Untouchable Authority of Thailand

posted on 24 May 2008 21:07 by nanoguy in Nanolife

ขออภัย บัดนี้รู้แล้วว่า "มือมืด" เป็นใคร
ความผิดข้าพเจ้าเองที่ดัน "ล็อกอิน" exteen ค้างไว้ที่เครื่อง
- -*

บังเอิญมารดาอันเป็นที่รัก ลงมาประชุมกรุงเทพเป็นครั้งแรกในรอบเดือน
บังเอิญว่ามารดา เปิดคอม
บังเอิญว่ามารดา เข้า exteen
บังเอิญว่ามารดา กลัวว่าลูกชายจะติดคุก (มันจะมีอะไรให้ติดหว่า)
บังเอิญว่ามารดาเข้าหน้า manage ได้
และบังเอิญว่ามารดา เจอปุ่ม delete
- -*


โปรดใช้วิจารณญาณและปัญญาในการอ่าน
โปรดเข้าใจว่า เจ้าของบล็อกก็ยังมีภาระหน้าที่ ไม่ได้อยากติดคุก

เพราะฉะนั้น จงเข้าใจว่า
"นี่คือการวิพากษ์สังคม โดยเกี่ยวโยงกับบริบทสถาบันเบื้องสูง"
ไม่ได้ก้าวล่วงไปวิพากษ์ตัวสถาบัน
(อ่านด้วยปัญญา แล้วจะเข้าใจ)

โปรดอ่านอย่างเข้าใจและเปิดใจ ถ้าทำไม่ได้ โปรดกดปุ่มกากบาทด้านขวาบน
 
แต๊งส์


     ไม่รู้เหมือนกันว่าสังคมไทยมาถึงจุดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ และอะไรเป็นจุดเริ่ม

     แต่ถ้าจำไม่ผิด การลากเอาสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาเกี่ยวข้องแบบชัดเจนและได้ผลประโยชน์สูงสุด เกิดขึ้นโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งนำโดยทีมงานผู้จัดการของ สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นแกนนำในการขับไล่ทักษิณออกจากตำแหน่ง

     ยอมรับว่าตอนนั้นก็ออกจะเห็นดีเห็นงามไปกับกลุ่มนี้อยู่พอสมควร เพราะยังไม่รู้อะไรมาก และเกลียดทักษิณมากๆเช่นกัน แต่ไปๆมาๆ เริ่มตะหงิดๆ ตอนที่กลุ่มนี้พยายามชูประเด็น "นายกพระราชทาน มาตรา 7" ขึ้นมาในวงม็อบ พยายามใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในทางที่ดู "แปลกๆ"

     ช่วงนั้นจำได้ว่าแคมเปญเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ในม็อบพันธมิตรฯ ถือว่าเข้มข้นมาก ทั้งการใส่เสื้อเหลือง โพกผ้าเหลือง ผ้าพันคอเหลือง, motto "เราจะสู้เพื่อในหลวง" "เราจะเป็นยามเฝ้าแผ่นดิน" และการยัดข้อหา "ตีเสมอสถาบัน" ให้กับทักษิณ จนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

    จนเมื่อ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา พวกเขาก็กลับมาอีกครั้ง และแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

    ต่อให้ประเด็นหลักที่พยายามชู จะเป็นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นที่สมัครใช้ "ประชามติ" ตัดรำคาญนักข่าว แต่ก็ไม่ได้ยับยั้งการเสนอญัตติของ สส.พรรครัฐบาล กลุ่มดังกล่าว จนเกิดข้อสงสัยถึงความจริงใจและเจตนารมณ์ของนายกชิมไปบ่นไปคนนี้ (ส่วนตัว: เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เห็นด้วยกับท่าทีที่จะแก้ของรัฐบาลชุดนี้ เพราะแก้ไปมันก็คงไม่ได้ออกมาดีเท่าไหร่!) แต่ประเด็นหลักที่ลากผู้คนออกมาชุมนุมกันได้ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของทักษิณ และจักรภพ

     ทำไมคนไทยถึงปล่อยให้ สถาบันพระมหากษัตริย์ ลงมาเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามได้?

     คำถามนี้คงต้องคว้านลึกไปถึงจิตสำนึก และระบบความเชื่อที่คนไทยมีต่อพระมหากษัตริย์

 

โชติศักดิ์ อ่อนสูง กับการยืน-ไม่ยืน ในโรงหนัง

     ในช่วงปีที่ผ่านมา คดีนี้เป็นคดีครึกโครมในวงอินเตอร์เน็ต เพราะจริงๆแล้วเรื่องราวเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งได้สมัครเป็นนายกเสียอีก (จนเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกันที่เป็นต้นเรื่อง กลายเป็นเว็บบอร์ดซาตานรกประเทศไปโดยปริยาย) จนเกิดการฟ้องกันไปฟ้องกันมาของสองฝ่าย

     ย้อนความอย่างย่อๆ โชติศักดิ์ไปดูหนังกับเพื่อน และเมื่อเพลงสรรเสริญขึ้น เขากับเพื่อนก็นั่งอย่างสงบ (หยุดกินขนมและน้ำอัดลมที่ซื้อมา) แต่ชายคนหนึ่งชื่อ นวมินทร์ ก็เข้ามาก่อกวนจนถึงขั้นหยิบป๊อปคอร์นและน้ำอัดลมของโชติศักดิ์ขึ้นมาแล้วขว้างใส่ โชติศักดิ์จึงออกจากโรงหนังไปแจ้งตำรวจข้อหาทำร้ายร่างกายและทำลายทรัพย์สิน ส่วนนวมินทร์ก็แก้เกี้ยวด้วยการฟ้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแก่โชติศักดิ์

     และปัจจุบัน คดีทำร้ายร่างกายก็เงียบไป คนรุมด่าโชติศักดิ์เพราะมีคำว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

     จริงๆเรื่อง ยืน-ไม่ยืน มีกฎหมายอีกฉบับหนึ่งเขียนไว้เหมือนกัน ว่าการไม่ยืนนั้นมีความผิดอยู่ แต่เท่าที่จำได้โทษของการไม่ยืนในกฎหมายมาตรานั้น ไม่ได้หนักหนาเท่ากับโทษมาตรา 112 ในรัฐธรรมนูญอันว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมีโทษจำคุกถึงสิบปี

     แต่ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของมาตรา 112 ทำให้เราสามารถตีความ "อะไรก็ได้" เป็นการหมิ่น!

     ถ้าดูกันจริงๆแล้ว การเลือกที่จะไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้น ไม่น่าเข้าข่ายการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยวาจาหรือท่าทาง รวมไปถึงไม่ได้หมิ่นคนที่ยืนแสดงความเคารพด้วย (ถ้าหากโชติศักดิ์หรือใครก็ตามนั่งแล้วตะโกนขึ้นมาในทำนองว่า "พวกยืนแม่ง ไพร่ว่ะ" อย่างนั้นจะไม่เถียงว่าผิดจริง) ดังนั้นถือว่าการฟ้องเขาในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นอะไรที่ nonsense และไร้สาระมาก

     เทียบในเรื่องของกฎหมาย ที่มาของกฎหมายคือการป้องกันการละเมิดสิทธิของคนอื่น เช่น กฎหมายจราจร ก็เพื่อไม่ให้ไปทำลายทรัพย์สิน (รถยนต์) หรือชีวิตของผู้อื่นจากการขับรถผิดวินัย แต่การเลือกไม่ยืนเคารพเพลงนี้ในโรงภาพยนตร์ (หรือที่ใดก็ตาม - ยกเว้นงานพระราชพิธี เพราะคนที่เขาไม่อยากยืน เขาก็ไม่เลือกไปงานทำนองนี้อยู่แล้ว) จัดว่าเป็นการละเมิดสิทธิของคนอื่นที่ตรงไหน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคนที่คุยโทรศัพท์ในโรงหนัง หรือพูดคุยเสียงดัง เดินย้ายที่ไปมา ซึ่งทั้งรบกวนสมาธิ บังจอภาพยนตร์ ต่างกับการไม่ยืนอย่างสิ้นเชิง

     สำหรับกรณีนี้ เว็บไซต์ "ผู้จัดการ" (เจ้าของเดียวกับ ม็อบพันธมิตรฯ) ก็ได้กระทำการเอาสถาบันมาใช้ประโยชน์อย่าง "หน้าด้านๆ"

     แรกๆ ข่าวจะไม่ลงในหนังสือพิมพ์กระแสหลัก (เพราะตามนิสัยปกติแล้วสื่อไทยจะพยายาม "ปกปิด" อะไรก็ตามที่พวกเขาเรียก(เอาเอง)ว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อาจจะไม่อยากให้ประชาชนตระหนักถึงสิทธิได้กระมัง) แต่สำหรับในเว็บไซต์ผู้จัดการ ข่าวนี้ถือว่ารุนแรงและครึกโครมมาก โดยเฉพาะคราวซวยที่โชติศักดิ์ใส่เสื้อของเครือข่าย "19 กันยาต้านรัฐประหาร" ทำให้ผู้จัดการจับโยงเข้ากับทักษิณได้อย่างง่ายดาย แม้แต่ซ้อเจ็ดที่ยุ่งอยู่กับวงการบันเทิงเสียเป็นส่วนใหญ่ ยังหันมานั่งด่าโชติศักดิ์ด้วยบทความชื่อ "หนักแผ่นดิน" (อืม...)

     นอกจากการกระทำเหล่านี้ ในวิทยุเครือข่ายของผู้จัดการ ยังได้พูดจายุยงให้ "ทำร้ายร่างกาย" คนที่มีพฤติกรรมคล้ายหรือเหมือนโชติศักดิ์ อ่อนสูง

     ผู้จัดการ กำลังแสดงวิธี "จงรักภักดี" อย่างบิดเบี้ยว และที่น่าเศร้าคือไม่มีใครคิดว่าเป็นเรื่องผิด (ลองดูในคอมเมนต์ของเว็บบอร์ดชาวบ้านอย่างพันทิปก็ได้ - 98% เชียร์ให้จับโชติศักดิ์ยัดคุก เกินครึ่งในนั้นพูดในทำนองว่าอยากต่อย/ถีบ/ทำร้ายร่างกายเสียให้หายแค้น ในจำนวนเดียวกันขับไล่โชติศักดิ์และคนที่แสดงความเห็นdefend ให้ออกจากราชอาณาจักรไทย และบางความเห็นลามไปถึงกับบอกว่า คนประเภทนี้เราสามารถฆ่าได้ และอัยการจะเห็นใจเราด้วย!!)

 

"ทักษิณ" กับธงชาติไทยผืนใหญ่ที่แมนฯซิตี้

     ยอมรับว่าตอนแรกผมตกใจมาก ที่ข่าวทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต พากันนำเสนอข่าวไร้สาระชิ้นนี้อย่างครึกโครมราวกับฟ้าถล่มดินทลายชาติจะหายวายวอดจากแผนที่โลก!!

     สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ นักการเมืองปากร้ายอย่างสมัครและทักษิณ ก็ทำราวกับเรื่องนี้สำคัญยิ่งชีพ! ทั้งที่ปกติเวลานักข่าวถามเรื่องที่สำคัญจริงๆ (เช่น เศรษฐกิจ หรือการแต่งตั้งรัฐมนตรี หรือข้อหาทุจริต) เขาสองคนก็เคยแม้แต่ด่านักข่าวกลับด้วยซ้ำไป (แถมในกรณีสมัคร เขากล้าด่าแม้แต่นักข่าวสื่อต่างประเทศ)

     ไม่อยากพูดมาก นอกจากว่าเรื่องนี้โคตรไร้สาระ ไม่ประเทืองปัญญา แต่ก็เป็นประเด็นโจมตีทักษิณในการปราศรัยของม็อบพันธมิตรครั้งล่าสุดอยู่

 

จักรภพ เพ็ญแข กับ speech เจ้าปัญหา

     จากกระแส ทำให้ล่าสุดเขาต้องขอลาพักร้อนไปแล้ว 7 วัน (ซึ่งก็ชวนสังหรณ์ว่า คงไม่ใช่ 7 แน่)

     โดยส่วนตัว ชี้แจงก่อนว่า ผมเกลียดคนคนนี้เข้าไส้ ตั้งแต่คราวที่ไปร่วมกับม็อบ นปก. (ส่วนตัว - "ม็อบเชียร์ทักษิณ ที่พยายามทำตัวว่าต้านเผด็จการโดยไม่มีเงื่อนไขแอบแฝง") และได้เป็นรัฐมนตรีแบบมี hidden agenda

     อยากให้คนนี้ออกจากรัฐมนตรีมั้ย อยาก แต่ไม่ใช่จากเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะยิ่งทำให้เขาดูดี เป็นผู้ถูกกลั่นแกล้งกันไปใหญ่ แถมยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า การใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สามารถใช้ได้ผลในการ "แซะ" ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง

     นอกจากฝ่ายพันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์ที่เน้นคดีนี้เหลือเกินในการแซะจักรภพ ฝ่ายสมัครเองก็พยายามเล่นงานพลเอกเสรีพิสุทธิ์ อดีต ผบ.ตร. ด้วยคดีนี้เช่นกัน หลังจากโยกย้ายเมื่อเขาขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากการเล่นงานในเรื่องทุจริต

     กรณีนี้เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเสรีพิสุทธิ์กับจักรภพได้หมิ่นจริงหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายมาตรานี้ก็ยังอยู่ คือการตีความให้สอดคล้องกับความต้องการได้อย่างอิสระเสรี โดยเฉพาะในกรณีของจักรภพที่เป็นการแปลจากภาษาอังกฤษ อันสามารถบิดเบือนได้ตามแต่ใจคนฟ้อง และจักรภพก็สามารถแปลให้ดูไม่หมิ่นได้เช่นกัน ถือเป็นปัญหาโลกแตกที่เถียงกันอย่างไรก็มีคนแพ้ฝ่ายเดียว คือฝ่ายถูกฟ้อง

 

คนไทยกับระบบความเชื่อต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

     จากกรณีทั้งหลาย ทั้งทักษิณ จักรภพ เสรีพิสุทธิ์ ทำให้เราเห็นความล้มเหลวในการตรวจสอบความดีชั่วในวงการการเมืองของประเทศไทยและสังคมไทย ได้อย่างชัดแจ้งชัดเจน

     เพราะข้อหาประเภททุจริต ฉ้อโกง กลับมีน้ำหนักน้อยกว่าข้อหานามธรรมอย่าง หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

     อย่างที่ขึ้นชื่อบทความไว้ว่า Untouchable Authority ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าสำหรับสังคมไทย สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ (ตามที่รัฐธรรมนูญมาตราต้นๆ ได้ระบุเอาไว้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาตลอด 70 กว่าปี) ได้ทำให้ภาพของสถาบันนี้ดูดีเกินจริง และไม่อาจตรวจสอบได้เลยแม้แต่ปลายเล็บ

     อย่าเพิ่งเข้าใจผิด เพราะบทความนี้ไม่ได้จะลามเลียไปถึงการวิพากษ์ว่าตัวสถาบันกษัตริย์ดี-ไม่ดี มีอดีต-จุดประสงค์แอบแฝงในเหตุการณ์ใดๆอย่างไร เพราะไม่ใช่ความจำเป็น

     เพียงแค่สิ่งที่เป็นอยู่นี้ก็ถือว่าสังคมกำลังหนักหนาสาหัสแล้ว

     เราเริ่มจะไม่มองมุมอื่น เพียงแค่คนคนนั้นมีท่าที "อยู่อีกฝั่ง" กับสถาบันพระมหากษัตริย์ (ไม่ว่าจะด้วยใจจริง หรือถูกใครบางคนยัดเยียดสถานะนั้นให้) คนไทยที่อ้างตนว่าจงรักภักดีต่อสถาบันส่ว