Starpics 731 - Where the Miracle Happens

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 731 (ปักษ์หลัง กรกฎาคม 2551)

ส่วนตัวไม่สบอารมณ์กับปกนี้เท่าไหร่
ไม่เกี่ยวกับว่าสวยไม่สวย เดี๋ยวขอมาขยายความอีกทีครับ


Mongol
    

     Mongol ในภาคแรกนี้ (ทีมสร้างวางแผนจะทำเป็นไตรภาคเจงกิสข่าน) เริ่มเรื่องตั้งแต่ตอนที่เตมูจินอายุ 9 ขวบ ถึงวัยที่ต้องเลือกคู่ครองเป็นของตนเอง แต่เขาได้ขัดคำสั่งของพ่อที่จะให้เลือกเจ้าสาวจากเผ่าเมียร์กิตที่เคยเป็นศัตรูกันเพื่อสมานรอยร้าวของความสัมพันธ์ (เหตุเพราะพ่อของเตมูจินเคยไปชิงตัวสาวชาวเมียร์กิตมาเป็นเมีย ก็คือแม่ของเตมูจินนั่นเอง) โดยเลือกเด็กหญิงจากเผ่าเร่ร่อนเล็กๆ ที่บอกว่า "เจ้าต้องเลือกข้าเป็นเจ้าสาว" ราวกับมีนิมิตเห็นอนาคต และหลังการเลือกครั้งนี้ไม่นานนักพ่อก็ถูกลอบวางยา อดีตลูกน้องของพ่อก็แข็งข้อยึดเสบียงอาหาร ฝูงสัตว์ และไพร่พลไปจนหมดสิ้น เขาถูกจับเป็นทาสและได้แต่รอวันตาย ก่อนจะหลบหนีออกมาได้

     หลังจากหลบหนีอยู่พักใหญ่ เขาไปอาศัยอยู่กับ จามูฮา และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจนเติบโต (กลายเป็น ทาดะโนบุ อาซาโน่ และ ซุนหงเล่ย) พร้อมกับได้เดินทางไปรับ โปชเต (คูลัน ชูลุน) หญิงที่เขาเลือกเป็นเจ้าสาวเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งเธอก็ยังคงรอเขาอย่างแน่วแน่ ก่อนที่วันหนึ่งเธอจะบอกกับเตมูจินว่า "เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้" และได้แยกตัวออกจากเผ่าของจามูฮาไปอย่างลับๆ และพบกับวิบากกรรมต่างๆนานา ตกเป็นทาสที่ถูกจับขายอย่างอนาถา และถูกจับขังกรงเยี่ยงสัตว์อย่างไร้ศักดิ์ศรีแบบไม่มีเหตุผลในแคว้นตุนกุส

     อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วเราก็รู้ๆกันดีว่า เตมูจินย่อมเป็นผู้เกรียงไกรอย่างที่ในซีรี่ส์ทีวีกำลังฉายอยู่

     ยอมรับแต่โดยดี ช่วงครึ่งชั่วโมงแรกของหนังทำเอาผมหาวแล้วหาวอีกหาวแบบไม่รู้จบสิ้นราวกับมหากาพย์ พร้อมกับคิดย้อนไปย้อนมาในหัว(เพื่อไม่ให้หลับไปซะก่อน)ว่าปีนี้กรรมการออสการ์สาขาหนังภาษาต่างประเทศกินยาผิดมาหรือเปล่าหนอ ถึงได้เลือกหนังที่ดูแล้วเหนื่อยหนุบหนับแบบนี้มาเข้าชิง

      พอผ่านครึ่งชั่วโมงนั้นไปแล้ว นับว่าช่วงเวลาที่เหลือช่วยหนังเอาไว้ได้มาก และถีบตัวเองกลายเป็นหนังจาก 5 ผู้เข้าชิงที่ผมชอบมากที่สุดในขณะนี้ (โดยยังไม่ได้ดู 12 จากรัสเซีย และ Katyn จากโปแลนด์)

     โดยเฉพาะงานด้านถ่ายภาพ ที่ทำให้ Mongol เป็นหนังที่ใช้ประโยชน์จากโลเกชั่นสถานที่ถ่ายทำได้คุ้มค่าที่สุดเรื่องหนึ่ง หนังแทบจะรีดความงามจากทุกอณูของภูมิทัศน์แห่งนั้นมารับใช้เนื้อหา อันว่าด้วยความเวิ้งว้าง ว่างเปล่า และอึมครึมของชีวิตเตมูจินในขณะนั้น (ถ่ายได้งามพอๆกับใน No Country for Old Men หรือ There Will Be Blood เลยก็ว่าได้) รวมถึงฉากรบใหญ่ๆ ที่ถ่ายได้อย่างขึงขังและตระการตาน่าติดตาม

     นอกจากการถ่ายภาพ ดนตรีประกอบโดยคนทำเพลงชาวฟินแลนด์ โทมาส คันเทไลเนน ก็เป็นงานดนตรีที่น่าศึกษา แม้ว่าโทนหนังจะเป็นมหากาพย์ย้อนยุคแต่ก็ใช่ว่าจะต้องใช้ดนตรีย้อนยุค หรือดนตรีแนวแอ็คชั่นเสมอไป (แบบที่หนังฮอลลีวูดชอบทำกัน) ในหนังเรื่องนี้เขาผสมผสานทั้งดนตรีเครื่องสายแบบตะวันออก เข้ากับดนตรีร็อคร่วมสมัยที่ฟังแล้วเร้าใจอย่างไรบอกไม่ถูก (โดยเฉพาะดนตรีในช่วง End Credit ที่หักอารมณ์และกระแทกกระทั้นได้ใจอย่างยิ่ง ต่างกับการหักอารมณ์ในหนัง "มหากาพย์" ของไทยราว "ฟ้า" กับ "ก้นเหว")

     เหนือสิ่งอื่นใด การแสดงของตัวหลักทั้งสามได้แก่ ทาดะโนบุ อาซาโน่ ดาราญี่ปุ่นเจ้าประจำของคนไทย และซุนหงเล่ย (จาก The Road Home และ Seven Swords) ต่างรับบทเป็นชาวมองโกลได้แนบเนียนไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะการพูดภาษามองโกลที่แทบไม่มีหลุดให้เห็น รวมกับดาราสาวชาวมองโกล คูลัน ชูลุน ในบทโปชเต คู่ชีวิตของเตมูจิน ก็ทำหน้าที่ได้ดียิ่ง กลายเป็นพลังสามประสานที่เคมีของนักแสดงต้องกันได้ลงตัวเหลือเกิน

     น่าเสียดายว่าโดยรวมแล้ว หนังเรื่องนี้ก็ยังสู้พวกเรื่องที่ตกรอบๆกันไปแล้วไม่ได้อยู่ดี

     (เอาเท่าที่ได้ผ่านสายตาผมมาแล้ว ทั้งเรื่องที่ตกรอบตั้งแต่ไก่โห่อย่าง The Diving Bell and the Butterfly เพราะไม่ได้เป็นตัวแทนฝรั่งเศส Lust, Caution ที่ถูกตัดสิทธิ์เพราะขาดคุณสมบัติ(ตรงไหน?) รวมไปถึงเรื่องที่ผมได้ดูแล้วชอบมากๆแต่ถูกสกัดดาวรุ่งตอนรอบตัดสิน อย่าง 4 Months, 3 Weeks and 2 Days เจ้าของปาล์มทองจากโรมาเนีย The Edge of Heaven เจ้าของบทยอดเยี่ยมเมืองคานส์จากเยอรมนี และ I Served the King of England จากสาธารณรัฐเช็ค ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหนัง "สามดาวครึ่ง" ทั้งสิ้น)

     ข้ามจากเรื่องของคุณภาพหนังไปที่เนื้อหนัง แม้จะเป็นหนังมหากาพย์ย้อนยุคกึ่งประวัติศาสตร์ แต่ว่า Mongol ก็แถมแฟนตาซีมาให้เราได้ดูกันพอสมควร ทั้งตัวละครโปชเต ที่หนังแสดงให้เห็นว่าเหมือนเธอจะมีนิมิตมองเห็นอนาคต หรือพล็อตส่วนที่ว่าด้วยเทพเจ้าเท็งกรี(เทพเจ้าแห่งสายฟ้า อันเป็นที่นับถือและหวาดเกรงของชาวมองโกลทั้งปวงในผืนแผ่นดิน (นี่ฝ่ายมือเขียนบทก็บอกว่า พี่แกแทบจะถอดความจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่นักวิชาการรวบรวมมาแล้วนะนั่น)

     โปชเต แม้จะมีฐานะในหนังเป็นเพียงแค่ "เมียพระเอก" แต่เธอคือหนึ่งในตัวละครที่เข้าอกเข้าใจโลกและชาวมองโกลมากที่สุด (เป็นสาเหตุที่เขียนบทให้เธอมี "นิมิต"?) เพราะแทบทั้งเรื่องเหมือนจะมีเธอคนเดียว(ผู้เป็นชาวมองโกล)ที่เห็นว่าเผ่ามองโกลมิได้เกรียงไกรอย่างที่พวกผู้ชายหรือเหล่าข่านกำลังก้มหน้าก้มตาหลอกตัวเองอยู่ เพราะแท้จริงแล้วชาวมองโกลเป็นชนชาติที่กักขฬะ ป่าเถื่อน และประพฤติตนต่ำช้าเยี่ยงโจร

     บางครั้ง เธอมีอำนาจตัดสินใจหรือชี้นำความคิดของเตมูจินด้วยซ้ำ และถือได้ว่าโปชเตเป็นคนหนึ่งที่จุดประกายความคิดของเตมูจิน ที่จะรวบรวมชาวมองโกลให้เป็นปึกแผ่นสมศักดิ์ศรีที่กล่าวอ้างว่าตนเองมีอยู่เต็มเปี่ยม

     ตัวละครเตมูจิน มีลักษณะของความเป็น Romance พร้อมยึดถืออุดมคติอย่างหนักแน่น ทั้งในเรื่องของความรักและการปกครองผู้คน เขายอมรับลูกที่เกิดจากผู้ชายคนอื่นเป็นลูกของตัวเอง มีความรักที่ยั่งยืนมั่นคง และมีเมตตากับเหล่าไพร่ทาสในอาณัติเหนือ "ข่าน" คนอื่นๆ อย่างเทียบกันไม่ได้ มิพักต้องพูดถึงเรื่องของคุณธรรมน้ำมิตร และการรักษาสัจจะที่มีเปี่ยมล้นในตัวเขา และคนดูก็เห็นได้อย่างกระจ่างชัดในสิ่งที่เขาตอบแทนผู้มีพระคุณทั้งหลาย

     ไหนจะพระสงฆ์ชรา(ซึ่งทำนายว่าเตมูจินจะเป็นผู้ทำลายอาณาจักรตุนกุสจนราบเป็นหน้ากลอง)ที่ขอไม่ให้ทำลายวัดหากยกทัพมาโจมตีเมือง รวมทั้งเมื่อรบชนะจามูฮา เขาก็ไว้ชีวิตเพราะถือในความเป็นพี่น้องร่วมสาบานแต่เก่าก่อน แม้แต่กับทหารที่ฆ่าข่านของตนเองเพื่อมาสวามิภักดิ์ เขายังสั่งประหารเพราะถือว่าขัดต่อหลักคุณธรรมที่ชาวมองโกล "ห้ามทรยศข่านของตนเป็นอันขาด"

     ปัจจัยสำคัญของอำนาจที่เตมูจินปกครองชาวมองโกลทั้งหลายนั้นจึงไม่ได้มีเพียงกำลังไพร่พลที่แข็งแกร่ง หากแต่จิตวิญญาณของนักปกครองที่แฝงอยู่แทบทุกอณูของสายเลือดต่างหาก ที่ทำให้ผู้ใต้ปกครองส่วนใหญ่ยอมสวามิภักดิ์ด้วยความเต็มใจและจงรักภักดี มิใช่การใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญให้ยอมสิโรราบหมอบกราบแทบเท้าเหมือนที่ข่านทั่วไปเคยทำมาช้านาน แม้แต่ลูกน้องเก่าของจามูฮายังหนีตามมาเป็นข้ารับใช้เขา ตอนที่เขาหลบหนีออกมา (ซึ่งคล้ายกับการปกครองช่วงระบบไพร่ของไทย ที่ขุนนางไม่ได้อาศัยกำลังบังคับ แต่ใช้ความเมตตาและการช่วยเหลือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเหล่าไพร่ให้อยู่ในสังกัดของตัวเอง)

     ไม่เพียงแค่ "จิตวิญญาณ" ของนักปกครองจะข้นทะลักในสายเลือดของเตมูจิน จะเป็นปัจจัยหลักของความยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่ปรากฏ แต่ "จิตวิทยา" ในการปกครองคนก็เป็นสิ่งที่เจ้าคนนายคนย่อมไม่อาจปฏิเสธที่จะเรียนรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำที่ดีหรือเลว การจะครองอำนาจให้ได้ยาวนานและมั่นคงนั้นเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ

     ฉากสำคัญที่สุดฉากหนึ่งในช่วงท้ายของเรื่อง คือการรบกันระหว่างกองทัพของเตมูจินกับกองทัพของจามูฮา (ก่อนที่เตมูจินจะรวบรวมกำลังคนได้) ซึ่งกำลังของฝ่ายจามูฮามีมากกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด แต่เขาก็ไม่กล้าประมาทน้องชายร่วมสาบานอย่างเตมูจิน และสุดท้ายศึกนี้ก็จบลงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อเกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงขึ้นระหว่างการศึก พาลให้พลทหารชาวมองโกลผู้หวาดเกรงเทพเจ้าเท็งกรีเป็นล้นพ้น ต่างหาที่หลบกันจ้าละหวั่นไม่เป็นอันจับดาบรบพุ่งกันอีกต่อไป

     หลายคนอาจมองว่าเป็นจุดบอดของเนื้