Starpics 728 - Kung Fu Panda

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 728 (ปักษ์แรก มิถุนายน 2551)

ปกงามล้ำเลิศ
ช่วงที่หนังสือออก ตอนนั้นกำลังบ้าๆบอๆ เปิดเทอม งานนั่นๆนี่ๆ
เลยลืมเอามาลงซะงั้น (ฮ่วย 55+)


Juno

     เมื่อจูโน่ แม็คกัฟฟ์ (เอลเลน เพจ) นางเอกของเรื่องเกิดริอยากลองมีเซ็กส์ตามประสาวัยรุ่น ก็เลยลองกับเด็กเนิร์ดนักวิ่งพอลลี่ บลีกเกอร์ (ไมเคิล เซร่า) เพื่อนร่วมวงดนตรีที่ชอบพอกันอยู่ในระดับหนึ่ง แล้วเกิดท้องขึ้นมา หลังจากที่จูโน่จะตัดสินใจไม่ทำแท้ง เธอจึงรอคลอดลูกแล้วเอาลูกให้กับครอบครัวที่มีลูกยากและรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม ซึ่งครอบครัวที่จูโน่เลือกก็คือสามีภรรยาตระกูลลอริ่ง (เจสัน เบตแมน และ เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์)

     เท่าที่ลองฟังเสียงสะท้อนต่อหนังบทยอดเยี่ยมออสการ์เรื่องนี้ เหมือนกับว่าจะแบ่งแยกออกไปเป็นสองทางใหญ่ๆ คือ "ชอบสุดๆ" กับ "รำคาญเอามากๆ" ซึ่งปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นทั้งในกลุ่มคนดูชาวไทยและชาวต่างชาติ (แต่กลุ่มแรกดูจะมีเยอะกว่ากลุ่มหลังพอสมควร - ลองดูตัวอย่างได้ในบอร์ดของ imdb)

     อาการที่เกิดขึ้นนี้ สาเหตุหลักๆ คงมาจากความมองโลกในแง่ดีสุดๆของหนัง ที่แทบไม่ให้เห็นตัวละครที่ต่อต้านการตั้งครรภ์ของจูโน่แบบสุดตัว สิงสถิตอยู่บนแผ่นฟิล์มเลย

Ellen Page (Juno MacGuff)

     ดูกันในภาพรวมแล้ว Juno คือหนังที่ต่อต้านการทำแท้งอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างที่บอกไปแล้ว ว่าแทบไม่มีตัวละครที่ต่อต้านการท้องของจูโน่แบบรุนแรงสุดโต่งโผล่หน้าออกมาเลย อย่างมากก็มีตัวละครทำหน้าเหยียดๆ หรือแอบนินทาลับหลัง และหนังก็พูดถึงแค่ไม่กี่ครั้งว่าคนกลุ่มนี้ยังมีตัวตนอยู่ในสังคมบริบทของจูโน่และตัวละครในเรื่อง (แม้แต่พ่อแท้ๆกับแม่เลี้ยงยังคุยกันในทำนองว่า "มันท้องก็ดีกว่ามันไปติดยา")

     นอกจากนี้จูโน่ยังเกิดพุทธิปัญญาขึ้นได้เองในคลินิกทำแท้ง ว่าเธอไม่ควรปลิดชีวิตเด็กตัวน้อยๆในท้องของเธอ หลังได้รับข้อมูลจากเพื่อนร่วมชั้นเชื้อสายเอเชียที่ถือป้ายประท้วงอยู่หน้าคลินิกคนเดียว (ไม่ได้เขียนผิด ย้ำอีกทีว่า คนเอเชียยืนต่อต้านการทำแท้งอยู่ "คนเดียว") ว่าเด็กอายุครรภ์สามเดือนเริ่มมีเล็บงอกออกมาแล้ว และได้สัมผัสบรรยากาศของคลินิกทำแท้ง(ถูกกฎหมาย) เธอจึงกลับมาปรึกษากับลีอาห์เพื่อนสนิท (โอลิเวีย เธิร์ลบี้) เธอจึงได้ติดต่อกับมาร์คและวาเนสซ่า ลอริ่ง ที่ลงโฆษณารับบุตรบุญธรรมในหน้านิตยสาร และเธอรู้สึกถูกชะตาด้วยอย่างบอกไม่ถูก

     ประเด็นหลักใน Juno ไม่ใช่ท้องของจูโน่ที่โตขึ้นเรื่อยๆ แต่เป็นปัญหาของวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่คิดว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่แล้วต่างหาก

     หลังจากที่จูโน่กับพ่อได้เดินทางไปตกลงข้อกฎหมายและข้อตกลงต่างๆนานากับมาร์คและวาเนสซ่า เราก็จะเริ่มเห็นความ "หยิ่งผยอง" ในตัวของจูโน่ค่อยๆแสดงออกมาเรื่อยๆ ผนวกกับความปากร้ายจัดจ้านกัดเจ็บของเธอ ก็ยิ่งขยายบุคลิกลักษณะแบบ "วัยรุ่นตอนปลาย" ของเธอให้เด่นชัด

     แม้จูโน่จะพยายามทำตัวขบถ เท่ เก๋ คูล แต่เธอก็คือวัยรุ่นธรรมดาๆคนหนึ่งที่สับสนในชีวิตและความคิดของตัวเอง จริงๆเธออาจจะอยากร้องไห้อย่างสุดแสน หรืออยากจะกรีดร้องให้สุดเสียง เพียงแต่การกระทำแบบนั้นต่อหน้าคนอื่น ในความคิดของวัยรุ่นคนหนึ่งก็คงไม่ต่างกับการเสียหน้าหรือเสียศักดิ์ศรี

     นอกจากนั้น จูโน่ยังกลัวเกินไปที่จะผ่านกระบวนการทำแท้งอย่างที่คิดไว้แต่แรก (แต่สิ่งที่เธอแสดงออกกับลีอาห์คือการพูดว่า "ไม่ไหวอะ กลิ่นยังกะคลินิกทำฟัน ชั้นทำไม่ลงหรอก แถมเด็กยังมีเล็บงอกออกมาแล้วด้วยนะ") ซึ่งนั่นทำให้เธอต้องไปบอกความจริงกับพ่อและแม่เลี้ยงของเธอ ถ้ามองในอีกแง่ การสารภาพครั้งนี้ก็ไม่ต่างกับการยอมรับว่าเธอได้ทำผิดพลาดไปแล้ว

     เพื่อป้องกันการเสียหน้าหรืออับอาย มาร์คกับวาเนสซ่าจึงเป็นเสมือนเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่จูโน่ใช้เพื่อป้องกันไม่ให้พ่อแม่มองว่าเธอเป็นเด็กวัยรุ่นใจแตกที่ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่ถึงจูโน่จะพยายามไม่ทำตัวเด็ก สิ่งที่เธอแสดงออกให้ผู้ชมอย่างเราได้เห็นก็ยังไม่ใช่ความคิดของคนที่โตทางความคิดอย่างเต็มที่เท่าไหร่นัก

     จูโน่เริ่มสนิทสนมกับบ้านลอริ่งมากขึ้นในระหว่างนั้น โดยเฉพาะกับมาร์คซึ่งทำอาชีพแต่งดนตรีประกอบให้กับโฆษณาทีวี และคลั่งไคล้ในเสียงเพลงกับภาพยนตร์เอามากๆ จูโน่ก็ดีใจที่ได้เจอเพื่อนที่มีความสนใจเหมือนกัน (หากในวันแรกที่เธอไปบ้านนี้เธอไม่ได้เห็นกีตาร์และเล่นดนตรีกับเขา ก็คงไม่มีวันต่อๆมาที่เธอลงทุนขับรถไปหาด้วยตัวเอง) ไม่ต่างกับมาร์คที่รู้สึกในทำนองเดียวกันกับจูโน่

     เรื่องราวในส่วนนี้จะค่อยๆนำเสนอความคิดและตัวตนของจูโน่ให้ฉายชัดยิ่งขึ้นผ่านสิ่งที่เธอแสดงออก เธอก็เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไปที่บางครั้งก็ยึดติดกับอะไรบางอย่างจนไม่เปิดใจรับความจริงตรงหน้า โดยส่วนนี้เราจะเห็นเป็นระยะๆ จากวิวาทะระหว่างมาร์คกับจูโน่ในเรื่องรสนิยมด้านหนังและเพลง เช่น มาร์คบอกว่าวงดนตรีที่จูโน่ฟังนั้นเสียงแสบแก้วหูเกินไปสำหรับเด็กในท้อง ในขณะที่จูโน่ก็ปรามาสหนังสยองในดวงใจของมาร์คว่าสู้หนังของดาริโอ อาร์เจนโต้ ไม่ได้

     มองย้อนกลับไปที่ตัวมาร์ค การเข้ามาของจูโน่ทำให้เขาเริ่มแสดงความต้องการและความชอบของตัวเองออกมามากกว่าแต่ก่อน เขาดูมีชีวิตชีวามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะตอนที่เขาอยู่กับจูโน่ในบ้านสองคน นั่งคุยกันเรื่องหนังเรื่องเพลงอย่างถูกคอซึ่งเป็นสิ่งที่วาเนสซ่าไม่อาจตอบสนองเขาได้อย่างเต็มที่

     เบรนด้า (อัลลิสัน แจนนีย์) แม่เลี้ยงของจูโน่เคยเตือนจูโน่ว่าให้ระวังความสัมพันธ์ของเธอกับมาร์ค เพราะเขาไม่ใช่ชายโสดตัวคนเดียว แต่จูโน่ก็มิได้สนใจนำพา คงเป็นเพราะเธอไม่ได้คิดว่ากำลังรู้สึก "เกินเพื่อน" กับมาร์ค หารู้ไม่ว่าความใกล้ชิดที่เธอมอบให้เขาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มาร์คเริ่มห่างเหินจากวาเนสซ่า จนถึงขั้นคิดว่าจูโน่แอบมีใจให้ พร้อมกับความที่เขาเข้ากับจูโน่ได้มากกว่าเมียตัวเอง ทำให้ท้ายที่สุดเขาตัดสินใจแยกทางกับวาเนสซ่า และตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วเขายังไม่พร้อมที่จะทำหน้าที่พ่อ (ขอบคุณบทภาพยนตร์ที่ไม่เลยเถิดไปถึงขั้นให้สองคนนี้เป็นชู้กัน)

     จูโน่กรีดร้องโวยวายแทบไม่เป็นผู้เป็นคนเมื่อมาร์คสารภาพความคิดเรื่องหย่าร้าง แผนการที่เธอวางไว้ให้ลูกในท้องได้อยู่กับครอบครัวอันแสนอบอุ่นได้พังทลายย่อยยับ เธอพยายามขอไม่ให้มาร์คและวาเนสซ่าแยกทางกันแต่ก็ไม่เป็นผล (แถมยังถูกมาร์คย้อนเข้าให้ว่า "เธอนี่เด็กกว่าที่คิดซะอีก") และหลังจากนั้นก็เป็นครั้งแรกในเรื่องที่เราเห็นเธอร้องไห้ออกมาราวกับทำนบแตก ไม่ว่าจะด้วยแผนการไม่เป็นไปตามที่วางไว้ หรือเธอรู้สึกผิดว่ามีส่วนในความล่มสลายของชีวิตคู่ที่เธอเข้าไปเกี่ยวข้อง หรืออุดมคติของเธอว่าด้วยครอบครัวอบอุ่นได้ทลายลงก็ตาม

     ความคิดแบบอุดมคติของจูโน่ในลักษณะคล้ายกันนี้ เราเห็นตั้งแต่วันแรกที่เธอไปพบครอบครัวลอริ่งแล้วด้วยซ้ำ เพราะเธอทำราวกับว่าคนที่อุ้มท้อง จะไม่มีความผูกพันใดๆกับเด็กในท้องหากเธอไม่ได้ตั้งใจจะมีลูก ("หนูก็แค่เบ่งออกมาแล้วเอาให้คุณไม่ได้เหรอ" ในขณะที่วาเนสซ่านั้นน้ำตาซึมตลอดเวลาด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจของจูโน่ และความดีใจที่เธอกำลังจะได้เป็นแม่กับเขาเสียที) จนเธอมารู้ความจริงก่อนคลอดไม่นานว่ามาร์คกับวาเนสซ่าเคยผิดหวังมาก่อน เมื่อแม่คนหนึ่งเก