช่วงแรก ที่บอกว่า "ประเทศไทยเสมือนหนึ่งดัดจริตว่าอยู่ในศีลในธรรม"

...ผมเลยเผลอนึกถึงบทความนี้ของ อ.สมศักดิ์ ขึ้นมาหน่อยๆ

http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=11581&hl=

ที่ว่า


นัยยะของ "เป็นอิสระจากรัฐบาล" คือ ตัวแทนที่ประชาชนเลือกมา (i.e. นักการเมือง) เป็นพวก "สกปรก" เป็นพวก "เห็นแก่ตัว"

มีแต่พวกที่ "อยู่เหนือการเมือง" เท่านั้น ที่ "สะอาด" ที่ "ไว้ใจได้"

" มาจากภาคประชาชน" คือ มาจากพวกปัญญาชนแอ๊กติวิสต์ ที่อ้างความ "บริสุทธิ์" เหนือกว่า "ผู้แทน" (สส.) "สกปรก" "คอร์รัปชั่น" เหล่านั้น

"มาจาก ภาคประชาชน" คือ มาจากคนที่ "ไม่ต้องลงเลือกตั้ง" "ไม่ต้องหาเสียง" "ไม่ตัองยุ่งเกี่ยวกับการเมืองสกปรก คอร์รัปชั่น ของพรรคการเมือง"


ด้วยความเคารพ

ปล. ผมชอบบทความนี้นะ Hot!

#4 By fallingangels on 2008-10-04 16:18

อืมม ชอบกว่าเอนทรี้ที่แล้วจริงๆ (อ่านแล้วก็ยิ่งขี้เกียจดูเข้าไปใหญ่ ฮ่าๆๆ)

ปกเล่มที่แล้วอื้อฉาวตรงไหน แค่มีสามหนุ่มน้อยใส่กางเกงว่ายน้ำ ยืนจังก้าจ้องหน้าเราเองน่ะ (เช็ดน้ำหมากก่อน เอิ๊กๆๆ)

#3 By BloodyMonday (124.122.165.55) on 2008-10-04 09:52

ยังไม่ได้ดูหนังครับ แต่อ่านจบเลย sad smile

ชอบตอนจบที่ ปล. คับ sad smile


#2 By Seam - C on 2008-10-04 08:44

เสียดายที่หนังเรื่องนี้ไม่เปรี้ยงปร้าง

#1 By Deear Gaeseng on 2008-10-03 21:48