รีวิวสั้นๆที่มากกว่าเกรด (ถ้าเรื่องไหนเขียนถึงยาวๆ มีลิงค์ให้อ่านด้วยครับ)
จริงๆอยากจะทำเป็นเดือนๆไป แต่ว่าสามเดือนแรกของปีนี่โหดร้ายเหลือทน
ไหนจะสอบ ไหนจะทำนาโนกายอวอร์ด (ได้ข่าวว่าไอ้อันหลังนี่หาเรื่องใส่ตัว 55555)
ก็เลยต้องยุบมารวมสามเดือนนี้นี่แล


มกราคม - January

 

หนังสั้น

2008 New Year Cinebration

จำนวน 29 เรื่อง หนังสั้นที่มีทั้งเฮฮา สนุกสนาน ไปจนถึง "หนังทดลอง" ขั้นสูงสุด (เวอร์)

Still (ณัฏฐ์ธร กังวาลไกล, 2551, B)
-> ทดลอง

Goodbye, 2008 (ญาณิน พงศ์สุวรรณ, 2551, A-)
-> คู่รักที่กำลังร้างลาคุยกันผ่าน msn

Unified FieldUNIFIED FIELD
 (จักรวาล นิลธำรงค์, 2551, B+)
-> ทดลองสุดๆ (55+)
(ดูได้ในดีวีดีที่แถมกับนิตยสาร Fuse Showcase เล่ม 2)


New Year Again

New Year Again
(วินัย กิจเจริญ, 2551, A-)
-> ภาพจาก youtube ร้อยเป็นหนังที่สื่อถึงคนเมืองในปัจจุบัน





Reverse

ย้อนกลับ
(นภสร ลิ้มไชยาวัฒน์, 2551, B+)
-> ภาพของยายที่นอนป่วย "ย้อนกลับ" ไปหาดอกไม้
(ดูได้ในดีวีดีที่แถมกับนิตยสาร Fuse Showcase เล่ม 2)




2008... ปีร่ำรวย หรือห่วยแตก
(เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์, 2551, A-)
-> ปีใหม่จะดีหรือไม่ดี? อยากรู้ครับ เอาไปส่งครู (ผู้กำกับอายุ 13)

ตาล (วรรณแวว+แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์, 2551, A+)
-> ฟุตเตจแสนเศร้า

Up and Down 2551 (ศิวโรจณ์ คงสกุล, 2551, A-/B+)
-> Take off and landing

If It Was Then, They Would Call This Thing Love

หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงเรียกสิ่งนี้ว่าความรัก

(พัลลภ ฮอหรินทร์, 2551, A+)
-> ภาพและเสียงที่ไม่สอดคล้อง แต่หนาวเหน็บถึงในใจ
(ดาวน์โหลดดูได้ที่ http://www.liveindy.com/ph/if.mov 
หรือในดีวีดีที่แถมกับนิตยสาร Fuse Showcase เล่ม 2)


เวลากับความทรงจำ และสิ่งที่ฉันทำเพื่อเธอ (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์, 2551, A-)
-> ความสัมพันธ์หักมุมระหว่างเพื่อน

เรื่องของสยามในปีก่อนๆ และปีหน้า (ภาส พัฒนกำจร, 2551, A+)
-> บทอาลัยต่อ เซ็นเตอร์พอยต์

ยามเย็น
ยาม เย็น
(วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา, 2551, B+)
-> ภาพจากอนุสรณ์สถานสึนามิในวันที่ทุกอย่างเริ่มคืนสู่สภาพปกติ
(ดูได้ในดีวีดีที่แถมกับนิตยสาร Fuse Showcase เล่ม 2)


A Conversation with a Whore about a Whore
(พัฒนะ จิรวงศ์, 2551, A+)
-> เมื่อเราคุยกับโสเภณี เกี่ยวกับนักการเมือง

หมา ดิบ ดิบ (ฐิติมน+ณิชมน มงคลสวัสดิ์, 2551, A+/A)
-> หมาน่ารักๆ และการเสียดสีมนุษย์แบบแสบๆคันๆ

HOPE (ศิวดล ระถี, 2551, A-/B+)
-> ภาพเปรียบเทียบขอทานกับคุณยายขายของ

2008, Let's Come Out (ธนพล เชาวน์วานิชย์, 2551, A+/A)
-> ความวายป่วงขั้นสูงสุดของกะเทยสามนาง

'เราจักอุตริเพียรตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ให้ยากเข้าไว้ว่า200ooPs!'
(เกรียงไกร วชิรธรรมพร, 2551, A+++++++++)
-> สรุปข่าวประจำปีโดยเคนนี่แห่ง South Park

Time Still Destroys Everything You Touch
Time Still Destroys Everything You Touch

(คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง, 2551, A+++++++++)
-> ความโหดร้ายของกาลเวลา


2008
(โสรยา นาคะสุวรรณ, 2551, B+)
-> แสงไฟสงบนิ่ง

Silent Lights (ภาณุ อารี, 2551, B+)
-> แสงไฟฉวัดเฉวียน

...Unpronouncable in the Imperialism Linguistic of Yours...ออกเสียงไม่ได้ในจักรวรรดิทางภาษาของคุณ
(รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค, 2551, A)
-> Mockumentary ว่าด้วยหญิงสาวที่เปิดบ้านตัวเองเป็นแกลเลอรี่งานศิลป์
(ดูได้ในดีวีดีที่แถมกับนิตยสาร Fuse Showcase เล่ม 2)

ยีราฟ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, 2551, A)
-> ก่อนโลกแตก

หวามลมเหงา
(ชาคร ไชยปรีชา, 2551, A+/A)
-> ความสัมพันธ์คืนเดียวในเวลาอันแสนสั้น

Culture and Nature

วัฒนธรรมชาติ
(ปราบต์ บุญปาน, 2551, A++++++++++++)
-> เงียบ แต่แรง และ "เหลือง"
(ดูได้ในดีวีดีที่แถมกับนิตยสาร Fuse Showcase เล่ม 2)





รอยไถแปร
(อุรุพงศ์ รักษาสัตย์, 2551, A+)
-> "รอยไถแปร" ของประเทศไทย กับการหว่านข้าวแบบสโลว์โมชั่น

A Little Bliss (ธีพิสิฐ มหานีรานนท์, 2551, B+)
-> ภาพบันทึกถึงช่วงเวลาแสนหวาน

ข่าวกีฬา : พวกเหี้ยกำลังจะไป พวกสัมภเวสีกำลังจะมา
(มานัสศักดิ์ ดอกไม้, 2551, A+)
-> คอร์สเรียนการเมืองที่ดิบเถื่อนและตรงใจเป็นอย่างยิ่ง

อ้อยมาสาย 3 นาที (ธีปนันท์ เพ็ชรศรี, 2551, A+)
-> ไม่ต้องรู้เรื่องอะไรกันอีกแล้ว... "เช้ย เฉย" (555)

2008 (ตุลพบ แสนเจริญ, 2551, A)
-> ปิดท้ายด้วยเครดิต

     เอาเป็นว่า ในเมื่อมันเยอะซะขนาดนี้ ต้องขออภัยด้วยที่จะไม่ได้พูดถึงหนังหลายๆเรื่อง(จริงๆก็คือแทบไม่ได้พูดถึงหนังซักเรื่องนั่นเอง ฮ่วย 5555)

     การได้ดูหนังสั้นรอบนี้ทำให้เรารู้ว่า ยังไม่ค่อยถูกกับแนวหนังของคุณจักรวาล นิลธำรงค์ เหมือนเดิม (หลังจากที่เจอมาแล้วในเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทย 55+) สงสัยต้องฝึกวิทยายุทธอีกเยอะ ส่วนหนังของคุณภาณุ อารี กับพี่แอน ไฟนอลสกอร์ รู้สึกว่าเปลี่ยนชื่อหนังกันก็ได้ (- -) ซึ่งหนังที่ค่อนข้างชอบก็คือตัวที่ทำสีส้มๆเอาไว้นั่นเอง สามเรื่องที่แลบออกมาได้ A++++++ ก็ดันเป็นหนังคนละแนวหมดเลย 555+

     เราจักอุตริฯ ของเกรียงไกร วชิรธรรมพร อันนี้ด้วยฉันทาคติล้วนๆเพราะว่าวันที่ดูนั้นเครียดๆเรื่องอื่นมาก่อนอยู่บ้างแล้ว พอเจออะไรที่ขำหลุดโลกก็เลยชอบไปโดยปริยาย ส่วน Time Stillฯ ชอบประเด็นของเรื่องและจังหวะของหนัง (เจ้าตัวบอก ไปชมเต๋อ-นวพลนู่น 55+) แล้วก็ วัฒนธรรมชาติ ของพี่ปราบต์ บุญปาน ที่แรงได้ใจมาก (เขียนถึงยาวๆไว้ที่นี่ - ลิงค์จ้าอย่าลืมใส่ -)

 

Censorshit!

Censorshit!
(เบญจวรรณ รุ่งศุภตานนท์
+ชาคร ไชยปรีชา
+ธีพิสิฐ มหานีรานนท์, 2550, A)
 
     หนังสั้นสามตอนว่าด้วยการเซ็นเซอร์ ทั้งในมุมมองของคนทำหนัง-คนดูหนัง-คนเซ็นเซอร์หนัง (ตามลำดับ) ส่วนตัวชอบเรียงลำดับจาก "น้อยไปหามาก" แม้ว่าในตอนแรกจะได้ จ๊ะจ๋า-พริมรตา เดชอุดม มาเป็นนางเอกให้แบบไม่คิดค่าตัวก็ตาม (ก่อ-ชาคร บอกว่าตอนแรกจะเอา ปุ้ม-ดลรส มาเล่น ซึ่งเธอไม่มาเล่นน่ะดีแล้ว เพราะเดี๋ยวคนดูคงรู้สึกว่า "เออ อีนี่น่ะเซ็นเซอร์ไปซะก็สมควร
" 55555) ถือว่าสรุปภาพองค์รวมเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์ได้โอเคทีเดียว

ฟ้าประทาน (ภาคโหมโรง) (ภาส พัฒนกำจร, 2551, B+)
     สารคดีว่าด้วยหมู่บ้านฟ้าประทานที่ต่อสู้เพื่อที่อยู่อาศัย ที่กำลังจะถูกห้างสรรพสินค้าใช้กฎหมายเพื่อไล่ที่ชาวบ้านออกไป ส่วนตัวกลางๆ ไม่ได้ชอบอะไรมากนัก

The Last Cigarette

The Last Cigarette (เอกราช มอญวัฒ, 2551, B+)
     ในโลกอนาคตเมื่อไม่มีบุหรี่อีกต่อไป บุหรี่มวนสุดท้ายจึงกลายเป็นชนวนนำมาซึ่งความขัดแย้งและแก๊งสเตอร์ ชอบเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างครีเอต แต่สุดท้ายแล้วยังไม่กลมกล่อมพอ เพราะหักมุมมาเล่าเรื่อง "มิตรภาพ" ได้ไม่เนียนเท่าไหร่

 



หนังยาว

Across the Universe

Across the Universe (USA, Julie Taymor, 2007, A-)
     ชอบเพลงของ The Beatles มากกว่าหนัง เพราะหนังมีปัญหาในการเล่าเรื่องเยอะไปหน่อย แต่ยังไงก็ตาม Evan Rachel Wood น่ารักเสมอ




Rainbow Song
Rainbow Song
(Japan, KUMAZAWA Naoto, 2006, B)
     ชอบหนังสั้นในเรื่องนี้มากกว่าหนังยาวทั้งเรื่อง แถม อิชิฮาระ ฮายาโตะ จาก All About Lily Chou-Chou ก็เล่นได้ "เวร" มากๆ (ขนาดผมทำใจกับการแสดงแบบ "การ์ตูนญี่ปุ่น" ในหนังญี่ปุ่นได้ระดับหนึ่งแล้วยังอยากโผล่ไปเสยคางมันในหนังซักสองหมัด)



Feast of Love


Feast of Love (USA, Robert Benton, B+/B)
     ดูเสื่อมๆยังไงไม่รู้ ไม่อินเลย แต่ชอบฉาก "แก้ผ้าด่ากัน" ระหว่าง Radha Mitchell กับ Billy Burke เซอร์เรียลดี



The King of White Elephant
พระเจ้าช้างเผือก (สัณห์ วสุธาร, 2483, B+)
     ด้วยความเป็นหนังเก่า มีมุมกล้องหลายๆอันที่ล้ำมากๆ และกำกับ "กองทัพช้าง" ได้ดูดีเหลือเชื่อ และที่สำคัญนี่เป็นหนังที่เขียนบทโดย ปรีดี พนมยงค์ และแฝงนัยยะเรื่องทัศนคติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้สูงทีเดียว (มีฉากประชาชนพม่าด่าพระมหากษัตริย์ซึ่งๆหน้า ที่มัวแต่รบจนไม่สนใจปากท้องประชาชน)


Elegant Beast

Elegant Beast (Japan, KAWASHIMA Yuzo, 1962, A) 
     หนังที่โชว์พาวด้วยการถ่ายในห้องห้องเดียว กับความสัมพันธ์อีรุงตุงนังของครอบครัวนี้ หนังแสบสันต์ดีใช้ได้ และ วาคาโอะ อายาโกะ เล่นดีมากๆ (ตอนนี้เธออายุ 75 และผลงานล่าสุดของเธอคือหนังญี่ปุ่นเรื่อง Spring Snow)


Murder of the Inugami Clan
Murder of the Inugami Clan (Japan, ICHIKAWA Kon, 2006, A-)
     ผลงานเรื่องสุดท้ายของ อิชิกาว่า กอง ในวัย 90 กว่าที่รีเมคงานของตัวเอง ตัวหนังทำออกมาในสไตล์หนังเก่าอย่างเห็นได้ชัด (คือเอาไปฉายในเทศกาลหนังเก่าญี่ปุ่นที่แกรนด์อีจีวีตอนนั้นแล้วบอกว่าอยู่ในยุค 60-70 ก็เชื่อน่ะ 55+) เนื้อเรื่องก็คือ หนังสือคินดะอิจิตอน ฆาตกรรมในตระกูลอินุงามิ


A Geisha

A Geisha (Japan, MIZOGUCHI Kenji, 1953, A+)
     เรื่องราวชีวิตอันโหดร้ายของเกอิชา ผ่านไมโกะวัยเด็กและเกอิชาพี่เลี้ยง ไมโกะรับบทโดย วาคาโอะ อายาโกะ จาก Elegant Beast ที่บทบาทต่างกันอย่างรุนแรง (เธอเป็นนักแสดงในดวงใจผมไปแล้วตอนนี้ 555+)



Cloverfield

Cloverfield
(USA, Matt Reaves, 2008, A+)
     พักสายตา(?)จากหนังญี่ปุ่น มาดูหนังสัตว์ประหลาดสุดล้ำ ชอบการถ่ายทำและตัวสัตว์ประหลาดมากๆ (ไอ้ตัวเล็ก น่ากลัวสุดๆ) แต่ก็แปลกใจตัวเองทำไมไม่มึนหัวเท่าตอนดู The Bourne Ultimatum



The Ghost of YotsuyaThe Ghost of Yotsuya
(Japan, NAKAGAWA Nobuo, 1959, B)
     ตามสไตล์หนังผีเก่าๆ ก็จะมีอะไรฮาๆ ให้เราเห็นอยู่เรื่อยๆ (เช่น ตัวละครถือดาบเข้าไปจะฆ่าตัวร้ายในวัด แล้วทำไปทำมา ก็ล่อให้ตัวร้ายวิ่งออกมานอกวัด.. แล้วมันจะเข้าไปทำไมแต่แรก 555)
    
Eastern Promises

Eastern Promises
(UK+Canada+USA, David Cronenberg, 2007, A+)
     Viggo Mortensen รุนแรงมากๆ แต่โดยรวมยังชอบ A History of Violence มากกว่าอยู่ดี (อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ "โฮโมอีโรติก" ได้ทะลักจุดเดือดมากๆ)


Frozen Days


Frozen Days (Israel, Danny Lerner, 2005, A++++++++)
     ไม่ต้องรู้เรื่องห่าอะไรกันอีกแล้ว กรี๊ด




Enchanted


Enchanted (USA, Kevin Lima, 2007, A+)
http://nanoguy.exteen.com/20080322/enchanted-every-one-needs-some-fantasy



Saw IV


Saw IV
(USA, Darren Lynn Bousmann, 2007, B)
     สร้างมาทำไม??




รักแห่งสยาม Director's Cut

รักแห่งสยาม Director's Cut

(ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล, 2551, A++++++++)
     โดยรวมชอบเวอร์ชั่นในโรงมากกว่า แต่ก็ยังชอบอยู่เหมือนเดิม (อนึ่ง หนังเรื่องนี้ไม่มีสิทธิ์เข้าชิงรางวัล Nanoguy Awards ในปี 2008)



Tell No One

Tell No One (France, Guillaume Canet, 2006, A+)
 
     หนังดัดแปลงจากนิยายของ Harlan Coben ("อย่าบอกใคร" ที่อยู่ในเซ็ตเดียวกับ "รหัสลับดาวินชี่" นั่นไง) แต่ย้ายเรื่องจากอเมริกาไปเกิดในฝรั่งเศส แล้วก็ตบๆอะไรที่ไม่เข้าที่เข้าทางให้ดูดีขึ้นเยอะ (โดยเฉพาะตอนจบ) และใส่อะไร "ฝรั่งเศสๆ" เข้าไปหลายอย่าง ควรค่าแก่การชม



กุมภาพันธ์ - February

 

หนังสั้น

The Day Before RevolutionThe Day Before Revolution (Thailand, ภาส พัฒนกำจร, 2007, A-)
     ตอนจบเศร้ามากๆ เพราะในที่สุดพวกเราก็ทำอะไรไม่ได้เลย
(ดูจากดีวีดีที่แถมกับนิตยสาร Fuse Showcase เล่ม 1)


กิ่งอ่อนที่บ้านเก่ากิ่งอ่อนที่บ้านเก่า (Thailand, ศศิกานต์ สุวรรณสุทธิ, 2007, A-)
     หนังงามมากๆ แต่ว่าไม่ถูก taste เราเท่าไหร่ 555+
(ดูจากดีวีดีที่แถมกับนิตยสาร Fuse Showcase เล่ม 1)


Pool
(Malaysia+Indonesia, Christopher Chong Chan-fui, 2007, B+/B)

     ได้ยินมาว่าหนังดังมาก แต่พอดูแล้วก็เฉยๆ เป็น post-tsunami ที่ไม่มีอะไรเท่าไหร่

Qalam (Malaysia, Hadi Koh, 2007, A-/B+)
     พระสงฆ์สวดมนต์อยู่ดีดี มีนิมิตถึงพระอัลลอฮฺ แต่ก็ไม่มีใครฟังซักคน (อืมมม......)

Westbound (Malaysia, Kubhaer T. Jethwani, 2007, A-)
     ผีโสร่งเกย์ตามจีบหนุ่มแขก!!!

A Day in the Life (Malaysia, Syed Omar, 2007, A-)
    
โลกอันชิบหายวายป่วง

 

หนังยาว

Atonement

Atonement (UK+France, Joe Wright, 2007, A+)
     หนังดีมาก แม้จะดูประดิษฐ์ไปสักหน่อยก็ตามที เพราะทั้งฉาก แสง ดนตรีประกอบ การถ่ายภาพ เครื่องแต่งกายมันแลดูวิจิตรไปหมด (โดยเฉพาะชุดสีเขียวมรกตของ Keira Knightley ที่ไร้คำบรรยายจริงๆ) บวกกับฉากจบที่ทรงพลังมากๆ


Chocolateช็อคโกแลต (Thailand, ปรัชญา ปิ่นแก้ว, 2008, B)
     แน่นอนหนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังดีขึ้นมาทันทีเมื่อเทียบกับ "ต้มยำกุ้ง" แม้เนื้อเรื่องจะเบาหวิวกลวงโบ๋ แต่ก็ยังมีการแสดงเข้ามาพยุงหนังไว้ในระดับหนึ่ง (ย้ำว่า "ในระดับหนึ่ง") อันได้แก่อาเบะ ฮิโรชิ และ ส้ม-อมรา (ส่วนจีจ้านั้นเหมือนจะดี แต่เธอเล่นเสียจนคนออทิสติกจะกลายเป็นดาวน์ซินโดรมอยู่แล้ว 555) และฉากแอ็คชั่นนั้นชื่นชมว่าออกแบบมาดี แต่พออยู่ในหนังมันดันไม่สนุกไม่น่าติดตามเท่าไหร่นัก


The Houseบ้านผีสิง (Thailand, มณฑล อารยางกูร, 2007, A-)
     ผิดคาดมากๆ เพราะตอนแรกได้ยินแต่เสียงก่นด่าบริภาษหนังเรื่องนี้เสียไม่มีดีจากรอบด้าน แต่พอดูเข้าจริงๆ ไอ้ส่วนที่เขารับไม่ได้กันเราดันรับได้แฮะ และรู้สึกว่าหนังหาทางออกได้ฉลาดดีด้วย แต่ว่าเรื่องของหมอสามคดีนั้นหนังไม่ได้เน้นมากมายนัก ส่วนด้านการแสดง ขออนุญาตกราบเท้าคุณพี่ คมสัน นันทจิต



First Flightรักสยามเท่าฟ้า (Thailand, ธนิตย์ จิตนุกูล, 2008, B)
     จริงๆแล้วตอนที่หนังยังเป็น "แรกบิน" อยู่ หนังน่าจะออกมาดูดีกว่านี้ เพราะพอมันเป็น "รักสยามเท่าฟ้า" หนังโดนสตูดิโอ distort สิ่งที่ต้องการนำเสนอจริงๆไปอย่างเละเทะไม่มีชิ้นดีเลย จากหนังปกติมันเลยกลายเป็น propaganda ชาตินิยมไปเสียฉิบ




L: Change the World


L: Change the World (Japan, NAKATA Hideo, 2008, B+)
     ตลกดี ถ่ายฉากสนามบินตอนท้ายที่ "สนามบินโคราช" ไปๆมาๆ หนังเลยใช้เครื่องบินของ "วันทูโก" ซะเลย (ตอนหนังฉาย เพิ่งเกิดเหตุเครื่องบินวันทูโกตกรันเวย์ไปไม่นานด้วยสิ) แล้วหนังก็ออกมา "การ์ตูน" มากๆ (เราจะเห็น L ผู้สงบนิ่ง ออกมา "วิ่งร้อยเมตร" !!)
     อย่างไรก็ดี น้องนางเอกน่ารักจริงๆ ฮ่าๆๆๆ (เธอชื่อ ฟุกุดะ มายุโกะ - แสดงใน Sinking of Japan และ Kamikaze Girls ด้วย)

SickoSicko (USA, Michael Moore, 2007, A+/A)
    สารคดีแสบซี้ดจากลุงอ้วนไมเคิล มัวร์ แม้จะไม่เด็ดดวงเท่า Fahrenheit 9/11 แต่ก็ตีแผ่ความเลวร้ายของระบบสาธารณสุขอเมริกันได้อย่างถึงพริกถึงขิงทีเดียว ด้วยการเอาระบบของอเมริกาไปเทียบกับประเทศที่ระบบดีเลิศอย่าง อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือแม้แต่ประเทศคอมมิวนิสต์ที่อเมริกาเกลียดนักเกลียดหนาอย่างคิวบา!!!
    อันหนึ่งที่ชอบมากคือ ไมเคิล มัวร์ แสดงความกระแดะได้ถึงจุดพีค ด้วยการทำหน้าตาเอ๋อๆ และ act เป็นพวกอเมริกันอนุรักษ์นิยมได้ "กวนส้นตีน" มากๆ

TuliTuli (Philippines, Auraeus Solito, 2005, A+/A)
     Tuli ในภาษาตากาล็อกหมายถึงการขลิบอวัยวะเพศชาย โดยนางเอกเป็นลูกสาวของพ่อที่มีอาชีพขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศของเด็กชายในหมู่บ้านแห่งนี้ที่นับถือคาทอลิกอย่างเคร่งครัด ในขณะที่นางเอกโตขึ้นมาก็เบื่อกับความ macho ของพวกผู้ชายในหมู่บ้าน เลยกลายเป็นเลสเบี้ยน!! และพระเอกตัวจริงของเรื่องก็อยู่ในบ้านของยายที่นับถือผีป่า (และไม่ได้ขลิบ)
     น่าเสียดายที่ตอนจบของหนังไม่ดีนัก ออกมาลักษณะหักดิบเกินไปคล้าย I Am Legend

Birth of the SeanémaBirth of the Seanéma
(Thailand, ศะศิธร อริยะวิชา, 2004, A)

     หนังที่เป็นที่กล่าวขวัญหลังจากออกฉายในเทศกาล กลับมาฉายอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้เราได้พิสูจน์ จากตอนแรกที่คิดว่าจะต้องหลับประมาณครึ่งเรื่องแน่ๆ กลายเป็นว่าก็วูบๆไปไม่เยอะนัก
     บรรยากาศส่วนใหญ่ของหนังก็อ้อยอิ่ง เชื่องช้า ตามประสาแต่ว่าน่าติดตามในหลายๆช่วง บวกกับการเลือกภาพมาใช้ให้เข้ากับเรื่องราว ทำให้ชอบกว่าที่คิดไว้แต่แรกเยอะ

The Last CommunistThe Last Communist
(Malaysia+Netherlands, Amir Muhammad, 2006, A)

     สารคดีภาคแรกของ Village People Radio Show ที่ดูใน World Film Fest เมื่อปีก่อน เกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์มลายาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กึ่งๆจะเป็นบทบันทึกลำดับความเป็นไปของพรรคฯ ที่น่าสะเทือนใจมากเพราะถูกหักหลังจากทุกฝ่ายที่เข้ามาเกี่ยวข้องในช่วงเวลานั้น (เนื้อเรื่องหลายส่วนซ้อนทับกับสารคดีภาคต่อเรื่องที่พูดถึงไปตอนต้น)
     สิ่งที่น่าสนใจมากก็คือ หนังไม่ได้ใช้ฟุตเตจหรือเอกสารประวัติศาสตร์มาประกอบเรื่อง แต่ใช้เรื่องราวของหัวหน้าพรรคฯ ตั้งแต่วัยหนุ่มจนถึงตอนที่ได้เป็นหัวหน้า โดยตามถ่ายในสถานที่ต่างๆ แล้วบอกเล่าเรื่องราวในที่แห่งนั้น พร้อมกับการใส่เพลงเชิดชูฝ่ายขวาเข้ามาเพื่อเสียดสี

A Short Story About the Indio NacionalA Short Story About the Indio Nacional
(Philippines, Raya Martin, 2006, A-)
     ราวกับเป็นหนังประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์ ทำให้คนฟิลิปปินส์ดู (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าหนังอาร์ตแบบนี้จะมีคนดูเท่าไหร่กัน) เล่าเรื่องเป็นหนังใบ้คล้ายแบบชาร์ลี แชปลิน ใช้ตัวละครแทนสัญลักษณ์ของการกู้ชาติฟิลิปปินส์จากสเปนและอเมริกา

No Country for Old Men
No Country for Old Men (USA, Coen Brothers, 2007, A+)
     ได้ออสการ์หนังยอดเยี่ยมไปก็ถือว่าไม่น่าเกลียดอะไร (เพียงแค่ไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้มากสุดในบรรดาหนังที่เข้าชิงเท่านั้นเอง) การแสดงของ Javier Bardem นั้นไร้คำบรรยายด้วยประการทั้งปวง และฉากจบที่หักอารมณ์ได้ผลชะงัดนัก



There Will Be BloodThere Will Be Blood (USA, Paul Thomas Anderson, A++++++++)
     นี่คือหนังที่ผมอยากให้ได้ออสการ์หนังยอดเยี่ยม (แต่คงจะยาก 55+) เพราะแม้หน้าหนังจะดูแรงๆ macho เหมือนโนคันทรี่ แต่เรื่องนี้รุนแรงกว่ามากๆ โดยเฉพาะความชั่วที่ออกมาจากแววตาของ Daniel Day-Lewis และ Paul Dano (ที่น่าเสียดายว่าเล่นใหญ่เกินไป) รวมถึงฉากจบที่อภิมหารุนแรงทั้งการแสดงและการออกแบบฉาก
     เหนือสิ่งอื่นใด ดนตรีประกอบของ Jonny Greenwood อยู่ในขั้นเทพอย่างถึงที่สุด

Handle Me with Careกอด (Thailand, คงเดช จาตุรันต์รัศมี, 2008, A+++++++++)
    กอด คือหนังไทยอีกเรื่องที่เนื้อเรื่องไม่เหมือนกับหน้าหนัง จึงขออนุญาตเตือนไว้ก่อนว่า หนังไม่ได้โรแมนติกหวานหยดเหมือนโปสเตอร์
อย่างไรก็ตาม นี่คือหนึ่งในหนังไทยที่ผมรักมากที่สุด เพราะแม้ว่าหนังจะไม่ได้วางท่าเคร่งเครียด แต่กลับวิพากษ์สังคมปัจจุบันได้อย่างเจ็บแสบและตรงไปตรงมา
    
หากจะดูแบบติดตามเนื้อเรื่องไปเรื่อยๆ ก็ย่อมได้ แต่ถ้าลองพิจารณาถึงสิ่งที่หนังพยายามสื่อผ่านสัญลักษณ์ต่างๆรอบตัวหนัง ก็นับว่าหนังเรื่องนี้เก็บรายละเอียดได้เก่้งชะมัด แถมยังเอาเก็บมาต่อยอดความคิดนอกจอหนังได้อีกหลายวันทีเดียว
     สรุปง่ายๆว่า
นี่คือหนังที่ทุกคนควรดูมากกว่าหนึ่งรอบ

Sky of Love


Sky of Love (Japan, IMAI Natsuki, 2007, C+)
     ราวกับละครน้ำเน่าช่องเจ็ดก็มิปาน (บังเอิญมีคนดูด้วย ก็เลยมิได้นำพามากนัก)



Charlie Wilson's WarCharlie Wilson's War (USA, Mike Nichols, 2007, A-)
     หนังใช้เหตุการณ์จริงเป็นพื้นฐาน เกี่ยวกับช่วงสงครามเย็นที่คาบเกี่ยวกับตอนที่โซเวียตใช้กำลังบุกอัฟกานิสถาน สหรัฐฯจึงได้ทุ่มงบเพื่อแอบส่งอาวุธให้กองโจรมูจาฮีดินที่แฝงตัวอยู่ที่นั่น ต่อต้านโซเวียตได้เป็นผลสำเร็จ ภายใต้การนำของสมาชิกวุฒิสภาแห่งรัฐเท็กซัส ที่มีลับลมคมในกับเศรษฐินีอันดับหกของเท็กซัส และเจ้าหน้าที่ซีไอเอเลือดร้อน
     แม้หนังจะอยู่ใน genre คอมเมดี้ แต่เสียดสีการเมืองได้แรงดี
+ การแสดงของ Philip Seymour Hoffman เก๋ามากๆ และ Julia Roberts เล่นดีอยู่ทั้งหมดหนึ่งฉากถ้วน


มีนาคม - March

 

หนังสั้น

Drink? / Series of Unbelievable Events
(Thailand, เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์+สรสิช ประภาธรรมรักษ์, 2007, A)
 
     หนังกวนตีนดีทีเดียว ฮ่าๆๆ (จากการแนะนำของคุณ ชาคร ไชยปรีชา เจ้าพ่อเพลงเสื่อม)
    
ไม่ไปรังสิต
ไม่ไปรังสิต
(Thailand, ชาคร ไชยปรีชา, 2006, A+/A) 
     หนังบ้ามากๆ จริงๆเนื้อแท้ของมันเป็นหนังแนว "กูจะจีบผู้หญิงคนนี้ยังไงดี" แต่ว่าไอ้ก่อเอามันไปโยงกับ ท่าพระจันทร์-รังสิต ได้ยังไงก็ไม่รู้ (ที่สำคัญ มันเรียนศิลปากร 55555) เสียดายว่าตอนจบไม่ดี ควรเปลี่ยนอย่างยิ่ง

Sea Monsters: A Prehistoric Adventure


Sea Monsters: A Prehistoric Adventure
(USA, Sean MacLeod Phillips, 2007, B+)
     ถือซะว่าไปดูความเป็นสามมิติ
    


ปล่อย
(Thailand, เฉลิมวุฒิ แสนดี, 2007, B/B-) 
     บ้า 55+

ความลึกลับ, โดดเดี่ยว,หดหู่ของการตายซึ่งเลือนจางไป หมายเลข 6
(Thailand, วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา, 2008, A+)
 
     ดูแล้วหดหู่มากๆ (มันคือการผสานกันของภาพสมัครจากรายการของมันในช่อง 11 + ภาพคนตายในวันที่ 6 ตุลาคม 2519)
     

    

หนังยาว

Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet StreetSweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street
(USA+UK, Tim Burton, 2007, A)
     หลังจากทนไม่ได้กับการลงโมเสกอย่างอุบาทว์ในโรง ก็เลยไปสรรหาแผ่นเถื่อนมาดูสนองตัณหาไปเรียบร้อย พร้อมกับซับนรกที่ต้องทนกันหน่อย (แต่ยังดีกว่าทนโมเสก!!)
     ส่วนตัวชอบการแสดงของ Helena Bonham Carter มากกว่า Johnny Depp ซะอีก (อาจรวมถึงน้ำเสียงด้วย) และการดำเนินเรื่องของหนังที่รุนแรงเร้าอารมณ์และไม่ชักช้าดี การเชือดก็เลือดสาดชวนให้หิวยิ่งนัก (เพราะเลือดมันก็จงใจให้เป็นเลือดเฟคน่ะ มันน่ากลัวตรงไหนเหรอ กูจะบ้าตายกับอีกองเซ็นเซอร์ปัญญาอ่อน)
     แต่สิ่งที่เป็นพระเอกจริงๆ กลายเป็นตอนจบของเรื่องที่สะใจมากๆ และการกำกับศิลป์ที่สมกับออสการ์ที่ได้มาจริงๆ

The 8th Day แปดวัน แปลกคนThe 8th Day แปดวัน แปลกคน
(Thailand, ฉัตร์ชัย ยอดเศรณี, 2008, B+)

     หนังพูดถึงคนที่ถูกสังคมทำร้าย คล้ายๆกับ "กอด" เพียงแต่สโคปแคบลงมาอีกนิด แต่น่าเสียดายที่หนังทำไม่ถึงและไม่เนียนพอ ทั้งที่มีประเด็นที่แข็งแรงเพียงพอจะสร้างเป็นหนังที่ดีเลิศได้
    
อาจเป็นเพราะว่าพื้นเพเดิมของทีมงานหนังเรื่องนี้คือการทำโฆษณา ทำให้หลายช่วงหลายตอนพวกเขา "หนักมือ" กับหนังมากเกินไป จนหลุดจากความเป็นหนังไปคล้ายกับโฆษณา หรือว่าละครทีวีชัดเจนจนสังเกตได้ และความผิดพลาดมากที่สุดของพวกเขาคือ การโหมประเคนดนตรีที่(พยายามจะ)หลอนประสาทคนดูในแทบทุกฉาก ซึ่งเมื่อมากไปก็กลายเป็นความหนวกหูและน่ารำคาญ
    
ถึงแม้ตัวหนังจะไม่ได้ดีมาก แต่คนที่ควรค่าแก่คำชื่นชมก็คือคุณ วาสนา ชลากร ในบทป้าชุบ ที่หากติด 1 ใน 5 นักแสดงนำหญิงในการประกาศรางวัลช่วงปลายปีก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เธอสมควรได้รับแล้ว เสียแต่ว่าทีมนักแสดงคนอื่นนอกจากคุณวาสนา ทำหน้าที่ได้ไม่ค่อยดีนัก

G.I. JaneG.I. Jane (USA, Ridley Scott, 1997, A/A-)
     หนังมีช่วงที่น่ารำคาญอยู่บ้าง แต่เดมี่ มัวร์ ก็ไม่ได้แสดงแย่อะไรมากมาย และหนังก็พูดเรื่องของเฟมินิสต์ในอีกแง่มุมได้น่าสนใจ ผ่านตัวละครนางเอกและ สส.หญิงสูงวัย (รับบทโดย แอนน์ แบนครอฟต์ เจ้าของรางวัลออสการ์จาก The Miracle Worker และนางเอกจาก The Graduate) เรื่องราวก็คือ สส.หญิงต้องการให้กองทัพยอมรับเพศหญิงมากขึ้น เลยเลือกเดมี่มัวร์เข้าไปอยู่ในหน่วยสุดโหดอย่าง SEAL ที่ขึ้นชื่อ
     ฉากที่สะใจคนดูที่สุดคือตอนที่ เดมี่มัวร์ ตบตีกับ วิกโก้ มอร์เตนเซ่น (ในบทครูฝึก) สู้กันได้ฮาร์ดคอร์มาก เป็นการดีอย่างยิ่งที่ฉากนั้นไม่จบลงบนเตียง 5555555

ChocolatChocolat (UK+USA, Lasse Hallström, 2000, A/A-)
     กรี๊ด Juliette Binoche
     เนื้อเรื่องจริงๆก็ไม่ได้มีอะไรมาก ว่าด้วยการมีชีวิตแบบขัดกับสิ่งที่ผู้นำสังคมต้องการให้เป็น จูเลียตต์ บิโนช เป็นเจ้าของร้านช็อกโกแลตที่มาเปิดในหมู่บ้านเคร่งศาสนาแห่งหนึ่งในช่วงถือศีลอดพอดี๊พอดี แต่เธอก็ไม่ได้ยี่หระ และยังคงจำหน่ายมนตราแห่งช็อคโกแลตต่อไป จนนายกเทศมนตรี (อัลเฟรด โมลิน่า - ตัวร้ายจากสไปเดอร์แมน 2) ทนไมได้ และพยายามหาทางกำจัดเธอ
     จริงๆเนื้อเรื่อทำให้แรงกว่านี้ได้ แต่หนังก็ทำตัวซอฟต์ โดยเฉพาะตอนจบที่ยูโทเปี๊ย ยูโทเปีย

Kung Fu Dunk


Kung Fu Dunk
 (Hong Kong+Taiwan, CHU Yen-ping, 2008, D-)
    
ชุ่ย




Persepolis

Persepolis

(France+USA, Vincent Paronnaud+Marjane Satrapi, 2007, A)
    
http://nanoguy.exteen.com/20080322/persepolis




Dead in 3 DaysDead in 3 Days (Austria, Andreas Prochaska, 2006, B)
    ผิดคาดมากๆ แม้ว่าหนังจะมีหลายฉากที่สร้างสรรค์และสร้างอารมณ์ลุ้นระทึกได้ดี (เช่นฉากฆ่าที่ตู้ปลา หรือ ฉากเฉลยฆาตกร) แต่เนื้อหาโดยรวมนั้นค่อนข้างซ้ำซากกับหนังหวีดๆฝั่งอเมริกันจริงๆ และหนังยังมีความเป็นอเมริกันมากจนไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นหนังออสเตรีย (ประเทศเดียวกับหนังสุดจี๊ดๆจิตๆอย่าง Funny Games)
    
ถ้าหากหนังเลือกจบเร็วกว่าที่เป็นอยู่ซัก 15 นาที คะแนนน่าจะได้มากกว่านี้ (เอ๊ะว่าแต่ตอนเฉลยฆาตกรนี่ได้แรงบันดาลใจจาก Deep Red ของอาร์เจนโต้รึเปล่าวะ 55555)

WaterWater (Canada+India, Deepa Mehta, 2005, A+)
   
เมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้ก็ไม่แปลกใจ ว่าทำไมกลุ่มคนที่เคร่ง(หรือบ้างก็คลั่ง)ศาสนาฮินดูในอินเดียจึงออกมาต่อต้านและทำลายกองถ่ายหนังเรื่องนี้ จนต้องหยุดการถ่ายทำถึงสี่ปี และไปเริ่มถ่ายกันใหม่ที่ประเทศศรีลังกาภายใต้ชื่อปลอมว่า Full Moon เพราะหนังมีหลายฉากที่พูดถึงความ nonsense ของกฎหรือระเบียบค่านิยมของศาสนาฮินดูอย่างชัดเจน ตั้งแต่การให้ตัวละครเริ่มแสดงอาการคลางแคลงใจ ไปจนถึงการให้ตัวละครกล่าวหาคัมภีร์พระเวทว่า "หลอกลวง"
    
หนังเรื่องนี้มีศักยภาพเพียงพอที่จะชนะรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมได้ หากว่าปีนั้นไม่มี The Lives of Others หรือ Pan's Labyrinth เข้าร่วมชิงชัย และหนังเรื่องนี้มีมากกว่าแค่ประเด็นเกี่ยวกับสิทธิสตรีที่ถูกกดทับจากกฎว่าด้วย "แม่ม่าย" ที่เมื่อสามีตายแล้วต้องเข้าไปอยู่ในเรือนแม่ม่าย(คล้ายบ้านพักคนชรา) และประพฤติพรหมจรรย์นุ่งขาวห่มขาวไปตลอดชีวิต... ท่ามกลางค่านิยมที่ผู้ชายมักจะแต่งงานกับเด็ก... (ตัวเอกของเรื่อง ชูเยีย คือเด็กอายุ 7 ขวบที่เป็นม่าย เพราะสามีตาย) สิทธิสตรีในเรื่องไม่ได้ถูกกดขี่จากผู้ชายแต่ถ่ายเดียว แต่ผู้หญิงกันเองก็ยังไม่เว้น
    
ในช่วงท้ายของหนัง บีบคั้นอารมณ์ได้รุนแรงมากๆ เพราะเหตุการณ์ตอนนั้นเป็นอะไรที่ช็อคจนไม่คิดว่าน่าจะเกิดขึ้น แต่มันก็เกิดไปแล้ว... และเป็นฉากที่ดีมากๆ จนต้องขอถือวิสาสะ "บังคับ" ให้ไปดูกันเอง 

Marie AntoinetteMarie Antoinette 
(Japan+France+USA, Sofia Coppola, 2006, A+)
    พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมหนังถึงถูกด่าที่คานส์ เพราะหนังไม่ได้นำเสนอภาพของ "มารี อังตัวเน็ต" ในฐานะราชินีผู้ฟุ้งเฟ้อ ชั่วร้าย ไม่เห็นหัวประชาชน แต่กลับเป็นมารีที่สดใส น่ารัก และเป็นเด็กสาวธรรมดาที่ตกเป็นเหยื่อของการเมืองระหว่างราชสำนักมากกว่า
    
โซเฟีย คอปโปล่า ใส่องค์ประกอบผิดยุคผิดสมัยเข้าไปในหนังอย่างมากมาย แต่กลับเข้ากับหนังได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งรองเท้าส้นสูงปรี๊ด ชิปคาสิโน รวมไปถึงเพลงประกอบที่เป็นร็อคและป๊อปแบบปัจจุบัน อย่างน้อยก็กระตุกเตือนคนดูเช่นกันว่า "นี่ไม่ใช่เรื่องจากหนังสือประวัติศาสตร์" (ทำนองเดียวกับหนังท่านมุ้ยเรื่องล่าสุดที่ตั้งชื่อโดยมีคำว่า "ตำนาน" อยู่ข้างหน้านั่นเอง)
    
และที่สำคัญ Kirsten Dunst เกิดมาเพื่อเป็น มารี อังตัวเน็ต ไม่ใช่ แมรี่ เจน วัตสัน

The MistThe Mist (USA, Frank Darabont, 2007, A++++++++++)
      ขออนุญาตกราบเท้ากับการคิดตอนจบใหม่ที่ไม่เหมือนในหนังสือ โหดร้าย และ หดหู่ เป็นอย่างยิ่ง
และในขณะที่ดู ก็อยากจะเขวี้ยงรองเท้าใส่หน้ายัยป้าคาร์โมดี้นั่นเสียหลายที
     นี่คือตัวละครที่แสดงให้เห็นถึงภาวะต้องการอำนาจในยามคับขัน ที่ระดมมวลชนได้อย่างง่ายดาย ฉากที่เธอพูดว่า "We want the boy!" นั้นรุนแรงมากๆ น่าเสียดายไม่น่าตัดมาไว้ในตัวอย่างหนัง ไม่งั้นตอนดูจะรู้สึกรุนแรงยิ่งกว่านี้อีก
    
คะแนนนี้ให้ด้วยฉันทาคติส่วนตัวต่อหนังเรื่องนี้ แม้จะเห็นอะไรก๊องแก๊งๆ เราก็ไม่สน ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

OnceOnce (Ireland, John Carney, 2006, A+)
      หนังมีดีอยู่พอตัวทีเดียว แต่ก็มีช่วงที่ค่อนข้างน่าเบื่ออยู่บ้าง อย่างไรก็ตามหนังเล่าความสัมพันธ์ของคนสองคนได้อย่างน่าประทับใจและละเมียดละไม บวกกับเสียงเพลงที่ขับกล่อมได้อย่างหวานซึ้งจับใจ(เพลงที่ผมชอบที่สุด กลับเป็นเพลง If You Want Me และฉากนั้นก็เป็นฉากที่ติดตาผมที่สุดจากเรื่องนี้)
    
นอกจากเพลงที่โหมประเคนกันอย่างไพเราะให้เราได้ฟังอย่างเต็มอิ่ม Marketa Irglova ในบทนางเอกนั้นก็มีเสน่ห์เหลือเกิน ราวกับว่าเธอเกิดมาเพื่อเล่นบทนี้โดยแท้ (ก็บทเขียนให้เธอเล่น 555+)

The Kite RunnerThe Kite Runner (USA, Marc Forster, 2007, A)
     หนังช่วงแรกค่อนข้างยืดเยื้อ และช่วงหลังออกจะรวบรัดตัดความ และบางทีก็มีอะไรที่ไม่จำเป็นต้องใส่อยู่เยอะเกินไป (เช่นการหักมุมว่าคนที่พาลูกของฮัสซันไปเป็น.... กับ ฉากจบที่ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกใดๆเพิ่มขึ้นจากฉากก่อนหน้านั้น)
    
ฉากที่ดีที่สุดของหนังคือฉากการแข่งว่าว ซึ่งตอนนี้เราคงไม่เห็นภาพแบบนั้นที่กรุงคาบูลอีกในสภาพการณ์แบบนี้ เป็นภาพที่สนุกสนานแต่ในขณะเดียวกันก็น่าเศร้า (คล้ายกับ Persepolis) ส่วนเรื่องการแสดงผมชอบการแสดงของ Homayoun Ershadi ที่เล่นเป็นพ่อของอามีร์ รู้สึกว่ามาดเขาให้ดี ในขณะที่อามีร์ตอนเด็กดูแข็งๆไปหน่อย

Step Up 2: The Streets


Step Up 2: The Streets
(USA, Jon M. Chu, 2008, C-)
      ขอบใจ ตั๋วฟรี ที่ทำให้ได้ประสบการณ์ดูหนังแย่ๆอีก 1 เรื่อง




Dan in Real LifeDan in Real Life (USA, Peter Hedges, 2007, A+/A)
      เป็นหนังที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมายเอาการ เพราะความลื่นไหลในช่วงแรกของหนังทำให้อารมณ์หนังดูสบายๆ แบบมีประเด็นได้อย่างประสบความสำเร็จ ทั้งการปูเรื่องความสัมพันธ์ของแดนกับลูก และการพบกันแบบบังเอิญๆของแดนกับมารี
    
ทั้งดารานำอย่าง Steve Carell และ Juliette Binoche เล่นรับส่งอารมณ์กันได้ดีมากๆ รวมไปถึงตัวละครสมทบอื่นทั้งญาติพี่น้องลูกสาวลูกชาย ทำให้ครอบครัวเบิร์นส์ในงานรวมญาติแลดูน่ารักน่าคบหา (และแน่นอน จูเลียตต์ บิโนช ก็สมกับบทผู้หญิงที่ผู้ชายจะตกหลุมรักได้ทันทีที่เจอ อย่างถึงที่สุด)
     โทนเรื่องออกไปทางคอมเมดี้ มีฉากให้คนดูหัวเราะอยู่เป็นระยะ
แต่ก็ไม่ทิ้งประเด็นที่หนังต้องการจะสื่อให้ตกหล่นเรี่ยราดตามรายทาง แต่ก็น่าเสียดายที่ตอนจบค่อนข้างรวบรัด และลงเอยง่ายกว่าที่ควรจะเป็น

No RegretNo Regret (South Korea, LEESONG Hee-il, 2006, A)
      หนังเกย์เกาหลีว่าด้วยหนุ่มกำพร้าที่ออกจากบ้านมาทำงานในกรุงโซล เริ่มด้วยงานสุจริตก่อนที่จะจบด้วยการถูกเลย์ออฟและไปขายตัวในบาร์ ส่วนอีกคนนั้นเป็นถึงลูกเจ้าของบริษัทใหญ่โตที่กำลังจะถูกจับแต่งงานกับหญิงสาวหน้าตาดีอีกคนหนึ่ง แต่กลับมาตกหลุมรักคนแรกอย่างโงหัวไม่ขึ้น
    
พล็อตเรื่องดูเหมือนธรรมดาตามสไตล์หนังเกย์เพ้อฝัน แต่มีอะไรที่เจ๋งๆอยู่เยอะพอสมควร โดยเฉพาะการกำกับภาพที่น่าชื่นชม การแสดงของสองพระ-นาย และเนื้อเรื่องที่มากกว่าแค่ผู้ชายสองคนรักกัน (โดยเฉพาะช่วงท้ายๆของหนังที่เริ่มหักมุม ทำได้เจ๋งและหลอนมาก)
    
น่าเสียดายที่ตอนจบ พยายามจะเอาใจคนดูมากเกินไป(ไม่)หน่อย จนไม่สนความเป็นไปได้และ logic อะไรทั้งนั้น

The Spiderwick ChroniclesThe Spiderwick Chronicles (USA, Mark Waters, 2008, A-)
     ส่วนที่ควรได้รับการชื่นชมอย่างมากๆ คือการแสดงของ "สามพี่น้อง" ทั้ง Freddie Highmore และ Sarah Bolger ที่กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันน่ารักน่าหยิก (โดยเฉพาะการเป็นแฝดที่แตกต่างของจาเร็ดและไซม่อน) ในขณะที่ตัวละครมนุษย์อื่นๆก็มีเสน่ห์ ทั้งแม่ คุณยายลูซินด้า(รับบทโดย Joan Plowright - ผลงานก่อนหน้าที่ผ่านสายตาคนไทยคือ I Am David เมื่อประมาณ 3-4 ปีก่อน) และอาเธอร์ สไปเดอร์วิก (David Strathairn ที่เข้าชิงออสการ์จาก Good Night and Good Luck และฝากการแสดงน่าจดจำไว้ใน My Blueberry Nights ที่เข้าฉายอยู่ในไทยด้วย)
    
แต่ที่น่าเสียดายมากๆ คือตัวละครบางตัว และเนื้อเรื่องในบางช่วงที่ยังทำได้ไม่เต็มที่นัก เช่นตัวละครหมูบ้านก (ที่พากย์เสียงโดย Seth Rogen) ที่แลดูขาดที่มาที่ไป และสร้างความบันเทิงให้ได้ไม่มากนัก ทำให้ไคลแมกซ์ในตอนจบนั้นยังไม่พีคเต็มที่เท่าที่ควร เช่นเดียวกับเรื่องราวในช่วงท้ายที่ดูจะเร่งรัดและกึ่งๆยัดเยียดมากเกินไปหน่อย บวกกับความที่เนื้อเรื่องมาจากหนังสือถึง 5 เล่ม เมื่อเห็นการดำเนินเรื่องแบบในหนัง ทำให้รู้สึกว่าในหนังสือน่าจะต้องการบอกอะไรมากกว่านี้ แต่ด้วยเวลาที่จำกัดทำให้ออกมาดูเร่งรีบเกินความจำเป็นจนสังเกตได้
    
อย่างไรก็ดี สไปเดอร์วิกก็เป็นหนังแฟนตาซีที่ดูสนุกและน่าจดจำอีกเรื่องหนึ่ง

My Blueberry NightsMy Blueberry Nights
(Hong Kong+China+France, WONG Kar-wai, 2007, B+)
      
ส่วนที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้คือการแสดงของ David Strathairn กับ Natalie Portman (รวมกับเสน่ห์ของเธอที่มีมากล้นเหลือคอยเกื้อหนุน)
     ด้าน Norah Jones นั้นถือว่าสอบผ่าน แต่น่าเสียดายว่าการเลือก Jude Law กับ Rachel Weisz มาเล่นบทในเรื่องนี้ถือว่าตัดสินใจพลาด การแสดงของทั้งสองคนแลดู over-acting จนน่าตกใจไม่น่าเชื่อว่าเป็นการแสดงของดาราที่เคยเข้าชิงออสการ์มาแล้วทั้งคู่ ผนวกกับบุคลิกของทั้งคู่ที่แลดูไม่เข้ากับบทบาทที่ได้รับเลย (โดยเฉพาะ Rachel Weisz)
    
ดนตรีประกอบและการถ่ายภาพของเรื่องนี้เปี่ยมสไตล์ และโชว์พาวอย่างถึงกึ๋น ในด้านหนึ่งก็โชว์ความเก่งได้อย่างเต็มที่และซัพพอร์ตการเล่าเรื่องอยู่พอสมควร แต่ในขณะเดียวกันบางช่วงจังหวะก็แลดูน่ารำคาญ
    
โดยส่วนตัวชอบประเด็นของเรื่องว่าด้วยผู้คนที่พยายามเดินทางเพื่อหนีอะไรบางอย่าง หรือติดอยู่กับอะไรบางอย่างด้วยความหวังในชีวิต แต่น่าเสียดาย(อีกแล้ว) ที่ไดอะล็อกว่าด้วยกุญแจนั้นดูประดักประเดิด และจงใจมากเกินไปจนดูไม่เป็นธรรมชาติ

Hormonesปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น
(Thailand, ทรงยศ สุขมากอนันต์, 2008, B+/B)
     โครงเรื่องโดยรวมของเรื่องรักทั้ง 4 ตอนนั้นถือว่าโอเค และน่าจะทำเป็นหนังที่ดีได้ หากแต่หนังเรื่องนี้ยังขาดอยู่สองสิ่ง คือการคุมหนังให้เชื่องมือของ ย้ง-ทรงยศ และ พลังดาราของนักแสดงที่จะช่วยพยุงความน่าเชื่อถือของเรื่องให้อยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง
    
พุ-ไม้-นานา การสรรสร้างคาแรคเตอร์ของพุกับไม้ด้วยลักษณะนิสัยแปลกๆ บวกกับการแสดงแบบขาดๆเกินๆของแน็คกับไมเคิล ทำให้เนื้อเรื่องในตอนนี้ขาดความน่าเชื่อถือลงไปอย่างรุนแรง แม้จะยังมีการแสดงและความน่ารักของ แพท-อังศุมาลิน (นานา) คอยช่วยเอาไว้แต่ก็ยังไม่อาจลบส่วนที่ประดักประเดิดออกไปได้ แม้ว่าจะพยายามแทรกความเป็นดราม่าเอาไว้อยู่สูงแล้วก็ตามที
    
เหิร-นวล-อาโออิ เป็นอีกพาร์ตที่น่าเสียดาย เหมือนหนังฝากความหวังกับ เต๋อ-ฉันทวิชช์ (เหิร) มากเกินไป ทั้งที่การแสดงของเขาไม่อาจพยุงความน่าเชื่อถือไว้ได้เลย ยิ่งเมื่อได้เห็นการแสดงที่เป็นธรรมชาติและมีเสน่ห์ของทั้ง จุก-ธนิยา กับ โซระ อาโออิ ยิ่งให้เสียดายหนักเข้าไปอีก เพราะแทนที่เธอสองคนนี้จะได้มีโอกาสแสดงฝีมือ กลับถูกลดทอนบทบาทลงไปอย่างไม่น่าให้อภัย (อย่างไรก็ตาม เต๋อ-ฉันทวิชช์ ขึ้นแท่น "คนที่น่าอิจฉาที่สุดแห่งปี" ไปเรียบร้อยแล้ว) 
    
โจ้-ซี ดีขึ้นมาหน่อย เพราะการแสดงของ ว่าน-รัชชุ สอบผ่าน (แทบจะเป็นดาราชายตัวหลักคนเดียวของเรื่องก็ว่าได้ที่ "สอบผ่าน") บวกกับเสน่ห์ของ ต่าย-ชุติมา ที่ทำให้คนดูอินได้มากกว่าสองพาร์ตแรกอย่างมาก และบทภาพยนตร์ที่ดูจะ "คิดเยอะ" ที่สุดเมื่อเทียบกับสามพาร์ตที่เหลือ
    
พาร์ตที่เซอร์ไพรส์ที่สุดคือ โอ๋เล็ก เมื่อโฟกัส จีระกุล ฝากการแสดงที่น่าจดจำมากที่สุดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทั้งที่บทของเธอนั้นแสนจะหลุดโลกและดูโอเวอร์(และบทภาพยนตร์อันแสนกลวงโบ๋ที่ไม่ได้ช่วยการแสดงของเธอเลย) แต่โฟกัสกลับทำหน้าที่ได้อย่างเฉียบขาด หนักแน่น และน่าเชื่อถือได้อย่างร้ายกาจทีเดียว ถ้าเธอได้เข้าชิงดาราสมทบหญิงในรางวัลหนังไทยปลายปีก็ไม่ใช่เรื่องที่เซอร์ไพรส์เลย
    
อนึ่ง  ดีเจก้อย-รัชวิน น่ารักขั้นพีคเช่นเคย

In the Valley of Elah


In the Valley of Elah
(USA, Paul Haggis, 2007, A)
      http://nanoguy.exteen.com/20080322/in-the-valley-of-elah




An Empress and the WarriorsAn Empress and the Warriors
(Hong Kong+China, CHING Siu-tung, 2008, B+/B)
      หนังจีนแนวอลังการงานสร้างแอ็คชั่นมันส์ระห่ำกลับมาแล้ว พร้อมกับฉากบังคับในหนังจีนทั้งหลายแหล่ และแทรกสัจธรรมเกี่ยวกับการเมืองและสงครามเอาไว้แบบพอเป็นพิธี (ถ้าอยากดูประเด็นนี้ที่เข้มข้นกว่านี้ แนะนำ The Warlords ดีกว่า แม้จะไม่ได้ชื่นชอบอะไรมากนัก)
    
เคลลี่ เฉิน ถือว่าสอบผ่าน เพราะท่าทางผู้กำกับจะชื่นชอบเธอมาก และรู้วิธีขับเสน่ห์ของเธอให้ออกมาดูดีได้บนจอ แม้ว่าหากดูจริงๆแล้วการแสดงของเธอก็ไม่ได้ยอดเยี่ยมอะไรนัก ในขณะที่ดอนนี่ เยน ยังคงเป็นนักแสดงชายที่น่ารำคาญเช่นเคย และหลี่หมิง ที่ดูดีและเปี่ยมเสน่ห์น่าหลงใหล แต่ในขณะเดียวกันก็ดู "สำอางเกินบท" ไปเสียหน่อย
    
ที่น่าเสียดายมากๆ คือตอนต้นเรื่องถึงกลางเรื่องหนังมีประเด็นที่ค่อนข้างหนักแน่น ทั้งเรื่องของการเมืองและเฟมินิสต์ แต่สุดท้ายแล้วหนังก็เลือกที่จะเดินย่ำรอยเท้าเดิมๆ ด้วยฉากบังคับสไตล์หนังแอ็คชั่นจีนจำนวนมหาศาลและยืดเยื้อยาวนาน

Deep RedDeep Red (Italy, Dario Argento, 1975, A-/B+)
    
ยอมรับก่อนว่า เพิ่งจะได้ดูหนังยาวของดาริโอเป็นเรื่องแรก (เคยดูหนังสั้นที่ทำฉายทางทีวีเรื่อง Jenifer เมื่อประมาณปีสองปีก่อน ตอนมาฉายที่เฮาส์)
    
ส่วนตัวไม่ชอบบทของเรื่องนี้เท่าไหร่ เหมือนกับฆาตกรเป็นพระเจ้า รู้ทุกอย่างจนเหนือมนุษย์ไปหมดแล้ว โดยเฉพาะตอนจบที่หักมุมแล้วไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ แต่สิ่งที่พอจะชดเชยกันไปได้ก็คือการครีเอตฉากฆาตกรรมที่ทำออกมาได้เสียวสยองและแปลกใหม่อยู่หลายฉากมากๆ (ดูไปจะตื่นตาตื่นใจกับกลวิธีการฆ่าและเลือดสาดรุนแรง เช่น ฉากฆ่าที่จับหัวกดกับ "น้ำร้อน" ในอ่างอาบน้ำจนใบหน้าพุพอง)
    
ดูจบแล้วรู้สึกว่า เควนติน ตารันติโน่ ได้อิทธิพลเรื่องรูปแบบการเคลื่อนกล้องกับดนตรีประกอบจากหนังของดาริโอไปเยอะเหมือนกันแฮะ

AwakeAwake (USA, Joby Harold, 2007, A)
    โดยส่วนตัวแล้ว หนังเรื่องนี้ออกจะเป็นเหมือน "กึ่งๆ guilty pleasure" หน่อยๆ เพราะหนังมีจุดให้ติอยู่พอสมควร ด้วยความสามารถของผู้กำกับที่ยังไม่เข้าขั้น เพราะเพิ่งกำกับเป็นเรื่องแรก
    
แต่สิ่งที่ต้องชม และน่าชื่นชมมากๆ คือตัวเนื้อเรื่องที่ถือว่าช่างสรรหาประเด็นมาหยิบโยง ทั้งเรื่องของภาวะได้สติขณะสลบ หรือว่าความไร้จรรยาบรรณในวงการการแพทย์ บวกกับการนำเสนอ "สภาพจิต" ของตัวละครที่รับรู้เหตุการณ์ได้ยินเสียง แต่ขยับตัวไม่ได้ ให้ออกมาเห็นภาพได้อย่างดี (โดยเฉพาะฉากที่ตัวละครนั้นไปเผชิญกับเหตุการณ์ที่ต้องหักมุม ถือว่าเป็นการครีเอตวิธีการนำเสนอครั้งหนึ่งในโลกภาพยนตร์เลยทีเดียว - อธิบายด้วยคำพูดยากจริงๆ ต้องเห็นด้วยตาแล้วจะเข้าใจ)
    
สำหรับเรื่องการแสดงนั้น Jessica Alba ฉวยโอกาสจากช่วงเวลาที่หนังให้ได้ค่อนข้างดี โดยส่วนตัวแล้วผมว่าเธอเป็นนักแสดงที่มีใบหน้าสวย และเหมาะแก่การอยู่นิ่งๆมากกว่าพูดพร่ำอะไร (ดังนั้น ผมจะเกลียดเธอมากในหนังอย่าง แฟนตาสติกโฟร์ 55+) และหนังเรื่องนี้มีช่วงเวลาให้เธอแสดงความ "ร้าย" อยู่พอสมควรทีเดียว น่าเสียดายว่าเธอดันต้องมาประหน้ากับนักแสดงมากฝีมืออย่าง Lena Olin ที่กลบฝังเจสสิก้าเสียแทบมิดในทุกๆฉากที่เจอกัน 


Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เอ่อ....ยาวมากsad smile
เลยเลือกอ่านเอาเฉพาะแต่เรื่องที่ดู และเรื่องที่อยากดู (ไม่ว่ากันนะคะ)

ขอพูดแค่สองเรื่องแล้วกัน

The Mist - ในสายตาแล้วเป็นหนังที่ทำออกมาได้ดีมากในตอนแรก แต่ว่าตอนหลังมันช่างห่วยบรม อาจเป็นเพราะตอนจบต้องการให้แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร แต่มันมากเกินไปจนรับไม่ได้ ถึงแม้จะคิดว่าเป็นวันสิ้นโลกหรืออะไรก็ตามที สู้มานานตั้งแต่ต้นเรื่อง ลงท้ายกลับมาฆ่ากันตายง่ายๆเลยหรือ...พอเข้าใจสิ่งที่หนังจะสื่อ แต่จากที่ดูแล้วกลับกลายเป็นเรื่องของความเป็นดราม่าเสียดแทงใจมากกว่าหนังสัตว์ประหลาดสยองขวัญ มันไม่เข้ากันยังไงไม่รู้

Step Up 2 - เรื่องนี้ชอบมาก เพราะโดยส่วนตัวชอบเรื่องอะไรประเภทนี้อยู่แล้ว เนื้อเรื่องนั้นเจี๋ยมองข้ามไปเลยแทบไม่ได้สนใจ ไปโฟกัสตรงที่สิ่งที่หนังต้องการจะแสดง นั่นคือ"การเต้น" เนื่องจากเป็นหนังเต้น เลยไม่ได้ใส่ใจเลยว่าเนื้อเรื่องจะต้องบาดลึกกินใจ หรือสะท้อนสังคมยิ่งกว่ากระจกเงา ขอแค่เต้นให้มันส์เท่านั้นพอ ถึงแม้กว่าจะมันเต็มที่ตอนจบก็ตาม

เจี๋ยคิดว่าหนังคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขมากกว่าค่ะ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามที่ดูแล้วเราชอบ องค์ประกอบสำคัญที่สุดไม่ใช่เนื้อเรื่อง หรือบทบาท หรือภาพรวม แต่อยู่ที่ทัศนคติของแต่ละคน หนังที่ดูแล้วเกิดความรู้สึกดีๆ เรื่องนั้นแหละหนังสนุก

อนึ่ง นี่เป็นความเห็นส่วนตัวเท่านั้น แค่แสดงความคิดเห็น

ปล. Tell No One อ๊ากกกกก ฮาร์ลานที่รัก
โอ้ว ยังไม่ได้ดูเพียบเลยคับ
ทำให้มีแนวทางในการดูหนังเพิ่มขึ้นคับHot!

#2 By rokjitjung on 2008-04-24 02:46

ก่อนอื่นก็ขอลับมีด เตรียมไว้เลย
เพราะงานนี้มีหลายแผล แน่ๆ

(เตรียมตัวโดนกระซวกจากกูซะเถอะ)

ฉึ้บ.....เจ็บใจ เพราะเราก็กะจะทำ The Best The Worst & The Fav of '07 แบบนี้พอดีเลย
โดนปาดหน้าไปก่อน เชอะห์

ฉึ้บ....เรื่อง ซอ 4 เราก้ไม่ชอบน่ะ ออกจะเกลียดๆเลยด้วยซ้ำ เบื่อพวกเกรียนแตก โชว์พาวกันเข้าไป ปกติหนังเรื่องนี้ก็ตัดต่อกันแบบฉวัดเฉวียนแล้ว เรื่องก็เล่าแบบไร้ลำดับ พอเดินอยู่บนปริศนาทั้งหลาย และตัวละครมากมายจนขี้เกียจจะจำ และเหตุผ