Summer Palace : Love, Caution

posted on 23 Aug 2008 11:31 by nanoguy in Article, Movies

Starpics 732- Mamma Mia! 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 732 (ปักษ์แรก สิงหาคม 2551)


ตลกดี พอเขียนถึง Summer Palace ปั๊บ
หนังก็ออกแผ่นเลย
จะโดนเซ็นมั้ยวะ


Summer Palace

     จากหมู่บ้านเล็กๆ ในเมืองตะเข็บชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ อวี้หง(เห่าเล่ย) เดินทางเข้ามาเรียนหนังสือต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ปักกิ่ง พบกับหลี่ถี(หูหลิงหลิง) ที่ได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเธอ และโจวเหว่ย(กัวเสี่ยวตง) ผู้ที่ทำให้แรงปรารถนาของอวี้หงปะทุออกมาอย่างยั้งไม่อยู่ จนกระทั่งเหตุการณ์นองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมินซึ่งทำให้ชีวิตของแต่ละคนเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม

     ฟังพล็อตคร่าวๆ บวกกับข่าวที่เล่าขานถึงความ "แรง" เหลือหลายของหนังเรื่องนี้ ที่ทำให้รัฐบาลจีนถึงกับควันออกหูสั่งแบนหนัง และผู้กำกับโหลวเย่ก็โดนหางเลขห้ามทำหนังในเมืองจีนไปด้วย 5 ปี อาจทำให้คนดูบางส่วนตั้งความหวังเอาไว้มากเกินไป ทั้งประเด็นเรื่องการเมืองจีน ไปจนถึงเลิฟซีนอีโรติกที่ชวนให้เปรียบเทียบกับหนังแรงๆของอั้งลี่อย่าง Lust, Caution (ที่ได้ฉายในเมืองไทยก่อน Summer Palace) เพราะนอกจากเรื่องราวการเมืองจะเป็นเพียงแค่บรรยากาศล่องลอยในพื้นหลังของเนื้อเรื่องเท่านั้น ฉากเซ็กส์ทั้งหลายยังไม่ใคร่จะชวนให้ปะทุอารมณ์จนสาแก่ใจอีกต่างหาก

     ทั้งหมดทั้งมวลนี้เพราะหนังเทน้ำหนักมาที่ตัวนางเอก อวี้หง มากกว่าองค์ประกอบอื่น และทำให้เธอกลายเป็นตัวละครที่น่าจดจำเพราะเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ และความลึกลับซับซ้อนที่ชวนให้ค้นหาว่าเธอเป็นคนยังไงกันแน่ แต่อย่างน้อยสิ่งแรกที่เราเห็นคืออวี้หงโหยหาความรักอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนำเสนอผ่านฉากเซ็กส์อำลาแฟนเก่ากลางพงหญ้าตั้งแต่ก่อนมาปักกิ่ง มาจนถึงฉากเซ็กส์ของเธอกับโจวเหว่ยที่แม้จะเปิดเผยให้เห็นทุกอณูบนร่างกาย แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่าหนังเสนอภาพตรงนี้ด้วยสายตาที่เย็นชาและเฉยเมยให้เซ็กส์เป็นเพียงวิธีแสดงออกถึงความรักที่มีให้กัน มากกว่าจะขับเน้นฉากเซ็กส์ให้เกิดแรงปะทุด้วย Passion อันแรงกล้าของตัวละคร จนพุ่งออกมา "ปลุกอารมณ์" คนดูที่นั่งอยู่ในโรงหนังหรือหน้าจอทีวี

     ถ้าดูกันจริงๆแล้ว อวี้หงเริ่มสนใจการเมืองเพราะหลี่ถีกับโจวเหว่ยคนรักของเธอสนใจอยู่ก่อนหน้า เธอเลยเข้ามาร่วมวงด้วยมากกว่าที่จะเป็นความสนใจหลักของเธอ (เพราะหนังแสดงให้เห็นตลอดเวลาราวกับว่าในสมองของเธอมีเพียงชายหนุ่มคนรัก) และเธอนำพาตัวเองไปอยู่ในเหตุการณ์ทหารปราบปรามนักศึกษาที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ด้วยแรงขับด้านความรัก หาใช่เรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้กลับเป็นชะตากรรมอันโหดร้าย แม้พวกเขาจะรอดชีวิตจากคมกระสุนของทหาร แต่ไม่อาจรอดพ้นจากการพลัดพรากลาจากอย่างฉับพลัน ราวกับการพังถล่มของกำแพงเบอร์ลินและระบอบคอมมิวนิสต์ หลังเหตุการณ์ที่เทียนอันเหมินเพียงไม่นาน

     หลังจากหนังเสนอภาพความเปลี่ยนแปลงในโลกช่วงสิ้นสุดสงครามเย็นอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่วินาที(ราวกับกดปุ่ม Fast Forward) เป็นตัวแบ่งภาคของเนื้อเรื่อง เรื่องราวในครึ่งหลังเน้นอยู่ที่การไขว่คว้าตามหารักของอวี้หงอย่างเต็มที่ราวกับเป็นหนังเรื่องใหม่ ไม่ว่าเธอจะย้ายชีวิตของเธอไปหางานทำที่เมืองไหนก็ตาม แต่สุดท้ายเธอก็ไม่อาจลืมภาพของคนรักเก่าอย่างโจวเหว่ยได้เลย ไม่ว่าผู้ชายที่เข้ามาในชีวิตเธอจะดีกับเธอแค่ไหนก็ตาม (หนึ่งในนั้นคือต้วนหลง ผู้รับบทนำในหนังไทยเรื่อง ซี-อุย) ก่อนจะพาเราไปเห็นหลี่ถีและโจวเหว่ยในฐานะคู่รัก กำลังลี้ภัยอยู่ในประเทศเยอรมนี ในฐานะอดีตแกนนำนักศึกษาผู้ล่มสลายทางอุดมการณ์ไปเรียบร้อย และยังเหมือนกับยังไม่หายช็อคจากความเปลี่ยนแปลงของโลกหลังสงครามเย็น

     ด้วยความที่มีจุดร่วมหลายๆอย่างเหมือนกัน ทำให้อดเปรียบเทียบ Summer Palace กับ Lust, Caution(หลี่อัน, 2007) ไม่ได้เพราะหนังพูดภาษาจีนทั้งสองเรื่องนี้ มีส่วนที่เหมือนและคล้ายคลึงกันอย่างไม่ได้ตั้งใจหลายจุดด้วยกัน

     ทั้งฉากเซ็กส์ที่เปิดเผยเข้าขั้นอีโรติก และสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นพื้นหลังของเรื่องราว (ใน SP เป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษาประชาชนในปักกิ่ง ส่วน LC พูดถึงกลุ่มรักชาติที่เซี่ยงไฮ้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง) โดยเฉพาะตัวละครนางเอกที่ออกแบบคาแรคเตอร์ได้อย่างน่าสนใจของทั้งสองเรื่องได้แก่ อวี้หง และ หวังเจียจือ(ถังเหว่ย) ที่ราวกับถอดแบบความรู้สึกนึกคิดของแต่ละฝ่ายมาไว้ในตัวเอง

     เธอทั้งสองพาตัวเองเข้าสู่เหตุการณ์ทางการเมืองเพราะแรงขับที่เกี่ยวกับ "ผู้ชาย" พวกเธอต้องเข้าไปข้องแวะกับเรื่องราวของเซ็กส์และกามารมณ์เหมือนกัน และชะตาชีวิตของเธอทั้งคู่เปลี่ยนไปตลอดกาลเพราะความรักและความฝังใจบางประการเหมือนกัน เพียงแต่ฉากรักระหว่างหวังเจียจือและมิสเตอร์ยี่(เหลียงเฉาเหว่ย) เปี่ยมล้นด้วยแรงปะทะของความรู้สึกที่พลุ่งพล่านทะลุผ่านผ้าใบจอหนังออกมา (จนฉากรักเหล่านั้นนอกจากเปิดเผยและยาวนาน ยังแลดูวิจิตรพิสดารเกินกว่าปกติ) จนภาพที่เห็นนั้นก้าวล้ำเข้าสู่อาณาเขตของคำว่า "ตัณหาราคะ"(Lust) มากกว่า "ความรัก"(Love)

     "ความรัก" ในที่นี้ไม่ได้นับเพียงแค่ความรักระหว่างคนด้วยกัน หากแต่หมายรวมถึงความรักในสิ่งที่ไม่อาจจับต้องได้ด้วย เช่น อุดมการณ์บางอย่าง ซึ่งถ้ามีมากจนเกินไป ก็คงสิ้นสลายกลายเป็นเพียงแค่เถ้าธุลี กลายเป็นเหมือนกับกลุ่มคนผู้ล่มสลายทางอุดมการณ์ เมื่อความรักทำให้ใจเจ็บและต้องการหาอะไรมาเยียวยา

     ในหนังทั้งสองเรื่องนี้ ตัวละครชายในหนังคือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและความขัดแย้งมากที่สุด(อันเป็นตัวแทนของตัวละครที่รักในสิ่งที่ไม่อาจจับต้องได้) ทั้งโจวเหว่ย และ กวงอี้หมิน(หวังลี่หง) แม้เอาเข้าจริงแล้วทั้งคู่จะไม่ได้แสดงท่าทีว่า "รัก" ในอุดมการณ์ที่กล่าวอ้างมากนัก (คนแรกกลายเป็นเสมือนจิตวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ในเยอรมนี ในขณะที่คนหลังก็มีหลายช่วงที่แสดงให้เห็นว่าเขาเอาอุดมการณ์ชาตินิยมมาเป็นข้ออ้างในการหาพวกเพื่อช่วยชำระแค้นส่วนตน) แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอุดมการณ์เหล่านั้นคือตัวการหลักที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตพวกเขาโดยสมัครใจ

     ฟากตัวละครผู้หญิง ถึงระดับความเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองและความขัดแย้งของอวี้หงกับหวังเจียจือจะต่างกันสุดขั้ว (คนแรกเธอเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เทียนอันเหมินเพียงแค่ฉากเดียวในหนัง แต่คนหลังนั้นถูกชักจูงให้เข้าไปเกี่ยวข้องถึงในระดับผู้ปฏิบัติการใกล้ชิดศัตรูขององค์กร) ทว่าชีวิตจิตใจของพวกเธอนับได้ว่า "แหลกสลาย" และถูกบดขยี้ใกล้เคียงกัน เพราะนอกจากเธอทั้งคู่จะหลงรักชายหนุ่มที่หมายปองแล้ว ความรักในตัวบุคคลได้พัฒนาควบคู่ไปกับความรักที่เธอยินดีมอบให้อุดมการณ์ทางการเมืองและจุดมุ่งหมายของชายหนุ่มจนหมดใจ โดยเฉพาะหวังเจียจือที่ยอมสูญเสียพรหมจรรย์ให้กับชายหนุ่มที่เธอไม่ได้รัก (เพื่อความจริงในการปลอมตัวเป็น "คุณนายม่าย")

     หลังเหตุการณ์นองเลือดที่เทียนอันเหมิน เพียงสองปีให้หลัง(ปี 1991) ระบอบคอมมิวนิสต์แบบเข้มข้นก็ล่มสลายลงพร้อมกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต การทลายกำแพงเบอร์ลิน(สัญลักษณ์ของการแบ่งแยกโลกเสรีนิยม/สังคมนิยม) เหล่าตัวละครที่ได้รับผลกระทบใน Summer Palace คงนั่งถามตัวเองว่าสิ่งที่พวกเขาทำลงไปนั้นก่อให้เกิดมรรคผลอะไรบ้าง นอกจากความตายของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ และตัวพวกเขาที่กำลังล่องลอยอย่างไร้วิญญาณ ต้องลี้ภัยทางการเมืองอยู่ต่างแดน ในขณะที่อวี้หงน่าจะเจ็บปวดยิ่งกว่า คนรักของเธอ เพราะจิตวิญญาณของเธอยังคงล่องลอยอยู่ในบ้านเกิดของตัวเองอย่างไร้จุดหมาย

     เช่นเดียวกับหวังเจียจือ ที่หลังการปฏิบัติภารกิจครั้งแรกผิดพลาดอย่างย่อยยับ ชีวิตเธอยังไม่เหลือทางให้หันย้อนกลับไป และหันกลับเข้าสู่ภารกิจเดิมแต่ด้วยหัวใจคนละดวง กับความรู้สึกต่อมิสเตอร์ยี่ที่เปลี่ยนจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ที่ทวีทับถมพร้อมความเจ็บปวดในใจเธอ และยิ่งหนักข้อขึ้นเมื่อกวงอี้หมินมาสารภาพว่ารักเธอตั้งแต่แรกพบในวันที่เธอหมดใจ ("มารักทำไมตอนนี้")

     เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เยอรมนี โจวเหว่ยจึงกลับมาหางานทำที่เมืองฉงชิง ประจวบเหมาะกับช่วงเวลานั้นอวี้หงอาศัยอยู่ที่นี่เช่นกัน ทั้งคู่จึงได้ติดต่อผ่านทางอีเมล และได้เจอหน้ากันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 กว่าปี นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน

     การพบกันครั้งนี้ไม่มีน้ำตาแห่งความยินดีหรือความเศร้าโศก มีเพียงแต่คำพูดไม่กี่ประโยคพร้อมสายตาและใบหน้าอันเย็นชา เท่านี้ก็เห็นถึงความโหดร้ายที่ทั้งคู่เคยประสบ และจิตใจกับจิตวิญญาณอันบอบช้ำหลังเหตุการณ์บัดซบครั้งนั้น เพียงแค่มองตากัน เดินด้วยกันบนชายหาด เขาสองคนก็สัมผัสได้ทันทีถึงความจริงอันปวดร้าวและทำให้คนดูอย่างเราใจสลาย ไม่ต่างกับวันที่หวังเจียจือถูกสารภาพรักวันนั้น

     เรื่องราวเหล่านี้สอนให้รู้ว่า ไม่เพียงแต่ Lust เท่านั้นที่ต้องมี Caution คอยกำกับ... แต่ Love ก็เช่นกัน

     การชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มคนที่มักปรากฏให้เห็นอยู่เนืองๆ ชวนให้คิดสะระตะว่าแท้จริงแล้วจากจำนวนทั้งหมดของผู้คนเหล่านั้น มีคนที่เป็นแบบหวังเจียจือและอวี้หงแทรกตัวอยู่มากแค่ไหน และถ้าหากคนกลุ่มดังกล่าวต้องประสบกับเรื่องราวหรือจุดหักเหของเหตุการณ์ที่กระทบใจ (หรือใช้ภาษากระแดะๆ ก็คงออกมาเป็นคำดัดจริตๆอย่าง "อกหักทางอุดมการณ์") พวกเขาจะรับมืออย่างไร หรือจะกลายเป็นจิตวิญญาณที่แตกสลายไปเช่นเดียวกัน

     บางทีถ้ามองไปรอบๆตัวตอนนี้ ก็มีให้เราเห็นอยู่ไม่น้อยทีเดียว


 สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่ http://vreview.yarisme.com/

edit @ 4 Oct 2008 01:23:17 by nanoguy

Comment

Comment:

Tweet

<a href="http://kuwrfeedypaeoix.com">qhocoovbuwovtey</a> http://jqumzmpougxwafw.com [url=http://jjplukgtqtnxlcg.com]hiekudrzjgaeyqx[/url]

#8 By qpsnpvwqau (94.102.52.87) on 2010-06-14 10:58

เพิ่มเติมเล็กน้อยครับ เพราะเท่าที่ผมลองอ่านรายละเอียดที่คุณวารินเขียนว่าไว้ เขาก็ชี้แจงถึงสาเหตุที่หนังถูกลดดาวไปเหลือ 3 ดาวอยู่นะครับ (เช่น ตอนที่พูดถึงความสามารถของผู้กำกับในการกำกับฉากแอ็คชั่น อะไรทำนองนั้น)

อีกประการคือ ผมให้ 10/10 นี่ก็เพราะผม "ชอบ" ครับ (55+) แต่ถ้ามาคิดกันจริงๆ มันเป็นหนังที่ผมให้ 10 แบบที่ร่ำๆจะตกไป 9.5 อยู่เหมือนกัน

#7 By nanoguy on 2008-08-26 11:45

ครับผม ดังที่คุณบลูยอร์ชว่ามา

หลายเรื่องเป็นหนังที่โดยส่วนตัวผมว่าดีมากๆๆๆๆ เลยครับ ระดับ 10/10 (หรือ 11/10 ด้วยซ้ำ) อย่างเรื่อง Forrest Gump ที่ตอนผมดูครั้งแรกเนี่ยแบบ...โห ดีมากๆๆ

แต่ถามว่าผมชอบมันมั๊ยนั้นอาจจะเป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพราะมันเป็นหนังที่พยายามสร้างภาพให้สหรัฐอเมริกา ดูดีสวยหรูในสงครามเวียดนามน่ะครับ ฉะนั้นหากจะให้บอกว่าชอบ ผมคงพูดได้ไม่เต็มปาก...แต่ถามว่าดีมั๊ย บอกได้เลยครับว่า "ดีโคตร"

คือ ผมคิดว่าสำหรับนักวิจารณ์หนังนั้น บรรทัดฐานสำคัญที่ควรนำมาใช้เสมอก็คือ "ต้องวิจารณ์คุณภาพหนัง" เพราะนั่นเป็นการวิจารณ์ในลักษณะ Universal คือ ยอมรับกันโดยทั่วไป แต่หากคุณวิจารณ์ในมุม "หนังที่ชอบ" แล้วล่ะก็...อย่างงี้สำหรับผม (หากผมเป็นนักวิจารณ์) หนังผีคงไม่ต้องเกิด เพราะต่อให้มันดียังไง ผมก็ไม่ชอบอยู่ดี

ฉะนั้น การวิพากษ์หนังบนพื้นฐานของความชอบส่วนบุคคลของผู้วิพากษ์ ผมมองว่ามันออกจะเป็น "ความล้มเหลวในฐานะนักวิจารณ์" ในระดับหนึ่งอยู่นะครับ

อย่างเรื่องแบทแมนที่ผมพูดถึงไปในบทความของผม (Batman the Dark Knight กับภาพสะท้อนระบบทุนนิยม) ผมก็ได้พูดไปชัดระดับหนึ่งว่า ผมมองว่าทุกคนน่าจะยอมรับร่วมกันได้ว่าเรื่องแบทแมน เป็นหนังที่ดี ส่วนจะชอบหรือไม่นั้น...เป็นอีกประเด็น เพราะอาจจะมีหลายคนไม่ชอบหนังที่มืดมน และหนักขนาดนั้น...แต่หากพูดกันเรื่อง "คุณภาพเพียวๆ" แล้ว ผมว่าน่าจะคุยกันได้

ด้วยความเคารพ

ปล. เรื่อง Batman เนี่ยน่าจะเป็นเรื่องแรกที่ผมเห็นพวกคุณ 5 คนในบล็อกวีรีวิวของยาริสนั่น ให้คะแนน "เหมือนกันหมด" แถมเป็นการเหมือนกันแบบ "เต็มหมดทุกคน" อีกต่างหาก

โดยส่วนตัว บอกตรงๆ เรื่องแบทแมนเนี่ย หากเต็ม 10 แล้วให้เกินได้ ผมอยากให้สัก 12/10 เลย (ปกติ ผมให้คะแนนโหดอยู่นะครับ)

#6 By fallingangels on 2008-08-26 01:31

+ บทความนี้ อ่านที่สตาพิคส์แล้วจ้า surprised smile

+ เห็นด้วยกับคุณ fallingangels นะครับ ... เพราะตอนผมให้เกรดหนังในเว็บยาริสที่เขียนอยู่ ผมก็จะให้เกรดตามความเป็น 'หนังที่ดี' (ซึ่งผมอาจไม่ชอบ หรืออาจชอบไม่มากเท่าเกรดที่ให้ก็ได้) มากกว่า 'หนังที่ชอบ'
+ จริงอยู่ว่าทั้ง 2 อย่างนี้มันควรจะเดินไปด้วยกัน เพราะส่วนใหญ่ผมก็มักจะชอบหนังดีแหละ แต่มันก็มีบางเรื่องเหมือนกันที่เป็นหนังดีที่ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ (อันนี้มันขึ้นอยู่กับรสนิยมการเสพย์หนังส่วนบุคคล) ถ้าให้ผมยกตัวอย่างก็เช่น The insider (ผมไม่ถูกกับหนังขึ้นโรงขึ้นศาลแบบเครียดๆ) , The hurricane (มีทั้งเนื้อหาในศาล และหนังกีฬาผมก็ไม่ค่อยชอบดูด้วย) เป็นต้น ครับ

#5 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-08-25 14:11

^
^
สำหรับ Starpics เกรดหนังเต็ม 4 ดาวครับ
หนังสือภาพยนตร์เมืองไทยส่วนใหญ่ก็จะใช้เรตนี้นะ

#4 By nanoguy on 2008-08-24 17:25

ซื้อมาแล้ว...เห็นวารินให้เกรด Batman the Dark Knight แล้วไม่เห็นด้วยอย่างแรง (555+)

ให้แค่ 3 ดาวเอง...แล้วเรื่องไหนจะพึงได้ 5 ดาวฟะ??

ผมว่าเราน่าจะต้องแบ่ง "หนังที่ชอบ" กับ "หนังที่ดี" ออกจากกันนะ...มันไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกันน่ะ ผมเคยเขียนเรื่องนี้นิดๆ หน่อยๆ ไปในบทความแบ้ทแมนผมแล้ว ขอไม่พูดมากละกัน

ด้วยความเคารพ

#3 By fallingangels on 2008-08-24 09:57

อ่าา ไม่ใช่แนว...sad smile

ปล. รู้สึกว่ารัฐบาลจีนจะแบนผกก.เก่งๆืั้ ทั้งในประเทศ และเกาะแถวๆนั้นหมดแล้วละมั้งเนี่ย ถ้า จางอี้โหมว เกิดครึ้มใจกลับไปทำหนังวิจารณ์บ้านเกิดอีกครั้ง ก็จบกันพอดี 555+

#2 By BloodyMonday (124.120.67.116) on 2008-08-23 23:00

อ่ะออกแผ่นแล้วเหรอ เดี๋ยวต้องไปหามาดูซะแล้ว

confused smile

#1 By renton (125.26.130.195) on 2008-08-23 19:33