The Truth Be Told : ปลายทางของ "ความจริง"
posted on 02 Jul 2008 02:16 by nanoguy in Article
ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 729 (ปักษ์หลัง มิถุนายน 2551)
อันนี้ก็สวยอีกแล้ว ชอบๆ
คล้ายของไบโอ แต่ฟัดกันได้อย่างสูสี
ใครคือ สุภิญญา กลางณรงค์? เธอเป็นฮีโร่ผู้ยืนหยัดสู้กับชินคอร์ป สู้กับอำนาจรัฐที่ลากเธอเข้าสู่กระบวนการศาลอย่างไม่ชอบธรรม เธอคือหญิงแกร่งที่ไม่ยอมแพ้ต่อความกดดันต่างๆนานา อย่างนั้นหรือ?
สารคดีเรื่องนี้บอกเราว่าเธอไม่ได้เป็น "ฮีโร่" หรือว่า "หญิงแกร่ง" อะไรทั้งนั้น เธอเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่ต้องเผชิญกับจุดพลิกผันครั้งใหญ่ในชีวิตจาก "สิ่งที่เธอไม่อาจมองเห็น" ก็เท่านั้นเอง...
คนที่มีชื่อเป็นโจทก์ฟ้องเธอทั้งทักษิณ ชินวัตร หรือบุญคลี ปลั่งศิริ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย และซีอีโอของ AIS ในขณะนั้น ตามลำดับ แทบไม่มีบทบาทอยู่ในหนังเรื่องนี้เลย (ภาพของทักษิณปรากฏขึ้นมาในหนังเพียงครั้งเดียวเท่านั้น) แต่คดีนี้ส่งผลต่อตัวเธอมากกว่าที่ใครจะคาดคิด และบรรยากาศที่คุกคามเธอก็อบอวลอยู่ตลอดเวลาของหนัง
ความกดดันที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆในใจของสุภิญญา ระหว่างช่วงเวลาสามปีของการเดินเข้าๆออกๆศาลแพ่งศาลอาญา เพราะการต่อสู้คดีนี้ก็เหมือนยืนอยู่บนเส้นด้าย ถึงเธอจะบอกว่าไม่เห็นต้องกลัวเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ถ้าศาลตัดสินให้เธอแพ้คดี หนี้สินมหาศาลจำนวนสี่ร้อยล้านบาท ชาตินี้ก็ใช้ไม่หมด (ด้วยเงินเดือนข้าราชการของพ่อแม่ บวกกับเงินเดือนของเธอที่แค่จะกินอยู่รวมกับผ่อนค่าห้องก็ไม่ได้เหลือเก็บเหลือใช้มากนัก)
บวกกับความกดดันจากพ่อแม่ ซึ่งไม่ได้เข้าใจยากเย็นอะไรถึงความรู้สึกพ่อแม่ที่เห็นลูกต้องมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล แถมคู่กรณียังเป็นระดับผู้นำประเทศ (แค่ขึ้นศาลเฉยๆ คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็หัวใจลงไปที่ตาตุ่มแล้ว) จนเธอคิดขึ้นมาหลายต่อหลายครั้งว่าควรจะยืนหยัดสู้ต่อหรือเปล่า หรือควรจะจบๆเรื่องไปซะ เมื่อฝ่ายชินคอร์ปยื่นข้อเสนอถอนฟ้องยอมความมาแบบดื้อๆ ก่อนวันอ่านคำพิพากษาเพียงไม่นาน
สุภิญญาเองก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเองในช่วงเวลาสามปีของคดี ว่าเธอเริ่มกลายเป็นคนแข็งกระด้างมากขึ้น แสดงความรู้สึกที่แท้จริงและเป็นธรรมชาติได้น้อยลงกว่าที่เคยเป็นมา (ซึ่งหนังก็ทำเก๋ ด้วยการตัดต่อเสียงของสุภิญญาที่พูดเนื้อความตรงส่วนนี้ เข้ากับภาพที่เธอไปเที่ยวกับครอบครัวในสถานที่ท่องเที่ยวทาง "ธรรมชาติ")
โดยนอกจากการตามติดชีวิตของสุภิญญา สารคดีเรื่องนี้ถือว่าเป็นบทบันทึกเหตุการณ์ทางการเมืองของไทยที่สำคัญและเฉียบคมที่สุดอีกชิ้นหนึ่ง โดยเฉพาะหนังที่ออกมาในรูปแบบสารคดีขนาดยาวที่ไม่แพร่หลายในประเทศไทยอยู่เป็นทุนเดิม (สารคดีขนาดยาวของไทยในช่วงเร็วๆนี้อย่าง เสือร้องไห้, Final Score และเด็กโต๋ ก็แทบไม่มีประเด็นทางการเมืองสอดแทรกเข้ามาในหนัง)
หนังได้บันทึกทั้งภาพเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ออกมาขับไล่ทักษิณระหว่างปี 2548-2549 จนถึงการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยการถ่ายทำของหนังน่าจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงใหญ่ๆ คือ ก่อนและหลังศาลอ่านคำพิพากษาคดีในวันที่ 15 มีนาคม 2549 ส่วนอีกช่วงคือหลังการรัฐประหาร ที่มาถ่ายและเก็บข้อมูลเพิ่มเติมตอนท้ายสุด
The Truth Be Told มีองค์ประกอบสุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็น "เครื่องมือสนองความใคร่ทางการเมือง" ของผู้สร้างหนังอยู่เต็มไปหมด ตั้งแต่การเลือกสุภิญญามาเป็นโจทย์หลักของเรื่อง โดยคนที่ฝั่งตรงข้ามเธอในขณะนั้นก็คือชินคอร์ป และทักษิณ ชินวัตร รวมไปถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เธอเข้าไปมีบทบาทพอสมควร รวมถึงตัวผู้กำกับเอง ที่ได้ยอมรับอย่างไม่ปิดบังในการฉายรอบ Q&A ของหนังเรื่องนี้ว่าเธอเป็นคนแอนตี้ทักษิณ แต่สารคดีเรื่องนี้กลับคงความเป็นกลางและวางเฉยต่อเหตุการณ์ทุกอย่างไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
จริงๆแล้วคดีความของสุภิญญาก็ถือว่าเกี่ยวข้องกับความชอบธรรมของทักษิณอยู่มาก แต่หนังก็เลือกที่จะเล่าในแง่มุมนั้นแต่พอดี เพราะหน้าที่หลักที่ผู้กำกับมอบหมายให้หนังก็คือ พาเราไปรู้จักกับตัวตนของนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กล้องจึงตามไปถ่ายชีวิตของเธอถึงบ้านเกิดที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และสัมภาษณ์พ่อแม่ญาติพี่น้องถึงจังหวัดกระบี่
ฟุตเตจ, เสียง และข้อมูลต่างๆ จากสามช่วงเวลานั้น ถูกนำมาเล่าโดยไม่เรียงลำดับเวลา บ้างก็เล่าโดยใช้ภาพและเสียงที่ไม่พ้องกัน ทั้งเสียงสัมภาษณ์ของสุภิญญาที่พูดถึงผลกระทบจากคดีนี้ต่อเธอกับครอบครัว หรือเสียงของเธอตอนขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตร ซึ่งหนังใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้อย่างคุ้มค่า พร้อมกับเสริมตัวหนังกับสารที่ต้องการสื่อให้หนักแน่น ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งจนขาดความน่าเชื่อถือ
ไม่เพียงแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หนังยังบันทึกความรู้สึกของประชาชนในเวลานั้น ที่ส่วนใหญ่รู้สึก "โล่งอก" และ "สบายใจ" เพราะซึมซับวาทกรรมที่ว่า หากไม่เกิดการรัฐประหาร ผู้ชุมนุมสองกลุ่มต้องปะทะกันและเกิดการนองเลือดขึ้นกลางถนนราชดำเนินเป็นแน่ เข้าไปในสมองเรียบร้อยแล้ว บ้างก็หัวร่อต่อกระซิกมอบดอกไม้ถ่ายรูปกับทหารและรถถัง ส่วนหนึ่งผ่านปากคำจากญาติพี่น้องของสุภิญญาเอง อีกส่วนจากภาพเหตุการณ์ในวันที่ 20 กันยาฯ ที่หลายๆคนคงปฏิเสธไม่ได้เต็มปากนักว่า "กูก็เคยคิดแบบนี้เหมือนกัน" (ตัวผมเองก็เคยเห่อไปถ่ายรูปรถถังกับเขาด้วยในตอนนั้น มานึกย้อนหลังไปแล้วก็น่าขำ)
หรือแม้แต่ความคิดของเด็กรุ่นใหม่ จากปากลูกพี่ลูกน้อง (ถ้าเข้าใจผิดต้องขออภัย) ของสุภิญญาคนหนึ่งที่อายุไม่น่าเกิน 14-15 ปี เธอยอมรับออกมาเองว่าเคยคิดอยากทำอาชีพแบบเดียวกัน หรือว่าใกล้เคียงกับสุภิญญา แต่เมื่อเกิดคดีชินคอร์ปก็ไม่อยากทำแล้วเพราะกลัวถูกฟ้อง... ก็ช่างพ้องกับเวลาที่ประเทศเริ่มขาดแคลนนักเรียนแพทย์ เพราะคดีฟ้องหมอฟ้องพยาบาลที่มีแทบไม่เว้นแต่ละวัน เป็นช่วงเวลาที่คนดีขาดกำลังใจอย่างหนัก
การต่อสู้อันยาวนานกว่าสามปีของสุภิญญา ได้มลายหายเป็นความว่างเปล่าในชั่วข้ามคืน ถึงชัยชนะของสุภิญญาจะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่สื่อถึงชัยชนะแห่งสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็น (อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคำว่า "ประชาธิปไตย") แต่หลังจากนั้นเพียงครึ่งปีเศษ ขบวนรถถังก็เคลื่อนเข้ายึดอำนาจการปกครองอย่างหน้าตาเฉย
แทนที่ชัยชนะของสุภิญญาจะเป็นบันไดขั้นต้นไปสู่การดิ้นรนให้หลุดจากการเป็นรัฐตำรวจ* ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพ ประเทศก็กลายเป็นรัฐทหารไปเสียก่อน แล้วทุกอย่างก็วนเข้าสู่วงจรอุบาทว์อย่างที่มันเคยเป็นมาช้านาน จนคนไทยชินชาและไม่รู้สึกอะไรกับมันอีกแล้ว
วาระการเข้าฉายของหนังบางเรื่อง ส่งผลต่อเสียงตอบรับที่ผู้ชมมีต่อหนังเรื่องนั้นๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะหนังที่แอบอิงตัวเองเข้ากับเหตุการณ์ร่วมสมัย
สำหรับ The Truth Be Told นั้น หนังเข้าฉายครั้งแรกในเทศกาลภาพยนตร์ดิจิตอล ทั้งหมดสองรอบในวันที่ 6 และ 9 กันยายน 2550 ซึ่งช่วงเวลานั้น หนังได้ช่วยสะท้อนความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารที่ผ่านไปเกือบครบปีได้อย่างพอดิบพอดี
ส่วนการเข้าฉายครั้งล่าสุดนี้ก็ช่างพอเหมาะพอเจาะอย่างเหลือเชื่อ เพราะหลังหนังเข้าฉายเพียงไม่กี่วัน กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ออกมาชุมนุมเรียกร้องขับไล่รัฐบาลอีกครั้ง พร้อมกับท่าทีของฝ่ายรัฐบาลที่ผมดูอย่างไร ก็ได้แต่นั่งกุมขมับและส่ายหน้า เพราะไม่ได้มีใครดีไปกว่าใครเลย (ให้ตายเหอะ!!)
โดยตัวหนังก็เล่าด้วยท่าที "ย้อนไปมองเหตุการณ์ในอดีต" อยู่แล้ว และหนังก็ค่อนข้างตอกย้ำความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นหลังวันที่ 19 กันยา ได้ชัดเจน (เพราะเมื่อเกิดการรัฐประหาร การวางโครงเรื่องของสารคดีแต่แรกก็เปลี่ยนไปหมด จึงต้องถ่ายทำเพิ่มเติม และเปลี่ยนโทนของเรื่องไปโดยปริยาย) เมื่อผนวกกับบริบทสังคมนอกจอหนัง กลับยิ่งตอกย้ำความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นให้ฉายชัดมากขึ้น
1 ปีหลังรัฐประหาร ประเทศที่ปกครองโดยทหารไม่สามารถเช็คบิลทักษิณได้ตามที่ลั่นวาจาไว้ (จนป่านนี้ คตส. ก็ยังหาหลักฐานกันไม่จบสิ้นเสียที ได้แต่ต่ออายุออกไปเรื่อยๆ) การเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ก็นำมาซึ่งรัฐบาลที่เต็มไปด้วยข้อกังขาว่าเป็นนอมินีบ้าง รัฐมนตรีไม่โปร่งใสบ้าง จะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและ "นายหัว" บ้าง จนพันธมิตรฯ ออกมาชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลและล้มระบอบทักษิณ
ฉากสุดท้ายของหนัง สุภิญญานั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์อยู่ในห้องทำงานใหม่ (ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย) กล้องค่อยๆเคลื่อนห่างออกมา เข้าไปหาหน้าต่างด้านนอกคือต้นไม้สูงใหญ่ใบเขียวชอุ่ม พร้อมกับเสียงของเธอในวันขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรในวันที่ศาลตัดสินยกฟ้องคดี เสียงประกาศชัยชนะของเธอดังก้องขึ้นในโสตประสาทของคนดู พร้อมกับภาพของต้นไม้ที่กิ่งพลัดพลิ้วปลิวไสวอยู่ภายนอกอาคารอย่างเวิ้งว้าง และว่างเปล่า
ช่างเป็นตอนจบที่เจ็บจี๊ดลงไปกลางใจ...!!
* "รัฐตำรวจ" (Police State) ไม่ได้หมายความว่า "รัฐที่มีตำรวจเป็นใหญ่" อย่างที่เข้าใจกันผิดๆผ่านสื่อทั้งหลายทั้งปวงในช่วงการขับไล่ทักษิณที่ผ่านมา แต่คำว่า "รัฐตำรวจ" นั้นหมายความถึงรัฐที่ใช้อำนาจทางลัด เช่น นายกรัฐมนตรีสั่งสลายการชุมนุม โดยไม่ได้ทำตามกระบวนการทางกฎหมาย
สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่ http://vreview.yarisme.com/
ปล. ยังรับ FAQ อยู่นะ เอิงเงย~
+ บทความนี้ พี่ก็เพิ่งอ่านไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี่เองอ่ะครับ ในสตาพิคส์เล่มล่าสุด
+ อยากชมเช่นกันว่า หน้าปกสตาพิคส์เล่มใหม่สวยมากกกกก ... ฮีธ เลด คงดีใจที่ถึงตัวเองจะไม่อยู่แล้ว แต่เค้าก็ยังสามารถมีชีวิตโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มต่อมาได้อีก (หน่อยนึง - แต่ คริสเตียน เบลล์ จะแอบน้อยใจมั้ยหว่าเนี่ย กลายเป็นว่าผู้ร้ายดังกว่าพระเอกอีกอ่า
+ FAQ เหรอ - ณ ขณะนี้ ยังนึกไม่ออกแฮะ เด๋วถ้านึกได้แล้วจะมาตั้งคำถามนะครับ
#1 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-07-02 10:52