Superhero Movie : ทำเกินหน้าที่(?)

posted on 12 May 2008 23:31 by nanoguy  in Article

 Starpics 726 - Indiana Jones and the Kingdom of Crystal Skull

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 726 (ปักษ์หลัง เมษายน 2551)

ที่เขียนเรื่องนี้เพราะตอนนั้นเงินหมด ไม่มีอะไรเงินดูเรื่องอื่น 5555555


Superhero Movie

     หากนับหนังเรื่องนี้ในกลุ่มหนังล้อเลียนยุคมิลเลนเนี่ยม(ที่แจ้งเกิดหลังจาก Scary Movie ออกฉายในปี 2000 และมีภาคต่อออกมาเรื่อยๆ) นับว่ามันทำหน้าที่ได้เสมอตัว เพราะสามารถกู้หน้าของแคมเปญหนังล้อเลียนทั้งหลายได้ในระดับหนึ่ง หลังจากที่ Date Movie (2006) กับ Epic Movie (2007) ได้สร้างวีรเวรเอาไว้จนผู้คนเข็ดขยาดหนังตลกประเภทนี้กันไปเป็นล้านคน

     ในบรรดาหนังล้อเลียนยุคหลังนี้ก็สามารถแบ่งออกได้เป็นสองพวกใหญ่ๆอีก กลุ่มแรกก็คือกลุ่ม Scary Movie ที่สร้างติดต่อกันออกมา 4 ภาค และอีกกลุ่มก็คือสองหนังที่ได้คะแนนต่ำเตี้ยเรี่ยดินทั้งสองเรื่องในย่อหน้าก่อน (จากคนเขียนบทและผู้กำกับป่วงๆอย่าง เจสัน ฟรีดเบิร์ก และ อารอน เซลต์เซอร์)

     Superhero Movie ยังไม่อาจจัดกลุ่มเข้ากับกลุ่มสแกรี่มูฟวี่ได้สนิทใจนัก แม้จะได้คนเขียนบทจากภาคสามและสี่ก้าวขึ้นมานั่งแท่นผู้กำกับแทน (ในขณะที่เหล่าพี่น้องเวย์นส์ที่เป็นผู้ตั้งรกรากในภาคหนึ่งและสอง ก็หนีไปทำอย่างอื่นแทนเสียแล้ว) เพราะแทบจะยกทีมนักแสดงทีมใหม่เข้ามาในหนัง ในขณะที่ดาราเก่าๆนั้นก็โผล่มาแบบแวบๆ (เช่น เรจิน่า ฮอลล์ สาวผิวดำเจ้าของคาแรคเตอร์น่ารำคาญและน้ำเสียงแสบแก้วหู) หรือไม่ก็หายสาบสูญไปเลย (อย่าง แอนนา ฟาริส ที่ผูกขาดตำแหน่งนางเอกของหนังล้อเลียนชุดนี้มาโดยตลอด - เดาเอาเองว่า เธอคงหาอะไรดีๆอย่างอื่นทำได้แล้ว)

     Superhero Movie ถือเป็นหนังที่โชคดีอยู่เหมือนกัน ที่มาออกฉายหลังจากหนังล้อเลียนคุณภาพชั้นเลว อย่าง Date และ Epic Movie ทำให้คนดูส่วนใหญ่รู้สึกดีกับหนังมากกว่าที่ตัวมันเองทำได้เมื่อเกิดการเปรียบเทียบกันเอง (เหมือนกรณีช็อคโกแล็ตกับต้มยำกุ้งนั่นเอง หุหุ) โดยจริงๆแล้วหนังก็มีช่วงที่น่ารำคาญและมุขตลกที่ไม่ได้ผลอยู่มาก แต่โดยรวมๆก็ถือว่าออกมาน่าพอใจรองจาก Scary Movie ภาคแรกและภาคสี่เลยทีเดียว

     ข้อด้อยสำคัญที่สุดของหนังซูเปอร์ฮีรั่วเรื่องนี้คือหนังขาดความสร้างสรรค์ว่าด้วยการร้อยเรียงเรื่องให้กลายเป็น "หนังเรื่องใหม่" ได้เหมือนกับที่หนังเรื่องก่อนๆทำได้ (เช่น การเอา The Grudge มาปนเปยำผสมกับ War of the Worlds ในสแกรี่มูฟวี่ภาคสี่) แต่ในหนังเรื่องนี้กลับยึดแต่เส้นเรื่องของ Spider-Man ภาคแรก และล้อเลียนหนังเรื่องอื่นแค่พอเป็นพิธี ชนิดที่ว่าถ้าไม่ใช่ไอ้แมงมุม หนังฮีโร่เรื่องอื่นมีเวลาเพียงแค่เรื่องละไม่เกินหนึ่งฉากเท่านั้น จนจริงๆแล้วหนังไม่ได้ทำหน้าที่ล้อเลียนหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่เป็นหนังล้อเลียนไอ้แมงมุมต่างหาก (เพราะฉะนั้น ผมคงไม่จำเป็นต้องสาธยายเรื่องย่อให้เสียเวลาและเปลืองหน้ากระดาษ เพราะคุณก็แค่แทนค่า "แมงมุม" ด้วย "แมลงปอ" แค่นั้นเอง)

     มุขตลกโดยพื้นฐานของหนังล้อเลียนเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วนอกจากการล้อเลียนถึงหนังเรื่องอื่น การล้อเลียนสถานการณ์ปัจจุบันหรือบุคคลที่มีตัวตนจริงก็แทบจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และมุขที่มักจะได้ผลและกระแทกคนดูได้แรงจริงๆ ก็คือมุขเหล่านี้ และมุขที่เกี่ยวกับของสกปรกทั้งหลาย ซึ่ง Scary Movie ภาคแรกนั้นทำได้ผลอย่างถล่มทลายไปแล้วกับการเล่นมุขสกปรกเกี่ยวกับ "สารคัดหลั่ง" ทั้งหลายในร่างกายมนุษย์

     ส่วน Superhero Movie นั้นก็กลับมาประสบความสำเร็จในการใช้ "บุคคลสำคัญ" กระแทกต่อมฮาของคนดู เพราะปริมาณของมุขด้านนี้มีมากกว่ามุขประเภท "เหยียบขี้" มากนัก

     เป้าหมายหลักของหนังเรื่องนี้ก็คือนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังที่เป็นอัมพาต สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง

     อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่ามุขโดยทั่วไปของหนังเรื่องนี้ค่อนข้างล้มเหลวเพราะยึดติดกับ Spider-Man มากจนเกินไป แต่ความสำเร็จอย่างสูงในมุขเหล่านี้ทำให้หนังดูดีขึ้นเยอะ ในแง่ของความเป็นหนังคอมเมดี้(ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังล้อเลียน) ถ้าเล่นมุขไม่ให้มันไปสุดๆ แล้วจะมีความหมายอะไร นอกจากกลายเป็นหนังตลกที่ไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่ของมันและคนดูก่นด่าว่า "ฝืดสนิท"

     สองฉากที่หนัง "ขยี้มุข" ได้อย่างสุดๆ คือฉากเปิดตัวสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง (ในการทัศนศึกษาพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของพระเอกก่อนถูกแมลงปอกัดที่ซอกคอ) ด้วยไดอะล็อกหยาบโลนสุดขั้ว และฉากไฮไลต์ในตอนท้ายที่เป็นการประกาศรางวัลบุคคลทรงเกียรติ ซึ่งบุคคลมีชื่อเสียงของโลกมารวมตัวกันในงานนี้มากมาย (และแคสต์ดารามาได้หน้าเหมือนมาก) ทั้งองค์ดาไลลามะ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ไปถึงพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ที่พาเหรดมากระทำพฤติกรรมต่ำทรามกันอย่างถ้วนหน้า ทั้งสำรอกไวน์ ทำร้ายร่างกาย ไปจนถึงถูกไอ้แมลงปอแมนจับเปลื้องผ้าเหลือแต่แพมเพอร์สต่อหน้าธารกำนัล!!

     นอกเหนือจากนี้ สตีเฟ่น ฮอว์กิ้งยังถูกล้อเลียนอย่างหนัก(โดยเฉพาะเรื่องความพิการของเขา ที่หนักพอๆกับฌอง-โดมินิค โบบี ใน The Diving Bell and the Butterfly) ไปตลอดจนจบเรื่อง แถมยังเป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญ เพราะมีบทบาทมากกว่านางเอกของเรื่องซะอีก!!

     ตรงนี้ถือเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนมาก (จนชวนให้สงสัยว่าทีมสร้างหนังไปเคียดแค้นอะไรลุงแกหรือเปล่าเนี่ย เพราะลุงแกก็นั่งอยู่บ้านเฉยๆ) เพราะในภาคก่อนๆ แม้จะล้อเลียนใครแรงแค่ไหนก็มักจะเล่นแค่ฉากสองฉาก (เช่น ไมเคิล แจ็คสัน ถูกต่อยหน้าหงายใน Scary Movie 3, ทอม ครูซ หักคอโอปราห์ วินฟรีย์ใน Scary Movie 4 และ ปารีส ฮิลตัน ถูกทับตายใน Date Movie) และที่สำคัญจะไม่เอ่ยชื่อเสียงเรียงนามของบุคคลนั้นออกมาตรงๆในไดอะล็อก

     อืม... Superhero Movie นี่กล้าหาญเกินคาดจริงๆ (นี่แหละที่ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้กว่าที่คิดไว้ตั้งแต่แรก อุอุ)

 

     ลองคิดเพิ่มอีกสักหน่อย หนังเรื่องนี้ก็ทำหน้าที่บันทึกความเป็นไปของสังคมปัจจุบันได้ดีในระดับหนึ่งทีเดียว("ดี" ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าให้เอาไปเทียบกับหนังรางวัล หนังเทศกาลแต่อย่างใด) จากมุขตลกที่ใช้ที่แม้เกือบทั้งหมดจะดูไร้สาระหรือน่ารังเกียจ แต่ก็มีอะไรแทรกอยู่ในนั้นมากพอสมควร

     จากการสังเกต(แบบไม่ประณีตนัก)ของผมเอง ภาพยนตร์ในช่วงหลังนี้มีหลายเรื่องที่เริ่มเล่นประเด็นที่โยงกับเรื่องของสื่อ โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตที่มีบทบาทสำคัญและทวีความสำคัญเป็นสื่อที่ทุกคนสามารถยึดพื้นที่เป็นเจ้าของเพื่อแสดงผลงานได้

     ดังที่เห็นทั้งในหนังไทยอย่าง 13 เกมสยอง (2549, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล) ซึ่งเกี่ยวข้องกับเกมโชว์ทางอินเตอร์เน็ตที่มีผู้ชมจำนวนมากคอยจ่ายเงินติดตาม, Untraceable (2008, เกรกอรี่ ฮ็อบลิท) ที่กำลังจะเข้าฉายในไทย ก็ว่าด้วยการ "โชว์ฆ่า ถ่ายทอดสด" ทางอินเตอร์เน็ต และหนังสัตว์ประหลาดแหวกแนวตอนต้นปีเรื่อง Cloverfield (2008, แม็ตต์ รีฟส์) ก็แสดงพฤติกรรมของผู้คนที่เปลี่ยนไปเมื่ออยู่ภายใต้วิกฤติ แทนที่จะหนีเอาชีวิตรอดเป็นประการแรก[1] กลับควักกล้องออกมาถ่ายรูปถ่ายคลิปกันให้ควั่ก!

     คอมพิวเตอร์ของไอ้แมลงปอแมนในห้องส่วนตัวของเขาตอนต้นเรื่อง ถูกใช้เพื่อปรึกษาปัญหาชีวิตกับผู้ที่ให้บริการทางอินเตอร์เน็ต ก่อนที่จะจบลงว่าหมอได้แอดเขามาทาง Facebook(คล้าย Hi5 แต่ไฮโซกว่าเยอะ) ยังรวมไปถึงตัวร้ายของเรื่องที่ใช้เว็บไซต์ WikiPedia เพื่อหาข้อมูลในการฆ่าคนเพื่อต่อชีวิตของตัวเอง(หาเจอซะด้วย!) และฉากที่หนังล้อเลียน Batman Begins (2005, คริสโตเฟอร์ โนแลน) ฉากที่พ่อแม่ของไอ้แมลงปอแมนตาย พ่อ(ซึ่งเป็นมหาเศรษฐี - เหมือนในแบทแมนเป๊ะ) บอกกับลูกชายว่า "ลูกจงไปถอนหุ้นจากบริษัทเล็กๆชื่อ Google ซะ แล้วเอาไปทุ่มลงทุนกับ Enron แทน" (ซึ่งก็ทำให้แมลงปอแมนของเราต้องตกอับมาอยู่บ้านลุงกับป้า เอวังด้วยประการฉะนี้นี่เอง ฮา..)[2] ก็แสดงให้เห็นอานุภาพของบรรษัทที่เกี่ยวข้องกับสื่ออย่างชัดเจน ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง นอกจากกูเกิ้ลแล้ว พวกบริษัทที่ควบคุมหรือเป็นเจ้าของสื่อก็มีอิทธิพลมากขึ้นในยุคนี้

     ทั้งหมดทั้งมวลนี้เองทำให้เราเห็นได้ว่าอินเตอร์เน็ตมีอิทธิพลกับเราได้มากแค่ไหน แต่สิ่งที่ Superhero Movie กำลังพูดถึงก็คือ คนสมัยนี้เข้าถึงสื่อกันง่ายยิ่งกว่าตักข้าวเข้าปาก แต่ดันไม่รู้จักใช้สื่อให้เป็นประโยชน์หรือประดับความรู้ตัวเองเอาเสียเลย เพราะตอนที่ไอ้แมลงปอแมนต้องเข้าไปยับยั้งเหตุร้ายในงานเลี้ยงแจกรางวัล เขาก็ถูกตัวร้ายหลอกให้ไปกระทำระยำตำบอนกับองค์ดาไลลามะบนเวทีต่อหน้าผู้คน ในขณะที่ตัวร้ายของเราก็เริ่มปฏิบัติการตามแผนอย่างสบายใจ

     ไม่รู้ว่าผมคิดเข้าข้างคนทำหนังมากเกินไปหรือเปล่า แต่นี่แหละคือการสื่อถึงความ "โลกแคบ" ของประชาชนอเมริกันแม้จะเข้าถึงสื่อได้ง่ายแสนง่าย เพราะไม่รู้จักแม้แต่องค์ดาไลลามะ!

     แถมในช่วงกลางเรื่องที่หนังกำลังล้อเลียน X-Men ยังมีป้ายแปะเอาไว้หน้าโรงเรียนสำหรับผู้มีพลังวิเศษว่า "โรงเรียนนี้ไม่ต้อนรับผู้มีพลังวิเศษเชื้อสายเอเชีย" ยิ่งตอกย้ำถึงสถานะของคนเชื้อสายเอเชียในอเมริกาปัจจุบันเข้าไปอีก บางทีการที่ไอ้แมลงปอแมนเชื่ออย่างง่ายดายว่าองค์ดาไลลามะคือไอ้ตัวร้ายหัวโจกของเรื่อง อาจเป็นเพราะเขามีทัศนคติเหยียดคนเอเชียก็ได้!!!

     ใครจะคิดว่าหนังล้อเลียนเรื่องหนึ่งจะทำให้คิดเพ้อเจ้อไปถึงประเด็นเรื่องเหยียดสีผิวกับสื่อในโลกปัจจุบันได้ขนาดนี้

     ช่างเป็นหนังที่แสบทรวงดีแท้!!


[1] อ่านประเด็นเกี่ยวกับสื่อในหนังเรื่อง Cloverfield เพิ่มเติมได้ในบทความ Cloverfield ความจริงในโลกเสมือน ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 721 (ปักษ์หลังเดือนกุมภาพันธ์ 2551)

[2] เพิ่มเติมเผื่อไว้สำหรับคนที่อาจตามมุขนี้ไม่ทันทั้งในโรงหนังและในหนังสือ ปัจจุบัน Enron เจ๊งบ๊งถูกฟ้องล้มละลายไปเรียบร้อยแล้วจ้า รายละเอียดเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการปั่นหุ้นของบริษัทนี้ สามารถติดตามได้ในสารคดีเข้าชิงรางวัลออสการ์ชื่อ Enron: The Smartest Guys in the Room (2005, อเล็กซ์ กิบนีย์)


 สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่ http://vreview.yarisme.com/

พร้อมลุ้นรับบัตร Major M Cash มูลค่า 500 บาท จำนวน 8 ใบ ทุกเดือน!!

edit @ 13 May 2008 03:26:42 by nanoguy

edit @ 28 Jun 2008 03:54:34 by nanoguy

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

หืม....ไม่นึกว่าจะลามปามได้ขนาดพระสันตปาปานะ สตีเวนส์ ฮอว์กคิ้งก็อีกคน tongue ยังไม่ได้ดูหรอกฮะแต่พอนึกภาพออก เพราะผมคงไม่เสียตังค์กับมุขสกปรกแบบนี้ง่ายๆ

เรื่องสื่อโลกแคบนี่ ใช่เค้าประชดเปล่านะ tongue
ยังไม่ได้ไปดูเหมือนกันครับคุณnonoguy
ไอ่กระพ้มก็ได้แต่เลี้ยงแมว เลยไม่ได้ไปหนาย

+++

ที่ไม่ได้ดูเพราะกูเข็ดกับหนังล้อเลียนว่ะ เลยขอบายหนังแนวนี้ไปก่อน อ่านแล้วน่าสนใจหลายจุดนะ ไว้มันเป็นแผ่น(ราคาถูกๆ)แล้วกูจะซื้อมาเก็บละกัน double wink

+++

ว่าแต่ยังอยู่ดึกเหมือนเดิมนะมึง นอนให้มันเร็วๆบ้าง
เดี๋ยวหน้าโทรม กูเป็นห่วงจากใจจริง ^__^

#2 By อั๊ต (203.130.159.4) on 2008-05-13 05:18

umm
it's so funny
but i neverthing about it b4
since april Right this movie?
^^

#3 By miidear (24.99.190.74) on 2008-05-13 06:44

ขอบคุณค่ะพี่ที่แวะมา

พี่ หนูแบบว่าไม่ไหวแล้วจริงๆอ่ะค่ะ
หนูรู้ตัวนะว่ายังไงหนูก็คงไม่ได้ไป

แต่แบบว่าทำไมทรูเค้าทำกันอย่างงี้ล่ะพี่

เค้าหากินกับเด็ก

ไอ้แพงน่ะทำใจไว้แล้ว -*- แต่แบบว่ามันจะเกินไปม๊ะ?

#4 By ~Kikkiw_KangTeuk~ on 2008-05-13 12:25

เป็นหนังที่มุกสกปรกและหยาบคายต่อบุคคลที่3มากที่สุดตั้งแต่ดูมาเลยล่ะครับ sad smile

ปล.ประเด็นเหยียดผิวนั้น...อยากรู้เหมือนกันว่า คนที่ใส่ลงไปในหนัง"สะท้อน"ค่านิยมให้เห็น หรือ "คิด"แบบนั้นจริงๆangry smile

#5 By SkyKiD on 2008-05-13 19:16

อืม..หนังน่ากลัวนะเนี่ย เล่นตลกจนน่ากลัว
เท่าที่ดูหนังล้อเลียนมา ชอบ Scary Movie
ภาคแรกที่สุด ฮาดี ดูขำกลิ้งตกโต๊ะ
คนคิดมุขมันคิดได้ไง

#6 By nat on 2008-05-14 15:35

+ พี่คงไม่ดูแฮะ ... โดยส่วนตัว พี่ไม่ค่อยขำกับมุกของหนังตระกูลล้อเลียนเท่าไหร่อ่ะครับ sad smile

#7 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-05-14 18:17

หากผมไปดูเนี่ย ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าจะฮาแตกอย่างแรง หรือจะหงุดหงิดจนกลั้นแทบไม่อยู่ เพราะผมเนี่ยเป็นแฟนงานเขียนแนวฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ของลุงฮอว์กิ้ง แกซะด้วย

แต่โดยรวมๆ เท่าที่เคยดูแนวๆ นี้มา (ซึ่งไม่มากมายนัก) ผมชอบ Scary Movie 1 มากที่สุด (ลามากได้ใจ)...หากเรื่องนี้ level สูสีกัน ก็น่าคิดเหมือนกันว่าจะดูดีไหม

ด้วยความเคารพ

ปล. ช่วงปิดเทอม มีโอกาสได้ไป UK พยายามหา The Planet แทบล้มประดาตาย ปรากฏว่า "ไม่มีเลย"...คนตามร้านต่างๆ ในลอนดอน ไม่ใช่แค่ไม่รู้จักเรื่องนี้เท่านั้น มันยังเดินไปหยิบ Animal Planet มาให้ผมซะนี่...เซ็ง

#8 By fallingangels (61.7.128.148) on 2008-05-15 19:27

^
^
กลายเป็นหนังลับแลไปซะแล้วเรื่องนี้ เวรกรรม
(จริงๆหนังมันก็สถานะแปลกๆ คือมันพูดอังกฤษทั้งเรื่อง แต่ประเทศที่ลงทุนสร้างเป็นประเทศแถบสแกนดิเนเวียอย่าง สวีเดน เดนมาร์ก และนอร์เวย์)
ลองดู The 11th Hour ของตาลีโอแก้ขัดไปก่อนแล้วกัน ฮ่าๆๆๆๆๆ

ส่วนเรื่องลุงฮอว์กิ้ง... กลัวว่าท่านจะหงุดหงิดเอาน่ะสิ
เพราะหนังเล่นลุงแกแรงมากๆ แรงจริงๆ - -*

#9 By nanoguy on 2008-05-15 23:20

ไม่ได้เข้าโรงหนัง จะเดือนนึงแล้ว....

สงสัยใกล้เวลา retire 555555

#10 By merveillesxx (58.8.120.210) on 2008-05-16 04:25