Shanghai Dreams : ใฝ่เกินฝัน

posted on 28 Apr 2008 00:08 by nanoguy in Article, Movies

 Starpics 725 - Speed Racer

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 725 (ปักษ์หลังเมษายน 2551)

(ปกขายสุดๆ 555555)


Shanghai Dreams

     รัฐบาลจีนในช่วงปี 1960 ได้โน้มน้าวให้ประชาชนในเซี่ยงไฮ้ โยกย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่เขตยังไม่พัฒนาอำเภอกุ้ยหยาง (ในจังหวัดกุ้ยโจว) โดยอยู่ในฐานะของ "แนวหน้าที่สาม" (Third Line of Defense) ซึ่งรัฐบาลบอกว่าพวกเขาจะมีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในเขตอุตสาหกรรมใหม่ที่นั่น และจะได้รับผลตอบแทนเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในภายภาคหน้า ทำให้ชาวเซี่ยงไฮ้ย้ายมาอาศัยและทำงานในโรงงานที่นี่เป็นจำนวนมาก
    
ส่วนเรื่องราวทั้งหมดของหนังเกิดขึ้นในปี 1983 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของจีนกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด หลังจากนโยบายสี่ทันสมัยของเติ้งเสี่ยวผิงที่เปิดรับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเข้ามาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในจีน ได้เริ่มส่งผลดีต่อการพัฒนาในส่วนต่างๆของประเทศ แต่ไม่ใช่ที่กุ้ยหยางและนั่นทำให้เหล่า "อดีตเซี่ยงไฮ้" (Former Shanghainese) ที่นี่ล้วนตกอยู่ในภวังค์คิดถึงบ้านเกิด
    
อู๋เจ๋อหมิ่น (เหยาอั่นเหลียน) พ่อของอู๋ชิงหง (เกาหยวนหยวน - คนไทยบางส่วนอาจเคยเห็นหน้าเธอในซีรี่ส์ "ดาบมังกรหยก") ทำหน้าที่เป็นตัวละครที่แสดงภาพความต้องการและความฝันของชาวเซี่ยงไฮ้อพยพแทบทั้งหมดในกุ้ยหยาง ด้วยความฝันที่จะกลับสู่เซี่ยงไฮ้อย่างสมเกียรติและภาคภูมิ ไม่ใช่ในฐานะคนที่พ่ายแพ้ต่อชะตาชีวิตที่พวกเขาเลือกเอง ขณะเดียวกันเขาก็ร่วมมือกับเซี่ยงไฮ้คนอื่นๆเพื่อหาทางเจรจากับโรงงานที่ทำงานอยู่ ให้พวกเขากลับเซี่ยงไฮ้เสียที
    
จากการทุ่มเถียงกันระหว่างพ่อกับแม่ของชิงหงในฉากหนึ่ง ทำให้เรารู้ว่าทั้งสองคนฝ่าฝืนคำเตือนของพ่อแม่ที่ไม่ให้มาที่นี่ ดังนั้นเพื่อชดเชยอาการเสียหน้าของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ (เพราะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คิดและลั่นวาจาไว้ตั้งแต่แรก) แม้ชิงหงจะเป็นเด็กความประพฤติและการเรียนดี แต่ก็ยังมิวายถูกพ่อตามควบคุมความประพฤติทุกฝีก้าวทั้งเรื่องเรียน คบเพื่อน และความรักกับหนุ่มโรงงานฟานหงเกิน (หลี่ปิน) เพื่อเคี่ยวเข็ญให้เธอโฟกัสชีวิตอยู่กับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยและย้ายกลับเซี่ยงไฮ้อันเป็นบ้านเกิดของบุพการีอย่างสมเกียรติ
    
บรรยากาศโดยรวมของหนัง ทั้งคลุมเครือและให้เรามองเห็นความขัดแย้งในตัวเองหลายอย่างของตัวละครและสถานการณ์ต่างๆ แม้ว่าเราจะเห็นเหล่าผู้คนจากเซี่ยงไฮ้เฝ้าคอยคิดถึงบ้านเกิด สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นกลับไม่ใช่ภวังค์แบบโหยหารากเหง้าในอดีตเท่านั้น แต่เป็นภวังค์ที่ลุ่มหลงอยู่กับคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งผูกติดอยู่กับคำว่า "การพัฒนา" เพราะนอกจากเซี่ยงไฮ้แล้ว ยังมีกวางโจว ปักกิ่ง เสิ่นเจิ้น และฮ่องกง ที่ได้รับผลดีจากการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมหาศาล (ข้อมูลแทบทั้งหมดได้จากการฟังวิทยุคลื่น Voice of America เพราะถ้าฟังข่าวของรัฐบาลจีนเอง จะไม่มีทางรู้ความเป็นไปที่แท้จริง)
    
ข้อมูลเหล่านั้นชวนให้วาดหวังถึงคุณภาพชีวิตและฐานะทางการเงินที่จะดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ต่างจากการติดอยู่ในเมืองบ้านนอกที่เติบโตช้าไม่ทันใจ (ถ้าสังเกตดีๆ เมืองทั้งหลายที่หนังพูดถึงว่าพัฒนาอย่างรวดเร็ว ล้วนแต่อยู่ฝั่งตะวันออกของจีนทั้งสิ้น) ลองว่าเซี่ยงไฮ้ยังไม่เจริญจนเห็นชัดขนาดนี้ คนเหล่านี้คงไม่ "คิดถึงบ้าน" อย่างหนักหนาสาหัสเท่าที่เป็นอยู่ในหนัง!
    
การแห่แหนย้ายถิ่นของชาวเซี่ยงไฮ้ที่มาอยู่ที่นี่ ทำให้เกิดการแบ่งแยกชนชั้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ที่กุ้ยหยาง(และน่าจะรวมถึงที่อื่นๆด้วย ที่เป็นเขตอุตสาหกรรมในลักษณะเดียวกัน) จึงเกิดชนชั้นชาวเซี่ยงไฮ้ และชนชั้นชาวท้องถิ่น (Shanghainese กับ Local People) พร้อมกับคำพูดที่พ่อๆแม่ๆพร่ำสอนลูกว่าชาวเซี่ยงไฮ้ไม่ควรแต่งงานหรือรักกับชาวท้องถิ่นกุ้ยหยาง เพราะจะเป็นปัญหาถ้าวันไหนได้กลับเซี่ยงไฮ้ขึ้นมา
    
ทุกอย่างที่กล่าวมานั้น แทรกซึมอยู่ในเรื่องราวที่มีชิงหงเป็นตัวละครหลักของเรื่อง ตามเจตนารมณ์ของหนังที่ตั้งชื่อในภาษาจีนกลางอย่างตรงตัวว่า "ชิงหง" (Qing Hong) ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตแต่กาลก่อนของผู้กำกับหวังเสี่ยวช่วย

Qing Hong & Xiao Zhen

     เนื้อเรื่องอีกด้านหนึ่งที่เล่าแทบจะเป็นเนื้อเดียวกันกับเรื่องก่อนหน้า ชิงหงมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งคือเสี่ยวเจิน (หวังเซียะหยาง) ซึ่งเป็นคนที่เธอมักจะมาปรับทุกข์ด้วยเสมอเมื่อถูกพ่อดุด่าว่ากล่าว บ้านของเสี่ยวเจินสนิทสนมกับบ้านของชิงหงด้วยความที่เป็นคนจากเซี่ยงไฮ้เหมือนกัน และเสี่ยวเจินเป็นตัวละครวัยรุ่นที่ทำหน้าที่วิพากษ์ทัศนคติของพวกผู้ใหญ่อย่างตรงไปตรงมาที่สุด โดยเธอเปรียบเทียบว่าชิงหงอยู่ในสถานะแทบไม่ต่างกับอาชญากร
    
เสี่ยวเจินสานสัมพันธ์กับลูกชายเศรษฐีชื่อหลู่จุน (ฉินเห่า) อย่างรวดเร็วในงานเต้นรำใต้ดินที่เหล่าวัยรุ่นแอบจัดหลบสายตาผู้ใหญ่ แม้เขาจะมีข่าวว่าไปทำผู้หญิงชาวกุ้ยหยางท้อง ซึ่งตามธรรมเนียมเดิมนั้นเขาต้องแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่เสี่ยวเจินก็ยังยืนยันที่จะคงความสัมพันธ์ไว้ต่อไปจนถึงขั้นมีอะไรกัน ก่อนที่ในเวลาต่อมาหลู่จุนก็ถูกทางบ้านบังคับให้แต่งงานกับสาวท้องถิ่นคนนั้น (ธรรมเนียมเดิมเอาชนะธรรมเนียมใหม่ได้สำเร็จ) ก่อนที่หนังจะตลบหลังคนดูด้วยการให้หลู่จุนมาพาเสี่ยวเจินหนีตามกันไปหลังงานแต่งไม่นานนัก (ธรรมเนียมเก่าหรือไม่ก็ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ)
    
ความเข้มงวดเกินพิกัดของอู๋เจ๋อหมิ่น แสดงให้เราเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการเข้าไปพูดคุยดักคอฟานหงเกิน เพื่อตัดความสัมพันธ์กับลูกสาวตัวเองเสียแต่ต้นลม และยังบังคับให้เมียออกใบรับรองแพทย์ปลอมไม่ให้ชิงหงไปทัศนศึกษาโรงงาน (พร้อมกับการติดสินบนอาจารย์ใหญ่ด้วยบุหรี่) โดยให้เหตุผลว่ากลัวลูกไปเตลิดเปิดเปิงกับฟานหงเกิน ทั้งที่ตั้งแต่เปิดเรื่องมาจนถึงตอนนั้น เรายังไม่เคยเห็นชิงหงกับหงเกินอยู่ร่วมเฟรมเดียวกันเลยสักครั้ง!
    
แทนที่หนังจะจบพล็อตส่วนนี้ว่าหลู่จุนไม่ได้คิดจริงจังกับเสี่ยวเจิน(หรือพูดง่ายๆว่า "หลอกฟัน" นั่นแหละ) อย่างที่ควรจะเป็น หนังเริ่มบอกเราว่า "พวกผู้ใหญ่ผิดแล้ว" อย่างชัดเจนและเต็มปากเต็มคำ ก่อนที่จะตอกย้ำให้ความผิดพลาดของผู้ใหญ่ให้ชัดมากยิ่งขึ้นในฉากที่ชิงหงถูกหงเกินใช้กำลังข่มขืน ในฉากแรก(และเป็นฉากสุดท้าย)ที่พวกเขาทั้งคู่อยู่ด้วยกัน และกำลังตกลงกันเรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่อาจสานต่อได้ เพราะชิงหงกำลังจะถูกพ่อพากลับเซี่ยงไฮ้โดยไม่อาจโต้แย้งขัดขืน และส่วนหนึ่งของบทสนทนาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิด เขาตัดพ้อว่าเธอทำตัวเป็น "ชาวเซี่ยงไฮ้ผู้(คิดว่าตัวเอง)สูงส่ง" เหมือนพ่อเธอมากขึ้นทุกที
    
ช่างเป็นตลกร้ายโดยแท้ ที่หนังเปรียบเทียบชีวิตของเสี่ยวเจินกับชิงหงโยงไปถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับพวกผู้ใหญ่ด้วย "เพศสัมพันธ์"! คนหนึ่งได้ทำตามที่ใจตัวเองเรียกร้อง เสียความบริสุทธิ์ด้วยความสมัครใจ แม้จะถูกมองว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสีย แต่อีกคนพ่อแม่พยายามทุกอย่างเพื่อกีดกันลูกสาวจากสิ่งที่พวกเขามองว่าไม่ดี สุดท้ายเธอต้องเสียความบริสุทธิ์ด้วยความทรงจำเลวร้ายจากผู้ชายที่เธอรักที่สุด แถมยังถูกกล่าวหาในสิ่งที่เธอไม่ได้เป็นและไม่เคยคิดจะเป็นก่อนจะถูกย่ำยี ซึ่งไม่อาจเถียงได้เลยว่าปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลคือท่าทีของพ่อที่กระทำต่อชายคนนั้น
    
ก่อนหน้านี้ ขณะที่เสี่ยวเจินกำลังร้องห่มร้องไห้บริภาษสาวท้องถิ่นที่หลู่จุนถูกบังคับให้แต่งงานด้วยว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ชาวเซี่ยงไฮ้ ชิงหงถามเสี่ยวเจินว่า "พวกเราก็เป็นคนท้องถิ่นไม่ใช่เหรอ?" เพราะรุ่นลูกของชาวเซี่ยงไฮ้ทั้งหลายล้วนเกิดที่นี่ เติบโตที่นี่ ซึ่งความจริงข้อนี้เหมือนจะมีชิงหงระลึกได้เพียงคนเดียวในเรื่อง เซี่ยงไฮ้คนอื่นที่เหลือล้วนยึดติดอยู่กับคำว่า "เซี่ยงไฮ้" และ "ศักดิ์ศรี" จนแทบจะเข้าขั้นงมงายและหลอกตัวเองไปวันๆ
    
เมื่อชิงหงรอดชีวิตจากการพยายามฆ่าตัวตายหลังถูกข่มขืน เสี่ยวเจินได้กลับมาเยี่ยมเยียน และหนังจงใจปล่อยเรื่องราวชีวิตของเสี่ยวเจินกับหลู่จุนให้เป็นช่องว่างในการรับรู้ของคนดู ไม่บอกว่าเธอมีความสุขหรือว่าต้องเผชิญกับชีวิตอันแสนโหดร้ายแต่ประการใดอย่างชัดเจน และในฉากช่วงท้ายๆ กล้องยังถ่ายให้เห็นผู้ชายที่หน้าตาคล้ายหลู่จุน เดินคู่อยู่กับหญิงสาวคนหนึ่งที่ทำผมทรงเดียวกับเสี่ยวเจินในตอนต้นเรื่อง ราวกับจะบอกเป็นนัยว่าทั้งสองคนก็ไม่ได้มีชีวิตที่ลำบากยากเข็ญอะไรเลย และยังรักกันดีอยู่เหมือนเดิมด้วยซ้ำไป! (ถ้าหากสองคนนั้นคือหลู่จุนและเสี่ยวเจิน)

     สภาพจิตใจของชิงหงคงทั้งสับสน หวาดกลัว และโกรธแค้น หลังจากต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต แต่เธอก็เก็บมันไว้ภายใต้สีหน้าอันเรียบนิ่งตามประสาเด็กเก็บกดที่ถูกกดดันมาโดยตลอด และไม่นานหลังชิงหงพยายามฆ่าตัวตาย ตระกูลอู๋ก็ตัดสินใจเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ โดยไร้ซึ่งเกียรติหรือศักดิ์ศรีที่พวกเขาถวิลหามาตลอดทั้งเรื่อง ระหว่างทางพวกเขาต้องนั่งรถสวนกับขบวนเคลื่อนย้ายนักโทษคดีร้ายแรงไปยังลานประหาร ซึ่งในเวลานี้ตัวพวกเขาเองก็คงไม่ต่างกับนักโทษเหล่านั้น
    
สายตาแข็งกระด้างกับรอยยิ้มน้อยๆของชิงหงขณะนั่งอยู่ในรถ (ซึ่งชวนให้นึกถึงฉากจบของหนังฝรั่งเศสเรื่อง The Page Turner [2006, เดนิส เดอกูรต์] อย่างมาก) คงกำลังสมน้ำหน้าคนที่อยู่รอบๆตัวเธอ ทั้งพ่อ แม่ และฟานหงเกินที่อยู่ในขบวนนักโทษประหาร เพราะเธอได้เรียนรู้และสังเกตเห็นในที่สุดว่า การ "ใฝ่ไปเกินฝัน" นั้น เมื่อยึดติดกับมันเข้าขั้นงมงายโง่งมจะสามารถส่งผลได้ร้ายแรงขนาดไหน ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเธอเองที่ไม่ได้งมงายอะไรเหมือนคนอื่น ยังต้องติดร่างแหเผชิญกับชะตากรรมอันเลวร้ายไปด้วย
    
    
ความลักลั่นต่างๆที่ปรากฏให้เราเห็นอยู่ตลอดเรื่อง เช่น การที่โรงเรียนบอกตอนต้นเรื่องว่าเรา(ชาวจีน)ต้องทำตามนโยบายสี่ทันสมัย แต่พอมาตอนท้ายเรื่องตำรวจกลับบอกว่าเราควรช่วยเป็นหูเป็นตาต่อต้านระบบทุนนิยมสามานย์ และการที่ทั้งสองสถาบันส่งเฉพาะ "เสียง" มาบอกเรา ก็ยิ่งเหมือนการกระทำของสิ่งที่เรียกว่า "รัฐบาล"
    
ระบอบคอมมิวนิสต์แบบลักลั่นของจีนนั้น ยังคงใช้คำว่า "คอมมิวนิสต์" อ้างในรูปแบบการปกครอง เพื่อปกครองประชาชนแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ก็อ้าแขนรับทุนนิยมเข้ามาอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับเหล่าชาวเซี่ยงไฮ้ที่นี่จำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ได้พูดออกมาเองตอนที่พวกเขานัดมาประชุมกันเรื่องแนวทางเจรจากับโรงงานเรื่องกลับไปเซี่ยงไฮ้ที่บ้านตระกูลอู๋ว่า การไปเซี่ยงไฮ้ไม่ได้มีหลักประกันยืนยันถึงคุณภาพชีวิตของพวกเขาที่จะเปลี่ยนไปสู่ทิศทางที่ดีกว่าที่เป็นในปัจจุบัน เพราะสุดท้ายก็ต้องไปเป็น "คนนอก" ในบ้านเกิดตัวเองอยู่ดี! บวกกับโรงงานที่กุ้ยหยางย่อมไม่ยอมให้คนเหล่านี้ลาออกเป็นกลุ่มใหญ่ขนาดนี้อยู่แล้ว เพราะจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่กับแรงงานพลัดถิ่นที่อื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ได้อยู่เหนือการรับรู้เลย
    
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ถูกควบคุมจากเบื้องบนก็ส่งผลกระทบต่อคนเบื้องล่างอย่างรุนแรงและไม่อาจหลีกเลี่ยง ทั้งชาวเซี่ยงไฮ้ในกุ้ยหยางผู้ได้รับความหวังจากรัฐบาลจีนเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ที่ปัจจุบันต้องลอยเคว้งเหมือนไม่มีที่ไปและไม่มีความหวัง แต่ในขณะเดียวกันการกระทำของพ่อของชิงหง (ไม่ใช้คำว่า "พ่อแม่" เพราะว่าแม่ของชิงหงนั้นแทบไม่มีปากเสียงในบ้านเลย แม้จะพยายามช่วยปรามพ่ออยู่หลายครั้งก็ไม่เคยเป็นผล) ก็ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อลูกสาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน เห็นกันชัดๆว่าพวกผู้ใหญ่ก็ไม่ต่างกับรัฐบาลจีนเลย

     เสียงกระสุนที่ดังขึ้นสามนัดในฉากจบไม่ได้มาจากลานประหาร แต่เป็นกระสุนในมโนสำนึกที่ชิงหงขอมอบให้คนพวกนี้ด้วยความเต็มใจและเคียดแค้น
    
"จงตายซะ!!!"

Qing Hong

edit @ 29 Apr 2008 00:30:33 by nanoguy

Comment

Comment:

Tweet

ไม่ได้ไปดูเลยเรื่องนี้..

#10 By renton (58.8.9.125) on 2008-05-07 13:10

ยังไม่ดู แต่อยากดูครับ big smile

#9 By ทิว แอด ไฟน์ on 2008-05-04 22:15

เขียน review ได้เด็ดเลยครับ

#8 By enemy on 2008-05-02 23:32

+ ตามมา แต่ยังไม่ได้อ่าน ไม่ว่าจะแบบลับหรือไม่ลับ 555 เนื่องจากสัปดาห์นี้เวลาในโลกไซเบอร์ของพี่มีน้อย ... ดังนั้นขอญาตไปอ่านข้อเขียนในกระดาษที่สตาพิคส์เลยแล้วกันนะคร้าบ อ่านแล้วจะมาเขียนเพิ่มเติมใหม่ครับผม big smile
... ส่วนกำลังใจ ขอมอบให้แด่คุณน้องที่มาดูหนังเป็นเพื่อนตี่ตี้ในบางเวลาแล้วกัน ฮิ้วววว cry

#7 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-05-02 18:44

ตามมาอ่านแบบน่ารัก
แต่กำลังใจให้แบบไม่ต้องทึกทักquestion

#6 By น้ำหนึ่ง (124.120.84.206) on 2008-05-01 21:13

ตามมาอ่านอย่างลับๆ
แต่กำลังใจ มีให้แบบเปิดเผยเช่นเดิม

big smile

#5 By pangz (118.173.128.13) on 2008-04-28 21:24

เพิ่งเขียนเรื่องจีนไปตะกี๊^^" มาเจอ Review นี่เดจาวูเปล่าหว่าเนี่ย
กับหนังยังสะท้อนได้ขนาดนี้อีกแฮะ.= =a แต่ก็นะ สมัยนี้ผมว่าก็น่าจะยังมีพ่อแม่ประเภทนี้อยู่เยอะเหมือนก้น..พวกคลั่ง,...tongue

#4 By Shuu Exteen on 2008-04-28 21:11

^
^
ข้าพเจ้ามิได้เครียด
เพราะไบโอเคยเอา มาริโอ้ ขึ้นเดี่ยวๆมาแล้วไม่ใช่เหรอ ฮ่าๆๆๆ

#3 By nanoguy on 2008-04-28 19:44

มาอ่านละ เขียนดีนะ

หน้าปก อย่าเครียดไป bio ก็เคยขึ้นปก Rain

จะะบอกว่า ถ้าว่างๆ ห้ามพลาดละครเวทีเรื่อง Welcome To Nothing พี่กับพี่ Mds ไปดูมาแล้ว ชอบในระดับ A++++++++++++

ละครดูไม่ยาก และฮามากๆ

#2 By merveillesxx (58.8.118.83) on 2008-04-28 03:49

ชอบเรื่องนี้ครับ
ถึงเป็นหนังย้อนยุคแต่ก็สะท้อนภาพจีนปัจจุบันได้เหมือนกัน
โดยเฉพาะปัญหาอมตะเรื่องช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท และการย้ายถิ่น(ที่เราได้เห็นในหนังจีนรุ่นใหม่เป็นประจำ)
ส่วนองค์กรสิทธิมนุษยชนก็คงถูกใจเรื่องนี้ confused smile

มีคิวดูเรื่อง Blind Mountain กับ The Sun Also Rises ด้วยครับ
หนังจีนน่าดูเยอะมาก

#1 By aloneagain (124.120.24.87) on 2008-04-28 03:46