Starpics 733 - Marilyn Monroe

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 733 (ปักษ์หลัง สิงหาคม 2551)

อ่านๆไป รู้สึกตัวเองเขียนแย่
ชื่อบทความก็แย่
5555
มีอะไรดีบ้าง..

- ถือว่าเอามาลงเพื่อรับผิดชอบต่อตัวเอง -


The Bandage Club
 

วาระ(อิชิฮาระ ซาโตมิ) วัยรุ่นสาวหน้าตาสะสวยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในชีวิตที่ซ้ำซากน่าเบื่อกับผู้คนรอบข้างที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจ และไม่พยายามจะเข้าใจเธอเธอขึ้นไปบนดาดฟ้าโรงพยาบาล ทำท่าเหมือนจะกระโดดตึกแต่ก็เจอกับ ดีโน่(ยางิระ  ยูยะ) ในฐานะผู้ป่วยนิสัยยียวนกวนบาทาและเขาทำให้เธอรู้จักกับวิธีเยียวยารักษาใจด้วย "ผ้าพันแผล"ที่เธอไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์มรรคผลอันใด แต่เมื่อเธอเอาวิธีการนี้ไปลองใช้กับชิโอะ(คันจิยะ  ชิโฮริ) เพื่อนสาวที่เพิ่งถูกหักอกมาหมาดๆ ไม่นานนักกิโม่(ทานากะ  เคย์) แฟนใหม่ของชิโอะก็เข้ามาร่วมวงด้วย และวางแผนการใหญ่ทำเป็นเว็บไซต์ "The Bandage Club รับรักษาแผลใจให้ทุกท่านในเมือง" ซึ่งดีโน่ในฐานะเจ้าของความคิดก็โดดมาเข้ากลุ่มด้วยอย่างกระตือรือร้น

ระหว่างนั้นเบื้องหลังของดีโน่ก็เปิดเผยให้คนอื่นได้รับรู้ เขาเป็นนักเรียนนิสัยประหลาดพูดสำเนียงคันไซทั้งที่เป็นคนโตเกียวบางครั้งก็เดินเท้าเปล่าจนแตกเป็นแผลมาโรงเรียน เก็บขยะไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือหนักข้อเข้าก็กลิ้งลงจากบันไดโรงเรียนจนหัวร้างข้างแตกเขาอ้างว่าเพราะโลกนี้ยังมีคนที่อดอยาก ขาดโอกาส และเจ็บปวดจากภาวะสงครามอีกมากเขาจึงอยากรับรู้และซาบซึ้งถึงความรู้สึกเหล่านั้นให้ได้มาก

ช่วงเดียวกันกับที่ปฏิบัติการพันแผลรักษาใจของThe Bandage Club กำลังดำเนินไปอดีตเรื่องเพื่อนสนิทของวาระและชิโอะก็เผยให้เห็น คือริสกี้(ซาโต้  จิอากิ) และเท็มโป้(เซกิ เมงุมิ) ที่เคยอยู่กลุ่มเดียวกันได้ทะเลาะกันอย่างรุนแรงและหลังจากนั้นก็เข้าหน้ากันไม่ติดอีกเลยวาระตัดสินใจจะชวนทั้งสองคนมาร่วมชมรม แต่ก็สำเร็จเพียงริสกี้คนเดียว และพวกเขาก็รื่นเริงสนุกสนานกับการเที่ยวตระเวนรักษาแผลใจให้กับผู้คนพร้อมกับคอยปลุกใจกันเองว่า "ถ้าผ้าพันแผลม้วนเดียวเปลี่ยนโลกได้มันจะวิเศษขนาดไหน"

มีครั้งหนึ่งที่ชมรมผ้าพันแผลได้รับคำขอจากหญิงสาวคนหนึ่งให้ไปพันแผลในที่ที่เธอถูกข่มขืนเมื่อพวกเขาไปถึงสถานที่ก็ได้แต่ตกตะลึงกันไม่เป็นอันทำอะไรและเป็นดีโน่ที่สติแตกอาละวาดก่อนเพื่อน ("ที่แบบนี้น่ะ.. ผ้าพันแผลช่วยอะไรไม่ได้หรอก!") ท้ายสุด ทุกคนก็ลงมือพันแผลสถานที่แห่งนั้นก่อนจะเผาสิ่งของที่ระเกะระกะอยู่ที่นั่นเสียให้สิ้นซาก

ความพ่ายแพ้ของอุดมคติแห่งผ้าพันแผลปรากฏตัวอย่างรวดเร็วในหนังเรื่องนี้เพราะเมื่อปรากฏฉากที่เพิ่งกล่าวไป หนังดำเนินไปได้เพียงครึ่งทางเท่านั้นและคนแรกที่ปฏิเสธอานุภาพในการเยียวยาของผ้าพันแผล กลับเป็นคนแรกที่ทำให้เรารู้จักวิธีการนี้อย่างดีโน่และพวกเขาได้เยียวยาหญิงสาวที่ถูกข่มขืนคนนั้นด้วยวิธีการอื่นนอกจากผ้าพันแผล

แม้ว่าเด็กวัยรุ่นทั้ง5 ของชมรมจะวางตนเป็นผู้เยียวยาความทุกข์ของคนอื่น แต่ในใจพวกเขาเองก็มีแผลไม่แพ้กันทั้งเรื่องของเพื่อนสาวสี่คนในกลุ่มของวาระที่ยังรวมตัวกันไม่ติดอดีตอันดำมืดของกิโม่ และคนที่หนักที่สุดคือดีโน่ซึ่งดูจากลักษณะท่าทีต่างๆที่หนังบอกใบ้ (สะพานที่เขาไม่กล้าข้ามบ้านที่เขาเมียงมองอยู่เรื่อยๆ และภาพแฟลชแบ็ครูปมีดที่มีเลือดหยด) แผลใจของเขาคงไม่ใช่แค่แผลเล็กๆที่ผ้าพันแผลไม่กี่ม้วนจะรักษาให้หายสนิทได้ทันควัน

ในโลกยุคไซเบอร์สเปซเป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อวัยรุ่น(หรือแม้แต่เด็กประถม)เกิดความทุกข์ร้อนใดๆในจิตใจคนที่พวกเขาเรียกหาหรือต้องการเป็นที่พึ่งไม่ใช่พ่อแม่หรือคนในครอบครัว ถ้าเป็นสมัยก่อนก็อาจหันไปปรึกษาเพื่อนบ้างแต่ในโลกปัจจุบันคนที่ใกล้ชิดกับเรามากเกินไปบางครั้งกลับเป็นคนที่เราไม่อยากให้รู้เรื่องราวลึกๆในใจการหาเพื่อนหรือสังคมที่ห่างไกลออกไปจึงเกิดขึ้นพร้อมๆกับการบูมของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงที่เอื้อให้เรามีสังคมที่กว้างขึ้นหลายต่อหลายครั้งเมื่อเกิดปัญหาคาใจคนที่เราเลือกปรึกษากลับกลายเป็นคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานตามโปรแกรมแชตหรือเว็บบอร์ด

หรือถ้าหนักหนาสาหัสหน่อยก็เลือกเก็บความทุกข์ใจไว้กับตัวเพียงคนเดียว

The Bandage Club มีผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดกับวัยรุ่นกลุ่มชมรมผ้าพันแผลปรากฏตัวในเรื่องเพียงแค่สามคนเท่านั้นคือแม่ของวาระ แม่ของเท็มโป้ และแม่บ้านของดีโน่ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วผู้ใหญ่ทั้งสามคนก็ไม่อยู่ในฐานะที่วัยรุ่นเห็นว่า "พึ่งได้"สักเท่าไรนัก ซึ่งอาจไม่ต่างกับพ่อแม่ที่บ้านของเด็กกับวัยรุ่นอีกจำนวนมาก ที่ส่งเมล์เข้ามาขอความช่วยเหลือจากชมรมแห่งนี้ให้ช่วยขจัดความทุกข์ของพวกเขาด้วยวิธีประโลมโลกย์แบบนั้น

ทว่าความหอมหวานของอุดมคติของชมรมผ้าพันแผลก็ย่อมไม่ราบรื่นเมื่อมีคนไปแจ้งตำรวจถึงผ้าพันแผลจำนวนมากที่พันค้างอยู่ตามสถานที่ต่างๆและก่อความเดือดร้อนและคนเริ่มเข้ามาโพสด่าในเว็บบอร์ดของชมรม สมาชิกกลุ่มถูกโรงเรียนเรียกตัวไปสอบสวนจนในที่สุดทุกคนตัดสินใจปิดตัวเว็บไซต์ลง แต่ไม่นานนักเท็มโป้(หนึ่งในกลุ่มเพื่อนสาวสี่คน ที่ไม่ได้เข้าร่วมชมรมตั้งแต่แรก)ก็สารภาพกับวาระและเพื่อนๆว่า แผนการทั้งหมดตั้งแต่การแจ้งตำรวจไปจนถึงข้อความก่อกวนด่าทอในเว็บไซต์ล้วนแต่เป็นแผนการของเธอทั้งสิ้น

บางครั้งการที่คนเราจะปองร้ายหรือทำร้ายใครก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ปัญหาด้านจิตใจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุนับไม่ถ้วนและบางครั้งมันก็ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบโดยที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่รู้มาก่อนเช่นเดียวกับเท็มโป้ที่บอกว่าเธอเพียงแค่ "หมั่นไส้"กับอาการหัวร่อต่อกระซิกของกลุ่มคนที่เคยเป็นเพื่อนเธอ สภาพจิตใจของเธอคงไม่ต่างจากไมอุเพื่อนร่างท้วมของดีโน่ที่อยู่ดีๆก็ทำร้ายซึโคมิเพื่อนสนิทอีกคนในกลุ่มอย่างไม่มีสาเหตุจนเป็นอัมพาต แม้แต่ในจดหมายที่ตอบมาหาดีโน่เขายังตอบเพียงแค่ว่า "หมั่นไส้ที่เห็นมันเล่นเกมหน้าตาดูมีความสุขเหลือเกิน"

ทั้งตัวละครและคนดูไม่มีทางได้รู้ว่าสาเหตุแท้จริงที่ทำให้เท็มโป้และไมอุเลือกกระทำสิ่งเหล่านั้นลงไปเกิดขึ้นจากสาเหตุใด เพราะแม้แต่เขาสองคนยังไม่อาจอธิบายสิ่งที่ตัวเองกำลังคิดอยู่ให้ออกมาเป็นเหตุเป็นผลได้เลย

จริงๆ ผ้าพันแผลแต่ละม้วนไม่สามารถขจัดปัญหาของใครได้ด้วยตัวมันเองอยู่แล้วมันมีหน้าที่เป็นแค่สัญลักษณ์ของการเยียวยา แต่สิ่งที่ทำให้แผลใจของผู้คนหายไปนั้นคือความห่วงใยและความปรารถนาดีที่คนในชมรมมีให้ผู้อื่นต่างหากดังจะเห็นในฉากที่สมาชิกชมรมวิ่งวุ่นพันผ้าพันแผลไปทั่วเมืองเพื่อช่วยไม่ให้เท็มโป้ฆ่าตัวตายหรือตอนที่วาระเอาผ้าพันแผลผูกขาเธอกับดีโน่แล้วเดินสามขาข้ามสะพานที่เขาไม่กล้าเดินข้ามไปพร้อมๆกัน

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะพันผ้าพันแผลมากมายแค่ไหนความเลวร้ายที่ประสบอยู่ก็ใช่ว่าจะถูกลดทอนได้โดยง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส แม้มันจะยอมจำนนว่าผ้าพันแผลนั้นไร้ซึ่งอำนาจแต่สิ่งที่หนังยืนยันมาตลอดก็คือ ความปรารถนาดีและความเมตตากรุณาของผู้คนต่างหากที่ทรงอำนาจยิ่งในการรักษาความเจ็บปวดและเยียวยาผู้คนจากความบัดซบโหดร้ายที่ได้กระทำซึ่งกันและกันบนโลกใบนี้ แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คนที่สำคัญที่สุดในการณ์นี้ก็คือ "ตัวเอง" ที่ตัดสินใจเลิกมุ่งจมปลักอยู่กับความทุกข์ ความปวดร้าวความเจ็บปวดใดๆ และก้าวออกมาจากจุดนั้นอย่างองอาจเสียที

อย่างไรก็ดีความทุกข์ร้อนโหดร้ายที่ผู้คนได้เจออาจไม่ได้เกิดจากตัวพวกเขาเป็นประการหลักอย่างเดียวในโลกยุคปัจจุบันคนใกล้ตัวที่เราจะยึดเหนี่ยวไว้เป็นกำลังใจมีน้อยลงทุกทีๆไม่เพียงแค่ในระดับปัจเจกบุคคลอย่างเด็กวัยรุ่นทุกคนที่ปรากฏตัวในเรื่องแต่ในระดับมหภาคภาพรวมก็เช่นกัน เพราะบางครั้งเราก็เจอกับผู้นำประเทศหรือผู้นำองค์กรที่ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็หาจุดที่สามารถไว้วางใจให้พึ่งพาได้เลยและถูกสถานการณ์บีบบังคับให้หันไปหาที่พึ่งจากที่อื่นทดแทน

อำนาจของความปรารถนาดีและความเมตตาจะยิ่งทวีมากขึ้นหากเราได้รับการเยียวยาจากคนที่มีหน้าที่ส่วนนี้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ชิดอย่างเพื่อนฝูงพ่อแม่ญาติพี่น้อง ไปจนถึงผู้นำองค์กร ผู้นำประเทศ ฯลฯ

นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ตอนท้ายจึงมีคนนำผ้าพันแผลไปผูกในที่ต่างๆทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย(มีผ้าพันแผลผืนหนึ่งพันอยู่กับป้ายที่เขียนเป็นภาษาไทยว่า "ผู้หญิงห้ามขึ้น" แถวๆพระธาตุหรือวัดที่ไหนสักที่) ซึ่งมีให้เห็นใน end credit ของหนังตั้งแต่สถานที่ธรรมดาสามัญทั่วไปจนถึงผ้าพันแผลสีขาวผืนน้อยที่ผูกอยู่ท่ามกลางความวินาศของสมรภูมิสงคราม

ภาพเหล่านั้นกลายเป็นหลักฐานชั้นดีที่ยืนยันถึงผู้คนที่ถูกปล่อยปละละเลยจากคนรอบข้างในโลกใบนี้ที่มีมากขึ้นทุกวันและกระจายตัวไปทั่วทุกหนแห่งอย่างน่าโศกสลด 
 

 สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่
http://vreview.yarisme.com

Comment

Comment:

Tweet

^
^
เอ้า ลืมใส่ชื่อ

#20 By renton (125.26.126.194) on 2008-10-03 21:07

"ผ้าพันแผล"
เสียดายที่ไม่ได้ดูในโรง
รอดูจากแผ่นละกัน

#19 By (125.26.126.194) on 2008-10-03 21:06

ยังไม่ได้ดูเลย อ๊าก

#18 By bioscope on 2008-10-03 12:02

เรื่อง elite squad
ผมมองว่าหนังไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับการใช้ความรุนแรงหรือระบบศาลเตี้ย
รวมทั้งไม่ได้เรียกร้องความเห็นใจให้ตำรวจครับ
แต่หนังถ่ายทอดให้เห็นว่าเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นจริง โดยเชื่อมโยงกับปัญหาต่างๆ แบบเป็นวงจรที่หนีไม่พ้น
การนำเสนอโดยเน้นความสมจริง ให้รู้สึกถึงความรุนแรง แสดงให้เห็นท่าทีในทางลบของหนังต่อเรื่องพวกนี้

ส่วนที่หนังมีตัวละครเอกน่าเห็นใจ มีหน่วยตำรวจมือสะอาดตั้งใจทำงาน
นั่นเพราะว่าหนังสร้างจากเรื่องจริงจากหนังสือของตำรวจหน่วยนี้
ถ้าจะมี "พระเอก" หรือมีตำรวจหน่วยนี้เป็นฝ่ายดี ผมถือว่าเป็นเรื่องปกติของการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของพวกตัวเอง (ซึ่งก่อนสร้างคงต้องเจรจากันพอสมควร)
และมันก็เป็น "หนังเรื่อง" ไม่ใช่ "หนังสารคดี"

ถ้านาโนได้ดู bus 174 จะเห็นเลยครับว่าพาดิลญ่าแอนตี้ระบบตำรวจ ต่อต้านศาลเตี้ย
และตำรวจไปจนถึงระบบยุติธรรมทั้งระบบคือปัญหาใหญ่ของสังคมบราซิล

#17 By aloneagain (124.120.24.227) on 2008-10-01 13:40

งาน 3 ทศวรรษฯ ผมเพิ่งส่งไปเมื่อคืนก่อนเอง
แต่งานถูกยกเลิกไปแล้วครับ
เข้าไปดูประกาศในบล็อกดวงกมลฯสิ หุหุ


สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเจอวิบากกรรมหลายเรื่อง
ทั้งเรื่องาน ธุระที่บ้าน ได้ไปดูหนังเทศกาลวันแรกเมื่อวันอาทิตย์

The Convert --- A
Breathing in Mud --- A-
24 City --- A+

คืนวันอาทิตย์ฝนตก ตากฝนกลับบ้านจนเป็นหวัด
แถมซอยบ้านน้ำท่วมสูงมาก จนอีกวันก็ยังไม่ลด
ถอดใจทิ้งตั๋ว The Betrayal กับ จูหลิง ที่จองไว้แล้ว

ปลอบใจตัวเองว่าได้ดูนอกเทศกาลหลายเรื่องอยู่ รวมกันก็เกินสิบแล้วล่ะ sad smile
ไว้ค่อยตามหามาดูทีหลัง

#16 By aloneagain (124.120.24.227) on 2008-10-01 06:00

เราว่ามันคงไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเท่าไรหรอกมั้ง ระหว่างความยาวที่เพิ่มขึ้นมาอีกสิบนาทีนั้น ส่วนป้าคิม เห็นด้วยนะว่าเธอโดดเด่นจริงๆ โดยเฉพาะฉากซูชินั้น 55+

ปล. ในรีวิวลืมพูดถึง เจน ฮัดสัน เลย นี้ขนาดความยาวระดับอีพิคแล้วน่ะ บทของเธอก็ยังดูเหมือนส่วนเกินจริงๆ...

#15 By BdMd (58.137.81.98) on 2008-09-30 10:51

อ่า... หนังแบบนี้ไม่ใช่แนว (ถ้าอย่างเรื่อง Dive ล่ะไม่แน่ หุๆๆ)

เห็นน้องนาโนบรรยายเรื่องกีฬาสีรร.เตรียมฯแล้วรู้สึกตัวเองหดเล็กลงเรื่อยๆ (อา... ยังกะอยู่บนดาวคนละดวง)

#14 By แฟนผมตัวดำ (124.157.140.203) on 2008-09-28 16:30

เหวย ทำไมโฟสไม่ติด

#13 By BloodyMonday (124.120.67.63) on 2008-09-28 14:26

ไม่ได้ดู Bandage Club
เมื่อไหร่ยูยะจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งซะทีนะ ไม่อีกทีน้องแกน่าจะไปเล่นหนังอินดี้แรงๆ ไปเลยเนอะ ต่อจากอาซาโน่ และโอดางิริ แนวๆ นั้น 555

#12 By eak early : เอกเช้า on 2008-09-25 22:21

เฮ้ย ทำไมเล่มนี้ไม่เคยเห็น มี เปิดอก เป้ย ปานวาด ด้วย 555

#11 By Fuse on 2008-09-25 09:39

^
^
ลืมแจ้งชื่อแซ่อีกแว้วตรู sad smile

#10 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-09-24 21:23

+ อืม ... เพิ่งรู้พล็อตแฮะ มันดูเหวอๆ พิกลแฮะ เที่ยวไปไล่ผูกผ้าพันแผลเนี่ยน้า sad smile ... พอดี พี่ไม่ได้ดู ตอนเข้าเฮาส์อ่ะครับ แหะๆ

#9 By (202.69.140.130) on 2008-09-24 21:23

นิ ตี้เขียนถึงหนังเรื่องนี้เหรอ

ประหลาดดีแท้

เราไม่เคยรู้เรื่องย่อเรื่องนี้มาก่อน แต่อ่านดูแล้ว ทำไมมันแปลกๆจัง ถ้าเห็นด้วยภาพ ความแคลงใจต่างๆอาจหายไป คือกำลังคิดว่า ผ้าพันแผล เนี่ยน่ะ!!!!!!!!!!

ยิ่งตอนจบ มันปรากฏอะไรแบบนั้นจริงเหรอ

น่าสงสัยว่าจริงๆหนังมันดูน่าเคร่งเครียดแบบนั้นจริงๆ หรือเรามองไปแบบนั้นกันแน่

#8 By น้ำหนึ่ง (161.246.1.37) on 2008-09-24 20:46

น่าจะเอาสตาร์พิกปกใหม่ล่าสุดมาลงด้วย
555 big smile

#7 By grappa (58.9.220.180) on 2008-09-23 22:05

เนื้อเรื่องแปลกๆ รู้สึกว่าถ้าลองดูต้องเกิดคำถามเต็มไปหมดแน่ๆ แต่ก็ขอบคุณสำหรับรีวิวฮะ confused smile

#6 By persona non grata on 2008-09-23 11:40

รำคาญด้วยคน
ไอ้พวกสแปมที่คิดว่ามาลงตามคอมเมนต์ชาวบ้านแล้วจะขายของได้

แม่งบ้า

#5 By nanoguy on 2008-09-23 09:49

ยังไม่ได้ดู เลยยังไม่กล้าอ่าน angry smile

เอาไว้ดูคืนนี้ก่อนดีกว่า แล้วค่อยมาอ่าน surprised smile

#4 By Seam - C on 2008-09-23 07:30

รำคาญอีข้างบนนี่จริงๆ