ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "จดหมายสะกิดสังคม"
ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 (1 มิถุนายน - 16 สิงหาคม 2549)

บทความนี้เป็นงานแรกที่เขียนในชีวิตมหาวิทยาลัย
เนื้องานโดยรวมคืออาจารย์ให้หาข่าว แล้วเขียนวิจารณ์ข่าวโดยใช้เรื่องที่เรียนไป
(ตอนนั้นเรียนไปแค่ สองอาทิตย์)
เพราะฉะนั้น ถ้าประเด็นมันดูเอาท์ๆ เก่าๆ ก็โปรดเข้าใจว่า
"เอาของเก่ามาอู้ในบล็อก" ละกันนะ

สิ่งที่ surprise มากก็คือ
บทความนี้ถูกเรียกเป็นตัวแทนภาควิชา ไปพรีเซนต์หน้าชั้น
(ตอนพรีเซนต์ ทุกอย่างที่เขียนกลายเป็น "ภาษาพูด" เกือบหมด 55+)

และหลังจากพรีเซนต์เสร็จ มีผู้หญิงมาบอกว่าชอบ 2 คน... พร้อมๆกัน
(อืม... นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่า "หลงผิด" ฮ่ะๆ)

ตอนนี้เธอสองคนนั้นก็ "ตาสว่าง" กันไปนานแล้วล่ะ
ไม่ต้องถามนะ ว่าตอนนี้เป็นไง (หุหุ)


ถึงแม้ว่าข่าวนี้ จะเป็นข่าวเก่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ที่ผมหยิบข่าวนี้มาอภิปรายเนื่องจากคิดว่า กระแส "เกาหลี" ยังไม่จางหายไปจากสังคมไทยในตอนนี้เสียทีเดียว นับตั้งแต่วัฒนธรรม "เกาหลี" เข้าสู่สังคมไทยมา...

     ตามเนื้อข่าวระบุว่า คนไทยไปเที่ยวเกาหลี(ใต้)มากขึ้น หลังจากที่ซีรี่ส์ชื่อดัง "แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง" เข้าฉายในประเทศไทยได้ไม่นาน และได้รับความนิยมจากผู้ชมชาวไทยในเวลาอันรวดเร็ว และไม่ได้เป็นการท่องเที่ยวธรรมดา แต่เป็นการจัดทัวร์ "ตามรอยแดจังกึม" เลยทีเดียว โดยมีจุดขายอยู่ที่ แดจังกึม ฟิล์ม ปาร์ค  สถานที่ถ่ายทำซีรี่ส์เรื่องดังกล่าว

     กระแสเกาหลีเข้ามาในประเทศไทยจากภาพยนตร์และซีรี่ส์ทางโทรทัศน์ โดยเรื่องที่โด่งดังจนสามารถปลุกกระแสเกาหลีให้ดังเทียบเท่ากระแสญี่ปุ่นได้คือภาพยนตร์เรื่อง My Sassy Girl หรือ "ยัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยมเจี้ยม" และซีรี่ส์โทรทัศน์เรื่อง Winter Love Song หรือ "เพลงรักในสายลมหนาว" โดยเฉพาะเรื่องหลังที่ทำให้เกาะนามิ สถานที่ถ่ายทำซีรี่ส์เรื่องนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังและเป็นที่นิยมขึ้นมาแทบจะในทันที จากข้อมูลในข่าวที่ผมยกมา

     หลังจากนั้นทั้งภาพยนตร์เกาหลีและซีรี่ส์เกาหลีก็ทยอยนำเข้ามาฉายในประเทศไทยในอัตราทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระแสเริ่มคงตัว ก็มีกระแสความนิยมนักร้องของเกาหลีเข้ามาอีก หลังจากที่สังคมไทยเคยคลั่งไคล้นักร้องของญี่ปุ่นมามากอยู่พักหนึ่ง  ยกตัวอย่างนักร้องที่โด่งดังของเกาหลีได้แก่ Seven และ Rain โดยเฉพาะ Rain นั้นเป็น 1 ใน The Time 100 ที่จัดโดยนิตยสาร Time ของปีล่าสุดอีกด้วย

     และสิ่งที่ทำให้กระแสเกาหลีพุ่งขึ้นสูงอีกครั้งก็คือซีรี่ส์ "แดจังกึม" นี่เอง

     จากกระแสความนิยมในผลผลิต ผลิตภัณฑ์ และสื่อของเกาหลีทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ดาราศิลปินนักร้อง และอาหาร  ผมวิเคราะห์ได้ว่านี่คือทุนทางวัฒนธรรมที่เกาหลีได้ทุ่มงบในการลงทุนเพื่อสร้างทุนทางวัฒนธรรมด้วยเม็ดเงินมหาศาล...

     สังเกตได้ว่าสื่อบันเทิงทั้งด้านเพลง ละคร และภาพยนตร์ของเกาหลีนั้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ แต่เป็นสื่อคุณภาพ ที่เห็นได้ชัดก็คือละครและภาพยนตร์ ที่ได้วางรากฐานอย่างเข้มแข็งจากในประเทศตัวเองก่อนด้วยการกำหนดอัตราเข้าฉายของภาพยนตร์เกาหลีให้มากกว่าภาพยนตร์ฮอลลีวูด แต่ว่าการกำหนดอัตราการฉายเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถจูงใจคนให้ดูหนังเกาหลีมากกว่าหนังฮอลลีวูดได้  ถ้าหากภาพยนตร์เกาหลีเองไม่เชิญชวนให้ผู้ชมเข้าไปดู

     ดาราเกาหลีส่วนใหญ่เป็นดาราคุณภาพ เล่นบทได้หลากหลายซับซ้อน  ดาราชายบางคนเรื่องหนึ่งเล่นเป็นนักเลงใจโหด แต่อีกเรื่องกลับกลายเป็นหนุ่มสมองพิการ และดาราสาวอีกคนเรื่องหนึ่งเล่นเป็นสาวง่อย แต่อีกเรื่องกลับกลายเป็นสาวใหญ่กระดังงาลนไฟ  หากไม่ใช่ดาราคุณภาพจริงๆ การเล่นบทที่แตกต่างกันสุดขั้วแบบนี้ให้ดีได้ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ "โคตรยาก"

     ในด้านงานสร้าง บทภาพยนตร์เองก็ต้องเคี่ยวให้ได้คุณภาพไม่แพ้กัน มีภาพยนตร์เกาหลีหลายเรื่องที่ไปได้รางวัลมาจากสถาบันหรือเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆทั่วโลกได้ (เช่นเรื่อง Old Boy ของ Park Chan-wook)

     ทุนทางวัฒนธรรมจากสื่อเหล่านี้ ทำให้ประเทศมีรายได้มากมายจากการขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และซีรี่ส์คุณภาพเหล่านี้  และหากไม่ได้ลงทุน ทุ่มทุนเพื่อสร้างสินค้าเหล่านี้ให้มีคุณภาพเพียงพอให้ต่างชาติไว้ใจ  ทุนวัฒนธรรมของเกาหลีก็จะไม่เกิด...

     เมื่อสินค้าคุณภาพเหล่านี้สามารถซื้อใจผู้ชมได้แล้ว ผลพลอยได้อื่นๆก็ตามมาเป็นทวีคูณ  ทั้งภาพลักษณ์ที่ดีของสื่อบันเทิงเกาหลี สินค้าเกาหลี อาหารเกาหลี รวมไปถึงรายได้จากการท่องเที่ยวอีกด้วย.. เพราะในละครหลายเรื่องใช้ทิวทัศน์ของเกาหลีได้อย่างคุ้มค่า งดงาม ติดตาตรึงใจผู้ชม เชิญชวนให้ผู้ชมอยากไปสัมผัสสถานที่จริง และการใช้สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หรือละครที่โด่งดังเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ (ดังเช่นกรณีของเกาะนามิใน Winter Love Song และ แดจังกึม ฟิล์ม ปาร์ค ของ แดจึงกึม จอมนางแห่งวังหลวง) ก็ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเทียวต่างชาติมากขึ้น

     การแพร่กระจายวัฒนธรรมทางสื่อนี้มีอิทธิพลมากมายเกินกว่าจะอธิบายได้.. เพราะเหมือนอย่างคราวที่วัฒนธรรมญี่ปุ่นบูมในไทย ก็มีวัยรุ่นคลั่งไคล้นักร้องญี่ปุ่น มีนิยายญี่ปุ่นมาแปลวางขาย มีคนทำทรงผมแบบชาวญี่ปุ่น เรียนภาษาญี่ปุ่น ทานอาหารญี่ปุ่น ฯลฯ

     ในกรณีของเกาหลีเองก็ไม่ต่างกันมากนัก เพราะนอกจากละครและซีรี่ส์เกาหลีที่ฮิตมากๆแล้ว ยังมีอาหารเกาหลี นิยายเกาหลี สินค้าเกาหลี  แม้แต่ชุดของเด็กเล็กๆที่ออกแบบมาจากชุดฮันบกของเกาหลีก็ยังมี!

     เมื่อกลับมาคิดถึงประเทศไทย.. ทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทยนั้นมีไม่มากเหมือนญี่ปุ่นกับเกาหลี  และถึงแม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าการเผยแพร่วัฒนธรรมทางสื่อนั้นมีอิทธิพลเพียงใด แต่ผลิตภัณฑ์ทางสื่อของไทยนั้นกลับแทบจะย่ำอยู่กับที่ ทั้งละครที่มุ่งเจตนาขายเรือนร่างของดาราสาว ขายเนื้อเรื่องพล็อตเรื่องน้ำเน่าเดิมๆ ผู้สร้างภาพยนตร์ไม่รวมตัวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันแต่กลับแตกความสามัคคี แยกพรรคแยกพวกแยกค่าย ตัวใครตัวมัน

     น่าอายไหม? ประเทศเรามีอะไรขายได้มากมายตั้งเยอะตั้งแยะ แต่ไม่ได้เอาออกไป "ขาย" ให้เกิดผลประโยชน์แก่ชาติ มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและสถาปัตยกรรมที่ล้ำค่า แต่กลับไม่ได้ใช้สื่อในการสร้าง "ทุนวัฒนธรรม" ที่ดีให้กับชาติได้คุ้มค่าเพียงพอ กลับกลายเป็นว่าชาวตะวันตกรู้จักประเทศเราแต่อะโกโก้ โคโยตี้ โสเภณี  และละครกับภาพยนตร์ของเราก็ย่ำอยู่กับที่ ใครทำอะไรแล้วฮิตก็ทำตามเขาไปหมด

     ใครจำได้ไหม? ตอน "สตรีเหล็ก" ฮิตก็มีแต่หนังขายกะเทยตามกันออกมาให้ควั่ก

     ใครจำได้ไหม? ตอน "ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ" ดังทะลุร้อยล้าน ก็มีแต่หนังผีตามกันออกมาเต็มพรืด  แถมที่น่าอายที่สุด เราดันไปก๊อปปี้ผีมาจากหนังญี่ปุ่นหนังเกาหลีเสียอีก...

     และใครจำได้อีกไหม? ที่ช่วงหนึ่ง หนังไทยมีแต่หนังตลกตีหัวเข้าบ้าน หวังจะเอาเงินไปวันๆ และคุณภาพห่วยแตกสิ้นดี!!!

     แล้วกระทรวงวัฒนธรรมทำอะไรที่จะ "ขาย" ของดีดีในบ้านเราออกไปให้ต่างชาติรับรู้บ้างนอกจากการมานั่งตามเซนเซอร์บุหรี่ เหล้า และภาพศิลปะในภาพยนตร์ ละคร โทรทัศน์  แทนที่จะมานั่งทำอะไรที่งี่เง่า ไร้เหตุผลด้วยการทำลายงานศิลปะ และรุกล้ำสิทธิส่วนตัวผู้อื่นด้วยการเซนเซอร์ที่น่าเกลียดอย่างที่ได้กล่าวไปในจย่อหน้าที่แล้ว กระทรวงนี้ที่ตั้งขึ้นมาใหม่หลังจากถูกยุบไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ได้ทำอะไรอันควรค่าแก่การคงอยู่เป็น "กระทรวง" ไปแล้วบ้างเล่า?

     แทนที่กระทรวงวัฒนธรรมจะคอยสนับสนุนการขายของดีดีในประเทศเราให้ออกสู่สายตาชาวโลก กลับเอาเวลามานั่งทำเรื่องไร้เหตุผลและไร้ประโยชน์เช่นการเซ็นเซอร์บุหรี่ (ถามจริงๆเถอะ ใครมันจะดูว่าไอ้ที่เบลอๆแล้วมีควันออกมาตรงปากมันคือกูลิโกะป๊อกกี้บ้าง?)

     ถึงตอนนี้ ผมก็ยังคงเฝ้ารอครับ... วันที่ชาติบ้านเมืองเราจะโด่งดังในสายตาชาวโลก ในด้านที่ไม่ได้ขายแต่อะโกโก้ โคโยตี้ และโสเภณี... การใช้สื่อประชาสัมพันธ์ชาติทำได้ตลอดเวลาครับ ถ้าหากดูเกาหลีเป็นตัวอย่าง  ประเทศไทยไม่ได้มีแต่เรือพระที่นั่ง ไม่ได้มีแต่วัดพระแก้ว มีอย่างอื่นอีกมากมายที่โปรโมตได้โดยไม่ต้องรองานใหญ่ งานระดับชาติ หรืองานระดับโลกแต่อย่างใด

     เอาแค่ละครทีวีหรือภาพยนตร์แหละครับ มีหลายเรื่องที่น่าจะเชิดชูคุณภาพและภาพลักษณ์ของเราได้มากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ส่วนทีไม่ดีมันยังมีมากกว่า เท่านั้นเอง... 

     ปลา