Water : ม่านประเพณี

posted on 20 Jul 2008 00:49 by nanoguy in Movies

Water  

     หนังลูกครึ่งอินเดีย-แคนาดาเรื่องนี้ เป็นภาคปิดท้ายของไตรภาคแห่งธาตุ (Elemantal Trilogy) ของผู้กำกับหญิงหัวขบถ ดีปา เมห์ตา ต่อจาก Fire (1996) ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์แบบเลสเบี้ยนของผู้หญิงอินเดีย กับ Earth (1998) ที่ว่าด้วยมิตรภาพของเพื่อนต่างศาสนา ในขณะที่ Water (2005) นี้ว่าด้วยชีวิตของแม่ม่ายในอินเดียที่ยังได้รับผลกระทบอันน่าเศร้าจากบทบัญญัติในคัมภีร์พระเวทของศาสนาฮินดู (ศาสนาที่คนอินเดียนับถือมากที่สุด)

     ในประเทศที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมและอ่อนไหวต่อประเด็นที่เกี่ยวกับศาสนา กว่าเธอจะทำหนังเรื่องนี้ได้สำเร็จไม่มีทางทำได้อย่างราบรื่นแน่ เพราะเธอต้องเผชิญกับการกดดันและข่มขู่จากฝ่ายการเมือง ฝ่ายศาสนา รวมถึงเหล่าประชาชนอนุรักษ์นิยมทั้งหลายในเมืองพาราณสี ที่เป็นสถานที่ถ่ายทำในตอนแรกเริ่ม จนถึงขั้นบุกเข้าทำลายกองถ่ายในเช้าวันถ่ายทำ (ซึ่งเมื่อได้อ่านเนื้อเรื่องแล้วก็คงจะไม่แปลกใจว่าเพราะอะไรถึงถูกต่อต้านอย่างรุนแรงขนาดนี้)

     จอร์จ ลูคัส ผู้กำกับของมหากาพย์สงครามอวกาศ Star Wars ให้กำลังใจเธอด้วยการซื้อโฆษณาเต็มหน้าในนิตยสาร Variety และสี่ปีต่อมาเธอก็ใช้โลเกชั่นที่ศรีลังกาเพื่อถ่ายทำจนหนังสำเร็จออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ได้รับรางวัลต่างๆมากมายในการออกฉายตามเทศกาลหนังทั่วโลก พร้อมกับการเป็น 1 ใน 5 ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมประจำปี 2005 ร่วมกับ The Lives of Others จากเยอรมนี(ที่ได้รางวัลไปอย่างสมศักดิ์ศรี), Pan's Labyrinth จากเม็กซิโก, After the Wedding จากเดนมาร์ก และ Days of Glory จากแอลจีเรีย

     และที่เซอร์ไพรส์มากๆคือ หลังจากนั้นสองปี หนังเรื่องนี้ก็ออกดีวีดีลิขสิทธิ์ในเมืองไทยจนได้ (แม้คุณภาพจะสู้ดีวีดีของเถื่อนไม่ได้แม้แต่ปลายขี้เล็บก็ตาม!!)

 

     ทางเลือกของหญิงม่ายในประเทศอินเดียตามคัมภีร์พระเวทของศาสนาฮินดู มีอยู่เพียงสามทางคือ 1. ตายตามผัว 2. แต่งงานใหม่กับน้องชายสามี(ถ้าครอบครัวของทั้งสองฝ่ายยินยอม) และ 3. ประพฤติพรหมจรรย์ในอาศรมแม่ม่ายไปตลอดชีวิต เพราะสิ่งที่บัญญัติไว้ในพระคัมภีร์ตามที่หนังเล่ามาก็คือ "ผู้หญิงมีความเป็นคนแค่ครึ่งเดียว" (ซึ่งตัวละครที่พูดคำพูดที่น่าเศร้านี้ก็คือผู้หญิงที่นับถือศาสนาฮินดูนั่นแหละ)

     เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี 1938 เมื่อเด็กหญิงอายุเพียง 8 ขวบชื่อชุยยา ต้องกลายเป็นหญิงม่ายเมื่อสามี(ที่พ่อแม่จับเธอคลุมถุงชนให้)เกิดตายลง เธอถูกพ่อแม่จับโกนหัวนุ่งขาวห่มขาวพาไปเข้าอาศรมแม่ม่ายโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ด้วยความที่เป็นเด็กและพยายามตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เธอเป็นไม้เบื่อไม้เมากับแม่เฒ่าที่ประพฤติตนราวกับเป็นเจ้าแม่ของอาศรมอย่างมธุมาตี และได้รู้จักกับศกุนตลาที่อยู่ในวัยกลางคน รวมไปถึงกัลยาณีที่ได้รับสิทธิ์ให้ไว้ผมยาวเพียงคนเดียวในอาศรม เพราะเธอต้อง "ทำงานพิเศษ" ที่ริมน้ำฝั่งตรงข้ามในแต่ละคืน เพื่อหาเงินมาจุนเจือค่าใช้จ่ายของที่นี่ นอกจากนี้ยังมีตัวละครสำคัญอีกคนคือนารายณ์ ลูกชายเศรษฐีจบนอกที่มาหลงรักกัลยาณี

     สิ่งที่น่าตกใจอย่างยิ่งคือ ตัวละครหญิงม่ายเกือบทุกคนในหนังเรื่องนี้เป็นม่ายและเข้ามาอยู่ในอาศรมนี้ตั้งแต่อายุพอๆกับชุยยาทั้งสิ้น!! เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเกิดเป็นผู้หญิงในประเทศอินเดียนั้นแสนลำบาก นอกจากผัวเป็นม่ายแล้วเสียอิสรภาพ จะแต่งงานต้องจ่ายสินสอดเอง แถมยังต้องแต่งงานตั้งแต่ยังเป็นเด็กไร้เดียงสา เพราะค่านิยมของสังคมที่ชายเป็นใหญ่และชายกำหนด

     หลังจากที่หนังพาเราเข้าไปที่อาศรมแม่ม่ายและตามติดชีวิตของผู้หญิงกลุ่มนี้ นอกจากจะต้องประพฤติพรหมจรรย์ไปตลอดชีวิตในฐานะแม่ม่ายแล้ว พวกเธอยังถูกดูหมิ่นดูแคลนจากประชาชนทั่วไป เพราะหากเทียบวรรณะกันแล้วถือว่าพวกแม่ม่ายมีวรรณะที่ต่ำเท่าๆกับวรรณะศูทรเลยก็ว่าได้ ไหนจะห้ามสัมผัสตัวคนที่วรรณะสูงกว่า แม้แต่เดินเฉียดกรายแล้วเงาไปโดนตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวในงานแต่งงานยังไม่ได้ เพราะจะเป็นอัปมงคล (แม้แต่ "กะเทย" ที่ปกติจะถูกกีดกันสิทธิจากสังคม ในหนังเรื่องนี้ยังอยู่ในสถานะสูงส่งกว่าแม่ม่ายเสียอีก)

     ยิ่งไปกว่านั้น กฎของศาสนาจับพวกเธอยัดเข้ามาในอาศรมแม่ม่ายแท้ๆ แต่คนที่กลับต้องแบกภาระจ่ายค่าเช่าที่ของอาศรมก็คือผู้หญิงเหล่านี้ จนเมื่อจนตรอกไม่มีหนทางเพราะไหนจะค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายต่างๆ (แม้แต่พิธีศพยังต้องจัดกันอย่างอนาถา และไร้ญาติขาดมิตร) มธุมาตีจึงส่งกัลยาณีออกไปเป็น "หญิงงามเมือง" ให้เหล่าเศรษฐีวรรณะสูงฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเชยชม เพื่อเอาเงินมาจุนเจือในส่วนที่ขาด

     ภายใต้บริบทของสังคมอินเดียในช่วงที่มหาตมะ คานธี เพิ่งเดินทางกลับจากทวีปแอฟริกา และได้แก้กฎหมายที่เกี่ยวโยงกับเรื่องของบทบัญญัติทางศาสนาในหลายมาตรา แต่แม่ม่ายทั้งหลายก็ยังถูกปิดกั้นจากข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะการเห็นชอบให้หญิงม่ายแต่งงานใหม่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ที่ผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์พระเวท (แน่นอนว่าเป็นผู้ชาย) บอกกับศกุนตลาว่า "เราไม่สนใจ เพราะบางครั้งกฎหมายก็ออกมาไม่เหมาะ ไม่ถูกต้อง"

 

(เนื้อหาถัดจากนี้ เปิดเผยเรื่องราวในตอนท้ายของภาพยนตร์)

     นี่คือปัญหาของสังคมที่ใช้ศาสนานำหน้าการเมือง และส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนอย่างโหดร้าย (ในขณะที่ประเทศไทยนั้นใช้ "สถาบัน" นำหน้าการเมือง) ในขณะที่ประชาชนก็ยอมรับสภาพที่เป็นอยู่และแทบไม่สนใจที่จะตั้งคำถามกับมายาคติที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อครอบงำตัวเอง

     นารายณ์คือผู้ที่ไม่สนใจมายาคติใดๆทั้งสิ้น เขายืนยันที่จะแต่งงานกับกัลยาณีไม่ว่าเธอจะเป็นอย่างไรก็ตาม จะเป็นแม่ม่าย จะไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ หรือแม้แต่ตอนที่เขารู้ความจริงว่าเธอเคยขายตัวให้กับพ่อของเขา เขาก็ยังเดินทางกลับมารับเธอเพื่อทำพิธีแต่งงานให้เป็นฝั่งเป็นฝา ไม่ใช่แค่เลี้ยงเธอเป็นเมียเก็บหรือนางบำเรอแบบที่พ่อเขาแนะนำ (แถมยังบอกอีกว่า ผู้ชายวรรณะพราหมณ์อย่างเราๆมีเซ็กส์กับใคร เธอคนนั้นจะได้บุญเสียด้วยซ้ำ!!) แต่น่าเสียดายที่กัลยาณีก็พ่ายแพ้แก่มายาคติ และเลือกที่จะ "ชำระล้าง" ชีวิตของตัวเองลงสู่ก้นแม่น้ำไปในคืนก่อนหน้า

     ผู้ที่ติดกับมายาคติเหล่านี้ ไม่ได้มีเพียงแต่ผู้ชายที่สรรค์สร้างมายาคติเพื่อครอบงำสตรีเพศให้อยู่ใต้อำนาจด้วยศาสนา แต่เพศหญิงที่เกิดมาภายใต้สังคมเช่นนี้ ก็ไม่อาจดิ้นหลุดจากมายาคติต่างๆได้เช่นกัน มายาคติหลายต่อหลายชั้นครอบงำพวกเธอจนกระดิกตัวไม่ได้ และมีแต่ต้องต่อสู้ให้มีชีวิตรอดไปวันๆ

     หนังแทบจะเรียงกราฟของความ "สงสัย" และการตั้งคำถามต่อการถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพของแม่ม่ายตามอายุของตัวละคร คือตัวละครที่ชราภาพก็จะปล่อยวางกับชีวิต คิดว่าเป็นชะตากรรมที่พระเจ้าประทานมาให้ ห้ามโต้แย้งใดๆ เด็กอย่างชุยยาก็จะตั้งคำถามกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่การดำรงอยู่ของพระเจ้า กัลยาณีที่เป็นวัยรุ่นก็จะมองโลกแบบอุดมคติและเริ่มเรียนรู้ความเลวร้ายของชีวิต ส่วนหญิงวัยกลางคนอย่างศกุนตลานั้นก็จะเริ่มมีปัญหาและความสับสนในจิตใจ ระหว่างสิ่งที่ถูกสอนให้ศรัทธากับสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้อง

     กัลยาณี เหมือนจะเป็นตัวละครที่ขบถที่สุดในเรื่อง แต่ไม่ใช่เลย เธอกลับมองว่าอาศรมแม่ม่ายควรเป็นสถานที่ที่บริสุทธิ์และประพฤติพรหมจรรย์อย่างแท้จริง แม้ว่าความเป็นจริงนั้นไม่อาจเป็นไปได้ เพราะเธอก็ต้องทำหน้าที่หาเงินภายใต้คำสั่งของมธุมาตี และแม้เธอจะหลุดจากมายาคติว่าแม่ม่ายไม่ควรแต่งงานใหม่ได้เปลาะหนึ่ง แต่เธอก็ต้องพ่ายแพ้แก่มายาคติว่าด้วยการที่เธอเป็นโสเภณี และเคยพลีกายให้พ่อของนารายณ์มาก่อน จนเธอกลัวการแต่งงานและการเผชิญหน้ากับครอบครัวของฝ่ายชาย

     ในขณะที่มธุมาตี แม้เราจะเห็นเธอคอยดุด่าเกรี้ยวกราดใส่ชุยยากับกัลยาณีเรื่องกฎของหญิงม่าย แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่เรื่องของภาพลักษณ์เท่านั้น ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อในสิ่งที่มีในคัมภีร์ มิฉะนั้นแล้วคงไม่ต้องมีการหารายได้พิเศษอย่างที่บอกไป

     จากการณ์นี้ ตัวละครที่ดูจะค่อยๆเรียนรู้สถานการณ์ความเป็นจริงมากที่สุดกลับเป็นศกุนตลา เพราะเธอคอยเฝ้าดูความเป็นไปและสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมๆกับความสับสนในความคิดและความเชื่อของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะจากการเรียนคัมภีร์กับผู้ประสาทวิชา(คนเดียวกับที่ปฏิเสธกฎหมายของคานธีและไม่แจ้งให้แม่ม่ายทราบเรื่อง) เธอถูกกรอกหูอยู่ตลอดเวลาว่า "อย่าหมดศรัทธา"

     เมื่อเหตุการณ์โหดร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาถึงการฆ่าตัวตายของกัลยาณี จึงทำให้ความศรัทธาของศกุนตลาลดน้อยลงทุกที จนกระทั่งถึงขีดสุดหมดศรัทธาอย่างถาวร เมื่อชุยยาต้องพบกับชะตากรรมอันบัดซบที่อีกฝั่งแม่น้ำในตอนท้ายเรื่อง

(จบสปอยล์)

 

     นารายณ์กล่าวกับศกุนตลาที่ริมฝั่งน้ำคงคาหลังเผาศพกัลยาณีว่า "จะศาสนาอะไรก็ช่าง จุดประสงค์หลักก็คือเรื่องของเงิน ของทุนนิยมทั้งนั้น เมื่อผู้หญิงในครอบครัวหายไปหนึ่งคน ก็ลดจำนวนส่าหรีที่ใช้ลงไปสี่ชุด ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนไปกว่านั้นเลย" (แต่ดีวีดีลิขสิทธิ์ที่ขายในเมืองไทยตัดประโยคนี้ทิ้งซะอย่างงั้น!!!!)

     จากตรงนี้ผมอยากพูดถึงสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่หนังแทรกไว้ตั้งแต่ในชื่อเรื่องอย่าง "น้ำ"

     "น้ำ" ในประเทศอื่นอาจไม่ได้มีความพิเศษอะไร แต่ถ้าเป็นน้ำในแม่น้ำคงคา นอกจากมีหน้าที่ให้คนตักไปกินไปใช้หรืออาบน้ำชำระล้างร่างกาย น้ำของที่นี่ยังผูกพันกับพิธีกรรมทั้งทางศาสนาและความเชื่ออีกนับไม่ถ้วน สามารถใช้ชำระล้างบาปที่ติดตัวมาได้ทั้งในคนเป็นและคนตาย ราวกับว่าพิสุทธิ์เหนือสิ่งอื่นใดในโลกนี้

     น่าคิดเหลือเกินว่า ในเมื่อเราเอาบาปเอากรรม หรือความสกปรกทั้งหลายแหล่ไปชำระล้างกองรวมกันอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห่งนั้นจะคงความสะอาดบริสุทธิ์อยู่ได้นานสักแค่ไหน แล้วถ้าเราเอาตัวเข้าไปเกลือกกลั้วในที่ที่ว่า แล้วเราจะได้ความสะอาดผุดผ่องกลับมาอย่างที่คิดหรือเปล่า?

     ก็เหมือนกับอาศรมแม่ม่ายนั่นแหละ

     คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะที่เขียนมาตลอดก็เห็นอยู่แล้วว่ากเฬวรากปานใด


 สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่ http://vreview.yarisme.com/

edit @ 4 Oct 2008 01:22:02 by nanoguy

Comment

Comment:

Tweet

รบกวนสอบถามหน่อยค่ะว่า จะหาซื้อแผ่นได้ที่ไหน

#19 By (118.175.166.252|118.175.166.252) on 2015-02-04 14:25

#18 By (49.48.237.194|49.48.237.194) on 2014-05-11 23:28

#17 By (49.48.237.194|49.48.237.194) on 2014-05-11 23:27

#16 By (118.175.219.119|192.168.1.142, 118.175.219.119) on 2014-02-23 04:21

ครับ

#14 By preor (124.122.170.98) on 2009-06-28 17:29

ซื้อหนังเรื่องนี้ไว้ในครอบครองเรียบร้อยแล้ว แต่ได้ดูแค่ผ่านๆ ไม่กี่นาที (คุณภาพของภาพนั้น ดูแล้วปวดตับมาก)

เดี๋ยวรอหาหนังเรื่อง monsoon wedding มาดูต่อจากหนังเรื่องนี้ คงได้อารมณ์ลักลั่นย้อนแย้งดีพิลึก

#13 By ฟ้าดิน (58.8.86.83) on 2008-08-19 01:58

เพิ่งรู้ครับว่ามีดีวีดีลิขสิทธิ์ในไทยแล้ว

นี่ว่าจะดูหนังอินเดียเรื่อง Gandhi My Father
น่าจะมีอะไรดีๆ พอสมควร

#12 By aloneagain (124.120.30.161) on 2008-07-27 21:28

ไม่ได้ดูทั้งสามเรื่องเลย
แต่อ่านแล้วอยากดูหนังทั้งสามขึ้นมทันทีเรยคัฟ

#11 By NP (61.7.139.24) on 2008-07-25 21:59

ยาวจริงๆ

#10 By คนขับช้า on 2008-07-25 21:15

ยังไม่ได้ดูเลยทั้งสามเรื่อง...

ส่วนเรื่องนี้ เราก็เห็นแผ่นลิขสิทธิ์เหมือนกันน่ะ แต่มันก็น่าจะเป็นอย่างที่นาโนบอกจริงๆ ซื้อแผ่นผีดีกว่า 55+...

อดใจไม่ได้ อ่านสปอยล์ไปหมดล่ะ หดหู่สุดๆ เกิดมาเป็นผู้หญิงอินเดีย (ที่หัวก้าวหน้า) มันช่างเป็นอะไรที่ยากลำบากจริงๆหนอ...

เรื่องแม่น้ำคงคา เราว่า symbol กับศาสนามันเป็นอะไรที่แยกกันไม่ออกจริงๆน่ะ และบางทีมันก็ถูกหยิบมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ จนทำให้จุดประสงค์ดั้งเดิมของสิ่งนั้น มันถูกบิดเบือนไปจนแทบจำไม่ได้แล้ว...

#9 By BloodyMonday (124.120.61.137) on 2008-07-25 11:55

แต๊งค์ตี่ตี้ สำหรับคำอวย HBD ที่บล็อกนะครับ ... นี่พี่เกิดใกล้ๆ พิชชี่ หรือนี่ กี๊ซซซซซ (อิๆ จะกี๊ซทำไมเนี่ย wink )

#8 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-07-24 17:51

ทางเลือกของหญิงม่ายทั้งสามข้อนั้น..น่ากลัวเหลือเกิน -_-"

ยังไม่ได้ดูซักเรื่องเลยอ่ะใน Elemantal Trilogy
แต่ก็ไม่อ่านสปอล์ยนะ..เผื่อวันหน้าได้ดู หุหุ

#7 By renton (124.120.0.28) on 2008-07-24 09:37

great article.
now I am going to have a test
see ya

#6 By iaiapprentice (133.30.14.128) on 2008-07-23 10:53

^
^
เขียนไว้ตั้งแต่ตอนนั้นแหละครับ แต่ว่าจะไปลงเล่มอื่น
บังเอิญมีปัญหาดีเลย์นิดๆหน่อยๆ เลยเอามาแปะไว้ก่อน
คงไม่เป็นไรมั้งนิ

#4 By nanoguy on 2008-07-22 14:11

+ เอ๋! เรื่องนี้ตี่ตี้ดูไปตั้งนานแล้วนี่นา (จำได้ว่าอ่านบทคัดย่อไปแล้วในยาริส) เพิ่งจะเอามาเขียนลง Starpics เหรอครับเนี่ย ถึงเอาบทความยาวมาลงอ่ะครับ embarrassed

+ ไม่รู้เมื่อไหร่ เรื่องวรรณะและประเพณีพิลึกๆ ในอินเดียจะหมดไปเสียทีเนาะครับ แต่คงจะยาก เพราะเป็นค่านิยมและวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกมาเนิ่นนานอ่า cry

#3 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-07-22 10:50

อ่านสปอยล์จนจบแล้วครับ

...คิดว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะกฏระเบียบของสังคมและความเชื่อนั่นล่ะนะ...sad smile

ปล.กรอบของสังคมและความเชื่อของเรากับเขาแตกต่างกันครับ

#2 By SkyKiD on 2008-07-20 18:07

เกิดเป็นผู้หญิงอินเดียนี่ลำบากจริงๆนะsad smile