หนังสั้น

Ma Vie Incomplete et InacheveeeMa Vie Incomplete et Inacheveee (Thailand, รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค, A+) 
     จะเรียกว่าอนิเมชั่นก็คงไม่ถูกนัก เพราะมันคือการวาดรูปลงบนกระดาษใหญ่ๆ แล้วเอากล้องถ่าย เพราะว่าจะทำเป็นหนังคนจริง ก็คงไม่มีใครยอมเสี่ยงชีวิตมาเล่นให้ กับพล็อตที่ไม่สนใจศีลธรรมกันอีกต่อไป ลูกสาวมีหน้าที่ออรัลเซ็กส์ให้บุพการีเพื่อตอบแทนบุญคุณ คุณย่าสั่งซื้อดิลโด้ผ่านทีวีไดเร็กต์ หมานับถือศาสนาอิสลาม และอีกมากมาย
     หนังพูดภาษาฝรั่งเศส ใช้เพลงแขก ช่างส่งเสริมความแรดในตัวได้อย่างสมบูรณ์ดีแท้


กล้วย

กล้วย
(Thailand, คณะยอดเซียนซักแห้ง, B+)
     สั้นๆ นี่คือหนังที่พวกเขามอบให้กับกระทรวง ICT ด้วยความ "เต็มใจ"


คาซูฯคาซูโยชิ อันโดะ และเฆจีร์บี ขำห่วย
(Thailand, ณัฏฐา หอมทรัพย์+ธัญ เปลวเทียนยิ่งทวี, 2008, A-)
     หนัง anti-SOTUS แบบคัลต์ๆ มึนๆ ว่าด้วยรุ่นพี่โหดของคณะการบิน ผู้พิสมัยการรับน้องแบบวิตถาร และพร้อมจะแพร่เชื้อนี้ให้รุ่นน้องต่อไปเป็นทายาทอสูร... แต่อย่างที่บอกไปแล้วนะ หนังมัน "คัลต์ๆ มึนๆ"

Night and Fog


Night and Fog
(France, Alain Resnais, 1955, A)
    
ภาพนิ่งแบบไม่มีการปรุงแต่งของศพในค่ายกักกันนาซี
     ไม่ต้องพูดอะไรกันอีกแล้ว




Real (Thailand, Uten Sririwi, 2008, B+)
    ดูในคลาสภาพยนตร์วิจักษณ์ หนังก็เรื่อยๆ เอื่อยๆ เพราะคนทำต้องการทำเพื่อเทียบกับหนังแบบนีโอเรียลลิสม์ ชอบฉากในงานศพ

Meshes of the Afternoon
Meshes of the Afternoon

(USA, Maya Deren+Alexander Hammid, 1943, A+)

     ในที่สุดก็ได้ดูหนังของ มายา เดอเรน กับเขาเสียที และหนังเรื่องนี้ก็เหมือนเป็นต้นแบบของ Phantom Love (Nina Menkes) ที่ดูไปเมื่อปีที่แล้วไม่มีผิด ทั้งประเด็นสิทธิสตรี และการถ่ายภาพขาวดำกับดนตรีหลอนๆ ที่ประทับติดอยู่ในโสตประสาทยาวนานเหลือเกิน


กอด
(Thailand, ศนิพงศ์ สุทธิพันธุ์, 2005, A-)
     หนังล้อกับฮีโร่ญี่ปุ่นพวกพาวเวอร์เรนเจอร์ และหนังแนว "สำนึกรักบ้านเกิด" ของคนตัวเล็กๆที่หลงทางในเมืองกรุงได้แสบสันต์ใช้ได้ ผ่านสายตาของ "ลูกกระจ๊อกตัวร้าย" ที่มักตายก่อนเพื่อนเวลาพวกฮีโร่ออกอาละวาดแสดงพลังหมาหมู่

GracelandGraceland (Thailand, อโนชา สุวิชากรพงศ์, A+)
     ลึกซึ้งแต่กินใจมากๆ สำหรับเรื่องนี้ สมแล้วที่ได้รางวัลมา (เสียดายตอนฉาย TPBS ดันต้องมีเซ็นเซอร์บุหรี่มาให้หม่นหมอง) กับเรื่องของคนที่ทำอาชีพเป็น "เงาเอลวิส"(สราวุฒิ มาตรทอง) ที่แทบไม่ได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ต้องสวมหน้ากากตลอดเวลา

ไอ้หนุ่มคงกะพัน
ไอ้หนุ่มคงกะพัน
(Thailand, พีรพัฒน์ กิตติสุวัฒน์, A+/A)
     อนิเมชั่นสั้นๆ รณรงค์การใช้ถุงยาง เกรดสูงเพราะช่างเลือกเพลงได้แสบสันต์ยิ่งนัก (เพี้ยงง จึ้กๆๆๆๆ)


The Stain

หมึก
(Thailand, สิทธิศักดิ์ เจียมพจมาน, A)
     น่ารักน่าชัง แม้เนื้อเรื่องจะไม่ได้สดใหม่มากนักก็ตาม



Elephants DreamElephants Dream
(Netherlands, Bassam Kurdali, 2006, A-)

     ภาพสวย แบบอนิเมชั่นเมืองนอก แต่เนื้อเรื่องธรรมดา (ตัวละครติดจะ "พิกซาร์" ไปหน่อยด้วยสิ)

How to Play Piano on MS Powerpoint
How to Play Piano on MS Powerpoint

(Thailand, วินัย กิจเจริญ, A-)

     เก๋ดี ชอบๆ เป็นการผสมผสานที่ลงตัว


This and Million More LightsThis and Million More Lights
(Thailand, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, 2003, A)
     หนังแบบเจ้ย... 55+
     ชอบการเปรียบเปรยในหนังเรื่องนี้


FirefliesFireflies (Thailand, ชวิศร์ แววสว่างวงศ์, 2005, A)
     ดนตรีช่างเข้ากับเรื่องดีแท้ แต่หนังยาวเกินไปหน่อย ถ้าตัดสั้นกว่านี้อีกนิด โอเคเลย
 

ประชาธิปตาย (deMOCKracy)ประชาธิปตาย (Thailand, ดวงพร ภัควิโรจน์กุล, 2008, A+)

     แม้สัญลักษณ์จะชัดเจนไปหน่อย ("ชาญ" กับ "ทักษะ") แต่การประชดประชันเสียดสีของหนังเรื่องนี้ก็กล้าทำดีแท้ (ถ้าเปลี่ยนอาจารย์เป็น "ผู้ชายใส่แว่น" ล่ะก็.. หึ!!)
     แต่เอาจริงๆฉากที่ผมชอบสุดคือฉากที่เอามาเป็นรูปนี้แหละ อาจารย์เขียนคำว่า "ประชาธิปไตย" บนกระดาน แล้วก็ถามนักเรียนว่า "รู้มั้ยคะ ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบอะไร" (แล้วเด็กมันจะตอบอะไรได้อีกล่ะอีบ้า)

 

กางจอ 15 หยกๆ สิบหกหย่อนๆ


8 cm
8 cm (Thailand, สภัสสร สันติจิตรุ่งเรือง, 2008, B/B-)
     หนังไม่ทะเยอทะยานมาก เล่าเรื่องแบบ chickๆ เข้ากับนิสัยผู้หญิงที่กังวลในเรื่องไม่เป็นเรื่องดี (อย่างในเรื่องนี้คือความกังวลของสาวสวยว่า "ชั้นสูงกว่าเค้าตั้ง 8 เซนต์ ทำไงดี ชั้นชอบเค้าอะ") แม้ว่าการแสดงจะดูประดักประเดิดไปหน่อยก็เถอะ

ทุกข์ปีที่ 25 ธันวา
ทุกข์ปีที่ 25 ธันวา (Thailand, วรรษา อัศวศรีพงศ์ธร, 2008, B-)
     โปรดักชั่นอะไรต่ออะไรดี แต่เป็นความผิดของผมเองที่ไม่ถูกจริตกับเนื้อเรื่องแนวพาฝันแบบนี้เอาเสียเลย


Deleted SceneDeleted Scene (Thailand, ณัฐมน พฤกษานุศักดิ์, 2008, A-)
     สารคดีวัยรุ่นชนชั้นกลาง (อะไรเนี่ย) ว่าด้วยคอสเพลย์ และกระทรวงไอซีที เนื้อเรื่องดูเปะปะไปหน่อย แต่ถ้าอยู่ในบริบทของเราก็คงเข้าใจได้ไม่ยาก


Sorry... I Love You
Sorry... I Love You (Thailand, เบญญา ภูวรัชนันท์, 2008, B)
     ง้องแง้งๆ ธรรมดาๆ
     หนังเวิ่นเว้อดีจริงๆ - -


เด็กโจ๋เด็กโจ๋ (Thailand, พาขวัญ สุขสมถิ่น, 2008, A)
    ชอบการแสดงของนางเอกมาก (เธอคือผู้กำกับ Deleted Scene) เธอดูเป็นเด็กเก็บกดที่พร้อมจะระเบิดออกมาได้จริงๆ โดยเฉพาะฉากที่โต๊ะกินข้าวกับพ่อ บรรยากาศก็หลอนลงตัว


Chizuru 1,000 Paper CranesChizuru 1,000 Paper Cranes (Thailand, นารีรัตน์ บุญธรรม, 2008, A+/A)
     หนังสนองนี้ดผู้กำกับสุดฤทธิ์ เสียดายว่าอะไรต่ออะไรมันแตกโพละตั้งแต่ฉากแรกของหนัง ที่เหลือมันเลยไม่มีอะไรให้เซอร์ไพรส์เรียกคะแนนจากคนดูเพิ่ม

Home VideoHome Video (Thailand, ญาณิน พงศ์สุวรรณ, 2008, A+)
      ไม่ได้มีอะไรใหม่มาก กับสารคดีประเภทถ่ายพ่อถ่ายแม่ถ่ายชีวิตใกล้ตัวแล้วเอามาร้อยเรียงเป็นหนัง แต่สำหรับเรื่องนี้ทำแล้วไม่รู้สึกซ้ำซากหรือยัดเยียด ความละเมียดในอารมณ์และจังหวะหนัง (รวมถึงซิมโบลิกผีเสื้อ ที่ใส่แล้วไม่รู้สึกขัดเขิน) ทำให้เป็นหนังดีขึ้นมาทันที และเป็นหนึ่งใน Top3 ของเทศกาลกางจอครั้งนี้ไปโดยปริยาย
     ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงบ้านขึ้นมาตะหงิดๆ


ธรรมดาสู่สามัญธรรมดาสู่สามัญ (Thailand, กาญจนา เอกสินธ์, 2008, A+)
    
นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่อยู่ใน Top3 ของเทศกาล ว่าด้วยคุณครูภาษาไทยที่มักไปอ่านหนังสือให้เด็กตาบอดฟังอยู่เสมอๆ จนวันหนึ่งหนึ่งในเด็กตาบอดเหล่านั้นขอให้เธออ่านหนังสืออีโรติกให้ฟัง ส่วนอีกด้านหนึ่งเธอก็แอบมองครูหนุ่มที่โรงเรียนเดียวกันมานาน
     ตอนจบของหนังแม้จะแลดู old-school หรือ conservative เหลือเกิน แต่ตัวละคร "คุณครูชาวไทย" จะสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ ในเมื่อกรอบของสังคมมันบีบจนแทบไม่มีที่เดิน (โดยเฉพาะในสังคมที่บอกว่า "การสะสมแสตมป์" คือการระบายอารมณ์ทางเพศที่ถูกต้อง... ในตำราเรียนวิชาสุขศึกษา)
     เศร้าจริงๆนะ

ข้างถนน

ข้างถนน
(Thailand, นัฏฐพล ทิมเมือง, 2008, C+/C)
     รำคาญมาก


Together
Together (Thailand, สุนิดา อ่อนดีสวัสดิ์, 2008, A-/B+)
     ประเด็นไม่เล็ก แต่ใช้เด็กตัวเล็กๆ นำเสนอได้ค่อนข้างโอเค ถ้าขัดเกลา ตบให้เข้าที่อีกนิด คงจะเพอร์เฟคต์


ฝัน บ้า กีตาร์อากาศฝันบ้า กีตาร์อากาศ (Thailand, ปนายุ คุณวัลลี, 2008, B+)
     ถ้าไม่ได้การแสดงของไอ้แว่นที่เป็นพระเอก หนังเรื่องนี้คงตกอยู่ที่นั่งเดียวกับ "ข้างถนน" ไปแล้ว เพราะเนื้อเรื่องไม่มีอะไรใหม่ แถมยังทำตัว over-acting ตลอดเวลาอีกต่างหาก


Badday
Bad Day
(Thailand, ชัยพฤกษ์ เฉลิมพรพานิช, 2008, A-)
     กลิ่น GTH รุนแรงมากๆ แต่โปรดักชั่นจังหวะอะไรต่ออะไรก็ดีแล้ว การแสดงก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะได้นักแสดงอาชีพมาช่วย


ฮะซันฮะซัน (Thailand, อรรถพล ปะมะโข, 2008, A+)
     Top3 เรื่องสุดท้ายของเทศกาล และน่าจะเป็นหนังที่แรงที่สุดด้วย หนังมีทั้งเรื่องเกย์ อิสลาม ผสมผสานกับความเหนือจริงส่วนหนึ่ง กับเรื่องของสามีภรรยามุสลิมคู่หนึ่ง ที่สามีกับน้องชายของภรรยาเกิดความรู้สึก "แปลกๆ" ต่อกัน
     นอกจากจะนอกใจเมีย เขายังอยากมีอะไรกับเพศเดียวกัน แถมคนคนนั้นเป็นน้องเมีย และที่สำคัญมันขัดกับความเป็นมุสลิมของเขาอีกต่างหาก นี่คือสิ่งที่ "ฮะซัน" ตัวละครหลักตัวนี้ต้องแบกรับ และมันหนักหนาเหลือเกิน
     และหนังเรื่องนี้ถือว่าเลือกใช้เพลงได้ดีที่สุดในเทศกาล


Midnight Rainbow
Midnight Rainbow
(Thailand, ปัฏฐา ทองปาน, 2008, A)
     ไม่ได้อ่านการ์ตูนที่เป็นต้นฉบับ แต่การนำเสนอที่มีชั้นเชิงทำให้หนังเรื่องนี้น่าจดจำและประทับใจ แม้ว่ามันจะเศร้าบาดใจเหลือเกิน



ก่อนนครสลาย..ก่อนนครสลาย.. (Thailand, ธีรพล ปัญญายุทธการ, 2008, B+)

     ยืดเยื้อไปหน่อย + พยายามไปนิด
     แต่ถือเป็นหนังที่พูดเรื่องความฝันที่ขัดแย้งกับความจริง รวมไปถึงความพลัดพรากได้ดีเรื่องหนึ่ง

 

โลกใต้ผ้าห่มของทศพล บุญสินสุข 
ผ้าห่ม (Thailand, ทศพล บุญสินสุข, 2008, A)
ท้องฟ้าจำลอง (Thailand, ทศพล บุญสินสุข, 2008, A)

     ขออนุญาตจัดให้เป็น "หนังสั้น" เพราะรูปลักษณะของ Under the Blanket นั้นก้ำกึ่งระหว่างความเป็นหนังสั้นกับหนังยาวจนแยกได้ยาก และแน่นอนว่า "เข้าถึงได้ไม่ง่ายนัก" (5555)
     อย่างไรก็ดี ชอบทั้งสองเรื่องใหญ่พอๆกัน (ที่ใช้คำว่า "สองเรื่องใหญ่" เพราะระหว่างนั้นมีหนังสั้น(มาก)อีกหลายเรื่องแทรกๆอยู่) โดยสองเรื่องให้อารมณ์แตกต่างกันแต่อยู่ร่วมในธีมเดียวกันอย่างน่าประหลาด เรื่องแรกมีความคลุมเครือมากกว่า (ตีความเรื่องกันได้มากมายมหาศาล มีการข้ามมิติ ข้ามประเทศ ต่างๆนานา) ในขณะที่เรื่องหลังนั้นเล่นกับพลังของสถานที่ (ท้องฟ้าจำลอง) และความคลุมเครือของตัวละคร

 

หนังยาว

Requiem for a DreamRequiem for a Dream
(USA, Darren Aronofsky, 2000, A+++++++++++++)
 
    
Requiem for a Dream ช่างเป็นหนังที่โบยตีคนดูได้สาหัสสากรรจ์เหลือแสน กับเรื่องราวชีวิตของผู้คนที่ล่มสลายไปเพราะ "การเสพติด" พรั่งพร้อมทั้งเทคนิคที่ผู้กำกับโชว์พาวได้อย่างเต็มที่และเข้ากับเนื้อหาจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน (โดยเฉพาะการถ่ายภาพ ตัดต่อ และดนตรีประกอบที่ติดหูเป็นอย่างยิ่ง) โดยเฉพาะช่วง 20-30 นาทีสุดท้ายที่ทำเอา "ตายไปเลย"
    
ผมก็เลยนั่งงงว่า ดนตรีประกอบเทพขนาดนี้ ไม่ได้เข้าชิงออสการ์ได้ยังไงกัน?? (เหมือน The Fountain ของอารอนอฟสกี้ ที่ไม่เข้าชิงรางวัลด้านเทคนิคอะไรเลย ได้ยังไงกัน??(อีกที) สงสัยกรรมการออสการ์จะไม่ชอบหน้าดาร์เรนเอามากๆ)
    
Ellen Burstyn เล่นได้เทพ(และ "รุนแรง")มากๆ ดีเสียจนผมนึกเสียดายว่าน่าจะได้ออสการ์นำหญิงปีนั้นไป (เธอแพ้ Julia Roberts จาก Erin Brockovich)
    
หนังสองเรื่องของ Darren Aronofsky ทำให้ผมอึ้งและตะลึงได้ขนาดนี้ ผมชักอยากดู Pi แล้วสิ!

DogvilleDogville (Denmark+Finland+Sweden+Norway+UK+France+Germany+Netherlands, Lars von Trier, 2003, A++++++++++++)
     หนังเรื่องนี้เล่นกับสไตล์และเนื้อเรื่อง กับเวลาที่ยาวเหยียดเฉียดสามชั่วโมง แต่เนื้อเรื่องที่ค่อยๆทวีความกดดันและความชั่วร้ายก็ไม่อาจทำให้เราละสายตาไปจากหนังเรื่องนี้ได้ ไม่ว่าคุณจะจับ "ด๊อกวิลล์" โยงเข้ากับอะไรก็ตาม
     นิโคล คิดแมน รับบทนี้ได้อย่างดีเยี่ยม เธอคือผู้ถูกกระทำตลอดศกที่แทบไม่มีปากเสียง รวมถึงเหล่าชาวเมืองทั้งหลายที่ค่อยๆเปิดเผยความเลวร้ายออกมามากขึ้น มากขึ้น อย่างสมจริง
     รอดู Manderlay กับ Washington (เรื่องหลังนี่ยังไม่ฉาย) ที่เป็นไตรภาคชุดนี้ของลาร์ส ฟอน เทรียร์ ว่าจะมาสเตอร์พีซได้เท่าเรื่องนี้หรือไม่...


4biaสี่แพร่ง
(Thailand, ยงยุทธ ทองกองทุน+ปวีณ ภูริจิตปัญญา+บรรจง ปิสัญธนะกูล+ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ, 2008, B)
 
    
หนังในช่วงต้นถือว่าดัดแปลงจากหนังสั้นต้นฉบับได้ดี ทั้งการทำให้นางเอกขาหัก ลดการที่ต้องไปถ่ายทำในที่ทำงานของนางเอก บวกกับเปลี่ยนโทนของหนังให้ไร้บทพูด ที่สร้างความหลอนให้เราได้มากขึ้น แต่ส่วนที่ตัดคะแนนเยอะที่สุดคือตอนจบ ที่เพิ่มมาจากในหนังสั้น (ในหนังสั้นจบแค่ผีโผล่มา) เพราะดูแล้วขัดหูขัดตาเป็นที่สุด ราวกับพี่สินแห่งแก๊งชะนีแกงบเหลือ เลยประเคนฉากอลังการวินาศสันตะโรมากมายมหาศาล ดูแล้วรู้เลยว่ากะผลาญงบกันซึ่งๆหน้า ซึ่งไม่น่าประทับใจ แม้การแสดงของเอ๋-มณีรัตน์ จะเข้าขั้นโอเคก็ตาม
    
หากจะส่ง "สี่แพร่ง" ไปฉายเมืองนอก คำแนะนำแรกก็คือ ตัดตอนยันต์สั่งตายทิ้งไปซะ เพราะหาดีอะไรไม่ได้เลย แม้จะพยายามมองหาแล้วก็ตาม ทั้งความพยายามในการดัดแปลงให้มากขึ้น อย่างเปลี่ยนตัวละครเป็นผู้หญิงสองคน (ที่ไปๆมาๆ ก็ไม่ได้ดูมีประโยชน์อะไรมากกว่าให้มีฉากนัวเนียกันหน้าล็อกเกอร์เลย) บทพูดที่ไร้ความเป็นธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง การตัดต่อที่ไร้ชั้นเชิงอย่างถึงที่สุด เหมือนจะทำหนังไซเบอร์พังค์ยังไงก็ไม่รู้ และการแสดงที่พาเหรดกันสอบตกอย่างถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่ "สายป่าน-อภิญญา" (ที่ไม่น่าหลวมตัวมาเล่นเรื่องนี้ด้วยประการทั้งปวง)
    
กอล์ฟ-ปวีณ ควรจะเรียนรู้คำว่า "ความพอดี" เสียบ้าง เพราะการจะ auteur ไม่ได้แปลว่ายัดๆแล้วคนจะจำได้ แล้วจะชอบเพราะคุณ auteur แล้วคราว "บอดี้ ศพ#19" ที่หนังออกมาดี มีคนชอบบ้างก็เพราะบทภาพยนตร์และการแสดง ไม่ใช่ฝีมือของเขาเลย เขาเป็นตัวการทำให้หนังไม่ดีเท่าที่มันควรจะเป็นด้วยซ้ำไป
    
"คนกลาง" คือหนังที่โชว์ความชาญฉลาดของผู้กำกับในการคุมหนังให้อยู่มือ แม้โทนหนังจะมีความเป็น comedy แทรกอยู่เป็นระยะ แต่ก็ยังทำให้คนดูรู้สึกขนลุกหวาดผวาได้ ซึ่งถ้าผู้กำกับไม่เก่งจริง ทำไม่ได้แน่นอน เพราะหนังก็ไม่ได้เป็นหนังที่หักมุมสุดขั้ว การทำให้คนดูลุ้นไปได้ตลอดก็เป็นอีกโจทย์หนึ่งที่หนังต้องทำ และหนังทำได้ (รวมถึงการแสดงที่เป็นธรรมชาติของดาราวัยรุ่นทั้งสี่คน)
    
ยิ่งมาฉายต่อจาก "ยันต์สั่งตาย" เลยยิ่งเป็นตัวเปรียบเทียบเข้าไปใหญ่ (เอาง่ายๆว่าซีจีชื่อตอนของตอนนี้ ก็ดูดีกว่า กอลลั่ม ในยันต์สั่งตายเป็นไหนๆ)
     "เที่ยวบิน 224"
ชอบการหักมุมหนังในช่วงแรกของตอนกันเลย เพราะทำให้อารมณ์และสิ่งที่คนดูรู้สึกต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นไปตลอดทั้งเรื่องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่หนัง "ผีบนเครื่องบิน" เพียงอย่างเดียว แต่ยิ่งทำให้ตัวละครของ พลอย-เฌอมาลย์ (และตัวเธอเอง) ต้องรับบทหนักมากยิ่งขึ้นกับความสับสนและซับซ้อนในจิตใจของตัวละคร
    
พลอย-เฌอมาลย์ ตีบทได้ "สติแตก" ถึงขั้น และอีกฉากที่น่าจดจำคือภาพสุดท้ายของหนังที่ "แรง" ได้ใจจริงๆ (แต่ที่ให้ไม่ถึง 10 ก็เพราะบางช่วงที่หนัง "ออกทะเล" ไปนิด)

Tokyo TowerTokyo Tower: Mom & Me, and Sometimes Dad
(Japan, MATSUOKA Joji, 2007, A-)

     ผมกลับคิดไม่เหมือนคนอื่น เพราะมีหลายๆอย่างในหนังเรื่องนี้ที่ดันไม่เข้าทางผม และทำให้ไม่อินไปกับมันมากขนาดนั้น เริ่มจากการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างยืดยาดอยู่สักหน่อย(ส่วนหนึ่งคงเพราะหนังพยายามให้รายละเอียดของตัวละครที่ไม่สลักสำคัญมากจนเกินไป) รวมไปถึงการแวบไปแวบมาของตัวละครในอดีต ที่ "ชัด" มากๆ ไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คะแนนลดลง
    
แต่ทุกอย่างที่ว่ามานั้นไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของหนังเลย ในด้านเนื้อหานั้นถือว่าดี และการแสดงถือว่าดีมาก (โดยเฉพาะของคนที่เล่นเป็นแม่ ทั้งในวัยสาวและวัยชรา ที่บางครั้งยังเผลอคิดว่าเป็นคนคนเดียวกันเล่น - อาจจะเพราะทั้งสองคนเป็นแม่ลูกกัน)
    
อีกอย่างที่ผมไม่ชอบน่าจะเป็นการที่เล่าเรื่องแบบ narrator นี่แหละมั้ง (แม้จะเข้าใจว่าต้องการให้ได้อารมณ์จากหนังสือก็ตาม) เพราะรู้สึกว่าถ้าเกิดปล่อยให้มันไปเรื่อยๆ ผมน่าจะรู้สึกกับมันได้มากกว่า + แม้จะรู้สึกว่าหนังดู real มากในหลายๆฉาก และการเร้าอารมณ์ของหนัง ค่อนข้างมีรสนิยมมากกว่า Always

Horton Hears a Who!


Horton Hears a Who!

(USA, Jimmy Hayward+Steve Martino, 2008, A+)

     http://nanoguy.exteen.com/20080506/horton-hears-a-who




Iron ManIron Man (USA, Jon Favreau, 2008, A-)
     เพราะหนังใช้ความเป็นการ์ตูน เหนือจริง และเทคโนโลยี เข้าช่วยพอสมควร ทำให้คนดูพร้อมจะมองข้ามความไม่สมจริงต่างๆนานาไปได้หมด ซึ่งโดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูสนุกและถูกจังหวะไปเสียเกือบทุกทางทีเดียว
    
เรื่องการแสดง ประทับใจเจฟฟ์ บริดเจส มากกว่าใครเพื่อน รองลงไปก็คือพ่อเตารีดของเรา  ในขณะที่กวินเนธ พัลโทรว์ ดูหน้าแก่ไปหน่อย (ไหนบอกจะพูดเรื่องการแสดงไง) และเทอเรนซ์ ฮาเวิร์ด ก็แลดูเหมือน คิวบา กู้ดดิ้ง จูเนียร์ ยังไงบอกไม่ถูกสินะ... กลัวว่าอนาคตการแสดงจะดับเหมือนกันไปด้วยน่ะสิ 55+
    
รู้สึกว่าหนัง overrated มากตามเว็บเมืองนอกทั้งหลาย มันก็สนุกนะ แต่ไม่ได้ดีขนาดน้านน แหม

DeceptionDeception (USA, Marcel Langenegger, 2008, B+)
     โจนาธาน (ยวน แม็คเกรเกอร์) พนักงานบัญชีต๊อกต๋อยผู้เพียบพร้อมไปด้วยลุคของ loser ได้เจอกับ ไวแอตต์ (ฮิวจ์ แจ็คแมน) โดยบังเอิญขณะที่นั่งทำงาน ไม่นานนัก (จริงๆก็คือ ไม่ถึงชั่วโมง) พวกเขาก็สนิทกัน และกลายเป็นเพื่อนกัน ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย ทำให้โจนาธานได้เข้ามารู้จักกับ Sex Club และได้เจอกับ S (มิเชล วิลเลี่ยมส์) สาวสวยลุคยุโรปตะวันออกที่ขโมยหัวใจของเขาไป แต่แล้วเหตุการณ์ก็ค่อยๆเขม็งเกลียวทวีความน่าสงสัยยิ่งขึ้น ทั้งการหายตัวไปของหญิงสาว และท่าทีที่เปลี่ยนไปของไวแอตต์
    
โดยตัวบทแล้ว หนังเรื่องนี้สามารถเป็นหนังทริลเลอร์ที่ฉลาดๆ ล้ำๆ ได้ แต่หนังก็ไปไม่ถึงจุดพีคของมันที่ควรจะเป็น ด้วยความที่ทั้งยวนและฮิวจ์ดูไม่เข้ากับบทที่ตัวเองได้รับ แม้ว่าเขาทั้งคู่จะเล่นดีแค่ไหนก็ตาม และรายละเอียดของบทยิบๆย่อยๆ ที่ค่อยให้คนดูจับผิด รวมถึงการขมวดปมตอนจบที่ทำได้ไม่ดีเอาเสียเลย ทำให้หนังเรื่องนี้อยู่ในระดับแค่ "ดูพอสนุก เพลินๆ" มากกว่าดูแล้วอึ้ง ทึ่ง กับความเฉลียวฉลาดของตัวละครและสถานการณ์
    
อย่างไรก็ดี มิเชล วิลเลี่ยมส์ ดูดีมากๆ (และมีคุณป้า ชาร์ลอตต์ แรมปลิ้ง โผล่มาด้วยหนึ่งฉาก ฮ่าๆ)

Mysterious Object at Noonดอกฟ้าในมือมาร (Thailand, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, 2000, A+)
     หนังยาวเรื่องแรกของผู้กำกับระดับโลก อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (ที่มีนักวิจารณ์บางคนบอกว่าเขาทำหนังไม่เป็น... ช่างน่าขัน) ซึ่งแสดงเอกลักษณ์ชัดเจนแต่ไก่โห่ ว่านี่ไม่ใช่หนังที่จะจับเส้นเรื่องมาเล่าเรื่องย่อกันได้ง่ายๆ เอาคร่าวๆก็คือไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นสารคดีรึเปล่า แต่ทีมงานของหนังทำทีเป็นเข้าไปสัมภาษณ์คนหลายๆกลุ่มจากเหนือจรดใต้ และขอให้เขาเล่าเรื่องต่อๆกันตามแต่ใจปรารถนา โดยเรื่องเริ่มที่แม่ค้าที่จุดประเด็น "ครูดอกฟ้าใจบุญ" ขึ้นมาเป็นเส้นเรื่องหลัก
    
ตามประสาหนังเรื่องแรกของผู้กำกับมีไฟ หนังสุดโต่งในหลายๆทาง คล้าย "ฝัน บ้า คาราโอเกะ" ของ เป็นเอก รัตนเรือง , "ดอกฟ้าในมือมาร" เล่นเอาเถิดกับประสาทการรับรู้ของคนดูอย่างหนักข้อและสนุกสนาน ตกลงหนังเรื่องนี้เป็นสารคดีจริงหรือเปล่า มีการเซ็ตอัพหรือไม่ หรือถึงขั้นสุดโต่งก็คือ เรื่องที่คนในหนังเล่าต่อๆกัน เขาเล่าเองหรือว่ามีเขียนบทเอาไว้ก่อนแล้วอย่างสมบูรณ์ และสิ่งที่สนุกที่สุดคือการเห็นเรื่องราวของครูดอกฟ้าค่อยๆเปลี่ยนโทนไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เมโลดราม่า ชิงรักหักสวาท สะท้อนสังคม ฆาตกรรมเลือดสาด และ ไซไฟ !!
    
ใครหนอ ที่บอกว่าเขาคนนี้ทำหนังไม่เป็น หนังของเขาไม่ใช่ศิลปะ

Wonderful TownWonderful Town (Thailand, อาทิตย์ อัสสรัตน์, 2007, A+)
     เรื่องนี้เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ไปคว้ารางวัลสูงสุดที่ปูซานได้ และอีกหลายเทศกาล (คู่กับหนังมาเลเซียเรื่อง Flower in the Pocket) เล่าเรื่องราวของสถาปนิกหนุ่มที่ลงมาคุมไซต์งานที่ตะกั่วป่า และพบรักกับหญิงสาวเจ้าของโรงแรม ท่ามกลางบรรยากาศสงบนิ่งแต่รวดร้าวของพื้นที่ที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์สึนามิมาเพียงปีเดียว
    
จังหวะหนังนั้นก็ค่อนข้างเรียบนิ่ง หลายอย่างในหนังดูไม่ใหม่นัก บางครั้งตอนผมดูก็พาลนึกว่านี่เป็น แสงศตวรรษ+อินวิซิเบิลเวฟ หรือ
แต่หนังก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจงใจเลียนแบบมาจากหนังสองเรื่อง หรือสไตล์หนังเก่าๆ แต่คาดว่าหนังได้อิทธิพลไปมากกว่า โดยเฉพาะด้านดนตรีประกอบที่ทำออกมาดีและโดดเด่นมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ไปเหมือนกับ "แสงศตวรรษ" ในครึ่งหลังมากเช่นกัน (เพราะคนทำคือ ชิมิสึ โคอิชิ คนเดียวกัน)
    
อารมณ์หนังก็แทบจะแบ่งเป็นสองพาร์ตเหมือนกับ แสงศตวรรษ และ สัตว์ประหลาด! ครึ่งแรกสดใส ครึ่งหลังเริ่มมืดหม่น
    
นอกจากดนตรีประกอบแล้ว อีกสิ่งที่น่าจดจำคือการแสดงของ อัญชลี สายสุนทร ในบทนางเอกที่จับใจและเป็นธรรมชาติจริงๆ

The CounterfeitersThe Counterfeiters
(Austria+Germany, Stefan Ruzowitzky, 2007, A-/B+)

     หนังออสการ์หนังต่างประเทศเรื่องล่าสุดจากออสเตรีย ซึ่งยังตอบไม่ได้ว่าหนังสมควรกับรางวัลหรือไม่หากเทียบกับใน 5 เรื่องที่เข้าชิง (เพราะผมเพิ่งดู Beaufort ตัวแทนอิสราเอลไปอีกเรื่องเดียว แล้วชอบน้อยกว่าเรื่องนี้ เดี๋ยวค่อยลองดู Mongol ที่กำลังจะเข้าโรง - แม้เห็นตัวอย่างแล้วจะไม่น่าดูเลยก็ตาม) แต่ถ้าเทียบกับหนังหลายๆเรื่องที่ตกรอบไปก่อนหน้านี้ ถือว่าปีนี้หนังออสการ์ต่างประเทศเป็นอะไรที่ดู "เบๆ" มาก
    
หากได้ดู 4 Months, 3 Weeks and 2 Days จากโรมาเนีย หรือ I Served the King of England จากสาธารณรัฐเชค ก็เห็นถึงความแตกต่างและความห่างชั้น
    
จริงๆ The Counterfeiters ก็ไม่ได้เป็นหนังแย่อะไร เพราะก็ดูสนุกน่าติดตาม และมีประเด็นที่น่าสนใจสอดแทรกอยู่พอสมควร (คนยิวที่ทรยศชาติตัวเองด้วยการเข้าร่วมสังฆกรรมกับนาซี) การแสดงก็ดี (โดยเฉพาะพระเอก Karl Markovics) แต่ก็เข้าข่ายหนังที่ "น่าเสียดาย" เพราะหนังควรได้รับการบ่มเพาะให้ได้ที่มากกว่านี้ เพราะมันมีศักยภาพเพียงพอที่จะไปได้ไกลกว่านี้มากๆ
    
และที่น่าเสียดายกว่าก็คือมันยังไปไม่ถึงจุดที่มันควรเป็น แต่มันก็ดันได้รางวัลมาซะแล้ว

TenebreTenebre (Italy, Dario Argento, 1982, A)
     นักเขียนชาวอเมริกันคนหนึ่งเดินทางไปเปิดตัวหนังสือที่อิตาลี และเกิดเหตุฆาตกรรมที่เลียนแบบฉากในหนังสือของเขา เมื่อเหตุเกิดมากขึ้นทีละรายๆ ทำให้เขาต้องออกตามล่าหาความจริงพร้อมกับพันธมิตรทั้งหลาย เพราะอะไรต่ออะไรดูจะมุ่งมาว่าเขาเป็นฆาตกร
     หากเทียบกับ Suspiria คงไม่เทียบเท่าเรื่องของความสวยงามวิจิตรของฉาก แต่ Tenebre โดดเด่นเรื่องการเขียนบทสืบสวนที่ซับซ้อนได้ดีและมีเหตุผล น่าติดตามตลอดเวลา


The Talented Mr. RipleyThe Talented Mr. Ripley (USA, Anthony Minghella, 1999, A+/A)
     หนังแจ้งเกิด Jude Law บนเวทีออสการ์ พร้อมกับ Matt Damon ในบทของนายริปลีย์ ชนชั้นล่างผู้รับงานจากพ่อของ ดิ๊กกี้ กรีนลีฟ ให้มาตามเขากลับบ้าน แต่เขาคิดแผนสูงด้วยการเตรียมสวมรอยเป็นดิ๊กกี้ กรีนลีฟ เองเสียเลย ในขณะที่อีกใจนึง นายริปลีย์ก็ดันหลงรักดิ๊กกี้เข้าให้ ซะงั้น
     หนังกำกับได้ละเมียด ตามสไตล์ของแอนโธนี่ มิงเกลล่า การแสดงของแต่ละคนก็ทำได้ดี และเป็นครั้งแรกๆที่เห็นว่าแมตต์ เดม่อน เล่นหนังได้ดี (ฮ่าๆๆ) นับจากที่ดู The Bourne ทั้งสามภาค


Kiki's Delivery ServiceKiki's Delivery Service (Japan, MIYAZAKI Hayao, 1989, A-/B+)
     การ์ตูนใสๆ สไตล์จิบลิ ที่ใสเหลือเกิน 5555+
     ว่าด้วยแม่มดน้อยที่อายุครบเกณฑ์ต้องไปใช้ชีวิตในเมืองที่ไม่มีผู้มีเวทมนตร์ 1 ปี ตามธรรมเนียม แต่ระหว่างนั้นเธอก็เจอเหตุการณ์และผู้คนมากมาย และพลังเวทย์ของเธอก็เริ่มเสื่อมถอยลง
     หนังออกแบบตัวละครได้น่ารักน่าสนใจ ตามปกติของจิบลิ โดยเฉพาะนางเอก น่าหยิกนัก


Speed Racer


Speed Racer
(USA, Wachowski Brothers, 2008, A-)
     http://nanoguy.exteen.com/20080604/speed-racer




Juno


Juno
(USA+Canada, Jason Reitman, 2007, A+)
     http://nanoguy.exteen.com/20080628/juno




KundunKundun (USA, Martin Scorsese, 1997, A-)
     ปัญหาตลอดกาลของหนังฝรั่งที่กระแดะทำเรื่องของประเทศอื่น คือการไม่ยอมใช้ภาษาพื้นเมืองให้มันสมจริง เรื่องนี้ก็เหมือนกัน หนังอยู่ที่ทิเบตแต่ก็พูดอังกฤษกันไฟแลบ ซึ่งจริงๆแล้วมันจะไม่มีปัญหา ถ้าหนังทำได้ถึงพร้อมแบบ The Last Emperor ของ เบอร์โตลุชชี่ (ฉากที่รับไม่ได้ก็คือ ฉากที่มีหมอดูมาดูดวงแล้วพูดออกมาเป็นภาษาทิเบต แล้วต้องมีล่ามแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ดาไลลามะฟัง - มันจะอะไรกันนักหนาครับ)


Snakes on a Plane


Snakes on a Plane
(Germany+USA, David R. Ellis, 2006, C+)
     เห็นให้ C+ แต่หนังมันฮาแบบไร้สติมาก 5555




Phenomena

Phenomena
(Italy, Dario Argento, 1985, B-)
     ไม่ถูกใจงานของดาริโอเรื่องนี้เท่าไหร่ แม้ว่าเจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ จะเล่นดีมาก และมีประเด็นที่น่าสนใจก็ตาม แต่การดำเนินเรื่องและวางพล็อตยังไม่โอเค ไม่โดน



Prince CaspianThe Chronicles of Narnia: Prince Caspian
(UK+USA, Andrew Adamson, 2008, B-)

     คงไม่ต้องสาธยายเรื่องราวให้มากความเพราะในตัวอย่างก็บอกเราเกือบหมดแล้ว ขาดแค่ตอนจบที่ก็ไม่ได้เดายากอะไรเลย ตามประสานิยายเด็ก (แถมยังใช้อ่านประกอบไบเบิลได้อย่างสบาย เพราะแสนจะเทศนาศาสนาคริสต์ เชิดชูพระเจ้าอย่างสุดกู่)
    
เรื่องความสนุกสนาน เร้าใจ และซีจีที่เนียนตา ทุกอย่างมีมากกว่าภาคแรกทั้งหมด แต่ข้อด้อยที่ใหญ่ที่สุดที่ภาคสองขาดไปและทำให้ผมชอบน้อยกว่าภาคแรก(ที่ก็ไม่ได้ดีมาก)ไปอย่างไม่น่าให้อภัย คือหนังขาดเสน่ห์ไปอย่างมหาศาล
    
ในภาคแรก เรามีเด็กๆหน้าตาน่ารักน่าเอาใจช่วย โดยเฉพาะสาวแบ๊วอย่างน้องหนูลูซี่ ซึ่งเวลาผ่านไปสามปี เด็กน้อยเติบโตกันไปจนเสน่ห์แบบเด็กๆหายไป และหนังก็ไม่ใส่ใจที่จะสร้างเสน่ห์กลับคืนมาให้พวกเขาเลย (โดยเฉพาะดาราหญิง ที่จมหายไปกับจอเลยก็ว่าได้ เพราะพวกเธอสองคนไม่ได้สวยขึ้น ต่างกับดาราชายที่ยังดู "หล่อขึ้น" บ้าง)
    
ในภาคแรก เรามีตัวร้ายที่น่าเกรงขามอย่างแม่มดขาวจาดีส แต่ในภาคนี้เรากลับมีแค่ตัวร้ายที่สุดแสนจะขี้เท่อ (รับบทโดยดาราชาวอิตาเลี่ยน เซอร์จิโอ คาสเตลลิตโต้ - นี่หนังนาร์เนียเค้าจะเอาดาราหนังอาร์ตมาเป็นตัวร้ายรึไงกัน?) ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาที่การแสดงของคนเล่นเลย แต่หนังภาคสองนี้ขาดความสามารถในการสร้าง "เสน่ห์" ให้ตัวละครและเรื่องราวอย่างสิ้นเชิง
    
ซึ่งแม้แต่ ปรินซ์ แคสเปี้ยน ก็ไม่ได้หลุดรอดจากความผิดพลาดอันนี้

Memoryเมมโมรี่ รักหลอน (Thailand, ต่อพงศ์ ตันกำแหง, 2008, B/B-)
     หนังเรื่องที่สองของ ต่อพงศ์ ตันกำแหง (ผู้กำกับ "ยังไงก็รัก") ที่หน้าหนังน่าสนใจมากๆ (โดยเฉพาะนักแสดงทั้งใหม่ เจริญปุระ และอนันดา เอเวอริงแฮม) และชวนให้สงสัยว่าเหตุใดผู้กำกับคนนี้จึงกล้าทำหนังเนื้อหาค่อนข้างหนักแบบนี้ ทั้งที่เพิ่งผ่านงานหนังมาแค่เรื่องเดียว
    
เนื้อเรื่องคร่าวๆ อนันดาเป็นจิตแพทย์ที่ได้รับแจ้งจากเพื่อนที่เป็นตำรวจว่ามีเสียงเด็กร้องออกมาจากบ้านหลังหนึ่ง อยากให้ช่วยดูเด็กหน่อย และเด็กคนนั้นชื่อน้องแพร เป็นลูกของใหม่และใหม่หวงลูกมาก ด้วยความที่เป็นจิตแพทย์ในอุดมคติ อนันดาก็เลยเข้าไปที่บ้านหลังนั้นเพื่อตรวจรักษาเด็กสาวผู้จิตหลอนเห็นผี แต่ความสัมพันธ์ของอนันดากับใหม่ก็เริ่มจะประหลาดและน่าสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ
    
ตัวโครงเรื่องถือว่าคิดมาดี แต่ด้วยความที่ชั่วโมงบินยังไม่สูง ทำให้ต่อพงศ์คุมหนังไม่อยู่มือนัก (แต่ก็ดีขึ้นกว่าในหนังเรื่องแรกเยอะ) และหนังก็ยังไม่ลงตัวกลมกล่อมเท่าที่ควร มิติตัวละครยังมีไม่มาก (ใหม่ เจริญปุระ ให้การแสดงที่ดูธรรมดาจนน่าตกใจ - ไม่อาจเทียบได้กับ วาสนา ชลากร และ มะหมี่-นภคปภา ได้เลย เพราะเธอยังไม่สามารถแหวกจากกรอบของบท ที่บีบตัวละครของเธอจนกระดิกไม่ได้) และความน่ารำคาญที่เกินจำเป็นในหลายต่อหลายส่วน ทำให้ทิศทางของหนังสะเปะสะปะไปบ้าง
    
แอบคิดอยู่ว่า ถ้าเรื่องนี้ตกอยู่ในมือของผู้กำกับหนังฝรั่งเศสหรือเยอรมัน หนังอาจจะออกมาแซ่บกว่านี้ก็เป็นได้ล่ะนะ

OffsideOffside (Iran, Jafar Panahi, 2006, A)
     ผมเองยังไม่ได้ดูหนังของ จาฟาร์ ปานาฮี มาก่อน และได้ประเดิมด้วยเรื่องนี้ พบว่าผู้กำกับชาวอิหร่านคนนี้มีสไตล์ที่น่าสนใจ (และไม่แน่ใจว่าในหนังเรื่องอื่นจะมีสไตล์ประมาณนี้หรือเปล่า) - คงต้องหา The White Balloon กับ The Mirror มาดูซะแล้ว
    
เรื่องราวโดยคร่าวๆ เล่าถึงเด็กสาวกลุ่มหนึ่งที่พยายามปลอมตัวเป็นผู้ชาย เพื่อไปดูฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกนัดเพลย์ออฟระหว่างอิหร่านกับบาห์เรน ปัญหาหลักก็คือรัฐบาลอิหร่านห้ามไม่ให้ผู้หญิงเข้าไปดูการแข่งขันกีฬาของผู้ชายทุกประเภท พวกเธอถูกจับ และหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องราววุ่นวายๆ ระหว่างเกมการแข่งขันไปจนถึงยามค่ำคืนที่การแข่งขันจบลง
    
จาฟาร์ ปานาฮี โน้ตบอกคนดูไว้ว่า ช่วงเวลาส่วนใหญ่ในหนังเรื่องนี้ถ่ายทำกันในแมตช์การแข่งขันฟุตบอลนัดนั้นจริงๆ ก็น่าทึ่งว่าหนังเรื่องนี้เหมือนจะถ่ายทำง่ายๆ แต่ต้องผ่านการวางแผนมาอย่างดี ที่จะเก็บภาพทุกเฟรมทุกช็อตที่ติดบรรยากาศเกมการแข่งขัน ให้ได้ครบภายในเวลาไม่เกินสองชั่วโมงเท่านั้น (แน่นอนว่าเขาไม่มีเงินทำซีจีกองเชียร์ หรือจ้างตัวประกอบเรือนหมื่นมาเพื่อนั่งในสนามแล้วทำทีเชียร์บอลอยู่เป็นแน่) โดยเฉพาะช่วงท้ายที่เรื่องราวย้ายลงไปที่ท้องถนนหลังเกมจบ ที่แทบจะทำให้หนังเรื่องนี้เป็น กึ่งสารคดี
    
อย่างไรก็ดี แม้หนังจะเล่าด้วยท่วงท่าสบายๆ มีลีลาขบขัน แต่ความจริงนั้นช่างเจ็บปวดนัก

8 Women8 Women (France+Italy, François Ozon, 2002, A+)
     หนังล้อขนบของ genre ต่างๆ เพราะเป็นทั้งดราม่า โรแมนติก สืบสวน และมิวสิคัล ในตัวเดียวกัน รวมดาราตัวแม่ของฝรั่งเศสเอาไว้อย่างคับคั่ง ดูเรื่องเดียวคุ้มกันไปอีกนาน เพราะทุกคนมีฉากโชว์เพลงของตัวเอง เปรี้ยวๆ เริดๆ เชิดๆ กันไป (โดยเฉพาะ อิซาเบลล์ อูแปร์ต, ฟานนี่ อาร์ดองต์ และ เอ็มมานูเอล เบอาร์ต สามคนนี้แรดได้ใจจริงๆ)
     แต่แม้หน้าหนังจะดูเป็นเฟมินิสต์ ท้ายที่สุดหนังก็จบลงแบบหักหาญน้ำใจผู้หญิงพอควร.. เอาอะไรมาก ก็ผู้กำกับเป็นผู้ชายนี่นา


The Other Boleyn GirlThe Other Boleyn Girl (UK+USA, Justin Chadwick, 2008, B+)
     โยนเรื่องประวัติศาสตร์ทิ้งออกจากหัวไปก่อนหากจะดูเรื่องนี้ (หรือถ้าไม่โยนทิ้ง ก็คงต้อง "ทำใจ" กับการบิดเบือนหรืออะไรที่จะเกิดขึ้น) แล้วจงพบกับหนังแนว bitchy ที่ตบตีกันในวังได้เลย
    
Justin Chadwick ทำหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก เขาก้าวมาจากวงการซีรี่ส์ แล้วก็กระโจนตัวลงมาทำหนังกึ่ง epic อลังการแบบนี้ช่างเป็นเรื่องเสี่ยง ซึ่งถ้าดูจริงๆแล้วก็เป็นความเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ เพราะคนที่ดูหนังเรื่องนี้ก็คงมีแต่ปล่อยชื่อเขาลอยไปกับสายลม เช่นเดียวกันกับ Eric Bana ที่ไม่รู้จะมาเล่นทำไมให้เสียฝีมือ
    
หนังไม่ได้ย่ำแย่อะไร แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้หนังไม่ได้ย่ำแย่ก็คือ Natalie Portman กับการแสดงอันสุดจัดจ้านและเปี่ยมจริต ซึ่งไปๆมาๆ ผมก็เซ็งที่ Scarlett Johansson มาเล่นหนังเรื่องนี้ให้โดนรัศมีนาตาลีกลบไปซะงั้น (เหมือนตอนที่ผมดูเธอใน The Prestige ที่เสียดายพอกัน) เพราะอย่างไรเสียบทเด่นย่อมเป็นของ Anne Boleyn อยู่ดี และนาตาลีรับผิดชอบหน้าที่ของเธอได้อย่าง "เกินร้อย"
    
พูดง่ายๆว่า ถ้าแอนน์ โบลีน ไม่ได้คนที่จัดจ้านเท่านาตาลีมาเล่น หนังเรื่องนี้จะแสนจืดชืดไปเลย เพราะว่านาตาลีโผล่หน้ามาประมาณ 85% ของหนัง และตัวบทภาพยนตร์นั้นถือว่ายัง "ไม่โอเค" นัก เกลาบทยังไม่ค่อยดี ตัวละครจำนวนมากผ่านมาผ่านไปและแสนไร้มิติ (โดยเฉพาะพระเจ้าเฮนรี่ที่แปด ซึ่งไม่ควรแบนราบขนาดที่เป็น)

A Clockwork OrangeA Clockwork Orange
(UK, Stanley Kubrick, 1971, A+++++++++++++++)
     ไม่ต้องพูดอะไรกับเรื่องนี้อีกแล้ว นี่คือตำนานอย่างแท้จริง ความบ้า ความแอบเสิร์ด ความโหด และความรุนแรงของเรื่องที่พรั่งพรูใส่เราตลอดเวลา ทั้งตอนต้นเรื่องที่พระเอกเป็นผู้กระทำ หรือตอนท้ายเรื่องที่พระเอกกลายเป็นผู้ถูกกระทำอย่างไม่มีทางหลีกหนี
     เพลง Singin' in the Rain กลายเป็นเพลงสยองขวัญไปเลย หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบลง


Hairspray

Hairspray
(USA, John Waters, 1988, A)
     ในที่สุดก็ได้ดูต้นฉบับจริงๆของ Hairspray เสียที รสชาติและความรู้สึกต่างกับเวอร์ชั่นใหม่อยู่มาก เพราะแหงล่ะทุนสร้างต่างกันล้านแปด แถมเอาเข้าจริงๆเนื้อเรื่อง กับตัวเพลงถูกเปลี่ยนไปเยอะตั้งแต่สมัยละครเวทีแล้ว ซึ่งแต่ละเวอร์ชั่นก็มีดีเป็นสไตล์ของตัวเอง


Sex and the CitySex and the City (USA, Michael Patrick King, 2008, B)
     ผมเคยดูซีรี่ส์นี้แค่ตอนเดียวคือตอน pilot ในคลาสภาพยนตร์ ซึ่งเอาจริงๆแล้ว ผมชอบตอน pilot มากกว่าหนังเรื่องนี้อยู่ในระดับหนึ่ง เพราะเอาเข้าจริงแล้ว sex and the city ก็ทำตัวเป็น "ซีรี่ส์ 7-8 ตอนที่ถ่ายทำเหมือนเดิม แต่ติดเรตมากขึ้น แล้วเอามาแปะๆต่อๆกัน" เท่านั้นเอง
    
เอาจริงๆแล้ว การที่มันอยู่ในสถานะดังกล่าวก็ไม่ได้แย่อะไรมากนัก เพราะคนดูซีรี่ส์ที่ติดตามตลอดก็คงจะชอบได้ไม่ยาก กับเสน่ห์แบบซีรี่ส์ ทั้งลักษณะการวางภาพ ใส่ดนตรี ตบมุข หรือไดอะล็อก ก็แทบไม่ต่างจากการเป็นซีรี่ส์เลย (และแน่นอนว่าทั้งสี่คนทำหน้าที่ได้ดี โดยเฉพาะ Kim Cattrall ที่ขโมยซีนสุดๆ)
    
ปัญหาของมันอาจอยู่ที่เวลา และการพัฒนาเนื้อเรื่อง เพราะบางช่วงยืดๆ และในหลายตอนเนื้อเรื่องดู "ไม่ฉลาด" เท่าที่ควรจะเป็นเท่าไรนัก (โดยเฉพาะซีเควนซ์ช่วงกลางเรื่องที่ดูไปรำคาญไป - จนพาลจะครหาเอาว่า "เพราะผู้หญิงมันน่ารำคาญแบบนี้ ผู้ชายถึงได้เอากันเองไงล่ะ")
    
สรุปว่า ถ้าจะดูเอาขำเอาตลก ก็พอจะคุ้มค่าเงินอยู่

Serpent's Path

Serpent's Path
(Japan, KUROSAWA Kiyoshi, 1998, A+)
     พ่อคนหนึ่งตามล้างแค้นคนที่ฆ่าลูกสาวตัวเอง จับผู้เกี่ยวข้องมาทรมานกันเป็นทอดๆ โดยมี "พี่แว่น" เป็นผู้ช่วย อารมณ์และบรรยากาศแบบหลอนๆของ คุโระซาว่า คิโยชิ เสริมสร้างกับเนื้อเรื่องได้อย่างดีและกดดัน โดยเฉพาะในตอนท้าย


Eyes of the Spider
Eyes of the Spider
(Japan, KUROSAWA Kiyoshi, 1998, A+)
     ส่วนเรื่องนี้เป็นรีเมคของเรื่องที่แล้ว ที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยนอกจาก "พี่แว่น" !!
     ภาคนี้เล่าเรื่องได้ยากเหลือทน เพราะมันหลายเป็นหนังเซอร์เรียลเพี้ยนๆหลุดโลกไปเลย (มีฉากตัวละครแก่ๆสองคนไปวิ่งไล่จับกัน... กลางภูเขา !!) เป็นความขำท่ามกลางความไม่รู้เรื่องอะไรอีกแล้ว 55555



Kung Fu Panda
Kung Fu Panda
(USA, Mark Osborne+John Stevenson, 2008, A-)
     เนื้อเรื่องไม่มีอะไรเหนือชั้นมากหรอกครับ โดยรวมก็เป็นอนิเมชั่นสำหรับเด็กอีกเรื่องหนึ่ง เนื้อหาไม่ซับซ้อน ไม่มีประเด็นให้คิดจนหัวแตก ไม่ได้เสียดสีใคร(อย่าง Shrek) เผลอๆ ฉากจีนๆ กับกำลังภายในในหนังก็อาจเป็นแค่เรื่องฉาบฉวยเพื่อให้ขายความ exotic ได้ ก็เท่านั้น
    
แต่หนังมันฮาจริงๆเลย พับผ่าสิ ขำน้ำหูน้ำตาเล็ด


Good Morning, Luang Prabangสะบายดี หลวงพะบาง
(Thailand+Laos, ศักดิ์ชาย ดีนาน+Anousone Sirisackda, 2008, C+)

     หลังจากดูมาหลายเรื่อง ผมเริ่มสงสัยแล้วว่าการแสดงอันน่าทึ่งของ อนันดา เอเวอริ่งแฮม ใน "Me..Myself ขอให้รักจงเจริญ" นั้น.. เป็นเรื่องฟลุคหรือเปล่า เพราะทั้ง "เมมโมรี่" และ "สะบายดี หลวงพะบาง" งานใหม่ของเขา ก็ไม่ได้ให้การแสดงที่น่าประทับใจมากนัก
    
กลับมาที่ตัวหนัง สิบห้านาทีสุดท้ายของหนังน่าทึ่งมาก ผู้กำกับปล่อยของสุดฤทธิ์ แม้ว่าบทของช่วงเวลานั้นจะน้ำเน่าจนแทบเรียกได้ว่าซ้ำซาก แต่การคุมการแสดง สีหน้าของตัวละคร(กับคนแสดง) จังหวะการตัดต่อ ใส่ดนตรีประกอบ การดำเนินเรื่อง กลับทำได้ดีชวนติดตามเป็นอย่างยิ่งและน่าชื่นชม
    
แต่นอกจาก 15 นาทีนั้น หนังก็ไม่เหลืออะไรให้ชื่นชมอีกเลย นอกจากทิวทัศน์อันสวยงามของประเทศลาว ที่กล้องถ่ายติดมาพร้อมกับเรื่องราวอันแสนแบนราบ ไร้มิติ

The HappeningThe Happening (USA+India, M. Night Shyamalan, 2008, A/A-)
     หนังเรื่องใหม่ของเฮียมาโนช ที่หน้าหนังดูดีขึ้นเยอะ และแม้หนังจะออกมาไม่ได้ดีแบบเปรี้ยงๆ แต่ก็มีอะไรแอบแฝงให้คิดอยู่มาก (ถ้าไม่มัวแต่คิดว่า "มันต้องหักมุมตรงนั้นตรงนี้" น่ะนะ) ตลอดทั้งเรื่องในประเด็นที่หนังหยิบมาใส่อยู่เรื่อยๆ แล้วให้เราเอาไปคิดเองว่ามันคืออะไรกันแน่ และมันควรจะเป็นอะไร ?
    
หนังชวนให้นึกถึง The Mist ในหลายๆฉาก แต่เดอะมิสต์ทำได้ดีกว่าพอสมควร
     โดยรวมพูดอะไรมากไม่ได้หรอกเน่อ ต้องไปดูเอาเองจริงๆสำหรับเรื่องนี้ โดยรวมๆ ผมชอบพอๆกับ The Village ครับ
    
เสียดายว่า ดาราแต่ละคนเล่นกันไม่ดีเท่าไหร่ + เหมือนกับ miscast ยังไงบอกไม่ถูก

KurosagiKurosagi: The Black Swindler (Japan, ISHII Yasuharu, 2008, B)
   หนังไม่ได้หลุดจากความเป็นหนังญี่ปุ่นมากนัก แต่ที่น่ายินดีคือการแสดงเวอร์ๆแบบ "การ์ตูนญี่ปุ่น" ไม่เลอะเทอะเกินไป (แม้จะมีบ้างในตัวละครจำพวกตำรวจตัวประกอบ) แต่ยามะพีก็เล่นเฉยๆ ไม่ได้ดีมากมาย (และเนื้อเรื่องก็การ์ตูนเกินไปนิด 555+)
    
ยังไงก็ดี ชอบการแสดงของ ยามาซากิ ซึโตมุ ที่เป็นหัวหน้ามาเฟียมากๆ นิ่งแต่ขโมยซีน (มีสิทธิ์เข้าชิงตัวขโมยซีนยอดเยี่ยมนาโนกายอวอร์ดปลายปีได้เลย)
     โดยรวมหนังไม่ได้แย่มาก ดูเอาสนุกพอใช้ได้ 

Last Momentรัก|สาม|เศร้า (Thailand, ยุทธเลิศ สิปปภาค, 2008, C/C-)
     ผมรู้สึกว่า หมดหวังกับยุทธเลิศอย่างสมบูรณ์แบบแล้วครับ
     แม้เป้กับก้อยจะแสดงได้ค่อนข้างดี แต่ก็ไม่สามารถถ่วงดุลกับความอีหลักอีเหลื่อ ความเฟค ความประหลาด ความไม่ลงตัว ความมั่ว ที่ปรากฏขึ้นในหนังได้เลย เหมือนความพยายามจะเอายุทธเลิศรวมกับ gth ซึ่งผลที่ได้ออกมานั้น "สุดแสนหายนะ"
    
บทที่เป็นตัวหนังสือ อ่านแล้วคงดูดีมากๆ แต่เมื่อผ่านมือยุทธเลิศแล้ว มันได้เท่านี้จริงๆ....
     เพิ่มเติมอีกสักหน่อย นอกจากตัวหนังเองแล้ว "ทัศนคติ" ของหนังน่าจะเป็นอีกอย่างที่เสริมให้ผมเกลียดหนังเรื่องนี้หนักข้อขึ้นไปอีก

The EdukatorsThe Edukators (Germany+Austria, Hans Weingartner, 2004, A+/A)
     ความเสื่อมสลายทางอุดมการณ์ที่ปรากฏอยู่ในเรื่องนั้นช่างน่าปวดร้าว แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ เพราะอุดมการณ์ อุดมคติอะไรก็ตาม ในโลกยุคนี้มันไม่อาจยั่งยืนอยู่ได้เหมือนที่เคยเป็นมาอีกต่อไป แม้ว่าทุนนิยมจะไม่ยั่งยืนเหมือนที่เหล่ามาร์กซิสต์ในเรื่องกล่าวไว้ แต่ความเป็นมาร์กซ์ก็ไม่ยั่งยืนเช่นกัน


MongolMongol (Germany+Kazakhstan+Russia, Sergei Bodrov, 2007, A-)
     จุดที่น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวของหนังเรื่องนี้คือ ช่วง 30 นาทีแรกที่ดูไร้จุดหมาย จนกลายเป็นความน่าเบื่อถึงขีดสุด ด้วยภาพและท่าทีซ้ำๆเดิมๆ ที่ดูไม่มีอะไรแปลกใหม่ รวมถึงการเล่นกับเรื่องเหนือธรรมชาติจนมากเกินพอดี
    
แต่เมื่อผ่านจุดนั้นมาได้ หนังก็ค่อยๆกลบความน่ารำคาญและข้อกวนใจต่างๆเหล่านั้นไปทีละน้อย Mongol เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ใช้ศักยภาพของโลเกชั่นถ่ายทำได้อย่างคุ้มค่า ผนวกกับงานกล้องที่วิจิตร ที่ขับเน้นบรรยากาศความเวิ้งว้างว่างเปล่า หลังจากตัวละครเทมุดจิน (หรือ เตมูจิน) ต้องระหกระเหเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ หลบหนีจากการสังหารโดยฝ่ายศัตรูที่ฆ่าพ่อของเขา
    
จนถึงตอนท้ายที่พลังของหนังถีบตัวเองขึ้นมาได้อย่างดีเยี่ยม เพียงแต่ว่า 30 นาทีแรกมันก็ยังฉุดรั้งเอาไว้อยู่หน่อยๆ เลยให้คะแนนไม่ได้แบบสุดๆ
    
อีกส่วนที่น่าชื่นชมก็คือ แม้จะใช้นักแสดงจีนกับญี่ปุ่นเล่นเป็นตัวละครหลัก แต่หนังไม่ทำให้เรารู้สึกแปลกแยกกับนักแสดงสองคนนี้ และที่น่าทึ่งคือพวกเขาพูดภาษามองโกลได้คล่องแคล่วอย่างเหลือเชื่อ จนเราเชื่อจริงๆว่าเขาคือคนมองโกล กลมกลืนไปกับนักแสดงคนอื่นๆได้อย่างสนิทใจ
    
อนึ่ง ดนตรีประกอบของเรื่องนี้ "กวนตีน" มากๆ เพราะเหมือนจะย้อนยุค แต่ก็แฝงความทันสมัยเอาไว้ในที โดยไม่ทำให้เสียอรรถรสของหนัง เหมือนที่หนังหลายเรื่องพยายามทำแต่ทำไม่ได้ (จุดพีคของมันคือดนตรีในตอน end credit ที่กระชากอารมณ์มากๆ แต่เป็นการกระชากในทางดี ไม่เหมือนกับ "นเรศวร 1")

The Fourth World War

The Fourth World War
 (USA, Rick Rowley, 2003, B+)
     หนังพูดเรื่องการเคลื่อนไหวของขบวนการภาคประชาชน มีประเด็นดี พูดค่อนข้างครอบคลุมทั่วโลก แต่ที่แย่คือออกโทนปลุกระดมและโฆษณาชวนเชื่อมากเกินไป



WantedWanted (USA, Timur Bekmambetov, 2008, A)
     หนังออกแนวบ้าคล้ายๆ Shoot'Em Up แต่เหยาะเหตุผลเข้าไปมากกว่า ซึ่งบางช่วงบางจังหวะก็ทำให้หนังเป๋ออกนอกทาง + กลายเป็นหนังฮอลลีวูดธรรมดาไปหน่อย (โดยเฉพาะพล็อตหักมุมขององค์กรที่... เบื่อแล้วฟ่ะ แถมออกจะเลี่ยนๆซะอีก)
    
ถ้าเทียบกับหนังแนวบ้าๆ หลุดโลก วินาศสันตะโร ปีนี้ผมยังชอบ Doomsday มากกว่าเรื่องนี้นิดนึง
    
อย่างไรก็ดี สไตล์และภาพของหนังเรื่องนี้ใช้งานได้คุ้มและกวนส้นอย่างยิ่ง วินาศสันตะโรได้ใจดีแท้ และการแสดงของ James McAvoy ในช่วงแรกๆ ได้ใจมาก

Our Southern Homeปักษ์ใต้บ้านเรา (Thailand, นิสา คงศรี+อารียา ศิริโสดา, 2008, B)
     ไม่มีใครเถียงได้ว่าสองผู้กำกับ นก-ป๊อบ ทำหนังเรื่องนี้ด้วยเจตนาดี แต่หนังเรื่องนี้ แม้จะดูทะเยอทะยานกว่า กลับสู้ "เด็กโต๋" ผลงา