Starpics 726 - Indiana Jones and the Kingdom of Crystal Skull

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 726 (ปักษ์หลัง เมษายน 2551)

ที่เขียนเรื่องนี้เพราะตอนนั้นเงินหมด ไม่มีอะไรเงินดูเรื่องอื่น 5555555


Superhero Movie

     หากนับหนังเรื่องนี้ในกลุ่มหนังล้อเลียนยุคมิลเลนเนี่ยม(ที่แจ้งเกิดหลังจาก Scary Movie ออกฉายในปี 2000 และมีภาคต่อออกมาเรื่อยๆ) นับว่ามันทำหน้าที่ได้เสมอตัว เพราะสามารถกู้หน้าของแคมเปญหนังล้อเลียนทั้งหลายได้ในระดับหนึ่ง หลังจากที่ Date Movie (2006) กับ Epic Movie (2007) ได้สร้างวีรเวรเอาไว้จนผู้คนเข็ดขยาดหนังตลกประเภทนี้กันไปเป็นล้านคน

     ในบรรดาหนังล้อเลียนยุคหลังนี้ก็สามารถแบ่งออกได้เป็นสองพวกใหญ่ๆอีก กลุ่มแรกก็คือกลุ่ม Scary Movie ที่สร้างติดต่อกันออกมา 4 ภาค และอีกกลุ่มก็คือสองหนังที่ได้คะแนนต่ำเตี้ยเรี่ยดินทั้งสองเรื่องในย่อหน้าก่อน (จากคนเขียนบทและผู้กำกับป่วงๆอย่าง เจสัน ฟรีดเบิร์ก และ อารอน เซลต์เซอร์)

     Superhero Movie ยังไม่อาจจัดกลุ่มเข้ากับกลุ่มสแกรี่มูฟวี่ได้สนิทใจนัก แม้จะได้คนเขียนบทจากภาคสามและสี่ก้าวขึ้นมานั่งแท่นผู้กำกับแทน (ในขณะที่เหล่าพี่น้องเวย์นส์ที่เป็นผู้ตั้งรกรากในภาคหนึ่งและสอง ก็หนีไปทำอย่างอื่นแทนเสียแล้ว) เพราะแทบจะยกทีมนักแสดงทีมใหม่เข้ามาในหนัง ในขณะที่ดาราเก่าๆนั้นก็โผล่มาแบบแวบๆ (เช่น เรจิน่า ฮอลล์ สาวผิวดำเจ้าของคาแรคเตอร์น่ารำคาญและน้ำเสียงแสบแก้วหู) หรือไม่ก็หายสาบสูญไปเลย (อย่าง แอนนา ฟาริส ที่ผูกขาดตำแหน่งนางเอกของหนังล้อเลียนชุดนี้มาโดยตลอด - เดาเอาเองว่า เธอคงหาอะไรดีๆอย่างอื่นทำได้แล้ว)

     Superhero Movie ถือเป็นหนังที่โชคดีอยู่เหมือนกัน ที่มาออกฉายหลังจากหนังล้อเลียนคุณภาพชั้นเลว อย่าง Date และ Epic Movie ทำให้คนดูส่วนใหญ่รู้สึกดีกับหนังมากกว่าที่ตัวมันเองทำได้เมื่อเกิดการเปรียบเทียบกันเอง (เหมือนกรณีช็อคโกแล็ตกับต้มยำกุ้งนั่นเอง หุหุ) โดยจริงๆแล้วหนังก็มีช่วงที่น่ารำคาญและมุขตลกที่ไม่ได้ผลอยู่มาก แต่โดยรวมๆก็ถือว่าออกมาน่าพอใจรองจาก Scary Movie ภาคแรกและภาคสี่เลยทีเดียว

     ข้อด้อยสำคัญที่สุดของหนังซูเปอร์ฮีรั่วเรื่องนี้คือหนังขาดความสร้างสรรค์ว่าด้วยการร้อยเรียงเรื่องให้กลายเป็น "หนังเรื่องใหม่" ได้เหมือนกับที่หนังเรื่องก่อนๆทำได้ (เช่น การเอา The Grudge มาปนเปยำผสมกับ War of the Worlds ในสแกรี่มูฟวี่ภาคสี่) แต่ในหนังเรื่องนี้กลับยึดแต่เส้นเรื่องของ Spider-Man ภาคแรก และล้อเลียนหนังเรื่องอื่นแค่พอเป็นพิธี ชนิดที่ว่าถ้าไม่ใช่ไอ้แมงมุม หนังฮีโร่เรื่องอื่นมีเวลาเพียงแค่เรื่องละไม่เกินหนึ่งฉากเท่านั้น จนจริงๆแล้วหนังไม่ได้ทำหน้าที่ล้อเลียนหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่เป็นหนังล้อเลียนไอ้แมงมุมต่างหาก (เพราะฉะนั้น ผมคงไม่จำเป็นต้องสาธยายเรื่องย่อให้เสียเวลาและเปลืองหน้ากระดาษ เพราะคุณก็แค่แทนค่า "แมงมุม" ด้วย "แมลงปอ" แค่นั้นเอง)

     มุขตลกโดยพื้นฐานของหนังล้อเลียนเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วนอกจากการล้อเลียนถึงหนังเรื่องอื่น การล้อเลียนสถานการณ์ปัจจุบันหรือบุคคลที่มีตัวตนจริงก็แทบจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และมุขที่มักจะได้ผลและกระแทกคนดูได้แรงจริงๆ ก็คือมุขเหล่านี้ และมุขที่เกี่ยวกับของสกปรกทั้งหลาย ซึ่ง Scary Movie ภาคแรกนั้นทำได้ผลอย่างถล่มทลายไปแล้วกับการเล่นมุขสกปรกเกี่ยวกับ "สารคัดหลั่ง" ทั้งหลายในร่างกายมนุษย์

     ส่วน Superhero Movie นั้นก็กลับมาประสบความสำเร็จในการใช้ "บุคคลสำคัญ" กระแทกต่อมฮาของคนดู เพราะปริมาณของมุขด้านนี้มีมากกว่ามุขประเภท "เหยียบขี้" มากนัก

     เป้าหมายหลักของหนังเรื่องนี้ก็คือนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังที่เป็นอัมพาต สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง

     อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่ามุขโดยทั่วไปของหนังเรื่องนี้ค่อนข้างล้มเหลวเพราะยึดติดกับ Spider-Man มากจนเกินไป แต่ความสำเร็จอย่างสูงในมุขเหล่านี้ทำให้หนังดูดีขึ้นเยอะ ในแง่ของความเป็นหนังคอมเมดี้(ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังล้อเลียน) ถ้าเล่นมุขไม่ให้มันไปสุดๆ แล้วจะมีความหมายอะไร นอกจากกลายเป็นหนังตลกที่ไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่ของมันและคนดูก่นด่าว่า "ฝืดสนิท"

     สองฉากที่หนัง "ขยี้มุข" ได้อย่างสุดๆ คือฉากเปิดตัวสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง (ในการทัศนศึกษาพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของพระเอกก่อนถูกแมลงปอกัดที่ซอกคอ) ด้วยไดอะล็อกหยาบโลนสุดขั้ว และฉากไฮไลต์ในตอนท้ายที่เป็นการประกาศรางวัลบุคคลทรงเกียรติ ซึ่งบุคคลมีชื่อเสียงของโลกมารวมตัวกันในงานนี้มากมาย (และแคสต์ดารามาได้หน้าเหมือนมาก) ทั้งองค์ดาไลลามะ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ไปถึงพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ที่พาเหรดมากระทำพฤติกรรมต่ำทรามกันอย่างถ้วนหน้า ทั้งสำรอกไวน์ ทำร้ายร่างกาย ไปจนถึงถูกไอ้แมลงปอแมนจับเปลื้องผ้าเหลือแต่แพมเพอร์สต่อหน้าธารกำนัล!!

     นอกเหนือจากนี้ สตีเฟ่น ฮอว์กิ้งยังถูกล้อเลียนอย่างหนัก(โดยเฉพาะเรื่องความพิการของเขา ที่หนักพอๆกับฌอง-โดมินิค โบบี ใน The Diving Bell and the Butterfly) ไปตลอดจนจบเรื่อง แถมยังเป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญ เพราะมีบทบาทมากกว่านางเอกของเรื่องซะอีก!!

     ตรงนี้ถือเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนมาก (จนชวนให้สงสัยว่าทีมสร้างหนังไปเคียดแค้นอะไรลุงแกหรือเปล่าเนี่ย เพราะลุงแกก็นั่งอยู่บ้านเฉยๆ) เพราะในภาคก่อนๆ แม้จะล้อเลียนใครแรงแค่ไหนก็มักจะเล่นแค่ฉากสองฉาก (เช่น ไมเคิล แจ็คสัน ถูกต่อยหน้าหงายใน Scary Movie 3, ทอม ครูซ หักคอโอปราห์ วินฟรีย์ใน Scary Movie 4 และ ปารีส ฮิลตัน ถูกทับตายใน Date Movie) และที่สำคัญจะไม่เอ่ยชื่อเสียงเรียงนามของบุคคลนั้นออกมาตรงๆในไดอะล็อก

     อืม... Superhero Movie นี่กล้าหาญเกินคาดจริงๆ (นี่แหละที่ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้กว่าที่คิดไว้ตั้งแต่แรก อุอุ)

 

     ลองคิดเพิ่มอีกสักหน่อย หนังเรื่องนี้ก็ทำหน้าที่บันทึกความเป็นไปของสังคมปัจจุบันได้ดีในระดับหนึ่งทีเดียว("ดี" ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าให้เอาไปเทียบกับหนังรางวัล หนังเทศกาลแต่อย่างใด) จากมุขตลกที่ใช้ที่แม้เกือบทั้งหมดจะดูไร้สาระหรือน่ารังเกียจ แต่ก็มีอะไรแทรกอยู่ในนั้นมากพอสมควร

     จากการสังเกต(แบบไม่ประณีตนัก)ของผมเอง ภาพยนตร์ในช่วงหลังนี้มีหลายเรื่องที่เริ่มเล่นประเด็นที่โยงกับเรื่องของสื่อ โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตที่มีบทบาทสำคัญและทวีความสำคัญเป็นสื่อที่ทุกคนสามารถยึดพื้นที่เป็นเจ้าของเพื่อแสดงผลงานได้

     ดังที่เห็นทั้งในหนังไทยอย่าง 13 เกมสยอง (2549, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล) ซึ่งเกี่ยวข้องกับเกมโชว์ทางอินเตอร์เน็ตที่มีผู้ชมจำนวนมากคอยจ่ายเงินติดตาม, Untraceable (2008, เกรกอรี่ ฮ็อบลิท) ที่กำลังจะเข้าฉายในไทย ก็ว่าด้วยการ "โชว์ฆ่า ถ่ายทอดสด" ทางอินเตอร์เน็ต และหนังสัตว์ประหลาดแหวกแนวตอนต้นปีเรื่อง Cloverfield (2008, แม็ตต์ รีฟส์) ก็แสดงพฤติกรรมของผู้คนที่เปลี่ยนไปเมื่ออยู่ภายใต้วิกฤติ แทนที่จะหนีเอาชีวิตรอดเป็นประการแรก[1] กลับควักกล้องออกมาถ่ายรูปถ่ายคลิปกันให้ควั่ก!

     คอมพิวเตอร์ของไอ้แมลงปอแมนในห้องส่วนตัวของเขาตอนต้นเรื่อง ถูกใช้เพื่อปรึกษาปัญหาชีวิตกับผู้ที่ให้บริการทางอินเตอร์เน็ต ก่อนที่จะจบลงว่าหมอได้แอดเขามาทาง Facebook(คล้าย Hi5 แต่ไฮโซกว่าเยอะ) ยังรวมไปถึงตัวร้ายของเรื่องที่ใช้เว็บไซต์ WikiPedia เพื่อหาข้อมูลในการฆ่าคนเพื่อต่อชีวิตของตัวเอง(หาเจอซะด้วย!) และฉากที่หนังล้อเลียน Batman Begins (2005, คริสโตเฟอร์ โนแลน) ฉากที่พ่อแม่ของไอ้แมลงปอแมนตาย พ่อ(ซึ่งเป็นมหาเศรษฐี - เหมือนในแบทแมนเป๊ะ) บอกกับลูกชายว่า "ลูกจงไปถอนหุ้นจากบริษัทเล็กๆชื่อ Google ซะ แล้วเอาไปทุ่มลงทุนกับ Enron แทน" (ซึ่งก็ทำให้แมลงปอแมนของเราต้องตกอับมาอยู่บ้านลุงกับป้า เอวังด้วยประการฉะนี้นี่เอง ฮา..)[2] ก็แสดงให้เห็นอานุภาพของบรรษัทที่เกี่ยวข้องกับสื่ออย่างชัดเจน ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง นอกจากกูเกิ้ลแล้ว พวกบริษัทที่ควบคุมหรือเป็นเจ้าของสื่อก็มีอิทธิพลมากขึ้นในยุคนี้

     ทั้งหมดทั้งมวลนี้เองทำให้เราเห็นได้ว่าอินเตอร์เน็ตมีอิทธิพลกับเราได้มากแค่ไหน แต่สิ่งที่ Superhero Movie กำลังพูดถึงก็คือ คนสมัยนี้เข้าถึงสื่อกันง่ายยิ่งกว่าตักข้าวเข้าปาก แต่ดันไม่รู้จักใช้สื่อให้เป็นประโยชน์หรือประดับความรู้ตัวเองเอาเสียเลย เพราะตอนที่ไอ้แมลงปอแมนต้องเข้าไปยับยั้งเหตุร้ายในงานเลี้ยงแจกรางวัล เขาก็ถูกตัวร้ายหลอกให้ไปกระทำระยำตำบอนกับองค์ดาไลลามะบนเวทีต่อหน้าผู้คน ในขณะที่ตัวร้ายของเราก็เริ่มปฏิบัติการตามแผนอย่างสบายใจ

     ไม่รู้ว่าผมคิดเข้าข้างคนทำหนังมากเกินไปหรือเปล่า แต่นี่แหละคือการสื่อถึงความ "โลกแคบ" ของประชาชนอเมริกันแม้จะเข้าถึงสื่อได้ง่ายแสนง่าย เพราะไม่รู้จักแม้แต่องค์ดาไลลามะ!

     แถมในช่วงกลางเรื่องที่หนังกำลังล้อเลียน X-Men ยังมีป้ายแปะเอาไว้หน้าโรงเรียนสำหรับผู้มีพลังวิเศษว่า "โรงเรียนนี้ไม่ต้อนรับผู้มีพลังวิเศษเชื้อสายเอเชีย" ยิ่งตอกย้ำถึงสถานะของคนเชื้อสายเอเชียในอเมริกาปัจจุบันเข้าไปอีก บางทีการที่ไอ้แมลงปอแมนเชื่ออย่างง่ายดายว่าองค์ดาไลลามะคือไอ้ตัวร้ายหัวโจกของเรื่อง อาจเป็นเพราะเขามีทัศนคติเหยียดคนเอเชียก็ได้!!!

     ใครจะคิดว่าหนังล้อเลียนเรื่องหนึ่งจะทำให้คิดเพ้อเจ้อไปถึงประเด็นเรื่องเหยียดสีผิวกับสื่อในโลกปัจจุบันได้ขนาดนี้

     ช่างเป็นหนังที่แสบทรวงดีแท้!!


[1] อ่านประเด็นเกี่ยวกับสื่อในหนังเรื่อง Cloverfield เพิ่มเติมได้ในบทความ Cloverfield ความจริงในโลกเสมือน ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 721 (ปักษ์หลังเดือนกุมภาพันธ์ 2551)

[2] เพิ่มเติมเผื่อไว้สำหรับคนที่อาจตามมุขนี้ไม่ทันทั้งในโรงหนังและในหนังสือ ปัจจุบัน Enron เจ๊งบ๊งถูกฟ้องล้มละลายไปเรียบร้อยแล้วจ้า รายละเอียดเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการปั่นหุ้นของบริษัทนี้ สามารถติดตามได้ในสารคดีเข้าชิงรางวัลออสการ์ชื่อ Enron: The Smartest Guys in the Room (2005, อเล็กซ์ กิบนีย์)


 สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่ http://vreview.yarisme.com/

พร้อมลุ้นรับบัตร Major M Cash มูลค่า 500 บาท จำนวน 8 ใบ ทุกเดือน!!

edit @ 13 May 2008 03:26:42 by nanoguy

edit @ 28 Jun 2008 03:54:34 by nanoguy

Comment

Comment:

Tweet

Want to find help with resume writing? Have no clue where to buy resume paper? Consider Marvelous Resume company where you can find CV sample. Our resume writers will guarantee you that buying resume can bring job seekers real success!

#18 By check here (46.161.41.16|46.161.41.16) on 2014-04-01 01:28

Are you seeking for help with resume writing? Still haven’t got an idea how to write a resume? Check out Resumes Leader company resumesleader.com. Here it is possible to find CV sample or buy resume from highly qualified resume writers.

#17 By Check here (46.161.41.16|46.161.41.16) on 2014-03-26 07:35

Some people search for the thesis summary referring to this good post. When they get know about your best selling fact, they will believably buy the dissertation.

#16 By thesis (103.7.57.18|31.184.238.21) on 2012-05-10 13:13

The essay writing about this good topic, students could notice at the essay writing service. Purchase the pre written essays or custom writing about this good post.

#15 By essay writing (31.184.238.21) on 2012-01-19 08:25

Do you know that you do such a great investigation just about this good topic. Continue making this! Students buy custom essay papers just about that at the the writing service.

#14 By buy custom essay papers (31.184.238.21) on 2012-01-19 08:25

Friquently, different students, which really require the application paper writing, do not actually know the proper way to get it. But it could be available to buy essay paper at the progressive term paper writing service. It’s a natural issue for some people.

#13 By buy papers online (94.242.214.6) on 2011-12-09 00:47

Every body knows that humen's life is not very cheap, nevertheless different people require cash for various issues and not every one earns enough money. Thus to get fast <a href="http://goodfinance-blog.com">loans</a> and collateral loan will be a correct solution.

#12 By Ester18Alston (94.242.214.7) on 2011-11-29 01:54

ไม่ได้เข้าโรงหนัง จะเดือนนึงแล้ว....

สงสัยใกล้เวลา retire 555555

#10 By merveillesxx (58.8.120.210) on 2008-05-16 04:25

^
^
กลายเป็นหนังลับแลไปซะแล้วเรื่องนี้ เวรกรรม
(จริงๆหนังมันก็สถานะแปลกๆ คือมันพูดอังกฤษทั้งเรื่อง แต่ประเทศที่ลงทุนสร้างเป็นประเทศแถบสแกนดิเนเวียอย่าง สวีเดน เดนมาร์ก และนอร์เวย์)
ลองดู The 11th Hour ของตาลีโอแก้ขัดไปก่อนแล้วกัน ฮ่าๆๆๆๆๆ

ส่วนเรื่องลุงฮอว์กิ้ง... กลัวว่าท่านจะหงุดหงิดเอาน่ะสิ
เพราะหนังเล่นลุงแกแรงมากๆ แรงจริงๆ - -*

#9 By nanoguy on 2008-05-15 23:20

หากผมไปดูเนี่ย ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าจะฮาแตกอย่างแรง หรือจะหงุดหงิดจนกลั้นแทบไม่อยู่ เพราะผมเนี่ยเป็นแฟนงานเขียนแนวฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ของลุงฮอว์กิ้ง แกซะด้วย

แต่โดยรวมๆ เท่าที่เคยดูแนวๆ นี้มา (ซึ่งไม่มากมายนัก) ผมชอบ Scary Movie 1 มากที่สุด (ลามากได้ใจ)...หากเรื่องนี้ level สูสีกัน ก็น่าคิดเหมือนกันว่าจะดูดีไหม

ด้วยความเคารพ

ปล. ช่วงปิดเทอม มีโอกาสได้ไป UK พยายามหา The Planet แทบล้มประดาตาย ปรากฏว่า "ไม่มีเลย"...คนตามร้านต่างๆ ในลอนดอน ไม่ใช่แค่ไม่รู้จักเรื่องนี้เท่านั้น มันยังเดินไปหยิบ Animal Planet มาให้ผมซะนี่...เซ็ง

#8 By fallingangels (61.7.128.148) on 2008-05-15 19:27

+ พี่คงไม่ดูแฮะ ... โดยส่วนตัว พี่ไม่ค่อยขำกับมุกของหนังตระกูลล้อเลียนเท่าไหร่อ่ะครับ sad smile

#7 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-05-14 18:17

อืม..หนังน่ากลัวนะเนี่ย เล่นตลกจนน่ากลัว
เท่าที่ดูหนังล้อเลียนมา ชอบ Scary Movie
ภาคแรกที่สุด ฮาดี ดูขำกลิ้งตกโต๊ะ
คนคิดมุขมันคิดได้ไง

#6 By SNOW EXPRESS on 2008-05-14 15:35

เป็นหนังที่มุกสกปรกและหยาบคายต่อบุคคลที่3มากที่สุดตั้งแต่ดูมาเลยล่ะครับ sad smile

ปล.ประเด็นเหยียดผิวนั้น...อยากรู้เหมือนกันว่า คนที่ใส่ลงไปในหนัง"สะท้อน"ค่านิยมให้เห็น หรือ "คิด"แบบนั้นจริงๆangry smile

#5 By SkyKiD on 2008-05-13 19:16

ขอบคุณค่ะพี่ที่แวะมา

พี่ หนูแบบว่าไม่ไหวแล้วจริงๆอ่ะค่ะ
หนูรู้ตัวนะว่ายังไงหนูก็คงไม่ได้ไป

แต่แบบว่าทำไมทรูเค้าทำกันอย่างงี้ล่ะพี่

เค้าหากินกับเด็ก

ไอ้แพงน่ะทำใจไว้แล้ว -*- แต่แบบว่ามันจะเกินไปม๊ะ?

#4 By lll Mirror*lll on 2008-05-13 12:25

umm
it's so funny
but i neverthing about it b4
since april Right this movie?
^^

#3 By miidear (24.99.190.74) on 2008-05-13 06:44

ยังไม่ได้ไปดูเหมือนกันครับคุณnonoguy
ไอ่กระพ้มก็ได้แต่เลี้ยงแมว เลยไม่ได้ไปหนาย

+++

ที่ไม่ได้ดูเพราะกูเข็ดกับหนังล้อเลียนว่ะ เลยขอบายหนังแนวนี้ไปก่อน อ่านแล้วน่าสนใจหลายจุดนะ ไว้มันเป็นแผ่น(ราคาถูกๆ)แล้วกูจะซื้อมาเก็บละกัน double wink

+++

ว่าแต่ยังอยู่ดึกเหมือนเดิมนะมึง นอนให้มันเร็วๆบ้าง
เดี๋ยวหน้าโทรม กูเป็นห่วงจากใจจริง ^__^

#2 By อั๊ต (203.130.159.4) on 2008-05-13 05:18

หืม....ไม่นึกว่าจะลามปามได้ขนาดพระสันตปาปานะ สตีเวนส์ ฮอว์กคิ้งก็อีกคน tongue ยังไม่ได้ดูหรอกฮะแต่พอนึกภาพออก เพราะผมคงไม่เสียตังค์กับมุขสกปรกแบบนี้ง่ายๆ

เรื่องสื่อโลกแคบนี่ ใช่เค้าประชดเปล่านะ tongue

#1 By Shuu Exteen on 2008-05-13 04:02