ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "จดหมายสะกิดสังคม"
ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 (1 มิถุนายน - 16 สิงหาคม 2549)

บทความนี้เป็นงานแรกที่เขียนในชีวิตมหาวิทยาลัย
เนื้องานโดยรวมคืออาจารย์ให้หาข่าว แล้วเขียนวิจารณ์ข่าวโดยใช้เรื่องที่เรียนไป
(ตอนนั้นเรียนไปแค่ สองอาทิตย์)
เพราะฉะนั้น ถ้าประเด็นมันดูเอาท์ๆ เก่าๆ ก็โปรดเข้าใจว่า
"เอาของเก่ามาอู้ในบล็อก" ละกันนะ

สิ่งที่ surprise มากก็คือ
บทความนี้ถูกเรียกเป็นตัวแทนภาควิชา ไปพรีเซนต์หน้าชั้น
(ตอนพรีเซนต์ ทุกอย่างที่เขียนกลายเป็น "ภาษาพูด" เกือบหมด 55+)

และหลังจากพรีเซนต์เสร็จ มีผู้หญิงมาบอกว่าชอบ 2 คน... พร้อมๆกัน
(อืม... นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่า "หลงผิด" ฮ่ะๆ)

ตอนนี้เธอสองคนนั้นก็ "ตาสว่าง" กันไปนานแล้วล่ะ
ไม่ต้องถามนะ ว่าตอนนี้เป็นไง (หุหุ)


ถึงแม้ว่าข่าวนี้ จะเป็นข่าวเก่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ที่ผมหยิบข่าวนี้มาอภิปรายเนื่องจากคิดว่า กระแส "เกาหลี" ยังไม่จางหายไปจากสังคมไทยในตอนนี้เสียทีเดียว นับตั้งแต่วัฒนธรรม "เกาหลี" เข้าสู่สังคมไทยมา...

     ตามเนื้อข่าวระบุว่า คนไทยไปเที่ยวเกาหลี(ใต้)มากขึ้น หลังจากที่ซีรี่ส์ชื่อดัง "แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง" เข้าฉายในประเทศไทยได้ไม่นาน และได้รับความนิยมจากผู้ชมชาวไทยในเวลาอันรวดเร็ว และไม่ได้เป็นการท่องเที่ยวธรรมดา แต่เป็นการจัดทัวร์ "ตามรอยแดจังกึม" เลยทีเดียว โดยมีจุดขายอยู่ที่ แดจังกึม ฟิล์ม ปาร์ค  สถานที่ถ่ายทำซีรี่ส์เรื่องดังกล่าว

     กระแสเกาหลีเข้ามาในประเทศไทยจากภาพยนตร์และซีรี่ส์ทางโทรทัศน์ โดยเรื่องที่โด่งดังจนสามารถปลุกกระแสเกาหลีให้ดังเทียบเท่ากระแสญี่ปุ่นได้คือภาพยนตร์เรื่อง My Sassy Girl หรือ "ยัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยมเจี้ยม" และซีรี่ส์โทรทัศน์เรื่อง Winter Love Song หรือ "เพลงรักในสายลมหนาว" โดยเฉพาะเรื่องหลังที่ทำให้เกาะนามิ สถานที่ถ่ายทำซีรี่ส์เรื่องนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังและเป็นที่นิยมขึ้นมาแทบจะในทันที จากข้อมูลในข่าวที่ผมยกมา

     หลังจากนั้นทั้งภาพยนตร์เกาหลีและซีรี่ส์เกาหลีก็ทยอยนำเข้ามาฉายในประเทศไทยในอัตราทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระแสเริ่มคงตัว ก็มีกระแสความนิยมนักร้องของเกาหลีเข้ามาอีก หลังจากที่สังคมไทยเคยคลั่งไคล้นักร้องของญี่ปุ่นมามากอยู่พักหนึ่ง  ยกตัวอย่างนักร้องที่โด่งดังของเกาหลีได้แก่ Seven และ Rain โดยเฉพาะ Rain นั้นเป็น 1 ใน The Time 100 ที่จัดโดยนิตยสาร Time ของปีล่าสุดอีกด้วย

     และสิ่งที่ทำให้กระแสเกาหลีพุ่งขึ้นสูงอีกครั้งก็คือซีรี่ส์ "แดจังกึม" นี่เอง

     จากกระแสความนิยมในผลผลิต ผลิตภัณฑ์ และสื่อของเกาหลีทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ดาราศิลปินนักร้อง และอาหาร  ผมวิเคราะห์ได้ว่านี่คือทุนทางวัฒนธรรมที่เกาหลีได้ทุ่มงบในการลงทุนเพื่อสร้างทุนทางวัฒนธรรมด้วยเม็ดเงินมหาศาล...

     สังเกตได้ว่าสื่อบันเทิงทั้งด้านเพลง ละคร และภาพยนตร์ของเกาหลีนั้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ แต่เป็นสื่อคุณภาพ ที่เห็นได้ชัดก็คือละครและภาพยนตร์ ที่ได้วางรากฐานอย่างเข้มแข็งจากในประเทศตัวเองก่อนด้วยการกำหนดอัตราเข้าฉายของภาพยนตร์เกาหลีให้มากกว่าภาพยนตร์ฮอลลีวูด แต่ว่าการกำหนดอัตราการฉายเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถจูงใจคนให้ดูหนังเกาหลีมากกว่าหนังฮอลลีวูดได้  ถ้าหากภาพยนตร์เกาหลีเองไม่เชิญชวนให้ผู้ชมเข้าไปดู

     ดาราเกาหลีส่วนใหญ่เป็นดาราคุณภาพ เล่นบทได้หลากหลายซับซ้อน  ดาราชายบางคนเรื่องหนึ่งเล่นเป็นนักเลงใจโหด แต่อีกเรื่องกลับกลายเป็นหนุ่มสมองพิการ และดาราสาวอีกคนเรื่องหนึ่งเล่นเป็นสาวง่อย แต่อีกเรื่องกลับกลายเป็นสาวใหญ่กระดังงาลนไฟ  หากไม่ใช่ดาราคุณภาพจริงๆ การเล่นบทที่แตกต่างกันสุดขั้วแบบนี้ให้ดีได้ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ "โคตรยาก"

     ในด้านงานสร้าง บทภาพยนตร์เองก็ต้องเคี่ยวให้ได้คุณภาพไม่แพ้กัน มีภาพยนตร์เกาหลีหลายเรื่องที่ไปได้รางวัลมาจากสถาบันหรือเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆทั่วโลกได้ (เช่นเรื่อง Old Boy ของ Park Chan-wook)

     ทุนทางวัฒนธรรมจากสื่อเหล่านี้ ทำให้ประเทศมีรายได้มากมายจากการขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และซีรี่ส์คุณภาพเหล่านี้  และหากไม่ได้ลงทุน ทุ่มทุนเพื่อสร้างสินค้าเหล่านี้ให้มีคุณภาพเพียงพอให้ต่างชาติไว้ใจ  ทุนวัฒนธรรมของเกาหลีก็จะไม่เกิด...

     เมื่อสินค้าคุณภาพเหล่านี้สามารถซื้อใจผู้ชมได้แล้ว ผลพลอยได้อื่นๆก็ตามมาเป็นทวีคูณ  ทั้งภาพลักษณ์ที่ดีของสื่อบันเทิงเกาหลี สินค้าเกาหลี อาหารเกาหลี รวมไปถึงรายได้จากการท่องเที่ยวอีกด้วย.. เพราะในละครหลายเรื่องใช้ทิวทัศน์ของเกาหลีได้อย่างคุ้มค่า งดงาม ติดตาตรึงใจผู้ชม เชิญชวนให้ผู้ชมอยากไปสัมผัสสถานที่จริง และการใช้สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หรือละครที่โด่งดังเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ (ดังเช่นกรณีของเกาะนามิใน Winter Love Song และ แดจังกึม ฟิล์ม ปาร์ค ของ แดจึงกึม จอมนางแห่งวังหลวง) ก็ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเทียวต่างชาติมากขึ้น

     การแพร่กระจายวัฒนธรรมทางสื่อนี้มีอิทธิพลมากมายเกินกว่าจะอธิบายได้.. เพราะเหมือนอย่างคราวที่วัฒนธรรมญี่ปุ่นบูมในไทย ก็มีวัยรุ่นคลั่งไคล้นักร้องญี่ปุ่น มีนิยายญี่ปุ่นมาแปลวางขาย มีคนทำทรงผมแบบชาวญี่ปุ่น เรียนภาษาญี่ปุ่น ทานอาหารญี่ปุ่น ฯลฯ

     ในกรณีของเกาหลีเองก็ไม่ต่างกันมากนัก เพราะนอกจากละครและซีรี่ส์เกาหลีที่ฮิตมากๆแล้ว ยังมีอาหารเกาหลี นิยายเกาหลี สินค้าเกาหลี  แม้แต่ชุดของเด็กเล็กๆที่ออกแบบมาจากชุดฮันบกของเกาหลีก็ยังมี!

     เมื่อกลับมาคิดถึงประเทศไทย.. ทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทยนั้นมีไม่มากเหมือนญี่ปุ่นกับเกาหลี  และถึงแม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าการเผยแพร่วัฒนธรรมทางสื่อนั้นมีอิทธิพลเพียงใด แต่ผลิตภัณฑ์ทางสื่อของไทยนั้นกลับแทบจะย่ำอยู่กับที่ ทั้งละครที่มุ่งเจตนาขายเรือนร่างของดาราสาว ขายเนื้อเรื่องพล็อตเรื่องน้ำเน่าเดิมๆ ผู้สร้างภาพยนตร์ไม่รวมตัวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันแต่กลับแตกความสามัคคี แยกพรรคแยกพวกแยกค่าย ตัวใครตัวมัน

     น่าอายไหม? ประเทศเรามีอะไรขายได้มากมายตั้งเยอะตั้งแยะ แต่ไม่ได้เอาออกไป "ขาย" ให้เกิดผลประโยชน์แก่ชาติ มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและสถาปัตยกรรมที่ล้ำค่า แต่กลับไม่ได้ใช้สื่อในการสร้าง "ทุนวัฒนธรรม" ที่ดีให้กับชาติได้คุ้มค่าเพียงพอ กลับกลายเป็นว่าชาวตะวันตกรู้จักประเทศเราแต่อะโกโก้ โคโยตี้ โสเภณี  และละครกับภาพยนตร์ของเราก็ย่ำอยู่กับที่ ใครทำอะไรแล้วฮิตก็ทำตามเขาไปหมด

     ใครจำได้ไหม? ตอน "สตรีเหล็ก" ฮิตก็มีแต่หนังขายกะเทยตามกันออกมาให้ควั่ก

     ใครจำได้ไหม? ตอน "ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ" ดังทะลุร้อยล้าน ก็มีแต่หนังผีตามกันออกมาเต็มพรืด  แถมที่น่าอายที่สุด เราดันไปก๊อปปี้ผีมาจากหนังญี่ปุ่นหนังเกาหลีเสียอีก...

     และใครจำได้อีกไหม? ที่ช่วงหนึ่ง หนังไทยมีแต่หนังตลกตีหัวเข้าบ้าน หวังจะเอาเงินไปวันๆ และคุณภาพห่วยแตกสิ้นดี!!!

     แล้วกระทรวงวัฒนธรรมทำอะไรที่จะ "ขาย" ของดีดีในบ้านเราออกไปให้ต่างชาติรับรู้บ้างนอกจากการมานั่งตามเซนเซอร์บุหรี่ เหล้า และภาพศิลปะในภาพยนตร์ ละคร โทรทัศน์  แทนที่จะมานั่งทำอะไรที่งี่เง่า ไร้เหตุผลด้วยการทำลายงานศิลปะ และรุกล้ำสิทธิส่วนตัวผู้อื่นด้วยการเซนเซอร์ที่น่าเกลียดอย่างที่ได้กล่าวไปในจย่อหน้าที่แล้ว กระทรวงนี้ที่ตั้งขึ้นมาใหม่หลังจากถูกยุบไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ได้ทำอะไรอันควรค่าแก่การคงอยู่เป็น "กระทรวง" ไปแล้วบ้างเล่า?

     แทนที่กระทรวงวัฒนธรรมจะคอยสนับสนุนการขายของดีดีในประเทศเราให้ออกสู่สายตาชาวโลก กลับเอาเวลามานั่งทำเรื่องไร้เหตุผลและไร้ประโยชน์เช่นการเซ็นเซอร์บุหรี่ (ถามจริงๆเถอะ ใครมันจะดูว่าไอ้ที่เบลอๆแล้วมีควันออกมาตรงปากมันคือกูลิโกะป๊อกกี้บ้าง?)

     ถึงตอนนี้ ผมก็ยังคงเฝ้ารอครับ... วันที่ชาติบ้านเมืองเราจะโด่งดังในสายตาชาวโลก ในด้านที่ไม่ได้ขายแต่อะโกโก้ โคโยตี้ และโสเภณี... การใช้สื่อประชาสัมพันธ์ชาติทำได้ตลอดเวลาครับ ถ้าหากดูเกาหลีเป็นตัวอย่าง  ประเทศไทยไม่ได้มีแต่เรือพระที่นั่ง ไม่ได้มีแต่วัดพระแก้ว มีอย่างอื่นอีกมากมายที่โปรโมตได้โดยไม่ต้องรองานใหญ่ งานระดับชาติ หรืองานระดับโลกแต่อย่างใด

     เอาแค่ละครทีวีหรือภาพยนตร์แหละครับ มีหลายเรื่องที่น่าจะเชิดชูคุณภาพและภาพลักษณ์ของเราได้มากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ส่วนทีไม่ดีมันยังมีมากกว่า เท่านั้นเอง... 

     ปลาเน่าเยอะกว่าปลาดี ยังไงก็มีกลิ่นครับ ต่อให้ปลาดีจะเป็นปลาโคตรเกรดเอก็ตาม...

edit @ 28 Jun 2008 03:54:00 by nanoguy

Comment

Comment:

Tweet

วันนี้วันที่ 2 มีนาคม 2009
บทความนี้ก็ยังคงความเป็นปัจจุบันอยู่ แม้ไม่100%เต็ม

เวลานี้กระทรวงวัฒนธรรมได้เซ็นเซอร์ตูดโนบิตะแล้ว
ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าอนาคตจะไปถึงไหน

แน่นอนครับ

ไทยรัฐวันเสาร์หน้า 1 ยังมีรูปดาราในชุดว่ายน้ำอยู่
และนิตยสารGossipในเซเว่นยังอยู่ครบทุกสำนัก~

#44 By ปอเปี๊ยะไฟฟ้าสถิต (58.64.62.249) on 2009-03-02 09:38

ไม่ชอบดูอะไรที่เป็ยเกาหลีสักเท่าไร (ส่วนตัวชอบญี่ปุ่นมากกว่า-ไม่ได้หมายความว่าชอบ AV นะ แหะๆๆ)

แต่ยอมรับว่าของเขาดีจริง

ซึ่งกว่าที่เขาจะได้ผลงานดีๆ ออกมานั้น เขาต้องใช้ทั้งความพยายาม และความร่วมมือร่วมใจจากทั้งภาครัฐและเอกชนเยอะพอสมควร

ไม่เหมือนประเทศไทยที่ภาครัฐไม่เคยส่งเสริมอะไรเลย แถมยังขัดขวางอีก

แต่ยังหวังว่า หนังไทยจะโกอินเตอร์ โดยไม่เคยวางรากฐานอะไรเลย

(คงลืมไปว่า เส้นทางแบบนี้มันมีแต่ทางตรง ไม่มีทางลัด)

#42 By ฟ้าดิน (58.8.86.153) on 2008-07-10 01:28

เห็นด้วยอย่างยิ่ง
confused smile

#41 By behindthemoon on 2008-06-26 22:35

เครียดจังแหะ แต่ก็เป็นมุมมองที่น่าสนใจ...แต่ละอย่างคิดไปได้เนอะ sad smile

#40 By Shuu Exteen on 2008-06-23 23:37

re: post 38

(ขออภัยที่ผมเสือกมาตอบนะครับ)

ผมเจอรีวิว กังฟูแพนด้าน่าสนใจชิ้นนึง เลยเอามาแปะไว้ให้แล้วกัน (ท่านนาโนกายเห็นชิ้นนี้แล้วเช่นกัน)

http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=8980

หมายเหตุ - หากเข้าเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกันไม่ได้ก็บอกละกันนะครับ เดี๋ยวผมหาทางจัดให้

ด้วยความเคารพ

#39 By fallingangels on 2008-06-23 14:47

พี่นาโนมีรีวิวกังฟูแพนด้ามั้ยเนี่ย big smile

#38 By Shuu Exteen on 2008-06-23 00:11

Hot! Hot! Hot!

ทุกอย่างสามารถแสดงความเป็นชาติได้เสมอไม่ว่าภาพยนตร์ สินค้า หรือวัฒนธรรม

ส่วนตัวยังคิดว่าปลาดีมีมากกว่าปลาเน่าค่ะ ไม่งั้นประเทศเราคงจะไม่รอดมาถึงวันนี้ (แม้วันนี้จะดูอ่อนแอมากก็ตาม)

เพียงแต่ปลาดีไม่แสดงตัว หรือไม่อาจแสดงตัว ปล่อยให้ปลาชั่วมันลอยนวลส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว

ขอให้ชาติเราพ้นวิกฤตและพวกคนพาลไปได้จริงๆ

#37 By KT on 2008-06-22 20:48

http://www.youtube.com/watch?v=9F0YGFs7plY

#36 By grenadine1oz (202.28.182.12) on 2008-06-16 19:05

เขามักจะอ้างว่าทำหนังทำละครตอบสนองความต้องการของคนดู แต่จริงๆแล้วสนอง need นายทุน สนอง need ตนเอง

...เซ็ง..เป็ด




#35 By renton (58.8.11.67) on 2008-06-16 17:06

ลืมลิ้งค์

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A6708298/A6708298.html

#34 By grenadine1oz (202.28.180.202) on 2008-06-16 12:41

เค้าอาจจะไม่ได้รอผลิตใหม่อะไรนะครับ แต่จะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้

เพราะพี่kwanmanee รับฝากจองหลายชุด ไปรับสินค้ามาที่มูฟวี่คาเฟ่ พอเปิดของดูพบว่า
บางชุดตาหาย ปากหาย พอสอบถามไปที่ร้าน ทางร้านเอาถุงชิ้นส่วนสำรองออกมาให้เลือกเลยครับ

แล้วมันเป็นการจองล่วงหน้า5เดือน เพราะงั้นเค้ารู้อยู่แล้วว่าต้องผลิตกี่ชิ้น
ไม่น่าจะทำออกมาเป็นล็อตๆนะครับ ผมว่าน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น

#33 By grenadine1oz (202.28.180.202) on 2008-06-16 12:40

ขอตอบในนี้นะครับ

คือที่ว่าล็อตใหม่นี่หมายถึง ส่งมาจากแฮปปี้โฮมล็อตใหม่รึป่าวครับ
เพราะตามที่เค้าประกาศคือของนั้นเสร็จตั้งแต่สองเดือนที่แล้ว แต่ราขึ้น
ต้องใช้เวลาอบไม้เพื่อแก้ปัญหาอีก45วันอะครับ

เรื่องที่ส่งเมลไปสอบถามก่อนก็น่าสนใจครับ ขอบคุณมากครับ

#32 By grenadine1oz (58.9.98.139) on 2008-06-16 01:49

รู้สึกเท่ เพราะไม่เคยดู แดจังกึม สักตอน

#31 By merveillesxx (58.8.128.128) on 2008-06-14 16:42

คุณพี่นิดา ไมโล

ช่างเมนต์ได้ทำร้ายจิตใจนัก
ชะห์

#30 By nanoguy on 2008-06-12 21:30

ผู้หญิงที่ว่ามาบอกชอบเนี่ย

เขาชอบงานเขียนของแกหรือป่าว
แล้วแกอนุมานว่าเขามาชอบตัวเอง

ฮี่ฮี่

ล้อเล่น

#29 By NiDA MAilO on 2008-06-12 19:13

นายทุน ฉลาดในการขาย แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเสี่ยงในการลงแรง ผลักดัน สนับสนุน
การให้การศึกษากับผู้คน เราคิดว่าตรงจุดนี้ประเทศเราก็ให้มากพอแล้วล่ะ สิ่งที่ขาดคือ การผลักดันให้ผู้คนในประเทศ รู้จักกล้าคิด กล้าตัดสินใจ มั่นใจในความคิดของตัวเอง น้อยที่สุดการสร้างภาพยนตร์แนวพร๊อมภรากันดาร ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ของการประชาสัมพันธ์ไทยลี่
"อีเมี้ยน ยอดหญิงน้ำพริกแมงดา"
"กำดัด กระด้งเหล็ก"
"เก็บซาหริ่มให้คนข้างบ้าน"
มีมากมายเหลือเกินที่เราจะขาย ไทยลี่ ออกไป ภายใต้ฟอร์มอันแสนจะดราม่าทั้งหลายแหล่ ทำไมน่ะ ทำไมต้องเอาแต่พึ่งหวังแต่ฟอร์มหนังเพศที่สาม หรือเรื่องเหนือธรรมชาติกันจัง

จริงๆเราว่า แดจังกึม เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจน่ะ เพราะมันเป็นละครเกาหลี ที่ไม่ใช่เมโลดราม่าแบบน้ำเน่า (โอเค อาจจะมีความเป็นเมโล ในการฟูมฟาย แต่มันก็ไม่ได้จงใจขายเรื่อง แรกรักลูคิเมียคร่า แบบเดิมๆ)

เอาล่ะ สุดท้ายเราก็คิดว่าจริงๆแล้ว คนไทยเก่งมาก ฉลาด มีอารมณ์ขัน ซื่อแต่ก้แสนกล
เพียงแต่พวกเค้าควรจะรู้จักมองอะไรให้ลึกซึ้งกว่านี้ ไม่พอ ความกล้าเองก็เช่นกัน ข้อหลังขอหมายถึงเพาะผู้กำเงินทุน
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ โดยปกติผมเกลียดวิชาประวิติศาสตร์มากเพราะไม่ถูกกับตัวหนังสือเยอะๆ แต่ผมมาเริ่มอ่านเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เกาหลีก็เพราะว่าดู ซอดอง จูมงและทัมต๊อก นี่แหละ
ของที่ทำออกมาดีและคิดถึงผู้บริโภคจริงๆก็สมควรที่จะได้รับการตอบรับที่ดีอยู่แล้ว ไม่เห็นแปลกเลย

#27 By Holy D Dog on 2008-06-12 17:36

ตอบ คนอ่อนไหว

เรียนว่า "ทุนทางวัฒนธรรม" ไม่ได้หมายถึง "วัฒนธรรมทั้งหมด" นะครับ

ไทยมีวัฒนธรรมเป็นจุดแข็ง เห็นด้วย ในขณะที่เรากลับมีทุนทางวัฒนธรรมน้อย เพราะอะไร
เพราะเราไม่ได้สร้างตรงนั้นขึ้นมาครับ

เรามีวัฒนธรรมที่ดีก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่าดีเฉยๆ แล้วคนจะมาชอบ มาคลั่งไคล้ เราต้อง "นำเสนอ" ให้เป็น และเลือกที่จะนำเสนออย่างถูกเป้าหมาย ถูกวิธี

นี่คือการสร้าง ทุนทางวัฒนธรรม ในสายตาคนนอกวัฒนธรรม

เหมือนที่เกาหลี ญี่ปุ่น อเมริกา เค้าทำอยู่นี่ไงครับ

#26 By nanoguy on 2008-06-12 16:01

ไม่เห็นด้วยค่ะ ที่ว่าทุนทางวัฒนธรรมไทยมีไม่มาก
ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่เป็นจุดแข็งต่างหาก แต่มีคนนำมาใช้น้อยหรือใช้ในทางที่ผิด หรือคนของเราไม่เห็นคุณค่าเอง ตอนนี้มีคนทำเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วนะค่ะ และทำมานานแล้ว แต่เราคงมองเกาหลีกันอยู เลยไม่เห็นในสิ่งที่เขากำลังทำกันอยู่

#25 By ปลาทู on 2008-06-12 15:18

อ่านแล้วได้แง่คิดครับ ... ในนี้มีหลายจุดที่เห็นด้วย และหลายจุดที่ไม่เห็นด้วยซะทีเดียวแต่เอาไปคิดต่อยอดได้confused smile

#24 By หมอแมว on 2008-06-12 15:14

Hot! ชอบจริงๆ เห็นด้วยที่แทนจะมาเซ็นเซอร์ที่ไร้ประโยชน์ส่งเสริมให้เป็นอุตสาหกรรมดีๆ ส่งออกบ้างทำไมไม่ทำ

เกรียดจริงๆ พวกมือถือสากปากยังเอาแต่ด่า

#23 By Lily Pixel on 2008-06-12 04:24

คนไทยดูหนังแล้ววิเคราะห์ไม่เป็น เห็นดาราหน้าใสก็ได้แค่กรี๊ด ไม่ค่อยมีคนวิเคราะห์อะไรได้ลึกๆแบบคุณนาโนเลยเนอะ big smile

อนึ่งผมชอบนะ ความเป็นชาตินิยมของเกาหลีไม่รุนแรง เพราะประชากรมีคุณภาพพอ
เวลาเลือกคนเข้าทำงานเขาเลือกคนของเขาก่อน

เมืองไทยเหรอ .... คนไรัคุณภาพ สุ้เอาฝรั่งดีกว่า..(ที่จริงบ้านเรายกย่องพวกหัวทองมากไปหน่อยนะโดยเฉพาะแทกซี่)

​เมื่อสินค้าคุณภาพเหล่านี้​สามารถ​ซื้อใจ​ผู้​ชม​ได้​แล้ว​ ​ผลพลอย​ได้​อื่นๆ​ก็ตามมา​เป็น​ทวีคูณ​ ​ทั้ง​ภาพลักษณ์ที่ดีของสื่อบันเทิงเกาหลี​ ​สินค้า​เกาหลี​ ​อาหารเกาหลี​ ​รวมไป​ถึง​ราย​ได้​จาก​การท่องเที่ยวอีก​ด้วย​.. ​เพราะ​ใน​ละครหลายเรื่อง​ใช้​ทิวทัศน์ของเกาหลี​ได้​อย่างคุ้มค่า​ ​งดงาม​ ​ติดตาตรึงใจ​ผู้​ชม​ ​เชิญชวน​ให้​ผู้​ชมอยากไปสัมผัสสถานที่จริง​ ​และ​การ​ใช้​สถานที่ถ่ายทำ​ภาพยนตร์​หรือ​ละครที่​โด่งดังเหล่า​นั้น​ให้​เป็น​ประ​โยชน์​ (ดังเช่นกรณีของเกาะนามิ​ใน​ Winter Love Song ​และ​ ​แดจังกึม​ ​ฟิล์ม​ ​ปาร์ค​ ​ของ​ ​แด​จึง​กึม​ ​จอมนางแห่งวังหลวง) ​ก็ทำ​ให้​ราย​ได้​จาก​การท่องเที่ยวของนักท่องเทียวต่างชาติมากขึ้น

เมืองไทยมัวแต่ ปลาบุ่ทอง...สิงหไกรภพ..ขุนช้างขุนแผน= =''

แต่อย่างว่าแหละครับ เราบิดเบือกประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้ เลยแต่งแบบแดจังกึมไม่ได้น่ะ ไม่งั้นหัวขาดได้..
ต้องคนมีบารมี หรือ ชื่อหน่อยแบบท่านมุ้ย ที่ดัดแปลงประวัติศาสตร์นิดๆหน่อยๆได้ (ขนาดนั้นก็ยังมีพวกหัวโบราณด่าเลยนะ)

#22 By Shuu Exteen on 2008-06-12 02:53

เรียกได้ว่าคอนเทมโพรารี่ เอนทรีจ่ะ

ร่วมสมัย ยังไม่ตกยุค :)


แต่เราก็ชอบจังกึมจริงๆแหละ
ของเค้าดีจริง big smile

#21 By iDoi* on 2008-06-12 02:45

ตอบคุณพี่ gallantfoal

นี่แหละ ถ้าเราเอาไปขายจริงๆจังๆ ทำให้มันดีๆ (ดีในที่นี้คือไม่ใช่หนัง "ททท." นะ อันนั้นใครดูก็รู้ว่า "เฟคแบบไร้สติ") เกาหลีจะเอาอะไรมาสู้ เหอๆ

แค่อาหาร เราก็กินขาดกระจุยไปไหนต่อไหน

#20 By nanoguy on 2008-06-12 01:32

เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ
จริงครับ หนังไทยในตอนนี้ มีแต่หนังตลกที่ออกมาเป็นว่าเล่น

หาสาระไม่ค่อยได้ ดูแล้วมันขัดตาครับ

เมืองไทยยังมีอีกหลายมุมที่น่าเอาออกมานำเสนอ

เพียงแต่ทุกวันนี้(รัฐบาล)เรา พยายามแต่ที่จะนำเสนอความเป็นไทยจากยอดปิรามิดอย่างเดียว

#18 By Xzodust on 2008-06-11 23:26

อ่านแล้วอยากไป มิวเซียมสยามเลยค่ะ(เกี่ยวไม๊เนี่ย)แหะๆconfused smile

#17 By (^_^)/nana on 2008-06-11 23:01

ลืม

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! x 1ล.

#16 By Jasmine✿Lala~ on 2008-06-11 22:53

เอาดาวไปห้าล้านดวง

ประเทศมันไม่พัฒนาเพราะ"ผู้ใหญ่"งี่เง่าเนี่ยแหล่ะ

#15 By Jasmine✿Lala~ on 2008-06-11 22:52

คนไทย เห็นอะไรทำดีได้ก็จะทำไปก่อน ผลดีหรือไม่ดีแบบต้นแบบมันก็อีกเรื่อง (ทุบรถหนึ่งคัน คันอื่นก็ซวยตามไป หนึ่งม็อบเกิดผลสำเร็จ ระลอกใหม่ก็ตามมา และอื่นๆ ที่คุณจะคิดได้)

#14 By [ GolGate ] on 2008-06-11 22:35

อ้อ ลืมไป ไปเกาหลีแล้ว รักประเทศไทยมากขึ้นล้านๆๆๆเท่าค่ะ
ไอ้ที่มันโปรโมทโง้นเง้ ไปถึงเอ่อ......

บ้านกูดีกว่าเยอะ!!

#13 By gallantfoal on 2008-06-11 22:20

วัฒนธรรมไทยเป็นยังไงคระ อิชั้นไม่รู้จัก 5555
อยากเห็นประเทศอื่นฮิตเรียนภาษาไทย ทุ่มเงินเป็นล้านประมูลของดาราเหมือนประเทศเราทุ่มซื้อของดาราเกาหลีมั่งจัง

#12 By gallantfoal on 2008-06-11 22:18

กะลังจะเขียนเรื่องปลาเน่าพอดี- -'' แต่มันโดนจริงๆนะครับเรื่องพวกนี้... พยายามมองปลาดี แต่กลิ่นปลาเน่ามันเยอะจัด

#11 By on 2008-06-11 21:44

โอ้โห

โดนเลยคับพี่น้อง 55+
Hot! Hot!

#10 By ~FeawkunG~ on 2008-06-11 20:50

เห็นด้วยค่ะ

ยังเคยบ่นกะหลายคนเลยว่า

เกาหลี เค้ายังทำละครส่งเสริมการท่องเที่ยวได้

ไทยเรา มีดีตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่ทำบ้าง??

Hot! Hot!

#9 By Nekoi ~ Sweet Alice on 2008-06-11 20:48

อีกเหตุผลนึงของบุคคลากรในเมืองไทยคือ โลกแคบ ค่ะsad smile

อีที่โลกกว้างหน่อยก็ ช่างลอก เหลือเกินsad smile ลอกคนอื่นได้เก่งนักแลsad smile


Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
คำที่ผู้ผลิตชาวไทยโดนเด็กทีชอบดาราต่างประเทศตอกกลับจนหน้างายแต่วางมาดไม่ยอมรับเลยก็คือคำว่า ไม่มีคุณภาพค่ะsad smile

#8 By :: [ Nando ] :: on 2008-06-11 20:46

ตบท้ายแจ่มมากเลยครับ

#7 By WhiteMapleS on 2008-06-11 20:44

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
คนไทยชอบตามกระแสแบบนี้ล่ะconfused smile
เจี๋ยน่ะเป็นพวกเกลียดเกาหลีอย่างหาที่สุดไม่ได้(เหมือนพี่วิชัย)
เอนทรี่นี้มันโดนใจจริงๆ
ปล.ตอบเม้นต์ที่บล็อก น้องเข้าใจแล้ว ขอบคุณค่ะconfused smile
555+

เห็นตอนแรกพูดว่า "ตาสว่าง"

ผมเลยคิดไปถึงเรื่อง "โน้น" เลย เข้าไปอ่าน...อ่าว แดจังกึม กะ มินจุงโฮ นี่หว่า

ฮาดีสหาย

ด้วยความเคารพ

#5 By fallingangels on 2008-06-11 14:51

^
^
อะเจี๊ยกกก ลืมใส่ชื่อ แต่อ่านสำนวนก็คงรู้แล้วแหละว่าเป็นพี่อ่า

#4 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-06-11 14:01

+ หุๆ นักการเมืองและข้าราชการที่ขาดวิสัยทัศน์ มักนำพาชาติไปสู่ความล่มจม (ไม่เฉพาะแต่กระทรวงวัฒนธรรมเท่านั้น) อ่ะครับ เหอๆ

+ เรื่องประเด็น 'การส่งออกวัฒนธรรม' พี่เคยเขียนไว้ที่ไหน จำไม่ได้แล้ว ... จะเห็นว่าจริงๆ แล้ว วัฒนธรรมเราน่าจะมีอะไรต่อมิอะไรให้โชว์มากกว่าของเกาหลีด้วยซ้ำ เพียงแต่คนทำงานดัน 'ขายไม่เป็น' แล้ววัฒนธรรมไทยก็เป็นวัฒนธรรมอ่อน ไม่แข็งเหมือนของเกาหลีหรือญี่ปุ่น อีกด้วย sad smile

+ แอบขำตรง "หลังจากพรีเซนต์เสร็จ มีผู้หญิงมาบอกว่าชอบ 2 คน... พร้อมๆ กัน" ... แบบว่าแค่หัวข้อดี เนื้อหาการพรีเซนต์โดนใจนี่ ทำให้สาวมาปิ๊งได้เลยเหรองับ เพิ่งรู้นะเนี่ย เอิ๊กๆ cry

#3 By (202.69.140.130) on 2008-06-11 13:59

ถึงประเด็นแดจังกึมจะเก่า แต่เอนทรี่นี้สุดยอดมากๆเลยครับ พี่ว่าอ่านตอนนี้ก็ยังร่วมสมัยนะ(เพราะบางอย่างยังย่ำอยู่กับที่เหมือนเดิม sad smile) ให้10ดาวเลย

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#2 By SkyKiD on 2008-06-11 12:07

เขียนอะไรเจ๋งๆอีกดิ เผื่อจะมีใครหลงผิดมาอีก

#1 By iaiapprentice (133.30.14.128) on 2008-06-11 10:21