หนังสั้น

ไสหัวไปตายซะ (Thailand, ณัฐพันธุ์ บุญเลิศ, 2008, B)
You Have to Wait, Anyway (Thailand, นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, 2007, A+/A)
สมเสร็จ (Thailand, นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, 2008, A)
สิ่งดีดี (Thailand, นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, 2008, B)
Greeting (Thailand, กิตติพัฒน์ กนกนาค, 2008, A-/B+)
กลิ่นสายลม (Thailand, ชัยวัช เวียนสันเทียะ, 2008, C+)
Blind Romance (Thailand, พิสณฑ์  สุวรรณภักดี, 2005, B+)
Silent Talk
(Thailand, ธนภัทร ศรีนวล+ธิดา เหล่าหะชัยกุล+กฤษฎา ทิพย์ชัยเมธา+เอกรัตฐ์ ม่วงสกุล, 2008, B)
The Invisible City (Thailand, บุญศรี ตั้งตรงสิน, 2008, A+)
กำแพงโรงแรม (Thailand, สุ่ริยา จริยาภิรัต, 2008, A)
The Mirror (Thailand, ธนพล จึงเจริญ, 2008, A-)
The Laundry Room (Thailand, นัฐวุฒิ พูนพิริยะ, 2008, A-)
สดับเสียงว่างวน (Thailand, พิสณฑ์ สุวรรณภักดี, 2007, B)
เดียวดายทุกหนแห่ง (Thailand, วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา, 2007-2008, A-)

     เดือนนี้ขออนุญาตเขียนถึงหนังสั้นไม่เยอะมากนะครับ อาจจะเพราะว่าไม่ได้เจออะไรที่ถูกใจมาก หนังสั้นมาราธอนก็ไม่ค่อยว่างไปดู (ติดงาน ติดสอบ แสนเซ็ง) เอาเป็นว่าเรื่องที่ชอบมากๆ ก็เอาตามเกรดนั่นแหละขอรับ
     เรื่องแรก "ไสหัวไปตายซะ" โดยรวมยังไม่ลงตัวเท่าไหร่ แต่ชอบฉากสุดท้ายมากๆ เป็นการแถเข้ากับชื่อเรื่องที่ได้ใจจริงๆ ส่วนหนังพี่เต๋อ ชอบ You Have to Wait, Anyway มาก สมเสร็จก็ชอบ เป็นความกวนตีนที่แสบสันต์ดีแท้ (เข้ากับเสื้อที่เขาชอบใส่ ณ ปัจจุบันกาล) แต่ว่าเรื่องที่พีคที่สุดของเดือนนี้คืออนิเมชั่นอย่าง The Invisible City ที่เจ๋งทั้งมุมมองและกลวิธีการนำเสนอ
     จะพยายามหาเวลาไปดูหนังสั้นมาราธอนในโปรแกรมที่เหลืออยู่ให้มากที่สุด T^T

หนังยาว

The White PlanetThe White Planet
(France+Canada, Thierry Piantanida+Thierry Ragobert, 2006, A-)

     หนังเรื่องนี้เหมาะเอาไปเปิดในคลาสภาพยนตร์ ในหัวข้อ "ดนตรีประกอบ" เสียจริง เพราะหนังช่างขี้เล่น และช่างเลือกดนตรีประกอบได้สร้างสรรค์นัก โดยเฉพาะภาพรวมของดนตรีประกอบ ที่ทำให้ "ธรรมชาติ" แลดูเหมือน "พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์"
    
ช่างประชดดีจริงๆ ที่ "ธรรมชาติ" ในปัจจุบันเป็นอะไรหายากจนดูคล้าย "พิธีกรรม"..
    
เสียดายว่าช่วงหลังที่หนังพยายามพูดถึงโลกร้อน ดูยัดเยียดเกินไปหน่อย (แต่ก็ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงนัก เพราะหนังจริงๆออกฉายก่อนกระแสอัล กอร์ - การเข้าฉายเมืองไทยช้าไปหน่อย เลยทำให้หนังโดนข้อหานี้ซะงั้น 55+)

Red CliffRed Cliff (China, John Woo, 2008, B)
     เวอร์ชั่นที่เข้าบ้านเราจะเป็นเวอร์ชั่น 4 ชั่วโมง ที่ต้องแยกฉายสองภาค ไม่เหมือนกับฝรั่งที่เขาจะได้ดูรวดเดียวจบกันไปเลย อันนี้ก็เป็นภาคแรกส่วนภาคจบจะเข้าประมาณปลายๆปี
    
พอมันแยกฉายเป็นสองภาคแล้ว ทำไมผมดูไปตะหงิดๆไป เพราะเนื้อเรื่องของภาคแรกนี้แทบจะไม่เกี่ยวโยงกับศึกผาแดงที่เอามาตั้งเป็นชื่อเรื่องสักเท่าไหร่ แถมการดำเนินเรื่องก็ติดจะยืดเยื้อยืดยาดยังไงพิกล (ก็มัวเอาเวลาไปเล่นกับฉากรบอลังการนี่นะ) ตัวละครก็เยอะยุ่บยั่บ จนแทบจะหาที่ยืนกันไม่ได้
    
ถ้าจะดูเอาสนุก ก็คงพอไหวล่ะมั้ง แต่ผมว่าส่วนที่สนุกๆ เข้มข้นจริงๆ คงไปยัดรวมอยู่ในภาคจบหมดแล้ว

We Own the NightWe Own the Night (USA, James Gray, 2007, A-)
     หนังของ เจมส์ เกรย์ ผู้กำกับเจ้าประจำเทศกาลหนังเมืองคานส์คนหนึ่ง (หนังเขาเข้าชิงปาล์มทองมาแล้วสามเรื่อง ในปี 2000, 2007 และ 2008 แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ) แต่ไม่ต้องกลัวไปว่าหนังจะอาร์ตแตกแหกค่าย เพราะถ้าใครเห็นตัวอย่างเรื่องนั้เข้าก็คงอดคิดไม่ได้ว่า "อะไรมันจะเหมือน The Departed ซะขนาดนั้น"
    
เอาเข้าจริง เนื้อเรื่องก็ไม่ได้ต่างจากหนังแนว พี่เป็นโจร-น้องเป็นตำรวจ มากเท่าไหร่ เพราะหนังก็จุดความขัดแย้งขึ้นมาในจุดนั้น เพียงแต่ไม่ได้ทำให้ออกไปในแนวพี่น้องต้องห้ำหั่นกันเองเท่าไหร่ เพราะสุดท้ายตัวละครแต่ละตัวจะหันมาสำรวจมโนธรรมในจิตใจของตัวเองเสียมากกว่า (ซึ่งจริงๆมันก็ไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่นี่นะ 5555) โดยในเรื่องนี้ มาร์ค วอลเบิร์ก เป็นตำรวจ วาคีน ฟินิกซ์ เป็นเจ้าของคลับที่ใกล้ชิดกับพวกค้ายา จนวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องคิดว่าจะเลือกยืนอยู่ข้างไหน
    
หนังอาจไม่ได้ดีแบบทะลุปรอท แต่ก็ได้บรรยากาศหนังแกงสเตอร์ที่เย็นชา และแปลกไปอีกแบบ

HancockHancock (USA, Peter Berg, 2008, A-/B+)
     จริงๆแล้ว วิล สมิธ เล่นเรื่องนี้ได้ต่ำกว่ามาตรฐานของเขาเล็กน้อยด้วยซ้ำ แต่คนที่ช่วยหนังเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ ชาร์ลิซ เธรอน (ฮ่าๆ) ในขณะเดียวกับ ปีเตอร์ เบิร์ก ก็ทำอะไรได้ดีขึ้นจากตอนทำ The Kingdom
    
เรื่อง "จุดหักมุม" กลางเรื่องนั้น ผมเฉยๆนะ ไม่ได้รู้สึกผิดหวังหรือรู้สึกว่าเลวร้ายมากมายครับ
เพราะอย่างน้อยมันก็แสดงจุดประสงค์อย่างชัดแจ้งแล้วว่า