Starpics 731 - Where the Miracle Happens

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 731 (ปักษ์หลัง กรกฎาคม 2551)

ส่วนตัวไม่สบอารมณ์กับปกนี้เท่าไหร่
ไม่เกี่ยวกับว่าสวยไม่สวย เดี๋ยวขอมาขยายความอีกทีครับ


Mongol
    

     Mongol ในภาคแรกนี้ (ทีมสร้างวางแผนจะทำเป็นไตรภาคเจงกิสข่าน) เริ่มเรื่องตั้งแต่ตอนที่เตมูจินอายุ 9 ขวบ ถึงวัยที่ต้องเลือกคู่ครองเป็นของตนเอง แต่เขาได้ขัดคำสั่งของพ่อที่จะให้เลือกเจ้าสาวจากเผ่าเมียร์กิตที่เคยเป็นศัตรูกันเพื่อสมานรอยร้าวของความสัมพันธ์ (เหตุเพราะพ่อของเตมูจินเคยไปชิงตัวสาวชาวเมียร์กิตมาเป็นเมีย ก็คือแม่ของเตมูจินนั่นเอง) โดยเลือกเด็กหญิงจากเผ่าเร่ร่อนเล็กๆ ที่บอกว่า "เจ้าต้องเลือกข้าเป็นเจ้าสาว" ราวกับมีนิมิตเห็นอนาคต และหลังการเลือกครั้งนี้ไม่นานนักพ่อก็ถูกลอบวางยา อดีตลูกน้องของพ่อก็แข็งข้อยึดเสบียงอาหาร ฝูงสัตว์ และไพร่พลไปจนหมดสิ้น เขาถูกจับเป็นทาสและได้แต่รอวันตาย ก่อนจะหลบหนีออกมาได้

     หลังจากหลบหนีอยู่พักใหญ่ เขาไปอาศัยอยู่กับ จามูฮา และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจนเติบโต (กลายเป็น ทาดะโนบุ อาซาโน่ และ ซุนหงเล่ย) พร้อมกับได้เดินทางไปรับ โปชเต (คูลัน ชูลุน) หญิงที่เขาเลือกเป็นเจ้าสาวเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งเธอก็ยังคงรอเขาอย่างแน่วแน่ ก่อนที่วันหนึ่งเธอจะบอกกับเตมูจินว่า "เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้" และได้แยกตัวออกจากเผ่าของจามูฮาไปอย่างลับๆ และพบกับวิบากกรรมต่างๆนานา ตกเป็นทาสที่ถูกจับขายอย่างอนาถา และถูกจับขังกรงเยี่ยงสัตว์อย่างไร้ศักดิ์ศรีแบบไม่มีเหตุผลในแคว้นตุนกุส

     อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วเราก็รู้ๆกันดีว่า เตมูจินย่อมเป็นผู้เกรียงไกรอย่างที่ในซีรี่ส์ทีวีกำลังฉายอยู่

     ยอมรับแต่โดยดี ช่วงครึ่งชั่วโมงแรกของหนังทำเอาผมหาวแล้วหาวอีกหาวแบบไม่รู้จบสิ้นราวกับมหากาพย์ พร้อมกับคิดย้อนไปย้อนมาในหัว(เพื่อไม่ให้หลับไปซะก่อน)ว่าปีนี้กรรมการออสการ์สาขาหนังภาษาต่างประเทศกินยาผิดมาหรือเปล่าหนอ ถึงได้เลือกหนังที่ดูแล้วเหนื่อยหนุบหนับแบบนี้มาเข้าชิง

      พอผ่านครึ่งชั่วโมงนั้นไปแล้ว นับว่าช่วงเวลาที่เหลือช่วยหนังเอาไว้ได้มาก และถีบตัวเองกลายเป็นหนังจาก 5 ผู้เข้าชิงที่ผมชอบมากที่สุดในขณะนี้ (โดยยังไม่ได้ดู 12 จากรัสเซีย และ Katyn จากโปแลนด์)

     โดยเฉพาะงานด้านถ่ายภาพ ที่ทำให้ Mongol เป็นหนังที่ใช้ประโยชน์จากโลเกชั่นสถานที่ถ่ายทำได้คุ้มค่าที่สุดเรื่องหนึ่ง หนังแทบจะรีดความงามจากทุกอณูของภูมิทัศน์แห่งนั้นมารับใช้เนื้อหา อันว่าด้วยความเวิ้งว้าง ว่างเปล่า และอึมครึมของชีวิตเตมูจินในขณะนั้น (ถ่ายได้งามพอๆกับใน No Country for Old Men หรือ There Will Be Blood เลยก็ว่าได้) รวมถึงฉากรบใหญ่ๆ ที่ถ่ายได้อย่างขึงขังและตระการตาน่าติดตาม

     นอกจากการถ่ายภาพ ดนตรีประกอบโดยคนทำเพลงชาวฟินแลนด์ โทมาส คันเทไลเนน ก็เป็นงานดนตรีที่น่าศึกษา แม้ว่าโทนหนังจะเป็นมหากาพย์ย้อนยุคแต่ก็ใช่ว่าจะต้องใช้ดนตรีย้อนยุค หรือดนตรีแนวแอ็คชั่นเสมอไป (แบบที่หนังฮอลลีวูดชอบทำกัน) ในหนังเรื่องนี้เขาผสมผสานทั้งดนตรีเครื่องสายแบบตะวันออก เข้ากับดนตรีร็อคร่วมสมัยที่ฟังแล้วเร้าใจอย่างไรบอกไม่ถูก (โดยเฉพาะดนตรีในช่วง End Credit ที่หักอารมณ์และกระแทกกระทั้นได้ใจอย่างยิ่ง ต่างกับการหักอารมณ์ในหนัง "มหากาพย์" ของไทยราว "ฟ้า" กับ "ก้นเหว")

     เหนือสิ่งอื่นใด การแสดงของตัวหลักทั้งสามได้แก่ ทาดะโนบุ อาซาโน่ ดาราญี่ปุ่นเจ้าประจำของคนไทย และซุนหงเล่ย (จาก The Road Home และ Seven Swords) ต่างรับบทเป็นชาวมองโกลได้แนบเนียนไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะการพูดภาษามองโกลที่แทบไม่มีหลุดให้เห็น รวมกับดาราสาวชาวมองโกล คูลัน ชูลุน ในบทโปชเต คู่ชีวิตของเตมูจิน ก็ทำหน้าที่ได้ดียิ่ง กลายเป็นพลังสามประสานที่เคมีของนักแสดงต้องกันได้ลงตัวเหลือเกิน

     น่าเสียดายว่าโดยรวมแล้ว หนังเรื่องนี้ก็ยังสู้พวกเรื่องที่ตกรอบๆกันไปแล้วไม่ได้อยู่ดี

     (เอาเท่าที่ได้ผ่านสายตาผมมาแล้ว ทั้งเรื่องที่ตกรอบตั้งแต่ไก่โห่อย่าง The Diving Bell and the Butterfly เพราะไม่ได้เป็นตัวแทนฝรั่งเศส Lust, Caution ที่ถูกตัดสิทธิ์เพราะขาดคุณสมบัติ(ตรงไหน?) รวมไปถึงเรื่องที่ผมได้ดูแล้วชอบมากๆแต่ถูกสกัดดาวรุ่งตอนรอบตัดสิน อย่าง 4 Months, 3 Weeks and 2 Days เจ้าของปาล์มทองจากโรมาเนีย The Edge of Heaven เจ้าของบทยอดเยี่ยมเมืองคานส์จากเยอรมนี และ I Served the King of England จากสาธารณรัฐเช็ค ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหนัง "สามดาวครึ่ง" ทั้งสิ้น)

     ข้ามจากเรื่องของคุณภาพหนังไปที่เนื้อหนัง แม้จะเป็นหนังมหากาพย์ย้อนยุคกึ่งประวัติศาสตร์ แต่ว่า Mongol ก็แถมแฟนตาซีมาให้เราได้ดูกันพอสมควร ทั้งตัวละครโปชเต ที่หนังแสดงให้เห็นว่าเหมือนเธอจะมีนิมิตมองเห็นอนาคต หรือพล็อตส่วนที่ว่าด้วยเทพเจ้าเท็งกรี(เทพเจ้าแห่งสายฟ้า อันเป็นที่นับถือและหวาดเกรงของชาวมองโกลทั้งปวงในผืนแผ่นดิน (นี่ฝ่ายมือเขียนบทก็บอกว่า พี่แกแทบจะถอดความจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่นักวิชาการรวบรวมมาแล้วนะนั่น)

     โปชเต แม้จะมีฐานะในหนังเป็นเพียงแค่ "เมียพระเอก" แต่เธอคือหนึ่งในตัวละครที่เข้าอกเข้าใจโลกและชาวมองโกลมากที่สุด (เป็นสาเหตุที่เขียนบทให้เธอมี "นิมิต"?) เพราะแทบทั้งเรื่องเหมือนจะมีเธอคนเดียว(ผู้เป็นชาวมองโกล)ที่เห็นว่าเผ่ามองโกลมิได้เกรียงไกรอย่างที่พวกผู้ชายหรือเหล่าข่านกำลังก้มหน้าก้มตาหลอกตัวเองอยู่ เพราะแท้จริงแล้วชาวมองโกลเป็นชนชาติที่กักขฬะ ป่าเถื่อน และประพฤติตนต่ำช้าเยี่ยงโจร

     บางครั้ง เธอมีอำนาจตัดสินใจหรือชี้นำความคิดของเตมูจินด้วยซ้ำ และถือได้ว่าโปชเตเป็นคนหนึ่งที่จุดประกายความคิดของเตมูจิน ที่จะรวบรวมชาวมองโกลให้เป็นปึกแผ่นสมศักดิ์ศรีที่กล่าวอ้างว่าตนเองมีอยู่เต็มเปี่ยม

     ตัวละครเตมูจิน มีลักษณะของความเป็น Romance พร้อมยึดถืออุดมคติอย่างหนักแน่น ทั้งในเรื่องของความรักและการปกครองผู้คน เขายอมรับลูกที่เกิดจากผู้ชายคนอื่นเป็นลูกของตัวเอง มีความรักที่ยั่งยืนมั่นคง และมีเมตตากับเหล่าไพร่ทาสในอาณัติเหนือ "ข่าน" คนอื่นๆ อย่างเทียบกันไม่ได้ มิพักต้องพูดถึงเรื่องของคุณธรรมน้ำมิตร และการรักษาสัจจะที่มีเปี่ยมล้นในตัวเขา และคนดูก็เห็นได้อย่างกระจ่างชัดในสิ่งที่เขาตอบแทนผู้มีพระคุณทั้งหลาย

     ไหนจะพระสงฆ์ชรา(ซึ่งทำนายว่าเตมูจินจะเป็นผู้ทำลายอาณาจักรตุนกุสจนราบเป็นหน้ากลอง)ที่ขอไม่ให้ทำลายวัดหากยกทัพมาโจมตีเมือง รวมทั้งเมื่อรบชนะจามูฮา เขาก็ไว้ชีวิตเพราะถือในความเป็นพี่น้องร่วมสาบานแต่เก่าก่อน แม้แต่กับทหารที่ฆ่าข่านของตนเองเพื่อมาสวามิภักดิ์ เขายังสั่งประหารเพราะถือว่าขัดต่อหลักคุณธรรมที่ชาวมองโกล "ห้ามทรยศข่านของตนเป็นอันขาด"

     ปัจจัยสำคัญของอำนาจที่เตมูจินปกครองชาวมองโกลทั้งหลายนั้นจึงไม่ได้มีเพียงกำลังไพร่พลที่แข็งแกร่ง หากแต่จิตวิญญาณของนักปกครองที่แฝงอยู่แทบทุกอณูของสายเลือดต่างหาก ที่ทำให้ผู้ใต้ปกครองส่วนใหญ่ยอมสวามิภักดิ์ด้วยความเต็มใจและจงรักภักดี มิใช่การใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญให้ยอมสิโรราบหมอบกราบแทบเท้าเหมือนที่ข่านทั่วไปเคยทำมาช้านาน แม้แต่ลูกน้องเก่าของจามูฮายังหนีตามมาเป็นข้ารับใช้เขา ตอนที่เขาหลบหนีออกมา (ซึ่งคล้ายกับการปกครองช่วงระบบไพร่ของไทย ที่ขุนนางไม่ได้อาศัยกำลังบังคับ แต่ใช้ความเมตตาและการช่วยเหลือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเหล่าไพร่ให้อยู่ในสังกัดของตัวเอง)

     ไม่เพียงแค่ "จิตวิญญาณ" ของนักปกครองจะข้นทะลักในสายเลือดของเตมูจิน จะเป็นปัจจัยหลักของความยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่ปรากฏ แต่ "จิตวิทยา" ในการปกครองคนก็เป็นสิ่งที่เจ้าคนนายคนย่อมไม่อาจปฏิเสธที่จะเรียนรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำที่ดีหรือเลว การจะครองอำนาจให้ได้ยาวนานและมั่นคงนั้นเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ

     ฉากสำคัญที่สุดฉากหนึ่งในช่วงท้ายของเรื่อง คือการรบกันระหว่างกองทัพของเตมูจินกับกองทัพของจามูฮา (ก่อนที่เตมูจินจะรวบรวมกำลังคนได้) ซึ่งกำลังของฝ่ายจามูฮามีมากกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด แต่เขาก็ไม่กล้าประมาทน้องชายร่วมสาบานอย่างเตมูจิน และสุดท้ายศึกนี้ก็จบลงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อเกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงขึ้นระหว่างการศึก พาลให้พลทหารชาวมองโกลผู้หวาดเกรงเทพเจ้าเท็งกรีเป็นล้นพ้น ต่างหาที่หลบกันจ้าละหวั่นไม่เป็นอันจับดาบรบพุ่งกันอีกต่อไป

     หลายคนอาจมองว่าเป็นจุดบอดของเนื้อเรื่องและบทภาพยนตร์ แทนที่จะปล่อยให้เป็นฉากรบอลังการแสดงความเกรียงไกรของเตมูจิน กลับเอาเรื่องของเทพเจ้าเข้ามาหักหาญคนดู แต่ว่าถ้ามองลงไปอีกขั้นหนึ่งนี่คือการใช้จิตวิทยาอันแยบคายของเตมูจินในการชนะศึกครั้งนี้ โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อของทั้งสองฝ่าย (เพราะเป้าหมายของเขาคือการรวบรวมกำลังคน มิใช่ประหัตประหารกัน)

     ไม่ว่าเทพเจ้าเท็งกรีจะมีตัวตนจริงและได้เสกฟ้าคะนองตามคำขอของเตมูจินก่อนหน้า หรือเตมูจินมีญาณรับรู้ดินฟ้าพยากรณ์อากาศ (ขอตัดตัวเลือกที่ว่าเหตุการณ์นี้เป็น "เรื่องบังเอิญ" ออกไป เพราะพิจารณาจากสีหน้าท่าทางของเตมูจินแล้วไม่มีทางเป็นอย่างนั้นได้แน่) เขาได้หยิบเอา "ความกลัว" ของชาวมองโกลมาเป็นเครื่องมือในการรวบรวมผู้คนเข้ามาใต้อาณัติของตนเองได้มากในคราวเดียว

     หนังเฉลยว่า ระหว่างที่เตมูจินเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆเพื่อหลบหนีจากศัตรูของพ่อ เขาเผชิญกับเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าของเทพเจ้าเท็งกรีนับครั้งไม่ถ้วนในที่แจ้ง จนเขา "เลิกกลัว" ไปเอง หรืออีกนัยหนึ่งเราอาจตีความได้ว่า เขาไม่หลงเหลือความเชื่อในอำนาจของเทพเจ้าเท็งกรีเหมือนชาวมองโกลอื่นอีกแล้ว (ซึ่งกรณีหลังนี้เป็นไปได้ยาก เพราะหนังยังให้เราเห็นฉากที่เขาเข้าไปสักการะขอพรเทพเจ้า ก่อนจะรบกับจามูฮา)

     อย่างไรก็ดี สิ่งที่เตมูจินมีเหนือชาวมองโกลคนอื่นคือ เขาสามารถเอาชนะความกลัวของตัวเองได้ และใช้ความกลัวนี้เป็นเครื่องมือได้อย่างแยบยล ซึ่งจุดนี้เราบอกได้ชัดเจนว่า เตมูจินคือผู้ที่ "เข้าอกเข้าใจ" จิตวิทยาของผู้ปกครองอย่างแท้จริง รู้จุดอ่อนจุดแข็งที่จะใช้ประโยชน์จากผู้ใต้ปกครองอย่างดีเยี่ยม

     ในโลกปัจจุบัน คนส่วนใหญ่อาจไม่ได้กลัวฟ้าร้องฟ้าผ่าพายุอีกต่อไป เพราะจากวิทยาการความล้ำหน้าต่างๆ ทำให้เรารู้แล้วว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติ หาใช่พระเจ้าลงโทษหรือเทวดาพิโรธไม่

     จึงไม่น่าแปลกใจอะไร ที่หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผู้นำบางจำพวกจึงต้องคอยสร้าง "ความกลัว" รูปแบบใหม่ๆ ป้อนใส่สมองประชาชนเพื่อเสริมอำนาจให้แก่ตนเองอยู่เป็นนิจ


 สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่ http://vreview.yarisme.com/

edit @ 4 Oct 2008 01:22:33 by nanoguy

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สมัยนี้ผู้นำฐานเสียงตก เลยต้องลดภาษีเอาใจประชาชนsad smile เดี๋ยวจะอดทำรายการทีวี
.
.
คุณพี่แขน คุณน้องขาดูNo Country กับ There Will Be Blood แล้ว
ดูNo Country ไม่รู้เรื่องอย่างแรง
ส่วน There will นี่หนังดี แปลกใจที่ทำไมไม่ได้ออสก้าร์ อาจมีงงๆบางจุด แต่ก็ดี แล้วหนูHW ก็น่ารักน่ากินมาก

หนังออสก้าร์นี่ต้องคิดลึกนะ คิดแล้วคิดอีกจนปวดหัวถึงจะเรียกได้ว่า "ดี" ดูหนังธรรมดาดีกว่า สบายใจดูแล้วผ่อนคลายsad smile
ปก Starpics เที่ยวนี้ เล่นเอาผมเซ็งได้ที่แฮะ...ปกติ ปกออกจะสวย (ผมมักจะชอบปก Starpics มากกว่าปกหนังสือวิจารณ์หนังเจ้าอื่นๆ)

สำหรับเรื่อง Mongol นั้นผมยังไม่ได้ดู (และยังไม่เกิดอารมณ์จะดูนัก...กะลังดูสามก๊ก กะทำรายงานสรวิศอยู่)แต่ผมเคยตั้งข้อสังเกตคร่าวๆ ไปแล้วถึงกรณีความเป็นไปได้ในเชิงทฤษฎี ในบล็อก yarisme ของคุณนาโน กับเพื่อนๆ

คือมีแนวคิดหนึ่ง (กระแสรอง) เชื่อว่าแท้ที่จริงแล้ว เตมูจินนั้น คือมิยาโมโตะ โยชิตสึเนะที่หนีตายมาจากญี่ปุ่น แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่าทฤษฎีนี้เป็นที่เชื่อถือของคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

แต่จากที่อ่านที่ท่านนาโนเขียนมา จะพบว่าหนังได้เริ่มต้นเรื่องของเตมูจิน อย่าง "รู้ที่มาที่ไป" คือ จริงๆ แล้วคนที่ทำหนังเตมูจินนั้น มักจะมีปัญหาอยู่พอสมควร เพราะยังไม่รู้แน่ชัดว่า "เตมูจินมาจากไหน และตายที่ไหน" (แต่น่าประหลาดมากที่รู้ว่าตายอย่างไร...ผมเคยดู National Geographic ตอนหนึ่งว่าด้วยสุสานเจงกิสข่านอยู่ เค้ารู้ลักษณะคร่าวๆ ของหลุมศพ การตาย แต่ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน)

วันนี้ขอจบอะไรหนักๆ เท่านี้ก่อนแล้วกันนะครับ

ด้วยความเคารพ

ปล. ในบล็อก yarisme นั้น คนที่มา comment เนี่ย เว้นบรรทัดไม่ได้หรือครับ???

#2 By fallingangels on 2008-07-28 11:55

อ้าว ว่าจะเลื่อนมาอ่านขยายความซะหน่อย สำหรับปกสตาร์พิคเล่มนี้...

สำหรับเราแล้ว ถ้าไม่คิดอะไรมากมาย ก็คงนึกในใจว่า "โอ้ว้าว หนังดูน่าอบอุ่นนะเนี่ย ฟุ้งๆชวนฝัน และดูท่านก็เอ็นดูเด็กๆดีจัง" แต่มันก็ชวนให้คิดหนะสิ (แต่คิดอะไรก็ไม่ค่อยอยากพูด เดี๋ยวมันจะเข้าตัว) รู้แค่อย่างเดียวว่า คงตัดสินใจไม่ไปดู Where The Cliche เอ้ย Miracle Happens หรอก 55+...

ส่วน Mongol รู้สึกว่าจะยาวกว่าที่ลงยาริสน่ะ (หรือคิดไปเอง) อยากถามนิดนึงว่า เรื่องนี้มีเข้าโรงรึป่าวอ่ะ (หรือว่าออกจากโรงไปแล้วน่ะ...หลังเขา 55+)...

#3 By BloodyMonday (124.120.66.185) on 2008-07-28 14:43

Mongol ว่าจะเขียนถึงเรื่องนี้เหมือนกันแต่ไม่มีเวลา ผมชอบมากน่ะเรื่องนี้ (คุณอาจสังเกตว่าทำไมผมถึงชอบไปหมดทุกเรื่อง...)ดูวันเดียวกับ summer palece
ส่วนตัวผมว่า Mongol วิจารณ์ระบบการปกครองน่ะ ระหว่างเผด็จการและระบบเสรี ให้พี่น้องร่วมสาบานคู่นี้ต้องมาขบเขี้ยวกัน แต่ระบบเสรีก็ชนะอยู่ดี (ออสการ์คงพอใจในจุดนี้เป็นพิเศษ)
ดูจากตัวแทนดารานำที่มาจากสองระบบการปกครอง (จีน-ญี่ปุ่น)ดูจากทรงผม (หัวเกรียนและดูเป็นระเบียบเนี้ยบนิ๊ง-กับหัวฟูฟ่องเป็นยองใยของพระเอก)รวมถึงวิธีคิดต่างๆที่ปรากฏอยู่ในหนัง วิธีในการใช้ชีวิต วิธีในการปกครองคน
เตมูจินของเราตกอยู่ในเครื่องจองจำตลอดเลยแต่เขาก็แหกออกมาจนได้เสมอ เรียนรู้การฝ่าฝืนคำสั่งและเอาใจตนเป็นที่ตั้ง
ผมดูเรื่องจบแล้วคิดหัวข้อบทความไว้ด้วยว่า "ที่ใดมีกรง ที่นั่นมีนก" แต่คงหมดแรงไม่อาจทำให้สำเร็จ

#4 By beerled (203.154.188.177) on 2008-07-28 17:46

ตอบเจี๋ย

ลองดูอีกรอบจ้ะ No Country for Old Men น่ะ
หนังออสการ์ปีนี้ถือว่า "ล้ำลึก" มากกว่าทุกๆปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว
ปีก่อนๆ ไม่เข้าใจยากแบบนี้หรอกนะ

จริงๆ พี่ก็ชอบ There Will Be Blood กับ Atonement มากกว่า แต่โนคันทรี่ได้ไปก็ไม่น่าเกลียด (ไม่เหมือน The Departed น่ะ รับไม่ได้จริงๆ)

ตอบ fallingangels

ใช่ครับ เว้นบรรทัดไม่ได้
ไม่ค่อยสบอารมณ์เหมือนกัน

ปกเล่มนี้ จริงๆผมว่ามันสวยนะ น่าชื่นชมการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของฝ่ายอาร์ต (เพราะปกแบบนี้มันมีลูกเล่นอะไรไม่ได้มากอยู่แล้วล่ะ มีแค่รูปที่โปรโมตปกติ ชื่อหนัง และชื่อหนังสือ แค่นั้นเอง) ชอบการเล่นแสงตรงใกล้ๆตัวผีเสื้อ เป็นการทำให้ดูมีมิติมากกว่าตัดแปะดี

นี่เพิ่งนั่งดูเนื้อหาในเล่ม คาดว่าคุณคง "เซ็ง" กว่าเดิมแน่นอน (ฮา)

ตอบ BloodyMonday

เดี๋ยวจะมาอัพขยายความเป็น blog ใหม่ไปเลย
เพราะไม่ชอบ "ตรรกะ" ของการ "บังคับ" ให้ต้องวางรูปปกแบบนี้เอามากๆ

ส่วน Mongol ก็ต้องยาวกว่าสิ เพราะเขียนลงหนังสือ อันนั้นแค่รีวิวเล็กๆ
หนังมันเข้าโรงแล้วออกไปในเวลาแค่สองสามอาทิตย์ เพราะคนดูไม่ค่อยเยอะน่ะ

#5 By nanoguy on 2008-07-28 17:47

ตอบคุณเบียร์

ผมว่าจะแทนคำว่า "เสรี" ในตัวเจงกิสข่านเลยคงยากน่ะครับ
เลยเลี่ยงมาใช้การเปรียบเทียบอย่างที่เขียนไปแทน
+ ผมรู้สึกว่า ออสการ์ซึ่งเป็นคนอเมริกัน ไม่น่ามองคนอย่างเจงกิสข่านว่ามีอุดมการณ์ "เสรี" เท่าไหร่นะ

#6 By nanoguy on 2008-07-28 17:50

เห็นด้วยกับย่อหน้าสุดท้ายจริงๆครับ เป็นอะไรที่จริงมากๆ

ปล.ยังไม่ได้ดู sad smile (ช่วงนี้ดูหนังน้อยกว่าเดือนที่แล้วเยอะเลยครับ)

#7 By SkyKiD on 2008-07-28 21:23

นาโน บล็อกหน้าเขียนระวังๆ นะจ๊ะ 5555

ด้วยความหวังดี จากพี่ผู้เคยถูกไข้เหลืองคุกคาม ฮ่าๆ

#8 By merveillesxx (58.8.125.125) on 2008-07-28 22:16

+ จริงๆ พี่ว่าจะดู Mongol เหมือนกันนะครับตอนที่หนังมันเข้า ... แต่ด้วยอารมณ์ช่วงนั้นมันเซ็งๆ ยังไงไม่รู้ ไม่ค่อยอยากดูหนังสงคราม Realistic อ่ะครับ (ก็หนังตัวอย่างยังดูเข้มซะขนาดนั้น) ก็เลยตัดสินใจไม่ดูดีกว่า เด๋วไว้รอรมณ์ดีๆ กว่านี้ ค่อยหาแผ่นมาดูอ่า cry

#9 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-07-29 11:24

+ ลืมแซวไป เด๋วนี้มีพื้นที่คอลัมน์ส่วนตัว (Straight talk) ในสตาร์พิคส์เชียวเหรอ เจ๋งนะเนี่ย แล้วตี่ตี้ได้เขียนคอลัมน์นี้คนเดียวเลยรึเปล่าอ่า หรือว่ามีนักเขียนท่านอื่นๆ ผลัดกันเขียนด้วยอ่ะครับ? embarrassed

#10 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-07-29 11:27

re: post 5

เอ่อ ท่านนาโนครับ แปลว่า "มีการบังคับเป็นนัยๆ" ให้ปกหนังสือภาพยนตร์ต่างๆ ต้องขึ้นเฉพาะเรื่องนี้เท่านั้นหรือเปล่าครับ??? (ผมตีความจากที่คุณกล่าวมานะ)

...หากคิดว่าเสี่ยงในการตอบ ไม่ต้องตอบ หรือลบทิ้งได้เลยนะครับ

ด้วยความเคารพ

#11 By fallingangels on 2008-07-29 12:20

^
^
ที่ผมพูดหมายถึง การบังคับให้ "ชื่อหนังสือ" ต้องลงมาอยู่ในตำแหน่งที่เห็นนี้ครับ

ส่วนเรื่องของปกหนังสือนั้น เป็นการยากที่จะบังคับให้ขึ้นปกหนังเรื่องใด ถ้าไม่อยู่ในกระแส
นอกจากมีการ "แลกเปลี่ยนกันทางธุรกิจ" ครับ

#12 By nanoguy on 2008-07-29 14:01

ฮืมมม เพิ่งสังเกตตำแหน่งโลโก้ Starpic.... เอาเถอะอย่าคิดมากเครียดเปล่าๆ ^^
ขออ่านเต็มๆในเวอร์ชั่นหน้ากระดาษนะ
จะได้อ่านสบายตา

แต่อ่านดูคราวๆแล้ว ไหงกวายว่าเป็นหนังเครียด -*-
นึกว่าจะเน้นฟันกันเลือดสาดเสียอีก เด๋วเพื่อความชัวร์ว่าอ่านไม่ผิด
รอหนังสือแล้วกันนะ
อ้าวเซงเป็ด อดดูในโรง sad smile

เออแหะ เพิ่งเห็นตำแหน่งโลโก้เหมือนกัน คาดว่าคงจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งในบล็อคหน้าของนาโนกระมัง แต่ก็อยากให้ระวังๆหน่อยละกันเน้อ (ปล. บ้านเราเอ่ยถึงท่านไม่ได้เหมือนกัน เด๋วยาว 55+)

#15 By BdMd (124.121.233.77) on 2008-07-29 20:13

อ้าว อาซาโน่เล่นด้วยหรือ
อยากดูขึ้นมาเลย

#16 By grappa (58.9.189.156) on 2008-07-30 07:15

แก บอกไม่ชอบปก เหอะๆ รูปตอนแรก แย่กว่านี้ได้อีก

อุ๊บส์ พูดอะไรออกไป

ได้ข่าวว่าหนังดีนะ มีคนดูแล้วร้องไห้อ่ะ

#17 By NiDA MAilO on 2008-07-30 23:42

^
^
รักสามเศร้า ก็มีคนดูแล้วร้องไห้อะพี่นุ่น
แต่หนังแบบ... เฮ้อ

#18 By nanoguy on 2008-07-31 00:46

ถ้าไม่คิดอะไรมาก







ปกก็สวยดีเหมือนกันนะ 555

ปล.ข่าวดี(หรือเปล่า?)สำหรับคนที่อยากดูนจดก.นักศึกษาดูเป็นหมู่คณะ ลดเหลือ 60 บาทนะคร้าบ(ฝากดูเผื่อผมด้วยแล้วกัน)

#19 By (58.10.84.190) on 2008-07-31 05:22

ลืมลงชื่อ
ข้างบนคือผมนะครับ

#20 By ฟ้าดิน (58.10.84.190) on 2008-07-31 05:22

ยังไม่ได้ดู(อีกแล้ว)Mongol
มารู้ทีหลังว่าตาอาซาโน่แสดง ก็เลยรู้สึกอยากดู 55

#21 By renton (124.120.2.112) on 2008-08-03 09:24

#22 By (118.173.156.15) on 2008-10-29 19:29