Starpics 729-The Dark Knight 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 729 (ปักษ์หลัง มิถุนายน 2551)

อันนี้ก็สวยอีกแล้ว ชอบๆ
คล้ายของไบโอ แต่ฟัดกันได้อย่างสูสี


ความจริงพูดได้

     ใครคือ สุภิญญา กลางณรงค์? เธอเป็นฮีโร่ผู้ยืนหยัดสู้กับชินคอร์ป สู้กับอำนาจรัฐที่ลากเธอเข้าสู่กระบวนการศาลอย่างไม่ชอบธรรม เธอคือหญิงแกร่งที่ไม่ยอมแพ้ต่อความกดดันต่างๆนานา อย่างนั้นหรือ?

     สารคดีเรื่องนี้บอกเราว่าเธอไม่ได้เป็น "ฮีโร่" หรือว่า "หญิงแกร่ง" อะไรทั้งนั้น เธอเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่ต้องเผชิญกับจุดพลิกผันครั้งใหญ่ในชีวิตจาก "สิ่งที่เธอไม่อาจมองเห็น" ก็เท่านั้นเอง...

     คนที่มีชื่อเป็นโจทก์ฟ้องเธอทั้งทักษิณ ชินวัตร หรือบุญคลี ปลั่งศิริ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย และซีอีโอของ AIS ในขณะนั้น ตามลำดับ แทบไม่มีบทบาทอยู่ในหนังเรื่องนี้เลย (ภาพของทักษิณปรากฏขึ้นมาในหนังเพียงครั้งเดียวเท่านั้น) แต่คดีนี้ส่งผลต่อตัวเธอมากกว่าที่ใครจะคาดคิด และบรรยากาศที่คุกคามเธอก็อบอวลอยู่ตลอดเวลาของหนัง

     ความกดดันที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆในใจของสุภิญญา ระหว่างช่วงเวลาสามปีของการเดินเข้าๆออกๆศาลแพ่งศาลอาญา เพราะการต่อสู้คดีนี้ก็เหมือนยืนอยู่บนเส้นด้าย ถึงเธอจะบอกว่าไม่เห็นต้องกลัวเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ถ้าศาลตัดสินให้เธอแพ้คดี หนี้สินมหาศาลจำนวนสี่ร้อยล้านบาท ชาตินี้ก็ใช้ไม่หมด (ด้วยเงินเดือนข้าราชการของพ่อแม่ บวกกับเงินเดือนของเธอที่แค่จะกินอยู่รวมกับผ่อนค่าห้องก็ไม่ได้เหลือเก็บเหลือใช้มากนัก)

     บวกกับความกดดันจากพ่อแม่ ซึ่งไม่ได้เข้าใจยากเย็นอะไรถึงความรู้สึกพ่อแม่ที่เห็นลูกต้องมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล แถมคู่กรณียังเป็นระดับผู้นำประเทศ (แค่ขึ้นศาลเฉยๆ คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็หัวใจลงไปที่ตาตุ่มแล้ว) จนเธอคิดขึ้นมาหลายต่อหลายครั้งว่าควรจะยืนหยัดสู้ต่อหรือเปล่า หรือควรจะจบๆเรื่องไปซะ เมื่อฝ่ายชินคอร์ปยื่นข้อเสนอถอนฟ้องยอมความมาแบบดื้อๆ ก่อนวันอ่านคำพิพากษาเพียงไม่นาน

     สุภิญญาเองก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเองในช่วงเวลาสามปีของคดี ว่าเธอเริ่มกลายเป็นคนแข็งกระด้างมากขึ้น แสดงความรู้สึกที่แท้จริงและเป็นธรรมชาติได้น้อยลงกว่าที่เคยเป็นมา (ซึ่งหนังก็ทำเก๋ ด้วยการตัดต่อเสียงของสุภิญญาที่พูดเนื้อความตรงส่วนนี้ เข้ากับภาพที่เธอไปเที่ยวกับครอบครัวในสถานที่ท่องเที่ยวทาง "ธรรมชาติ")

     โดยนอกจากการตามติดชีวิตของสุภิญญา สารคดีเรื่องนี้ถือว่าเป็นบทบันทึกเหตุการณ์ทางการเมืองของไทยที่สำคัญและเฉียบคมที่สุดอีกชิ้นหนึ่ง โดยเฉพาะหนังที่ออกมาในรูปแบบสารคดีขนาดยาวที่ไม่แพร่หลายในประเทศไทยอยู่เป็นทุนเดิม (สารคดีขนาดยาวของไทยในช่วงเร็วๆนี้อย่าง เสือร้องไห้, Final Score และเด็กโต๋ ก็แทบไม่มีประเด็นทางการเมืองสอดแทรกเข้ามาในหนัง)

     หนังได้บันทึกทั้งภาพเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ออกมาขับไล่ทักษิณระหว่างปี 2548-2549 จนถึงการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยการถ่ายทำของหนังน่าจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงใหญ่ๆ คือ ก่อนและหลังศาลอ่านคำพิพากษาคดีในวันที่ 15 มีนาคม 2549 ส่วนอีกช่วงคือหลังการรัฐประหาร ที่มาถ่ายและเก็บข้อมูลเพิ่มเติมตอนท้ายสุด

     The Truth Be Told มีองค์ประกอบสุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็น "เครื่องมือสนองความใคร่ทางการเมือง" ของผู้สร้างหนังอยู่เต็มไปหมด ตั้งแต่การเลือกสุภิญญามาเป็นโจทย์หลักของเรื่อง โดยคนที่ฝั่งตรงข้ามเธอในขณะนั้นก็คือชินคอร์ป และทักษิณ ชินวัตร รวมไปถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เธอเข้าไปมีบทบาทพอสมควร รวมถึงตัวผู้กำกับเอง ที่ได้ยอมรับอย่างไม่ปิดบังในการฉายรอบ Q&A ของหนังเรื่องนี้ว่าเธอเป็นคนแอนตี้ทักษิณ แต่สารคดีเรื่องนี้กลับคงความเป็นกลางและวางเฉยต่อเหตุการณ์ทุกอย่างไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์