Starpics 729-The Dark Knight 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 729 (ปักษ์หลัง มิถุนายน 2551)

อันนี้ก็สวยอีกแล้ว ชอบๆ
คล้ายของไบโอ แต่ฟัดกันได้อย่างสูสี


ความจริงพูดได้

     ใครคือ สุภิญญา กลางณรงค์? เธอเป็นฮีโร่ผู้ยืนหยัดสู้กับชินคอร์ป สู้กับอำนาจรัฐที่ลากเธอเข้าสู่กระบวนการศาลอย่างไม่ชอบธรรม เธอคือหญิงแกร่งที่ไม่ยอมแพ้ต่อความกดดันต่างๆนานา อย่างนั้นหรือ?

     สารคดีเรื่องนี้บอกเราว่าเธอไม่ได้เป็น "ฮีโร่" หรือว่า "หญิงแกร่ง" อะไรทั้งนั้น เธอเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่ต้องเผชิญกับจุดพลิกผันครั้งใหญ่ในชีวิตจาก "สิ่งที่เธอไม่อาจมองเห็น" ก็เท่านั้นเอง...

     คนที่มีชื่อเป็นโจทก์ฟ้องเธอทั้งทักษิณ ชินวัตร หรือบุญคลี ปลั่งศิริ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย และซีอีโอของ AIS ในขณะนั้น ตามลำดับ แทบไม่มีบทบาทอยู่ในหนังเรื่องนี้เลย (ภาพของทักษิณปรากฏขึ้นมาในหนังเพียงครั้งเดียวเท่านั้น) แต่คดีนี้ส่งผลต่อตัวเธอมากกว่าที่ใครจะคาดคิด และบรรยากาศที่คุกคามเธอก็อบอวลอยู่ตลอดเวลาของหนัง

     ความกดดันที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆในใจของสุภิญญา ระหว่างช่วงเวลาสามปีของการเดินเข้าๆออกๆศาลแพ่งศาลอาญา เพราะการต่อสู้คดีนี้ก็เหมือนยืนอยู่บนเส้นด้าย ถึงเธอจะบอกว่าไม่เห็นต้องกลัวเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ถ้าศาลตัดสินให้เธอแพ้คดี หนี้สินมหาศาลจำนวนสี่ร้อยล้านบาท ชาตินี้ก็ใช้ไม่หมด (ด้วยเงินเดือนข้าราชการของพ่อแม่ บวกกับเงินเดือนของเธอที่แค่จะกินอยู่รวมกับผ่อนค่าห้องก็ไม่ได้เหลือเก็บเหลือใช้มากนัก)

     บวกกับความกดดันจากพ่อแม่ ซึ่งไม่ได้เข้าใจยากเย็นอะไรถึงความรู้สึกพ่อแม่ที่เห็นลูกต้องมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล แถมคู่กรณียังเป็นระดับผู้นำประเทศ (แค่ขึ้นศาลเฉยๆ คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็หัวใจลงไปที่ตาตุ่มแล้ว) จนเธอคิดขึ้นมาหลายต่อหลายครั้งว่าควรจะยืนหยัดสู้ต่อหรือเปล่า หรือควรจะจบๆเรื่องไปซะ เมื่อฝ่ายชินคอร์ปยื่นข้อเสนอถอนฟ้องยอมความมาแบบดื้อๆ ก่อนวันอ่านคำพิพากษาเพียงไม่นาน

     สุภิญญาเองก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเองในช่วงเวลาสามปีของคดี ว่าเธอเริ่มกลายเป็นคนแข็งกระด้างมากขึ้น แสดงความรู้สึกที่แท้จริงและเป็นธรรมชาติได้น้อยลงกว่าที่เคยเป็นมา (ซึ่งหนังก็ทำเก๋ ด้วยการตัดต่อเสียงของสุภิญญาที่พูดเนื้อความตรงส่วนนี้ เข้ากับภาพที่เธอไปเที่ยวกับครอบครัวในสถานที่ท่องเที่ยวทาง "ธรรมชาติ")

     โดยนอกจากการตามติดชีวิตของสุภิญญา สารคดีเรื่องนี้ถือว่าเป็นบทบันทึกเหตุการณ์ทางการเมืองของไทยที่สำคัญและเฉียบคมที่สุดอีกชิ้นหนึ่ง โดยเฉพาะหนังที่ออกมาในรูปแบบสารคดีขนาดยาวที่ไม่แพร่หลายในประเทศไทยอยู่เป็นทุนเดิม (สารคดีขนาดยาวของไทยในช่วงเร็วๆนี้อย่าง เสือร้องไห้, Final Score และเด็กโต๋ ก็แทบไม่มีประเด็นทางการเมืองสอดแทรกเข้ามาในหนัง)

     หนังได้บันทึกทั้งภาพเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ออกมาขับไล่ทักษิณระหว่างปี 2548-2549 จนถึงการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยการถ่ายทำของหนังน่าจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงใหญ่ๆ คือ ก่อนและหลังศาลอ่านคำพิพากษาคดีในวันที่ 15 มีนาคม 2549 ส่วนอีกช่วงคือหลังการรัฐประหาร ที่มาถ่ายและเก็บข้อมูลเพิ่มเติมตอนท้ายสุด

     The Truth Be Told มีองค์ประกอบสุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็น "เครื่องมือสนองความใคร่ทางการเมือง" ของผู้สร้างหนังอยู่เต็มไปหมด ตั้งแต่การเลือกสุภิญญามาเป็นโจทย์หลักของเรื่อง โดยคนที่ฝั่งตรงข้ามเธอในขณะนั้นก็คือชินคอร์ป และทักษิณ ชินวัตร รวมไปถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เธอเข้าไปมีบทบาทพอสมควร รวมถึงตัวผู้กำกับเอง ที่ได้ยอมรับอย่างไม่ปิดบังในการฉายรอบ Q&A ของหนังเรื่องนี้ว่าเธอเป็นคนแอนตี้ทักษิณ แต่สารคดีเรื่องนี้กลับคงความเป็นกลางและวางเฉยต่อเหตุการณ์ทุกอย่างไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์

สุภิญญา กลางณรงค์ ท่ามกลางม็อบพันธมิตร

     จริงๆแล้วคดีความของสุภิญญาก็ถือว่าเกี่ยวข้องกับความชอบธรรมของทักษิณอยู่มาก แต่หนังก็เลือกที่จะเล่าในแง่มุมนั้นแต่พอดี เพราะหน้าที่หลักที่ผู้กำกับมอบหมายให้หนังก็คือ พาเราไปรู้จักกับตัวตนของนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กล้องจึงตามไปถ่ายชีวิตของเธอถึงบ้านเกิดที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และสัมภาษณ์พ่อแม่ญาติพี่น้องถึงจังหวัดกระบี่

     ฟุตเตจ, เสียง และข้อมูลต่างๆ จากสามช่วงเวลานั้น ถูกนำมาเล่าโดยไม่เรียงลำดับเวลา บ้างก็เล่าโดยใช้ภาพและเสียงที่ไม่พ้องกัน ทั้งเสียงสัมภาษณ์ของสุภิญญาที่พูดถึงผลกระทบจากคดีนี้ต่อเธอกับครอบครัว หรือเสียงของเธอตอนขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตร ซึ่งหนังใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้อย่างคุ้มค่า พร้อมกับเสริมตัวหนังกับสารที่ต้องการสื่อให้หนักแน่น ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งจนขาดความน่าเชื่อถือ

     ไม่เพียงแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หนังยังบันทึกความรู้สึกของประชาชนในเวลานั้น ที่ส่วนใหญ่รู้สึก "โล่งอก" และ "สบายใจ" เพราะซึมซับวาทกรรมที่ว่า หากไม่เกิดการรัฐประหาร ผู้ชุมนุมสองกลุ่มต้องปะทะกันและเกิดการนองเลือดขึ้นกลางถนนราชดำเนินเป็นแน่ เข้าไปในสมองเรียบร้อยแล้ว บ้างก็หัวร่อต่อกระซิกมอบดอกไม้ถ่ายรูปกับทหารและรถถัง ส่วนหนึ่งผ่านปากคำจากญาติพี่น้องของสุภิญญาเอง อีกส่วนจากภาพเหตุการณ์ในวันที่ 20 กันยาฯ ที่หลายๆคนคงปฏิเสธไม่ได้เต็มปากนักว่า "กูก็เคยคิดแบบนี้เหมือนกัน" (ตัวผมเองก็เคยเห่อไปถ่ายรูปรถถังกับเขาด้วยในตอนนั้น มานึกย้อนหลังไปแล้วก็น่าขำ)

     หรือแม้แต่ความคิดของเด็กรุ่นใหม่ จากปากลูกพี่ลูกน้อง (ถ้าเข้าใจผิดต้องขออภัย) ของสุภิญญาคนหนึ่งที่อายุไม่น่าเกิน 14-15 ปี เธอยอมรับออกมาเองว่าเคยคิดอยากทำอาชีพแบบเดียวกัน หรือว่าใกล้เคียงกับสุภิญญา แต่เมื่อเกิดคดีชินคอร์ปก็ไม่อยากทำแล้วเพราะกลัวถูกฟ้อง... ก็ช่างพ้องกับเวลาที่ประเทศเริ่มขาดแคลนนักเรียนแพทย์ เพราะคดีฟ้องหมอฟ้องพยาบาลที่มีแทบไม่เว้นแต่ละวัน เป็นช่วงเวลาที่คนดีขาดกำลังใจอย่างหนัก

     การต่อสู้อันยาวนานกว่าสามปีของสุภิญญา ได้มลายหายเป็นความว่างเปล่าในชั่วข้ามคืน ถึงชัยชนะของสุภิญญาจะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่สื่อถึงชัยชนะแห่งสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็น (อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคำว่า "ประชาธิปไตย") แต่หลังจากนั้นเพียงครึ่งปีเศษ ขบวนรถถังก็เคลื่อนเข้ายึดอำนาจการปกครองอย่างหน้าตาเฉย

     แทนที่ชัยชนะของสุภิญญาจะเป็นบันไดขั้นต้นไปสู่การดิ้นรนให้หลุดจากการเป็นรัฐตำรวจ* ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพ ประเทศก็กลายเป็นรัฐทหารไปเสียก่อน แล้วทุกอย่างก็วนเข้าสู่วงจรอุบาทว์อย่างที่มันเคยเป็นมาช้านาน จนคนไทยชินชาและไม่รู้สึกอะไรกับมันอีกแล้ว

The Truth Be Told

     วาระการเข้าฉายของหนังบางเรื่อง ส่งผลต่อเสียงตอบรับที่ผู้ชมมีต่อหนังเรื่องนั้นๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะหนังที่แอบอิงตัวเองเข้ากับเหตุการณ์ร่วมสมัย

     สำหรับ The Truth Be Told นั้น หนังเข้าฉายครั้งแรกในเทศกาลภาพยนตร์ดิจิตอล ทั้งหมดสองรอบในวันที่ 6 และ 9 กันยายน 2550 ซึ่งช่วงเวลานั้น หนังได้ช่วยสะท้อนความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารที่ผ่านไปเกือบครบปีได้อย่างพอดิบพอดี

     ส่วนการเข้าฉายครั้งล่าสุดนี้ก็ช่างพอเหมาะพอเจาะอย่างเหลือเชื่อ เพราะหลังหนังเข้าฉายเพียงไม่กี่วัน กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ออกมาชุมนุมเรียกร้องขับไล่รัฐบาลอีกครั้ง พร้อมกับท่าทีของฝ่ายรัฐบาลที่ผมดูอย่างไร ก็ได้แต่นั่งกุมขมับและส่ายหน้า เพราะไม่ได้มีใครดีไปกว่าใครเลย (ให้ตายเหอะ!!)

     โดยตัวหนังก็เล่าด้วยท่าที "ย้อนไปมองเหตุการณ์ในอดีต" อยู่แล้ว และหนังก็ค่อนข้างตอกย้ำความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นหลังวันที่ 19 กันยา ได้ชัดเจน (เพราะเมื่อเกิดการรัฐประหาร การวางโครงเรื่องของสารคดีแต่แรกก็เปลี่ยนไปหมด จึงต้องถ่ายทำเพิ่มเติม และเปลี่ยนโทนของเรื่องไปโดยปริยาย) เมื่อผนวกกับบริบทสังคมนอกจอหนัง กลับยิ่งตอกย้ำความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นให้ฉายชัดมากขึ้น

     1 ปีหลังรัฐประหาร ประเทศที่ปกครองโดยทหารไม่สามารถเช็คบิลทักษิณได้ตามที่ลั่นวาจาไว้ (จนป่านนี้ คตส. ก็ยังหาหลักฐานกันไม่จบสิ้นเสียที ได้แต่ต่ออายุออกไปเรื่อยๆ) การเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ก็นำมาซึ่งรัฐบาลที่เต็มไปด้วยข้อกังขาว่าเป็นนอมินีบ้าง รัฐมนตรีไม่โปร่งใสบ้าง จะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและ "นายหัว" บ้าง จนพันธมิตรฯ ออกมาชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลและล้มระบอบทักษิณ

     ฉากสุดท้ายของหนัง สุภิญญานั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์อยู่ในห้องทำงานใหม่ (ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย) กล้องค่อยๆเคลื่อนห่างออกมา เข้าไปหาหน้าต่างด้านนอกคือต้นไม้สูงใหญ่ใบเขียวชอุ่ม พร้อมกับเสียงของเธอในวันขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรในวันที่ศาลตัดสินยกฟ้องคดี เสียงประกาศชัยชนะของเธอดังก้องขึ้นในโสตประสาทของคนดู พร้อมกับภาพของต้นไม้ที่กิ่งพลัดพลิ้วปลิวไสวอยู่ภายนอกอาคารอย่างเวิ้งว้าง และว่างเปล่า

     ช่างเป็นตอนจบที่เจ็บจี๊ดลงไปกลางใจ...!!


* "รัฐตำรวจ" (Police State) ไม่ได้หมายความว่า "รัฐที่มีตำรวจเป็นใหญ่" อย่างที่เข้าใจกันผิดๆผ่านสื่อทั้งหลายทั้งปวงในช่วงการขับไล่ทักษิณที่ผ่านมา แต่คำว่า "รัฐตำรวจ" นั้นหมายความถึงรัฐที่ใช้อำนาจทางลัด เช่น นายกรัฐมนตรีสั่งสลายการชุมนุม โดยไม่ได้ทำตามกระบวนการทางกฎหมาย


สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่
http://vreview.yarisme.com/


ปล. ยังรับ FAQ อยู่นะ เอิงเงย~

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

+ วันนี้เปิดคนแรกเลยเหรอนเนี่ย อุๆ open-mounthed smile

+ บทความนี้ พี่ก็เพิ่งอ่านไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี่เองอ่ะครับ ในสตาพิคส์เล่มล่าสุด surprised smile ... จริงๆ เรื่องนี้พี่ก็อยากดูเหมือนกันนะ แต่รู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยถูกโรคกับสารคดีเท่าไหร่ เลยชั่งๆ ใจอยู่อ่ะครับผม

+ อยากชมเช่นกันว่า หน้าปกสตาพิคส์เล่มใหม่สวยมากกกกก ... ฮีธ เลด คงดีใจที่ถึงตัวเองจะไม่อยู่แล้ว แต่เค้าก็ยังสามารถมีชีวิตโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มต่อมาได้อีก (หน่อยนึง - แต่ คริสเตียน เบลล์ จะแอบน้อยใจมั้ยหว่าเนี่ย กลายเป็นว่าผู้ร้ายดังกว่าพระเอกอีกอ่า )

+ FAQ เหรอ - ณ ขณะนี้ ยังนึกไม่ออกแฮะ เด๋วถ้านึกได้แล้วจะมาตั้งคำถามนะครับ cry

#1 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-07-02 10:52

ปกสตาร์พิคเล่มนี้สวยมากๆเลยล่ะครับ big smile

อ่านแบบนี้แล้วรู้สึกหนังเรื่องนี้น่าดูแฮะ แต่...ปกติไม่ค่อยชอบดูหนังสารคดีซักเท่าไหร่ อาจจะขอผ่านอีกตามเคย sad smile

ปล.พึ่งเข้าใจความหมายของคำว่ารัฐตำรวจ

ปล2.แล้วรัฐทหารคืออะไรล่ะครับ ^^ (ถามไว้ เผื่อที่เคยเข้าใจมันผิดน่ะ)

#2 By SkyKiD on 2008-07-02 20:53

วันนั้นไปอ่าน starpics ของเพื่อนที่คณะ
เจอชื่อแกในเล่มด้วย
หรูหรามากมายเหอะ

ภูมิใจมีเพื่อนเป็นคอลัมนิสต์
เหมือนมีเพื่อนเป็นผู้ทรงอิทธิพลยังไงไม่รุ

ปล.หนังน่าดู แต่ไม่รู้จะหาที่ไหน เฮ้อออ

#4 By 125 66 (58.9.50.208) on 2008-07-03 21:21

ตอบพี่เฟธ

รัฐทหาร... ก็คงไม่ต่างกับที่เราเข้าใจดอกครับ 55+

#5 By nanoguy on 2008-07-04 00:00

เรื่องการเมืองเป็นเรื่องของตัวเห้กับตัวเห้อีกกลุ่มที่ผลประโยชน์ไม่ลงตัวกัน ก็เท่านั้น confused smile


ว่าแต่แกเคยไปถ่ายรูปกับรถถังด้วยหรอฟะ
ทำไมตอนนั้นไม่ชวนว้า กูยังไม่ไปถ่ายรูปเลย 555

#6 By behindthemoon on 2008-07-04 02:42

อ่านฉากจบแล้ว..
ช่างเป็นฉากจบน่าประทับใจและรู้สึกได้ว่าอ้างว้างจริงๆ


#7 By renton (58.8.3.47) on 2008-07-04 09:12

งงนิดๆ กับ ผาแดง อ่ะคับ ... ได้ยินมาเหมือนกันว่ามันถูกแบ่งเป็น 2 ภาค (ในบางประเทศ) แล้วอันที่จะเข้าโรงอาทิตย์หน้านี่มันเวอร์ชันไหนเหรอ? หรือว่าบ้านเราจะได้ดูพร้อมกัน 2 ภาคในเรื่องเดียว แล้วมันมีรอยต่อระหว่างภาคให้เห็นด้วยเหรอง่ะ? ถึงรู้ว่าภาคแรกเป็น 'ส่วนเกิน' อ่า sad smile

จริงๆ พี่ก็รู้สึกเหมือนกันว่าเอาทาเคชิ มาเป็น ขงเบ้ง อ่ะ miscast ... ตกลงเป็นจริงใช่มะเนี่ย? cry

#8 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-07-04 15:14

ชอบปกไบโอมากกว่าน่ะ 55+

เรื่องนี้คงมีโอกาสน้อยที่จะตั้งใจหามาดูเอง (สารภาพอย่างอายๆว่า ไม่เคยรู้จักเธอผู้นี้มาก่อนเลย) ส่วนเรื่องการเมือง ก็จะยืนหยัดทำตัวเป็นพวก ignorance อยู่ต่อไป...

ไปทำความรู้จักมามากขึ้นกับดิอาโบลในวิกี้พิเดีย สรุปว่าเธอเป็น stripper จริงๆแฮ่ะ เคยทำอยู่ในร้านวิดิโอหนังผู้ใหญ่ ที่หลังร้านจะซอยเป็นห้องเล็กๆ ถ้าอยากเห็นเธอเต้นตึ๊ดชึ่ง ก็เพียงแค่เข้าไปหยอดเหรียญเพียงเท่านั้น (ดูใน CSI มาน่ะ 555+)...มันจะมีอะไรที่เจ๋งไปกว่านี้ไหม ที่ระหว่างตามหาความ่ฝัน ก็หาเลี้ยงชีพด้วยการเต้น และสุดท้ายเธอก็เอาออสการ์มานอนกอดเล่นได้...

#9 By BdMd (124.120.61.143) on 2008-07-04 15:35

ดูตอนฉายกับมูลนิธิหนังไทย เมื่อปีที่แล้ว
จำได้ว่า ไม่ค่อยชอบหนังมากนัก
ในฐานะหนังสารคดี ดูเหมือนว่า subject กับคนทำรักษาระยะกันสุดฤทธิ์ ดูห่างๆ กันมาก ตัว ผกก.เองก็ดูเหมือนว่าจะไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของสุภิญญา ทำให้ดูหนังไม่สนุก

ดูหนังจบ มี Q&A กับ ผกก.และสุภิญญา จำได้ว่าชอบที่สุภิญญาพูด

คือเหมือนเธอทบทวน การเข้าร่วมทางการเมืองที่ผ่านมาในชีวิต เธอพบว่า บางครั้งเธอเป็นเหยื่อของใครไปโดยที่เธอไม่ตั้งใจ (หรือพูดอะไรไปคล้ายๆ อย่างงี้แหล่ะ )

เธอไปเป็นอาจารย์น่ะดีแล้ว พี่ว่า

#10 By grappa (58.9.196.84) on 2008-07-05 08:26

^
^
เห็นด้วยนะพี่ ตอนท้ายๆเหมือนหนังก็พูดแบบนี้เหมือนกัน

#11 By nanoguy on 2008-07-05 13:48

เสียดาย(รอบสอง) ที่ไม่ได้ไปดู angry smile

#12 By (124.120.24.145) on 2008-07-06 11:48

^
^
ลืมใส่ชื่อ sad smile

#13 By aloneagain (124.120.24.145) on 2008-07-06 11:50

พอดีไม่ค่อยได้อ่านสตาร์พิคครับ แต่อ่านบล็อคนี้ประจำ (แต่ไม่เคยเม้นท์)

ขอบคุณที่ไปตอบเรื่องนกพิราบในบล็อคคุณบลูยอช์ทนะครับ(นึกอยู่แล้วว่ามันต้องมี) แต่อ่านความเห็นน้องนาโนแล้วความอยากดูลดฮวบเลยแฮะ sad smile

#14 By แฟนผมตัวดำ (202.134.119.218) on 2008-07-07 12:41

อย่าพึ่งปิด FAQ น่ะ

#15 By ขวัญ อุษามณี (58.10.170.216) on 2008-07-08 20:47

ส่วนตัวแล้ว ไม่ค่อยปลื้มกับสารคดีเรื่องนี้เท่าไร
(แต่ก็ขอชื่นชมในจุดยืนและความกล้าของคุณพิมพกาที่ทำสารคดีที่มีเนื้อหาแนว "เผือกร้อน" แบบนี้)

หนังเรื่องนี้พยายามสื่อให้เห็นแง่มุมส่วนตัวของคุณสุภิญญามากกว่า บทบาทสาธารณะ
แต่ด้วยความที่หนังเจาะลึกชีวิต+ความคิดของคุณสุภิญญาได้ไม่สุด
อีกทั้งคุณสุภิญญาเป็นคนค่อนข้างนิ่ง ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก (แถมผกก.ก็ไม่ค่อยเข้าไปล้วงลึกเท่าที่ควร)
ทำให้คนดูที่คาดหวังความร้อนแรงจากหนังเรื่องนี้อดคิดไม่ได้ว่า หนังเรื่องนี้ "จืด"

แต่ถึงกระนั้น ผมก็ชอบตอนจบของหนังเรื่องนี้มากครับ ดูจบแล้วอาจถึงขั้น "หัวเราะไม่ออก ร้องไห้ไม่ได้"เลยทีเดียว

#16 By ฟ้าดิน (58.8.83.112) on 2008-07-09 00:01

cool

#17 By iaiapprentice (59.143.165.100) on 2008-07-09 16:47

สอบถามนอกเรื่องนิดนึงซิครับว่า ถ้าจะเอาภาพที่อยู่ด้านบนสุดที่เป็นรูปคนเดินหรือรูปอะไรก็แล้วแต่ ใส่เข้าไปด้านบนนั้น ต้องทำยังไงบ้างอ่ะครับ ไม่รู้ว่า ต้องมีขนาดเท่าไหร่ เพราะลองทำแล้ว ไม่ปรากฏภาพอะไรขึ้นมาเลย (งงว่า ทำถูกหมวดด้วยหรือเปล่า)ไม่รู้ว่า ต้องมีข้อจำกัดเรื่องความกว้างยาวหรือขนาดของพิกเซลด้วยอีกหรือเปล่า (หรือจะคำนวณออกมาเป็น KB ก็ไม่รู้)

ใครก็ได้สอนที ขอบคุณที่ตอบนะครับ (แอบหวังไว้ล่วงหน้า)open-mounthed smile

#18 By แวะผ่านมาถาม (58.9.70.70) on 2008-07-10 22:25

^
^
เข้าตรงหน้า CSS Editor ในหน้า Theme ของ Manage อะครับ

แล้วเลื่อนลงไปที่บรรทัดที่ 73 (Coverimage)
ในวงเล็บที่อยู่ข้างๆคำว่า "url" แล้วใส่ลิงค์รูปที่คุณต้องการใส่ เข้าไปครับ

ขนาดที่แนะนำคือ ขนาดไหนก็ได้ แต่ด้านยาวควรยาว 750 พิกเซล เพราะมันจะพอดีกับหัวบล็อกพอดีครับ

#19 By nanoguy on 2008-07-11 00:05

ไม่ได้เข้ามาหาเสียนาน
มีเปิดรับแฟคด้วยหรอ
แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะถามอะไรเหมือนกัน
แต่อ่านเรื่องสุภิญญาแล้ว แอบชอบตอนจบด้วยคน

#20 By :: Unravel :: on 2008-07-13 11:59