Speed Racer : โลกทุนนิยมสีลูกกวาด
posted on 04 Jun 2008 00:07 by nanoguy in Article
ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 727 (ปักษ์หลัง พฤษภาคม 2551)
เอ๊ะ.. ปกไม่มีเจ้าชายแคสเปี้ยน แต่สวยว่ะ 5555
(แม้สาวน้อยทั้งสองจะไม่น่ารักเท่าเดิม)
ในเล่มนี้เขียนคอลัมน์อีกอันด้วย ให้ไปเสาะหากันเองในเล่มเด้อ
คนที่จะดูหนังเรื่องนี้ควรทำใจเสียตั้งแต่เห็นตัวอย่างหนังครั้งแรก เลิกผูกติดตัวเองกับไตรภาค The Matrix ที่สร้างชื่อให้กับพี่น้องวาชอว์สกี้ แล้วหวังว่าหนังเรื่องนี้จะ "มีสาระ" มากล้นข้นทะลักถึงปานนั้น
เพราะหากดูตามเจตนา หน้าหนัง และน้ำเสียงในการเล่าเรื่อง สองพี่น้องเจตนาให้หนังเรื่องนี้สร้างความบันเทิงในฐานะ "การ์ตูนญี่ปุ่น" อย่างชัดเจน (แม้ตัวละครจะหน้าตาไม่ญี่ปุ่น) - จนทำให้ผมอดสงสารหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ที่ผู้ชมกับนักวิจารณ์ต้อนรับแตกต่างกับ Iron Man อย่างกับหน้ามือหลังเท้า (แค่ดูคะแนนตามเว็บฝรั่งก็อดจะกุมขมับแทนไม่ได้)
สามดาวนี้ผมมอบให้กับความสนุกที่ผมได้รับจากหนัง
ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สามารถจัดเข้ากลุ่มได้กับหนังส่วนใหญ่ของผู้กำกับหนังสยองขวัญชาวอิตาเลี่ยนอย่างดาริโอ อาร์เจนโต้ คือหนังประเภทที่สามารถทำให้คนดูส่วนใหญ่ลืมช่องโหว่หรือความซ้ำซากของบทภาพยนตร์ และแทนที่ข้อด้อยเหล่านั้นด้วยความโดดเด่นด้านโปรดักชั่นดีไซน์ ความหวือหวา และความสร้างสรรค์ทางด้านภาพ/เสียง ที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมอย่างต่อเนื่อง (กรณีของหนังอาร์เจนโต้ คือฉากฆาตกรรมอันแสนวิจิตรพิสดารกับการถ่ายภาพสวยเลิศและดนตรีประกอบเร้าใจ ส่วน Speed Racer ก็ประเคนความล้ำเทคโนโลยีของรถแข่งจำนวนมหาศาลและภาพสีลูกกวาดหวานแหววทั้งในและนอกสนามแข่งรถ)
อย่างไรก็ดี หนังก็ยังมีองค์ประกอบ "ตามสูตร" ที่น่ารำคาญอยู่บ้าง เช่น การสั่งสอนแบบ "โคตรเทศนา" ที่ปรากฏอยู่เนืองๆในบทสนทนาตลอดทั้งเรื่อง รวมถึงประโยคเลี่ยนๆ ซ้ำซากจำนวนมากตามสไตล์หนังแนวครอบครัวอบอุ่นเรต PG (ถ้าอยากดูความอบอุ่นของครอบครัวแบบไม่เลี่ยนและกินใจอย่างแท้จริง ไปดู Little Miss Sunshine ดีกว่า)

เนื้อเรื่องของหนังไม่มีอะไรซับซ้อนหรือมีอะไรต้องปิดบังคนดู (หรือแม้แต่มีอะไรต้องสนใจให้มากนัก) สปีด เรซเซอร์ (อีมิล เฮิร์ช - กับการแสดงที่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร และคงไม่เป็นที่จดจำถ้าเราไม่รู้ว่าเขาเล่น Into the Wild มาก่อน) เกิดมาในครอบครัวที่เปิดอู่รถเล็กๆ และคลุกคลีอยู่กับรถแข่งมาตั้งแต่จำความได้ และนับถือพี่ชายที่เป็นนักแข่งรถอาชีพเป็นฮีโร่ในวัยเยาว์ ก่อนที่เขาจะขัดแย้งกับพ่อ (จอห์น กู๊ดแมน) เดินทางออกจากบ้านเพื่อไปเข้าสังกัดกับบริษัทยักษ์ใหญ่ และเสียชีวิตในการแข่งขันแรลลี่หฤโหดคาซ่าคริสโต
สปีด เรซเซอร์ โตมาก็เข้าสู่วงการแข่งรถโดยมีคนในครอบครัวและแฟนสาวผมบ๊อบเททริกซี่ (คริสติน่า ริชชี่ - ที่ดูอ่อนวัยอย่างเหลือเชื่อ) คอยอยู่เคียงข้างเสมอมา และได้สร้างชื่อในวงกว้างหลังชนะการแข่งขันครั้งหนึ่งอย่างขาดลอยเกือบทำลายสถิติของพี่ชาย จนมิสเตอร์รอยัลตัน (โรเจอร์ อัลลัม) ประธานบริษัทรอยัลตันอินดัสตรีส์ เดินทางมาตะล่อมกล่อมให้เข้าทีมถึงหัวบันไดบ้าน
แน่นอนว่าพระเอกของเราก็ต้องเป็นเด็กดีเห็นครอบครัวสำคัญกว่าเงินทองและชื่อเสียง บอกปัดท่านประธานบริษัทอย่างละมุนละม่อม จนได้รับคำขู่อย่างตรงไปตรงมาในสไตล์ตัวร้ายสมบูรณ์แบบในทันที พร้อมกับบทสั่งสอนยาวเหยียดเรื่องบทบาทของทุนนิยมและบรรษัทเงินหนาในวงการรถแข่งสีลูกกวาดที่สปีดศรัทธามาทั้งชีวิต ด้วยข้อมูลอันแสนชอกช้ำว่าการแข่งกรังด์ปรีซ์ห้าสิบปีที่ผ่านมา ล้วนแต่เป็นปาหี่ของพวกบริษัทยักษ์ที่ซูเอี๋ยผลประโยชน์ทางธุรกิจกันทั้งนั้น โดยเฉพาะในการแข่งขันครั้งที่ 43 ที่เป็นประวัติศาสตร์แห่งการขับเคี่ยวในโค้งสุดท้าย
หลังการแข่งขันสนามที่ประเทศญี่ปุ่น สปีดก็ได้เผชิญกับสิ่งที่รอยัลตันได้เตือนเขาไว้หากไม่เซ็นสัญญาเข้าสังกัด ทั้งถูกรังควานจนไม่ได้เข้าเส้นชัยและถูกตัดสิทธิ์จากการเข้าแข่งรายการกรังด์ปรีซ์ บวกกับพ่อของเขาถูกฟ้องในข้อหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แต่โอกาสก็เข้ามาหาเขาอีกครั้งเมื่อตำรวจสืบสวนจาก CIB (ชื่อไม่คุ้นเลยนิ อิอิ) มาขอให้เขาเข้าร่วมทีมกับแทโจ (ชองจีฮุน - เรน) ลูกชายของโทโกคาห์นมอเตอร์สที่เคยไปมีเอี่ยวกับพวกมาเฟียใต้ดิน และบริษัทกำลังจะถูกเทคโอเวอร์ในราคาแสนต่ำเพราะหุ้นกำลังตกเอาๆ
สิ่งที่สปีดต้องทำคือ ร่วมทีมกับแทโจและเรซเซอร์เอ็กซ์ (แมทธิว ฟ็อกซ์) นักแข่งปริศนาที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำลายรถแข่งรอบข้างและเป็นสายให้กับ CIB คอยสอดส่องวงการ โดยแทโจยื่นเงื่อนไขว่าต้องช่วยให้ทีมเขาชนะ เพื่อบริษัทพ่อเขาจะได้รอดพ้นจากการควบรวมของรอยัลตัน และจะแลกด้วยหลักฐานที่สามารถมัดตัวรอยัลตันได้ให้แก่ CIB ซึ่งระหว่างนั้น คนดูกับสปีดก็ได้แต่สงสัยว่าเรซเซอร์เอ็กซ์นี่ใช่ เร็กซ์ เรซเซอร์ พี่ชายของเขาที่ตายไปแล้วใช่หรือเปล่า (ความจริงจะเป็นยังไงก็คงเดาได้ไม่ยาก)

ตัดเรื่องของการแข่งขัน แพ้ชนะ และดราม่าในครอบครัวของพระเอกทิ้งออกไป หนังเรื่องนี้กำลังบอกกล่าวเรื่องของระบบทุนนิยมบรรษัทในโลกที่เป็นสีลูกกวาดสดใสแสบตา
เกือบทุกบริษัทที่เป็นบริษัทยนตรกรรมยักษ์หรือสปอนเซอร์ใหญ่ในวงการแข่งรถ ล้วนมีเอี่ยวกับขบวนการมาเฟียใต้ดินของครันเชอร์ บล็อก (จอห์น เบนฟิลด์) เพื่อกลวิธีสกปรกต่างๆในการแข่งขัน เช่นที่เห็นชัดที่สุดในการแข่งแรลลี่คาซ่าคริสโต ซึ่งมีทั้งเครื่องมือกลโกงต่างๆนานาแทบไม่เว้นแต่ละคันรถ และการว่าจ้างพวก "มือปืนรับจ้าง" ทั้งหลายให้จัดการ "เป้าหมาย" ด้วยเงินจำนวนมหาศาล (หนังก็ช่างประชดเหลือเกินว่าแม้แต่คนป่าที่เป็นหนึ่งในกลุ่มนักแข่งรถรับจ้าง ก็ยังหิวเงินมากกว่าหิวเนื้อคน)
ภายหลังจากชนะแรลลี่ โทโกคาห์นมอเตอร์สก็ไม่ได้มอบข้อมูลให้กับ CIB ตามที่สัญญาไว้ เพราะจุดประสงค์หลักของชัยชนะคือการทำให้ราคาหุ้นของบริษัทดีดตัวสูงขึ้น นำมาซึ่งเม็ดเงินมหาศาลจากรอยัลตันอินดัสตรีส์หลังควบรวมกิจการ ซึ่งได้ลบล้างข้ออ้างของแทโจในตอนแรกว่าต้องการปกป้องศักดิ์ศรีของบริษัท ไม่ให้ต้องไปอยู่ใต้อาณัติของรอยัลตัน เพราะในโลกทุนนิยมปัจจุบันนี้เรื่องศักดิ์ศรีแทบไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปแล้ว
คนที่ยังยึดถือเรื่องศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิอยู่(โดยที่ไม่มีตัวแปรที่เรียกว่า "เงิน" เข้ามาเกี่ยว) ก็เห็นจะมีแต่ตระกูลเรซเซอร์ผู้แสนดี แต่ถึงกระนั้นการที่สปีด เรซเซอร์ จะเอาตัวรอดจากการแข่งแรลลี่คาซ่าคริสโตและรายการกรังด์ปรีซ์สุดท้าย ก็ต้องพัฒนาติดอุปกรณ์เสริมแก้เกมต่างๆมากมาย เพราะหากลงไปแข่งแบบหมัดลุ่นๆ ไม่มีออพชั่นเสริม ก็คงเหลือแต่ซากเศษเหล็กกลับบ้าน (ก็เหมือนโลกทุนนิยมปัจจุบัน ที่ถ้าเราไม่รู้กลไกของมันเลยแม้แต่นิด ก็มีแต่จะสูญหายไปจากระบบในเร็ววัน - ต่อให้เป็นมาร์กซิสต์ที่ต่อต้านการดำรงอยู่ของทุนนิยมก็ตาม)
ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้ว หนังก็จบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว สปีด เรซเซอร์ชนะการแข่งขันกรังด์ปรีซ์ และเปิดเผยกลโกงทวนตะขอของนักแข่งสังกัดรอยัลตันออกทีวีไปทั่วโลกด้วยกลวิธีอันแสนชาญฉลาด (ที่ทำได้ก็เพราะอุปกรณ์เสริมที่ติดมาจากแรลลี่นั่นแหละ)
ตอนท้ายหนังก็เล่าอย่างรวบรัด ว่าอยู่ดีๆ CIB ก็ได้หลักฐานมาจากไหนไม่รู้ว่ารอยัลตันเกี่ยวข้องกับมาเฟีย ทั้งที่ตอนแรกก็หาแทบเป็นแทบตายไม่ได้ (คิดแบบเข้าข้างคนทำหนัง - โทโกคาห์นมอเตอร์สอาจจะตลบหลัง พอควบบริษัทได้เงินล้านเสร็จก็แฉแหลก แต่หนังจงใจไม่บอกอะไรเรา ให้เราไปโยงความเกี่ยวข้องต่อเนื่องกันเอาเอง)
ตรงนี้ถ้ามองอย่างผิวเผิน หนังก็เหมือนกำลังบอกเราว่าเรายังมีโอกาสเอาชนะพวกทุนนิยมโสมมพวกนี้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ด้วยการต่อสู้อย่างใสสะอาดเต็มฝีมือและเปี่ยมความหวัง หรือบางทีเราก็อาจชนะมันได้แบบไม่มีเหตุผล เพราะพวกมันเป็นฝ่ายที่ชั่วช้าเลวทราม สักวันต้องได้รับผลกรรม เพราะถึงต่อให้รอยัลตันไม่ถูกสอบสวนเรื่องมาเฟีย แต่จากท่าทีที่เขาแสดงออกอย่างชัดแจ้งต่อหน้าไฮโซทั้งหลายหลังภาพทวนตะขอถูกถ่ายออกโทรทัศน์จอยักษ์ในห้องรับรองเหล่าผู้บริหารและแขกวีไอพี ก็คงประจักษ์แก่สายตาผู้พบเห็นแล้วว่าคนคนนี้เนื้อแท้เป็นเช่นไร (ก็หนังมันเรต PG จะให้ซับซ้อนอะไรมากไปกว่านี้)
กรณีนี้คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในวงการรถสูตรหนึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง ที่ทีมสืบสวนจับได้ว่าทีมแมคลาเรนไปสอดแนมข้อมูลด้านเทคโนโลยีและกลยุทธของทีมเฟอร์รารี่จริง จึงส่งผลให้ทีมแมคลาเรนถูกตัดแต้มสะสมในประเภททีมผู้สร้างทั้งหมดและเสียตำแหน่งแชมป์ในปีนั้นไป
จริงๆแล้ว (ไม่ว่าสองพี่น้องวาชอว์สกี้จะตั้งใจแอบแฝงประเด็นนี้ไว้หรือไม่ก็ตาม) สิ่งที่ผมเห็นจากหนังคือ มิสเตอร์รอยัลตันนั้นเป็นเจ้าพ่อทุนนิยมที่ยัง "ไม่ถึงขั้น" ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ตาม
เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ต่อให้มีภาพการโกงฉายชัดออกมาเต็มตาขนาดนั้น เรื่องราวก็ไม่จบลงอย่างที่หนังหยิบยื่นให้ตัวละครตัวนี้ได้อย่างง่ายดาย เพราะเมื่อลองเปรียบเทียบรูปแบบของกรณีนี้กับกรณีเฟอร์รารี่-แมคลาเรน ในย่อหน้าที่แล้ว การที่ผู้บริหารของรอยัลตันจะโบ้ยความผิดให้กับนักแข่งไปโดดๆ ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
ยิ่งเมื่อเขาเกิดอาการสติแตกต่อหน้าผู้คน ตะโกนด่าสปีด เรซเซอร์ด้วยความสิ้นหวังและเคียดแค้นที่ไม่สามารถทำอะไรได้ ก็เท่ากับเป็นการฝังทั้งเครดิตของตัวเขาและชื่อเสียงของบริษัทให้จมดินอย่างไม่ได้ผุดได้เกิด
ในหนัง มีบริษัทใหญ่ของฝั่งเอเชียสองบริษัทที่มีชื่อโดดขึ้นมาให้คนดูพอจำได้และสังเกตเห็น นั่นก็คือ โทโกคาห์นมอเตอร์ส และ มุฉะมอเตอร์ส ซึ่งประธานของฝ่ายหลังนั้นรับบทโดย ซะนะดะ ฮิโรยุกิ
เป้าหมายหลักของโทโกคาห์นมอเตอร์สก็คือการปั่นหุ้นและควบรวมกิจการกับรอยัลตัน (ส่วนจะแฉหักหลังรอยัลตันเองอย่างที่สันนิษฐานไว้ตอนต้นบทความหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้) ดังนั้นการแข่งขันกรังด์ปรีซ์จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ตั๋วเข้าแข่งขันเปลี่ยนมือจากแทโจมาอยู่ที่สปีด
เมื่อหันไปดูมุฉะมอเตอร์ส ท่าทีของบริษัทนี้คลุมเครือมืดมนอย่างมาก เพราะเหมือนจะเป็นตัวกลางประสานให้โทโกคาห์นกับรอยัลตัน แต่อีกนัยหนึ่งก็เหมือนไม่ใช่และมีจุดมุ่งหมายแอบแฝงอยู่ แถมมิสเตอร์มุฉะที่เป็นประธานบริษัทนั้นก็มีท่าทีที่เรียบเฉยไร้อารมณ์เสียเหลือเกิน (จนคนดูส่วนใหญ่ค่อนขอดว่าดาราค่อนข้างมีชื่ออย่าง ซะนะดะ ฮิโรยุกิ มายืนเก๊กในหนังเรื่องนี้ทำไม)
นี่แหละคือความน่ากลัวของการฟาดฟันกันในโลกทุนนิยม ถ้าคุณเผยไต๋เมื่อไหร่ คุณก็จะมีชะตากรรมไม่ต่างกับมิสเตอร์รอยัลตันในตอนท้ายเรื่อง ฉากที่เท่ที่สุดฉากหนึ่งก็คือตอนที่มิสเตอร์มุฉะหันหน้าไปหารอยัลตันที่กำลังสติแตก แล้วส่ายหน้าน้อยๆด้วยความเอือมระอา แค่นี้ก็เห็นแล้วว่าใครเก๋ากว่าใคร
อีกอย่างที่หนังจงใจเล่นกับความคลุมเครือและไม่ชัดเจน คือการไม่บอกความจริงในแมตช์กรังด์ปรีซ์ครั้งที่ 43 ว่าตกลงสิ่งที่รอยัลตันบอกกับสปีดตอนต้นเรื่องนั้นเป็นความจริงหรือไม่ แม้สปีดจะได้เจอเบน เบิร์นส์ (ริชาร์ด ราวนด์ทรี) ผู้ชนะในครั้งนั้นแบบตัวเป็นๆ ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน
ใช่ เราอาจอนุมานจากการแข่งขันครั้งล่าสุดที่สปีดแหกค่ายมาได้ถ้วยกรังด์ปรีซ์ไปได้ ว่าสิ่งที่รอยัลตันพูดนั้นโกหกทั้งเพ แต่จากการนำเสนอโลกทุนนิยมอย่างเข้มข้นที่ผ่านมาในเรื่อง ก็ถ่วงไม่ให้เชื่อไปทางนั้นมากนัก เพราะต้องอย่าลืมว่าตอนแรกตั๋วกรังด์ปรีซ์อยู่ที่แทโจ ไม่ได้อยู่ที่สปีด เรซเซอร์ และถ้าสปีดไม่ได้ตั๋วมาจากพี่สาวของแทโจ การแข่งขันจะออกมาในรูปนี้หรือไม่
ยิ่งท่าทีของเบน เบิร์นส์ ในฐานะผู้บรรยายการแข่งขัน ก็ชวนกังขาเอามากๆ เพราะสปีด เรซเซอร์ ได้ตั๋วมาแบบส้มหล่นแทนที่แทโจ แต่เบนก็บรรยาย "ให้ท้าย" สปีดแบบเต็มสูบ กระตุ้นให้คนดูช่วยลุ้นช่วยเชียร์ ไปจนถึงขั้นตะโกนเชียร์ออกอากาศ (รวมถึงผู้บรรยายภาษาอื่นๆก็เป็นไปกับเขาด้วย!) ทั้งที่ก่อนหน้าเขาเพิ่งถูกเด็กเมื่อวานซืนคนนี้ตั้งข้อสงสัยถึงชัยชนะที่เขาเคยได้รับ
กล้องมองขึ้นไปเห็นความดีใจของแทโจกับพี่สาวตอนที่สปีดกำลังนำโด่ง และท่าทีสงบนิ่งเรียบเฉย(ตามฟอร์ม)ของมิสเตอร์มุฉะ หลังชัยชนะของสปีด เรซเซอร์
ผมก็ได้แต่สงสัยว่า นี่คือผลการแข่งขันที่ใสสะอาดแน่หรือ?
ปล.จะมีภาค2มั้ยเนี่ย
#1 By SkyKiD on 2008-06-04 00:22