หนังสั้น

Andaman
อันดามัน
(Thailand, สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์, 2005, A/A-)
     ตัดช่วงต้นให้สั้นลงได้ หนังจะกินใจมากขึ้นเยอะเลยครับ



ในหลวงของฉัน
ในหลวงของฉัน
(Thailand, Dog Film, B+)
    ก็ดี



ยาเสพติด
ยาเสพติด
(Thailand, Dog Film, B+/B)
     ง่ายไปหน่อย



EnoughEnough
(Thailand, ชวิศร์ แววสว่างวงศ์, 2005, A+)
     เป็นหนัง Anti-Abortion ที่คมคายมาก (รึเปล่า... กลัวตีความผิด 55+) ชอบลายเส้นและความหลอนของหนังอย่างแรง



Dopamine
Dopamine
(Thailand, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล, 2008, A)
     ชอบสไตล์ของหนังและการเดินเรื่อง แต่การ alienate คนดูด้วยฉากด๊อกเตอร์พูด รู้สึกจะมากเกินไปหน่อย (อนึ่ง นางเอกน่ารักและเล่นดีมาก)



เหงา (Thailand, ธีระ ประชุมของ, 2006, A)
     คอนเซปต์น่าสนใจมาก แต่ฉากจบทำให้คะแนนตกฮวบ (แต่ก็ยังชอบมากกว่าฉากจบของเวอร์ชั่นรีเมคใน สี่แพร่ง)

Edith's Glass Palace (Germany, A/A-)
     น่ารักดี คนที่เล่นเป็นยายก็เล่นดี (เรื่องเกี่ยวกับเด็กคนนึงที่ไปเจอคุณป้าใกล้ตายผู้คิดถึงสามีที่จากไปอยู่ตลอดเวลา)


Sun/Screen 

Motorcycleมอเตอร์ไซค์ (Thailand, อาทิตย์ อัสสรัตน์, 2000, A+)
     ประเด็นชัดเจนและหนักแน่นมาก เศร้า (บรรยากาศของหนังจะคล้ายกับ Wonderful Town หน่อยๆ)



Waitingรอ (Thailand, อาทิตย์ อัสสรัตน์, 2002, A)
     ตาคูณเล่นดีมาก สงสัยผมจะชอบหนังของอาทิตย์ที่ออกแนวชนบทๆ มากกว่าชนชั้นกลางแฮะ



Boy GeniusBoy Genius (Thailand, อาทิตย์ อัสสรัตน์, 2005, B+)
     การใส่เรื่อง "ไข่" เข้ามาในตอนท้ายยังไม่เนียนเท่าไหร่นะ




Boy Genius 2: The SighBoy Genius 2: The Sigh (Thailand, อาทิตย์ อัสสรัตน์, 2006, A-)
     ชอบอันนี้มากกว่าอันที่แล้ว คมคายกว่าเยอะเลย
(แม้จะชอบน้อยกว่าตอนดูคราวที่แล้วปีก่อน)



หนังยาว

BeowulfBeowulf (USA, Robert Zemeckis, 2007, B/B-)
     เพิ่งจะได้ลองดูในโรง IMAX หากดูเฉพาะงานด้านภาพสามมิติก็ถือว่าไม่เสียของ แต่สำหรับในแง่เนื้อเรื่องและภาพที่ออกมาจากเทคนิคพิเศษนั้น ยังไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก เพราะการใช้เทคนิคนี้กับนักแสดงในเรื่องนี้ กลับให้ผลออกมาไม่เหมือน The Polar Express หรือ Monster House (ที่ Robert Zemeckis ผู้กำกับเรื่องนี้เป็นโปรดิวเซอร์ให้) เพราะสองเรื่องที่ว่านั้นเนียนกว่า แต่ใน Beowulf ภาพออกมาสวยก็จริง แต่ว่ากลับดูแข็งกระด้างเหลือเกิน
    
ส่วนตัวเนื้อเรื่องนั้นถือว่าธรรมดาและไม่มีอะไรใหม่ แถมยังดำเนินเรื่องแบบเดิม เพลนๆ อีกเสียด้วย ไม่มีช่วงไหนที่ raise อารมณ์คนดูได้อย่างเต็มที่แม้จะเป็นฉากต่อสู้ยิ่งใหญ่อลังการก็ตามที
    
นี่ขนาดดูกับ IMAX ยังรู้สึกแบบนี้เลยนะเนี่ย ถ้าดูกับจอธรรมดาจะรู้สึกน้อยยิ่งกว่านี้หรือเปล่าหนอ

Always 2Always: Sunset on Third Street 2
(Japan, YAMAZAKI Takashi, 2007, A-/B+)

     ส่วนตัวแล้วหนังเริ่มเรื่องมาจนถึงค่อนเรื่อง ค่อนข้างชอบมากกว่าภาคแรกอยู่หน่อยๆ เพราะมีความเป็นการ์ตูนน้อยลง (หรือถึงมีความเป็นการ์ตูน ก็ยังชอบมากๆ เช่นฉากเปิดเรื่องด้วยก๊อตซิลล่าที่ได้ใจสุดๆ) และไม่จงใจบีบคั้นอารมณ์มากไป ก่อนที่จะหันกลับไปชอบภาคแรกมากกว่า เมื่อหนังดำเนินมาถึงช่วงสิบนาทีสุดท้าย ที่เร้าอารมณ์ กดปุ่มน้ำตาใส่คนดูแบบไม่ยั้ง เหมือนเพิ่งนึกได้ว่า "อุ๊ย ลืมให้คนดูซึ้ง"
    
และจริงๆภาคนี้ สามารถตัดเรื่องออกเป็นเรื่องของนักเขียนไส้แห้งคนเดียวยังได้ เพราะพาร์ตของคนอื่นดูรกๆ เป็นส่วนเกินไปสักหน่อย ไม่สามารถกระตุกต่อมน้ำตาหรือต่อมซึ้งของคนดูได้มากเทียมเท่า
    
สุดท้าย (อาจจะเรียกร้องเกินไปสักหน่อย) ถ้าหนังเหยาะความ "มองโลกในแง่ร้าย" ลงไปอีกนิด คงจะดูดีและลงตัวมากขึ้นพอสมควรทีเดียว เพราะตอนจบมีลู่ทางให้เดินไปทางนั้นเยอะมาก

Nakนาค (Thailand, ณัฐทพงศ์ รัตนโชคสิริกูล, 2008, A-)
     อนิเมชั่นไทยเรื่องที่สามในรอบสามปี เป็นเรื่องที่ออกแบบคาแรคเตอร์ได้ดู "โอเค" ที่สุด (คือไม่ฉีกออกจาก landscape มากนัก เหมือนก้านกล้วยกับพระพุทธเจ้า) แต่ก็น่าเสียดายที่ยังไม่มีเสน่ห์มากนัก
    
อีกอย่างที่ค่อนข้างชอบคือ หนังทำตัวเป็นพิกซาร์ ด้วยการล้อนั่นล้อนี่นิดๆหน่อยๆ ให้ได้เห็นและอมยิ้ม ทั้งการ "รวมพลผี" ที่มากันแทบหมดตำนานผีไทยทั้งแม่นาค ยายสาย ปู่โสม ป้าปอบ กระหัง เปรต ผีหัวขาดฯลฯ ส่วนเสียงพากย์นั้นคนที่ทำได้โดดเด่นและดีกว่าเพื่อนกลับเป็นคุณหม่ำ ที่พากย์เป็นผีหัวขาดตัวเขียว
    
โดยรวมหนังเหมาะสำหรับเด็กถึงวัยรุ่นตอนต้น เพราะดูสนุกไปได้เรื่อยๆ แต่สำหรับผู้ใหญ่ก็ถือว่าหนัง "พอมีประเด็น" แฝงเร้นสัญลักษณ์ให้คิดต่ออยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับว่าใครจะคิดไปไกลแค่ไหน แต่ก็น่าเสียดายเหมือนกันที่หนังช่วงท้ายๆออกมาไม่ smooth เท่าไหร่ ทำให้อารมณ์หนังโดดไปจากตอนต้นๆเรื่องอยู่เยอะ

Art of the Devil IIIลองของ 2 (Thailand, พาสิทธิ์ บูรณะจันทร์, 2008, A+/A)
     ใครที่ยังคลางแคลงใจว่า "ครูพนอ" ถือเป็นบทหลักของเรื่องหรือไม่จากลองของภาคแรก ถ้าดูภาคสองแล้วคงสิ้นสงสัย เพราะหนังเรื่องนี้แทบจะกลายเป็นหนังของครูพนอไปเลยก็ว่าได้ การแสดงของมะหมี่-นภคปภาก็ไม่ทำให้คนดูผิดหวัง เธอแทบจะจอง 1 ใน 5 ที่นั่งสุดท้ายของนักแสดงนำหญิงตอนปลายปีไปแล้ว (อีกคนที่น่าจะจองที่ไว้เช่นกันคือวาสนา ชลากร จาก The 8th Day) ส่วนนักแสดงคนอื่นๆทั้งต๊อก-ศุภกรณ์, นะโม ทองกำเหนิด, แคล-สุภาลักษณ์ ถือว่าอยู่ในระดับเสมอตัวไม่ย่ำแย่ (อีกคนที่เล่นได้น่าประทับใจจนน่าเสียดายว่าบทน้อยเหลือเกินคือ ปวีณา ชารีฟสกุล)
    
เหตุการณ์ในหนังมี timelap กับภาคแรกอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ได้ยากเกินกว่าจะจับโยงหนังเข้าด้วยกัน ซึ่งหนังก็มีความสนุกสนานน่าลุ้นระทึก พร้อมกับจุดขายอย่างความโหดเลือดสาดอี๋แหวะที่ยังตามมาอย่างครบครัน (รอบที่ผมดู 70% ของคนดู ปิดตา 555+) รวมถึงประเด็นเรื่องของการเอาตัวเข้ามายุ่งกับเรื่องคุณไสย ที่กลายเป็นกรรมติดตัวไปจนตาย ไม่ว่าจะด้วยด้านใดก็ตาม
    
น่าเสียดาย ที่ช่วงท้ายของเรื่องหนังพยายามยัดเยียด สั่งสอน มากเกินไปหน่อย จนทำให้ประเด็นที่แข็งแรงในตอนกลางเรื่องทั้งหมดถูกลดทอนพลังลงไป

Vantage PointVantage Point (USA, Pete Travis, 2008, B+/B)
     ตัวอย่างหนังลากคนเข้าไปดูได้มากพอสมควรแน่ๆ เพราะการเล่าเรื่องแบบ 8 มุมมองที่แลดูฉวัดเฉวียนและแปลกใหม่ แถมยังออกมาเป็นหนังแอ็คชั่นที่มีฉากประธานาธิบดีสหรัฐฯถูกลอบยิง!!
    
ช่วงแรกของหนัง ตอนที่ยังเล่าเรื่องเป็นมุมมอง (ซึ่งหนังก็เห็นใจคนดูมากๆ ด้วยการทำภาพย้อนเวลาทุกครั้งที่จบช่วงของตัวละครนั้นๆ และขึ้นเวลาเป็นนาฬิกาดิจิตอลว่า "นี่ฉันย้อนเวลาให้คุณดูแล้วนะ") หนังยังดูดี คุมโทนลุ้นระทึก และค่อยๆปล่อยความลับต่างๆออกมาได้อย่างมีจังหวะชั้นเชิง แต่พอหนังเข้าถึง 20 นาทีสุดท้าย กลายเป็นว่าหนังเริ่มหาทางไปไม่เจอ แล้วก็ messed up ในที่สุด ด้วยจุดจบที่......(ไร้คำบรรยาย) และการยัดเยียดประโยคคติสอนใจเข้ามาใส่ปากตัวละครแบบไร้จุดหมาย

In the Mood for LoveIn the Mood for Love
(Hong Kong+France, WONG Kar-wai, 2000, A+++++++)

     นี่คือหนังที่มหัศจรรย์มาก ดูจบแล้วไม่รู้จะบรรยายยังไงเลยจริงๆ (แน่นอนว่าดีกว่า My Blueberry Nights เยอะ)
    
มันคือความนิ่งงัน แต่ว่ารวดร้าวลึกลงไปในใจ ด้วยการแสดงชั้นอ๋องของเหลียงเฉาเหว่ยและจางม่านอี้ ที่ค่อยๆเปิดเผยความรู้สึกในใจของแต่ละฝ่ายออกมาผ่านแววตาทีละน้อยๆ ในแต่ละฉากที่พวกเขาต้องเจอหน้ากัน และเมื่อพวกเขารู้ความจริงเกี่ยวกับคู่ครองของตัวเอง
    
ฉาก rehearsal ทั้งสองฉากนั้นโหดร้ายต่อความรู้สึกตัวละครเหลือเกิน

Dream Teamดรีมทีม (Thailand, กิตติกร เลียวศิริกุล, 2008, A-)
     ไม่ถึงกับปลาบปลื้มแบบสุดๆ
     หนังออกมาเป็น "เมล์นรกหมวยยกล้อ" ในเวอร์ชั่นที่สดใสกว่า และวิพากษ์สังคมน้อยกว่าแต่ก็มีให้เราเห็นอยู่เป็นระยะ คราวนี้เป้าหมายไปอยู่ที่ผู้ใหญ่ทั้งหลาย โดยแบ่งตัวละครออกเป็นสองช่วงวัยคือ "เด็กอนุบาล" และ "ผู้ใหญ่วัยกลางคน" โดยมีตัวละคร คุณครูหนูเล็ก (โฟร์-ศกลรัตน์) เป็นตัวเชื่อมเพราะเธอเป็นตัวละครเดียวในเรื่องก็ว่าได้ที่ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น ซึ่งหนังจัดการคาแรคเตอร์ออกมาได้ดีมาก ตรงนี้ต้องให้ความดีความชอบกับบทภาพยนตร์และการกำกับ
    
เรื่องของการแสดง เรื่องนี้กลับเฉยๆกว่าเมล์นรกฯ แต่ว่า "น้องหัวแก้ว" บทส่งมากๆ ในขณะที่ดาราเด็กคนอื่นๆก็เข้าขากันได้ค่อนข้างดี ในบางช่วงบางจังหวะพวกเขาขโมยซีนนักแสดงผู้ใหญ่ได้อย่างซึ่งหน้า (ซึ่งเหยื่อรายใหญ่ที่สุดก็คือ โฟร์ นั่นเอง เธอยังดูโอเวอร์แอ็คติ้งในหลายจังหวะ สำหรับหนังเรื่องแรก) โดยนักแสดงผู้ใหญ่หลายคนทำได้แค่เสมอตัว อาจเพราะบทไปเน้นที่เด็กมากกว่าตามที่ผู้กำกับต้องการ
    
ส่วนที่ไม่ชอบเท่าไหร่ คือช่วงที่หนังต้องถ่ายทำเป็นการสัมภาษณ์เพื่อ flashback ตัวละครของซูโม่กิ๊ก เหมือนกับทำเพื่อให้ยัดเยียดคำสั่งสอนและแง่คิดแบบตรงไปตรงมาเกินไปซักหน่อย ในขณะที่ "ผลการแข่งขัน" นั้นสร้างความก้ำกึ่งในใจผมมาก เพราะมันคือหายนะในด้าน logic ของบทภาพยนตร์ แต่คือความสำเร็จอย่างสูงส่งของประเด็นที่หนักแน่นและส่งผลต่อความรู้สึกต่อทุกตัวละครที่เราได้ดูไป
    
ปล.  ถ้ามีแม่แบบแม่ของ โค้ชเบิร์ด ผมคงไม่แคล้วได้ขึ้นหน้าหนึ่งข้อหา "มาตุฆาต" 5555

DoomsdayDoomsday (UK+USA+South Africa, Neil Marshall, 2008, A+)
     28 Days Later + Gladiator + Lord of the Rings + The Italian Job = Doomsday
    
เป็นหนังที่ไม่ต้องสนใจเหตุผลความเป็นไปได้หรืออะไรทั้งสิ้น ดูความ "กวนตีน" และความ "ฉิบหาย" ก็นับว่าคุ้มค่าและสำราญสุดๆ เพราะนี่ราวกับเป็นหนังโชว์ออฟ โชว์เทคนิค ของ Neil Marshall



Shanghai Dreams


Shanghai Dreams
(China, WANG Xiao-shuai, 2005, A+/A)
    http://nanoguy.exteen.com/20080428/shanghai-dreams




Street KingsStreet Kings (USA, David Ayer, 2008, D+)
     น่าเบื่อ ซ้ำซาก ยืดเยื้อ เลี่ยน ทำไมหนังที่ทำจากเรื่องของ James Ellroy หลังๆออกมาแย่กันนะ คราว The Black Dahlia ก็ทีนึงแล้ว
     แล้วทำไม Forest Whitaker ถึงต้องมารับบทที่ไม่ได้แสดงความสามารถสมกับความเป็นดาราออสการ์ติดๆกันหลายเรื่องแบบนี้ด้วย ไม่เข้าใจ พี่จะเป็น Hilary Swank เหรอครับ



Syndromes and a Century: Thailand's Editionแสงศตวรรษ Thailand's Edition
(Thailand, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, 2008, B+)
     ขยะจากการเซ็นเซอร์ ที่ทำให้การดูหนังไม่ได้โฟกัสอยู่ที่หนังอีกต่อไป คนชอบก็ชอบเพราะด่ากองเซ็นเซอร์ได้ใจ คนไม่ชอบก็เพราะกองเซ็นเซอร์ทำให้หนังเสียอารมณ์ (ซึ่งก็คือการด่ากองเซ็นเซอร์เหมือนกันนั่นแหละ)
     ผมอยู่ในกลุ่มหลัง



Happy TogetherHappy Together (Hong Kong, WONG Kar-wai, 1997, A)
     ความสัมพันธ์แบบรักๆเลิกๆ รักกันแต่ไม่ใส่ใจกัน สุดท้ายทุกอย่างก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม นี่ก็คือเรื่องของคนปากแข็งอีกเรื่อง จาก หว่องกาไว ที่มาก่อนมาสเตอร์พีซอย่าง In the Mood for Love พร้อมกับงานภาพวิจิตรของคริสโตเฟอร์ ดอยล์ และดนตรีประกอบที่ดูไม่คล้องกับหนังแต่เข้ากับหนังได้อย่างน่าประหลาด
    
เสียดายที่หนังยังพาเราไปไม่สุด แต่อย่างไรก็ดีชอบตอนจบของเรื่องมากๆ Real สุดๆ (น้ำตก อิกวาซู ก็สวยมากๆ เช่นกัน)

OK. Baytongโอเคเบตง (Thailand, นนทรีย์ นิมิบุตร, 2003, A-/B+)
     หนังเรื่องล่าสุดของอุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร (ก่อน ปืนใหญ่จอมสลัด) ว่าด้วยเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ เมื่อเกิดเหตุระเบิดรถไฟขึ้นทำให้พี่สาวของ "ธรรม" พระหนุ่มวัยสามสิบที่บวชมาทั้งชีวิตตายลง หลังจากพระธรรมเดินทางมาร่วมงานศพ เขาจึงตัดสินใจสึกออกมาเพื่อดูแลหลานสาวที่ขาดทั้งแม่และพ่อ พร้อมกับได้เรียนรู้การใช้ชีวิตทางโลกจากผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบกาย
    
หนังมีประเด็นที่ไม่เล็ก ไม่เบา แต่นำเสนอออกมาแบบสบายๆตลกขบขันบ้างในช่วงแรก อาจทำให้หนังดูแปร่งปร่าไปบ้าง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของเรื่องที่เริ่มหนักข้อซีเรียสขึ้นเรื่อยๆ หนังก็ทำได้ดีและมีพลัง ส่วนตัวผมชอบการสรุปใจความประเด็นที่หนังต้องการสื่อ (อาจจะเพราะเข้าทาง และมันไม่ cliche) แต่หนังรวบยอดสรุปความเป็นไปของตัวละครอื่นๆได้ไม่ดีนัก คงเป็นเพราะว่าโดนตัดเพื่อความกระชับและเงื่อนไขด้านเวลา
    
การแสดงของ ว่าน-ภูวฤทธิ์ พุ่มพวง ถือว่าอยู่ในขั้นดีและน่าจับตามองในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของเรื่อง ในขณะที่ยุ้ย-จีรนันท์ ดูจะยังติดการแสดงแบบละครทีวีมาใช้ในหนังอยู่บ้าง ภาพของหนังหลายๆช่วงดูโดดไปหน่อย ไม่กลมกลืนและลงตัวเท่าที่ควรจะเป็นเท่าไรนัก

Chungking ExpressChungking Express (Hong Kong, WONG Kar-wai, 1994, A+)
     หนังแยกออกเป็นสองพาร์ตอย่างชัดเจน (จริงๆจะแยกเป็นสามพาร์ต แต่พาร์ตที่สามกลายเป็นหนังเรื่อง Fallen Angels ที่นำแสดงโดย หลี่หมิง) โดยเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์แบบแปลกๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูจะเลี่ยนๆ ถ้าไม่ได้ผู้กำกับที่ชื่อหว่องกาไว ทำบรรยากาศของหนังให้ออกมาดูดีขนาดนี้
    
พูดกันตามตรงแล้ว แม้ว่าแม่สาวผมทอง (ที่รับบทโดย หลินชิงเสีย) ในพาร์ตแรกจะดูเด่นมากๆในหน้าหนัง แต่คนที่เป็นเจ้าของหนังเรื่องนี้อย่างแท้จริงกลับเป็นแม่สาวผมสั้นอย่าง เฟย์ หว่อง ที่แสดงบทนี้ได้อย่างน่ารักน่าชังและมีเคมีเข้ากับ เหลียงเฉาเหว่ย ได้อย่างเหลือเชื่อ (อาจจะเพราะพาร์ตหลังนี้ยาวกว่าพาร์ตสาวผมทองด้วยล่ะมั้ง) ทั้งที่เนื้อเรื่องนั้นแสนจะธรรมดาและกระเดียดไปทางน้ำเน่า แต่นี่แหละคือความสามารถของหว่องกาไว ที่เล่าเรื่องในแบบเน่าๆ เอียนๆ ให้ออกมาดูดีได้ (แต่ไม่นับ My Blueberry Nights นะ 5555)

SuspiriaSuspiria (Italy, Dario Argento, 1977, A+)
     หนังสยองขวัญเหนือกาลเวลาจริงๆสำหรับเรื่องนี้ แม้ว่าบทภาพยนตร์จะเข้าขั้นอ่อนปวกเปียกไม่สมประดี(เหมือนหนังสยองขวัญทั่วไป) แต่สำหรับดาริโอ อาร์เจนโต้ ดนตรีประกอบ, งานสร้างโปรดักชั่นและการออกแบบฉากตระการตาทั้งหลาย(โดยเฉพาะฉากสยองขวัญฆาตกรรม ที่ทำได้คลาสสิกมากๆ) กลับผสานกันได้อย่างลงตัว จนแทบจะกลบการละเลยความสมจริงด้านบทภาพยนตร์ไปได้อย่างสนิทใจ
    
เหนือสิ่งอื่นใด Jessica Harper น่ารักมากๆ (ฮา...) - เธอเล่น Minority Report ด้วยนะ สงสัยต้องไปหามาดูอีกรอบซะแล้ว อิอิ

Evilคน ผี ปีศาจ (Thailand, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล, 2004, A+)
     ผลงานหนังยาวฉายโรงเรื่องแรกของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล (โดยไม่นับเรื่อง "ลี้" ที่เขาทำสมัยยังเป็นนิสิตจุฬา) ในโครงการยักษ์เล็ก (ซึ่งออกเรื่องนี้มาเรื่องเดียวแล้วก็หายไปเลยจนปัจจุบัน) เล่าเรื่องของเด็กสาวชื่ออุ้ยที่เสียพ่อแม่ไป ต้องมาอาศัยอยู่กับป้าบัวที่โรงพิมพ์แห่งหนึ่งในกรุงเทพ ก่อนที่เธอจะพบกับเรื่องราวลึกลับของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนี้ และความไม่ชอบมาพากลต่างๆนานา ที่เธอต้องเผชิญกับมัน
    
หน้าหนังดูเป็นหนังผี ใช่..นี่เป็นหนังผี หากแต่สิ่งที่ควรจดจำคือหนังเรื่องนี้ได้บันทึกและวิพากษ์นโยบาย "ฆ่าตัดตอน" ในสมัยทักษิณได้อย่างเฉียบขาดและแนบเนียนไปกับเรื่อง ไม่ว่าจะโดยตรงหรือในเชิงสัญลักษณ์ ในขณะที่พล็อตส่วนของผีสางนั้นหนังก็ทำได้ดีทั้งบทภาพยนตร์และจังหวะการเล่าเรื่อง (ซึ่งไม่มีดนตรีประกอบที่รกหูเกินความจำเป็นเลย นับเป็นเรื่องน่าชื่นชมมากๆ) เล่นกับเรื่องของผีและอาการประสาทหลอนได้อย่างสนุกมือ
    
การแสดง น่าเสียดายที่ส่วนนี้ยังไม่เต็มที่มากนัก อมรา อัศวนนท์ในบทป้าบัวนั้นเล่นได้ดีมากไม่ต้องเป็นห่วง น้องอเล็กซ์ เรนเดลล์ (ที่ยังเด็กอยู่) ก็ถือว่าให้การแสดงที่ใช้ได้ แต่ว่า แอ-ภุมวารี ยอดกมล นั้นแสดงได้ไม่สม่ำเสมอเท่าไหร่ และตัวละครของเธอเป็นตัวหลักของเรื่องทำให้อารมณ์ของหนังดร็อปลงไปบ้าง
    
อย่างไรก็ดี นี่เป็นหนังของคุณมะเดี่ยวที่ผมชอบที่สุดรองจาก รักแห่งสยาม ครับ
    
(ปล. ถ้าอยากหาดูก็เช่าได้ตามสะดวก หรือจะอุดหนุนดีวีดีลิขสิทธิ์ก็ได้ ถ้าตาดีหาเจอ DVD-9 คุณจะได้ดีวีดีที่เพียบพร้อมด้วย special features ในราคาไม่ถึง 80 บาท!!!)

Dial M for MurderDial M for Murder (USA, Alfred Hitchcock, 1954, A+)
     ผมได้ดูหนังของ Hitchcock เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกในชีวิต (และคาดว่าเดี๋ยวจะตามด้วย Psycho ในเร็วๆนี้) ซึ่งน่าทึ่งมากว่าหนังยังดูสดใหม่และน่าติดตามตลอดเวลาของหนัง แม้อายุหนังจะผ่านมาถึง 54 ปีแล้ว และที่น่าทึ่งกว่าคือนี่เป็นหนังแนวสืบสวนวางแผนฆาตกรรม ที่ปกติแล้วไม่น่าจะคงความสดใหม่ได้นานข้ามทศวรรษเลย
    
Grace Kelly ให้การแสดงที่ค่อนข้างดี และสวยสง่ามากๆ (ทำให้ตอนที่เธอตกอยู่ในภาวะกดดัน ผมสงสารเธอสุดๆ 555+) เช่นเดียวกับตัวละครอื่นๆ แต่สิ่งที่ต้องชมว่าเหนือกาลเวลามากๆ คือเนื้อเรื่องที่มาจากละครเวที และบทภาพยนตร์ที่เฉียบขาดและชาญฉลาดอย่างแรง

Superhero Movie


Superhero Movie
(USA, Craig Mazin, 2008, B)
    http://nanoguy.exteen.com/20080512/superhero-movie




HappinessHappiness (South Korea, HUR Jin-ho, 2007, A-)
     ด้วยความที่ไม่เคยดูหนังของ เฮอจินโฮ มาก่อน ก็เลยไม่ได้ผิดหวังอะไรกับเรื่องนี้มาก แต่ความชอบก็ไม่ได้พุ่งสูงสุดขีดเช่นกัน เพราะหลายช่วงยังรู้สึกว่าหนังยังดูเป็นหนังเกาหลีปกติ(ที่ค่อนไปทางน้ำเน่า)อยู่ โดยเฉพาะตอนท้ายและบทสรุปของเรื่อง
    
ส่วนตัวชอบตอนที่พระเอกนางเอกรักกันแรกๆ และตอนที่พระเอกสติแตกตอนกลางๆเรื่องมากกว่า แต่ก็ชอบการที่หนังเปรียบเทียบชีวิตคนเมืองที่กินเหล้าเพื่อหาความสุขเฉพาะหน้า กับนางเอกที่ใช้ชีวิตกับพระเอกโดยมีจุดประสงค์ส่วนหนึ่งเพื่อหาความสุขเฉพาะหน้าเช่นกัน มันดูขัดแย้งและเสียดสีดี ระหว่างชีวิตชาวเมืองที่ไม่ได้ป่วยไข้อะไร กับนางเอกที่จะตายวันตายพรุ่ง
    
ที่สำคัญ อิมซูจอง ทำให้หนังดูดีขึ้นเยอะเลยทีเดียว (พระเอกอย่าง ฮวางจองมิน เกือบจะถูกเธอกลบในแทบทุกๆฉากที่เขาทั้งสองคนเจอกัน)

As Tears Go ByAs Tears Go By (Hong Kong, WONG Kar-wai, 1988, D+)
     ผมอาจจะใจร้ายกับหนังเรื่องแรกในชีวิตของหว่องกาไวไปซักหน่อย แต่ด้วยความสัตย์จริง ผมดูเรื่องนี้โดยไม่ได้หวังจะดูงานระดับหนังยุคหลังๆของเขาแม้แต่น้อย เพราะนี่เป็นหนังแกงสเตอร์ฮ่องกงที่ดาษๆมากๆ สำหรับผม
     แต่เราจะได้ดูทั้ง หลิวเต๋อหัว + จางม่านอี้ + จางเซียะโหย่ว ซึ่งจางม่านอี้เรื่องนี้ไม่สวยเลย
จริงๆนะ ฮ่าๆๆ


Days of Being WildDays of Being Wild (Hong Kong, WONG Kar-wai, 1991, A+)
     ในที่สุดก็ได้ดูพ่อนกไร้ขา กระทาชายนายหยกไจ๋กับเขาเสียที
    
ช่วงแรกของหนังยังไม่อะไรมาก จนหนังเริ่มเข้าสู่ช่วงที่จางม่านอี้ไปคุยกับหลิวเต๋อหัว หนังก็เริ่มถ่ายพลังใส่เรามากขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนถึงตอนที่ตัวละครเริ่มแผลงฤทธิ์สติแตกกันไปทีละตัวทีละตัว กับเหล่าผู้คนที่ไม่แน่ใจในความสัมพันธ์และความต้องการของตัวเอง (จริงๆหนังมันก็งงๆ แอบตามไม่ทันอยู่บ้างแหละ)
    
เรื่องนี้ หลิวเจียหลิง ระเบิดฟอร์มมากๆ

PsychoPsycho (USA, Alfred Hitchcock, 1960, A+)

     หนังคลาสสิกของ Alfred Hitchcock ที่ขึ้นหิ้งไปแล้วเรียบร้อย หนังสร้างอารมณ์ระทึกได้อย่างเป็นแบบฉบับและมีความเป็นต้นฉบับสูงมาก (โดยเฉพาะดนตรีประกอบในฉากฆ่าที่อ่างอาบน้ำ ที่ยังคงถูกนำมาใช้ในรายการทีวี ละคร หรืออะไรต่ออะไรอยู่เรื่อยๆ เช่นเดียวกับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ในหนังคาวบอยสปาเกตตี้ของ Sergio Leone) กับเนื้อหาที่ค่อยๆเผยแง่มุมออกมาได้อย่างน่าตื่นเต้นและมีชั้นเชิง (ถึงแม้ว่าจนถึงปัจจุบันนี้ แทบทุกคนบนโลกจะรู้ทุกซอกมุมของหนังเรื่องนี้อยู่แล้วก็ตามที เพราะจริงๆมันบอกเราตั้งแต่ชื่อเรื่อง!!)
    
ช่วงต้นเรื่องแม้จะง่วงนอนไปสักหน่อย แต่คนที่ขโมยหนังทั้งเรื่องไปเป็นของเขาและทำให้คนดูตื่นอยู่ตลอดเวลาคือ Anthony Perkins ในบทแห่งตำนานอย่างนอร์แมน เบตส์ ที่ให้การแสดงระดับเทพกับบทที่ค่อนข้างซับซ้อนได้ดี แม้จะไม่มีฉากที่เขาต้องแสดงอาการออกมา แต่เพียงแค่ยืนเฉยๆคนดูก็รู้สึกได้แล้ว (และทำให้ John Gavin ในบทชู้รักของแมเรียน เครน แทบตกขอบจอไปเลย)
    
เสียดาย ตอนท้ายเหมือนเป็น "ฉากบังคับ" ที่ต้องมีตัวละครมานั่งแจกแจงรายละเอียดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้พลังของหนังลดลงไปอย่างน่าเสียดาย (แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นเพราะยุคสมัย)


edit @ 16 May 2008 15:50:02 by nanoguy

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

คน ผี ปีศาจ เคยซื้อไว้นานแล้ว ตั้งแต่ราคา 300 กว่าบาท เจ็บใจจนกระทั่งบัดเดี๋ยวนี้

เออ จะว่าไป ตูมีหนังพี่มะเดี่ยวครบทุกเรื่องเลยนะเนี่ย (รักแห่งสยามมี 2 เวอร์ชั่นอีกต่างหาก) sad smile

#1 By นายตุ้ย on 2008-05-16 14:48

ดูจากคะแนนแล้ว หนังเดือนนี้ได้เอแทบทั้งนั้นเลยนะคะ

Beowolf
เจี๋ยเป็นคนหนึ่งีท่ได้ดูในโรง อยากจะบอกว่าจะหลับ เนื้อเรื่องซ้ำซากและน่าเบื่อเหมือนกระเพราไก่ไข่ดาวที่กินกันทุกวัน ไร้สาระอีกต่างหาก ขนาดฉากต่อสู้ยังดึงความดีงามกลับมาไม่ได้เลย เสียดายค่าตัวนักแสดงแทน Polar ทำได้ดีกว่าเยอะ Monster House ก็ถือว่าโอเคทีเดียว
ส่วนตัวเจี๋ยให้เรื่องนี้ D- ค่ะ ห่วย

ที่เล็งๆอยู่ตอนนี้ก็ Doomdays กับ Street Kings (กะดูแต่คริส อีแวนส์อย่างเดียว 55)

คงไม่ต้องซื้อของจริงหรอกมั้ง ดูจากคะแนนแล้วsad smile

นี่ซื้อ The Seeker มาสามร้อยกว่าบาทยังเสียดายตังอยู่เลยเนี่ยsad smile
happiness ผมว่าหนังมีแต่เรื่อง ไม่มีประเด็น

หนังฮิตช์ค็อกยังมีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะครับ
มีประโยชน์สำหรับคนทำงานวิจารณ์ด้วย
เพราะมีหนังที่ reference หนังฮิตช์ค็อกออกมาตลอด

ปล.ของเดือนเมษา ผมยังเขียนไม่เสร็จเลย sad smile

#3 By aloneagain (124.120.25.67) on 2008-05-17 16:41

สำหรับเรื่อง Beowolf นั้นผมเห็นต่างจาก comment 2 มากทีเดียวนะครับ (และผมก็คงไม่ให้คะแนนต่ำขนาดนั้นแน่ๆ)...ไม่ใช่ว่าเป็นหนังที่ดีมากมายอะไรนะ

แต่จุดที่ "ไม่สามารถดึงความดี" (or whatever) กลับมาได้นั่นแหละครับ ที่ผมมองว่า "เป็นจุดแข็งที่สุดของหนังเรื่องนี้" เพราะเป็นเรื่องทีี่ทำให้ "hero" มีความเป็นคนมากกว่าเรื่องอื่นๆ และสื่อได้ชัดเจนกว่าเรื่องอื่นๆ ที่พยายามจะทำออกมาในแนวเดียวกันนี้มาก (เช่น spiderman 3 ที่ทำออกมาอย่างงี่เง่าสุดๆ)

หรือเอาง่ายๆ ก็คือ "ทำไมต้องดึงความดีงามกลับมาได้ด้วย (โดยเฉพาะตอนต่อสู้???)" โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยจะคิดว่า "สันดานคน จะดึงกลับมาได้ง่ายๆ" อย่างนั้น

และที่สำคัญที่สุด ของเรื่อง Beowolf (อาจจะสำหรับผมเท่านั้น) ก็คือการที่ Beowolf เป็น "เจ้าครองนคร" ที่สามารถเลวได้ หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ สื่อชัดเจนดีมากว่า "คนทุกคนย่อมมีทั้งส่วนดี และส่วนเลว" ไม่ใช่ดีอยู่อย่างเดียว ด้านเดียว

แต่แน่นอน เรื่องนี้ พล็อตก็ธรรมดาๆ (ถึงขั้นน่าเบื่อ) และการแสดงก็ไม่ได้ดีเด่อะไร แต่มันก็ให้อะไรๆ มากกว่าที่คิด

ด้วยความเคารพ

#4 By fallingangels (61.7.128.191) on 2008-05-17 22:58

^
^
ผมว่า คห.2 คงไม่ได้หมายถึงความดีงามของตัว Beowulf อะครับ
เขาน่าจะหมายถึงความดีงามโดยรวมของหนังมากกว่า ว่ามันน่าจะทำให้เขาชอบหนังมากขึ้นนิดนึง ในฉากรบที่ควรจะอลังการตระการตาด้วยงานด้านภาพที่โดดเด่น หรือการปลุกใจอะไรบางอย่าง

เพราะส่วนตัวผมก็เฉยๆกับการที่ตัวละครพระเอกจะ "เลว" บ้างในบางเวลา จนไม่รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ควรสรรเสริญมากนัก

#5 By nanoguy on 2008-05-18 01:30

เชียร์ให้หา Fallen Angels มาดู

คือ พอโตๆ มา พี่จะรู้สึกเลยว่า Chungking นี่มันหว๊านหวาน (พี่ Mds ฮามาก เธอบอกว่า "พี่รับเรื่องครึ่งหลังไม่ได้เลยค่ะ" 5555555555)

#6 By merveillesxx (58.8.118.245) on 2008-05-19 03:06

suspiria แม่งเจ๋งว่ะ อยากดู

#7 By หนึ่ง (124.120.79.52) on 2008-05-19 23:24

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นในบล๊คอผมนะคับ
ผมเห็นด้วยกับคุณ
และ บางอย่าง บางมุม ยอมรับว่าพึ่งรู้และพึ่งเห้นตอนคุณมาบอกเนี่ยแหละ

จริงๆถ้าจะยาวกว่านี้ก็ไม่เป็นไร เพราะมันเป็นความรุ้ แนวความคิด ที่ต้องตามหาและเสาะหากันต่อไป

ขอบคุณสำหรับความรุ้อันนั้นคับ

#8 By BossXIII on 2008-05-19 23:38

จุงกิงนี่เอบวกเรยหรือ งั่ม ๆ เราให้แฮปปี้ทูเก็ตเอบวกมากกว่าอ่า

#9 By Project 6 on 2008-05-20 11:46

ขอแนะนำให้ดู Vertigo อย่างแรง เป็นหนังฮิทช์ค็อคที่พี่โปรดปรานมากมาย เมื่อหลายปีก่อนเพิ่งได้ดูอีกรอบ รู้สึกว่าหนังล้ำยุคเหลือเกิน ไม่แปลกใจว่าทำไมตอนหนังเข้าฉายครั้งแรกถึงไม่ประสบความสำเร็จ มันมาก่อนกาลจริงๆ อ้อ ตอนจบเนี่ยต้องถูกจริต นาโนกาย แน่นอน รับประกัน

#10 By Riverdale (58.8.1.207) on 2008-05-22 15:19

+ 555 พี่ว่าตี่ตี้รีวิวสรุปรายเดือนอ่ะดีแล้วคับ ขืนรีวิวทีละไตรมาสอย่างคราวก่อนละก็ ตายทั้งคนเขียนและคนอ่านอ่า กว่าจะจบ เหอะๆ sad smile ก็ยาวซะขนาดนั้นอ่า

+ เอ่อ ... อ่านสตาพิคส์เล่มล่าสุด แล้วโตะจายที่เห็นหน้าตี่ตี้โผล่มาทักทายอ่ะคับ (แม้จะเป็นเพียงเงาๆ ในคอลัมน์ 10 หนังของสปีลเบิร์กก็เหอะ) เค้าเล่นวาดซะผมยาวพะรุงพะรังเลยเนาะ หุๆ question

+ หนังสั้น พี่ได้ดู (พร้อมตี่ตี้) แค่เทศกาล Sun screen 4 เรื่องนั่น ซึ่งพี่คิดว่า คุณอาทิตย์เค้าก็ทำอารมณ์หนัง (โดยเฉพาะ 2 เรื่องแรก กับนอสตาเกลียถึงหนังไทยในเรื่องสุดท้าย) และมีไอเดียการนำเสนอที่ดีทีเดียวนะครับ double wink

+ ในความรู้สึกพี่ ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใครของเรื่อง Always ก็คือความที่หนังดูเป็นการ์ตูนๆ และนักแสดงหลายคนทำอารมณ์โอเวอร์แอ๊คติ้ง แต่หนังโดยรวมก็ยังออกมาดูซึ้งได้เนี่ยแหละครับ ... และอีกอย่างที่สำคัญมากในภาค 1 ก็คือ 'ฉากจี๊ดใจ' ซึ่งค่อนข้างหายากในภาค 2 มันเลยทำให้รู้สึกเหมือนว่าจะขาดอะไรไปอ่ะครับ

+ Vantage point ท่าดี แต่ทีเหลวตอนจบเจงๆ แหละครับ เฮ่อออ อะไรจะฮอลลีวู๊ด ฮอลลีหวูดได้ซะขนาดนั้น

+ ดรีมทีม พี่ก็จัดว่าชอบนะครับ เป็นหนังไทยเด็กๆ ทำออกมาได้น่ารักและมีแง่มุมดี แต่ฉากจบ ถ้าเลือกจบแบบ 'เกือบชนะ' ผลจะออกมาเป็นยังไงหนอ embarrassed

+ Suspiria แม่มดดูเอ๊าท์ไปนิดอ่ะคับ แต่บรรยากาศหนังและฉากลาบเลือด ดูแหวะคลาสสิคดีทีเดียว

+ Psycho พี่เคยดูเมื่อนานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยยังเป็นเดะๆ เลยจำอารมณ์ความรู้สึกได้แค่รางๆ เองอ่า แต่ฉาก "อาบน้ำใต้ฝักบัว" ก็คลาสสิคเจงๆ แหละอ่า

#11 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-05-22 16:03

ยังคงดูหนังเยอะโคตรเช่นเคย

นี่..จะให้ออลเวย์ส มีการเหยาะมองโลกในแง่ร้ายเนี่ยนะ

เอ่อ..อยากให้ขนมหวานใส่น้ำปลาเหรอยะแก



แล้วเรื่องเรียนเป็นไงบ้าง?

#12 By พี่สาวไกด์ฯ (202.28.12.84) on 2008-05-22 18:00

นาค ให้ซะเยอะเลยนะเมิง

เห็นด้วย หลายเรื่องและขัดใจอีกหลายเรื่องอย่าง ลองของ 2 เนี่ยนะ โอ้วแม่เจ้า รับม่ายได้

#13 By TANAPAT (118.174.64.83) on 2008-05-22 22:03

มอเตอร์ไซค์
ตอนดูคราวแรกเมื่อ 8 ปีที่แล้ว จำได้ว่า หลับสนิท
แต่ตอนนั้นเป็นช่วงที่เพิ่งเริ่มดูหนังใหม่ๆ และชอบ End of Days (หนังอาร์โนลด์) มากๆ 555
ตอนนี้ว่าจะลองไปหามาดูอีกรอบอยู่ครับ

Beowulf
เห็นด้วยว่าหนังดูไร้วิญญาณยังไงไม่รู้
ถ้าทำเป็นหนังคนแสดงจริงเล่นไปเลยอาจจะชอบกว่านี้

Always: Sunset on Third Street 2
ผมชอบภาคแรกมากกว่าเยอะ และมองว่าภาค2เป็นแค่ส่วนขยายที่ไม่ค่อยมีความจำเป็นเท่าไร

In the Mood for Love
หนังดี มีพลัง
มีพลังแค่ไหนไม่รู้ รู้แต่ตอนที่ผมไปเที่ยวนครวัด
สิ่งแรกที่ผมทำคือ ไปทำท่ากระซิบข้างนครวัด เลียนแบบพี่เหลียง 555
ปล.จางม่านอวี้ เรื่องนี้ชนะเลิศ

Happy Together
ทีแรกเกือบดูไม่จบเพราะตกใจกับฉากแรกๆ ของหนังเรื่องนี้มากๆ (คงรู้นะครับว่าฉากไหน)
แต่พอผ่านฉากนั้นไปได้แล้ว สิ่งที่ได้กลับมาหลังจากนั้น คือ การได้สัมผัสกับหนังมาสเตอร์พีซของพี่หว่องการ์ไวอีกเรื่องนึง

โอเคเบตง
เป็นหนังที่ผมดูแล้วรู้สึกเฉยขั้นรุนแรง
สงสัยหนังมันเรียบๆ ไม่ค่อยสุดไปทางไหนสักทางกระมัง

Chungking Express
สั้นๆง่ายๆ นะครับ
นี่คือหนังที่ "เท่" ที่สุดในประวัติศาสตร์การชมภาพยนตร์ในชีวิตของผม

Days of Being Wild
บาดลึก กินใจ ดูแล้วรู้สึกเหงาจับจิต
ที่สำคัญ นี่เป็นหนังเรื่องเดียวที่ผมคิดว่า พี่หลิวเต๋อหัวเล่นได้เป็นธรรมชาติที่สุด (เรื่องอื่นแกติดแอคตลอด)

Psycho
สงสัยผมมาดูหนังเรื่องนี้ตอนที่รู้เนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้หมดแล้ว เลยไม่ค่อยชอบมากเท่าที่คิดไว้
(ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังถูกคนสปอยล์ตอนจบมากที่สุด มากกว่า The Sixth Sense กับ The Others รวมกันซะอีก)

#14 By ฟ้าดิน (58.8.94.54) on 2008-05-22 23:21