จริงๆ บทความ(??)นี้ เคยเขียนอยู่ใน blog เก่าที่ bloggang
(ที่โดนแบนไปด้วยสาเหตุงี่เง่าเหลือจะรับ)
ตอนแรกนึกว่าจะหาไม่เจอแล้ว แต่พอเสิร์ชๆชื่อตัวเองเล่นๆใน กุ๊กเกิ้ล

ปรากฏว่า มันยังอยู่ครับ
อยู่ในเว็บบอร์ดของ "ฟ้าเดียวกัน" (555555)
เซอร์เรียลสุดๆ

หลังจากปฏิบัติการคุ้ยหาบทความเก่าที่ไม่ได้ back-up
ประสบความสำเร็จไปแล้วสองอัน
(คืออันนี้ และอีกอันคือ รักแห่งสยาม ที่แปะไว้ในบอร์ดป๊อปคอร์น)

ตอนนี้หาบทความ Memories of Matsuko ที่เคยเขียนไว้อยู่ครับ (T^T)


Bangkok Love Story

ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ เพราะแทนที่วงการหนังไทยจะได้มีหนังเกย์เต็มตัว และมีคุณภาพมาประดับวงการ เพื่อปูทางไปสู่การยอมรับหนังที่นำเสนอประเด็นเรื่องเพศที่สามแบบเต็มๆ ได้เหมือนประเทศอื่นเขาเสียที แต่เมื่อโปรเจ็กต์นี้อยู่ในมือของ "พจน์ อานนท์" ทำให้วงการหนังไทยได้หนังตลกที่มีเพศที่สามมาเป็นตัวละครเอกเพิ่มมาอีกเรื่องแทนซะงั้น แค่เปลี่ยนจากตุ๊ดมาเป็นเกย์เท่านั้นเอง - -*

หนังเล่าเรื่องราวของ "เมฆ" (Cloud) ชายหนุ่มผมยาวหนวดดกผู้ทำอาชีพมือปืน (ด้วย voiceover ตอนเริ่มเรื่องว่าก็ไม่ได้อยากทำเท่าไหร่ แค่อยากได้เงิน) โดยต้องเอาเงินไปให้แม่ และน้องชายชื่อ "หมอก" (Fog) ที่ชีวิตสุดแสนจะรันทดเหลือทน เพราะติดเอดส์มาจากพ่อเลี้ยงชาติชั่วที่นอกจากจะเอาโรคมาติดแม่ ยังข่มขืนลูกเลี้ยงตัวเองอีกต่างหาก , "อิฐ" (Stone) ตำรวจหนุ่ม(ที่ทั้งเรื่องไม่ได้ทำอะไรสมกับเป็นตำรวจ) ผู้กำลังมีชีวิตคู่ก่อนแต่งอันแสนจะอบอุ่นกับ "ทราย" (Sand) หญิงสาวแสนดี๊แสนดี ผู้เป็นห่วงผัวในทุกสถานการณ์

เมื่อเมฆได้รับงานใหม่ คืออิฐ หลังจากที่ตามติดชีวิตของอิฐกับว่าที่เมียได้สักพัก ก็เริ่มลงมือปฏิบัติการ ด้วยการขับมอเตอร์ไซค์ (ย้ำว่า จักรยานยนต์) ไปที่แถวๆสวนลุมไนท์บาซาร์หรือหัวลำโพง (ซักที่เหอะ - -*) แล้วก็ลงมือปฏิบัติการอย่างสุขุมตามสไตล์มือปืนอาชีพ ด้วยการเดินลงจากมอเตอร์ไซค์แล้วยิงสาดกระสุนไปทั่วทีบทั่วแดน คนที่กินข้าว คนขายของคนอื่นหนีกันจ้าละหวั่น แต่ไอ้อิฐกับอีทรายเสือกนั่งแล้วก็กรี๊ดๆ (เอ่อ.. อิฐไม่ได้กรี๊ด) ยังกับจะรอให้เค้ามาจับ แล้วไอ้เมฆก็เอาปืนฟาดหัวไอ้อิฐจนสลบ หลังจากอีทรายหายกรี๊ด ลืมตาตื่นขึ้นมาก็ตะโกน "อิฐ อิฐ อิ๊ดดดดดดดดดด อิฐหายไปหนายยยยยยยยยยยย อี๊ดดดดดดดดด" (ซับไตเติ้ลอังกฤษ Stone!! Stoneeeee!!!!!!!)

ภาพตัดมาที่โรงแรมซักที่ เมฆกำลังเอาปืนจี้อิฐให้เดินไปตามทางเดิน (ได้โปรดช่วยคำนวณค่าความน่าจะเป็นของการที่ ผู้ชายหนึ่งคน จะแบกผู้ชายอีกหนึ่งคนที่ตัวใหญ่กว่า และกำลังสลบอยู่ ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปจนถึงโรงแรม โดยที่มันไม่ขัดขืน หรือว่าไม่ผิดสังเกตชาวบ้าน ได้อย่างไร?) เมื่อเข้าไปในห้องของโรงแรม ไอ้คุณเมฆมือปืนก็โยนกุญแจมือให้ แล้วก็บังคับให้คุณอิฐใส่กุญแจมือตัวเองกันหนี (พร้อมกับคำท้วงว่า "คุณจับผมมาทำไมครับ" สาดดดดด มึงจะถูกยิงตายอยู่นี่ ยังจะไปพูดดีกับมันอีกไอ้อิฐ สาดดดด สาดดดด) ก่อนที่ทั้งคู่จะหลับไป


วันต่อมา ไอ้คุณเมฆก็บังคับจับตัวคุณอิฐไปถึงร้านขายพระพุทธรูป ที่บอสของเมฆใช้เป็นธุรกิจบังหน้าความชั่วของตัวเอง (ก็ยังคงสงสัยว่า บังคับขู่เข็ญคุณอิฐขึ้นมอเตอร์ไซค์ไปอีท่าไหน) เมื่อไปถึงก็คุยๆกับบอสว่า ทำดีมาก เคสนี้กูให้มึงจับเป็นเพราะ ฯลฯ ก่อนจะเรียก "ท่าน" (รับบทโดย สุเชาว์ พงษ์วิไล) ออกมา ไอ้ท่านก็พล่ามๆ ประมาณว่า อยากเห็นหน้าไอ้ตำรวจเด็กนี่มานานแล้ว มันมาเสือกเรื่องของกู จะเอาเรื่องกูไปแฉ บลาๆๆๆๆๆ

ไอ้คุณเมฆ ด้วยความเป็นมือปืนจิตใจดีก็พูดทันที "ไหนเฮียบอกไอ้นี่เป็นคนเลวไง เฮียก็รู้ว่าผมไม่ฆ่าคนดี ผมจะฆ่าไอ้ห่าท่านเนี่ยแทน" แล้วก็เกิดการชุลมุน ยิงกันสุดฤทธิ์สุดเดช เมื่อไอ้เฮียกำลังจะยิงคุณอิฐ (กุลบุตรที่พูดจาสุภาพที่สุดในโลก) ไอ้คุณเมฆด้วยสำนึกดีก็เอาตัวเข้าไปบัง แล้วก็ล้มลง

แล้วอยู่ดีดีไอ้คุณอิฐเอาปืนมาจากไหนไม่รู้ มายิงต่อสู้กับพวกโจรเฉยเลย ชวนให้คิดเหลือเกินว่า อีห่า แล้วเมื่อคืนนี่มึงเต็มใจนอนห้องเดียวกันใช่มะ มีปืนแต่ไม่ใช้เนี่ย สาดดดดด

หลังจากนั้นไอ้คุณอิฐก็ลากไอ้คุณเมฆออกมาจากแดนชุลมุน วิ่งมาขึ้นมอเตอร์ไซค์เพื่อรีบหนี รีบเอาชีวิตรอด แต่ช็อตนี้ไอ้พี่พจน์ดันนำเสนอเป็นภาพสโลว์โมชั่น ชมวิวกรุงเทพยามพระอาทิตย์ตกดินแถวเสาชิงช้าและสะพานพุทธ ซึ่งกูไม่เข้าใจว่า ไอ้สาดดดด มึงกำลังหนีอยู่นะสาดดดดด แล้วมึงจะมาอารมณ์สุนทรีย์ดูพระอาทิตย์ตกดินหาห่าอะไรสาดดดดดดดด (รู้จักอารมณ์หนังมั้ยเนี่ย ไอ้คุณท่านพี่พจน์) สงสารฝีมือถ่ายภาพของคุณทิวา เมยไธสง ที่ดันถูกเอามาใช้ผิดที่ผิดทางแบบนี้

ขับๆกันไปก็พระอาทิตย์ตกดินพอดี (เอ่อ... คือมันลากไปนอนในห้องของโรงแรม 1 คืน แล้วกว่าจะเจรจาและหนีออกมาจากร้านของบอส พวกล่อซะย่ำค่ำเลย ก่อนหน้านั้นมันทำอะไรกันวะ?????) ระหว่างนั้นไอ้คุณเมฆก็เลือดไหลซ่กๆๆๆ ไอ้คุณอิฐของเราก็ถอดเสื้อยืดขาวที่ตัวเองใส่ออกมาฉีก แล้วก็รัดขันชะเนาะห้ามเลือดให้ไอ้คุณเมฆ

ที่ฮาคือ มันรัดใต้แผลครับพี่น้องครับ (มึงจบนายร้อยมาได้ไงเนี่ย ปฐมพยาบาลแบบขันชะเนาะยังทำไม่เป็น สาดดดดดดด)

เอาเถอะ ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเราว่า รัดแผลไม่ถูกไม่เป็นไร แต่ว่ายังไงเลือดก็จะหยุดไหล หลังจากรัดแผลเสร็จ ไอ้คุณเมฆก็บอก "มึงกลับไปได้แล้ว" ไอ้คุณอิฐก็ยังคงรักษาคอนเซปต์ชายหนุ่มลูกผู้ดีต่อไป "แต่คุณยังเลือดออกอยู่เลยนะครับ" แต่ก็ถูกตะเพิดไล่จนเริ่มถอดใจ เมื่อหันหลังกลับไปได้นิดนึง ไอ้คุณเมฆก็เสือกร้อง "โอ๊ย!!!" ซะเสียงดังลั่นโลก (เรียกร้องความสนใจชัดๆ สาดดดด) ไอ้คุณอิฐเลยเข้าไปประคองให้นั่งบนมอเตอร์ไซค์ ก่อนจะวิ่งเข้าไปในบ้านของไอ้คุณเมฆ

ที่ฮาอีกแล้วก็คือ แทนที่จะเข้าไปเรียกแม่กับน้องออกมาพาไอ้คุณเมฆเข้าไปในบ้าน มันเข้าไปเจอน้องหมอกของไอ้เมฆ แล้วก็ยื่นเงินให้ไป 500-600 บาทมั้ง ก่อนจะบอกว่า "พี่เมฆจะไปต่างจังหวัดซักพักนึงนะ" (สาดดดดดดดดดดดด มึงยึดไอ้เมฆไปเก็บไว้ดูเล่นคนเดียวนี่หว่า มึงขับรถมาถึงบ้านแล้วนะสาดดดดด)

ระหว่างนั้นไอ้คุณอิฐก็ขี่มอเตอร์ไซค์ลงทางลอดทางแยก แล้วไอ้คุณเมฆก็กอดเอวไปจบถึงที่กบดานแห่งหนึ่ง ที่นี่เป็นห้องเล็กๆ บนดาดฟ้าตึกที่ดูร้างๆโทรมๆ ตรงบีทีเอสสุรศักดิ์(อันนี้มีคนบอกมา) แต่ดันมีน้ำมีไฟพร้อมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมาถูกได้ยังไง เพราะไอ้คุณเมฆก็สลบกอดเอวมันอยู่ตลอดเวลา เหอๆๆๆ

เมื่อขึ้นไปก็ไปนอนอยู่เคียงข้างกัน ผ่านไปหนึ่งคืน ตื่นมาตอนเช้าไอ้คุณเมฆยังไม่ตื่น ไอ้อิฐกุลบุตรผู้น่ารักของเราก็ฉวยโอกาสถอดบอกเซอร์ไอ้เมฆออก (เอ่อ... มันก็ใส่บอกเซอร์ตัวเดียวเหมือนกัน) แล้วก็เช็ดตัว โดยมีเสาห้องบัง "ไอ้นั่น" อยู่ (อืม... แล้วทำไมคนเช็ดตัวต้องใส่บอกเซอร์ตัวเดียวด้วยวะ?)

พอเช็ดตัวเสร็จซักพัก ไอ้เมฆก็ตื่นขึ้นมาแล้วก็ถาม "ทำไมมึงยังไม่ไปอีก!!" พร้อมกับอากัปกิริยาต่างๆที่แสดงถึงอาการขับไล่ไสส่ง แต่ไอ้อิฐมันก็ยังหน้าด้านครับ มันไม่ยอมไป แล้วเมื่อไอ้เมฆหลับไปอีกรอบ ตื่นมาอีกทีไอ้อิฐลงไปซื้อข้าวขึ้นมาเสร็จแล้ว ไอ้เมฆก็ถามทันที "มึงลงไปทำไม ไม่รู้เหรอว่ามันอันตราย ไอ้พวกนั้นมันกำลังตามล่าเราอยู่" (สาดดดดดด เมื่อกี้เพิ่งจะขับไล่ไปหยกๆ โลเลเหลือเกินนะมึง) ไอ้คุณอิฐก็บอก "ผมลงไปซื้อข้าวมาครับ ไม่งั้นเราจะเอาอะไรกินล่ะครับ" (5555+)

หลังจากนั้นก็เป็นภาพแสดงอาการปรนนิบัติพัดวียิ่งกว่าเมียทาสของไอ้คุณอิฐ เล่นเอาไอ้เมฆเหวอๆ ปนหวั่นไหวไปพอสมควรทีเดียว

คืนนั้น ไอ้คุณอิฐก็เดินลงจากห้องบนดาดฟ้า (ในสภาพบอกเซอร์สีขาวตัวเดียวเช่นเดิม) เพื่อลงไปโทรศัพท์หยอดเหรียญบอกว่าที่เมียว่า