Starpics 723 - The Forbidden Kingdom 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 723 (ปักษ์หลัง มีนาคม 2551)

ตลกดี ฉบับนี้เป็นธีมหนังเอเชีย
แล้วเราก็เขียนหนังที่มีโลเกชั่นคือ "อิหร่าน"
(ตอนเขียนยังไม่รู้ธีมของเล่ม)


 Persepolis

     หลายคนอาจจะผิดหวังที่ภาพยนตร์อนิเมชั่นระดับรางวัลเรื่องนี้ไม่ได้ดูเคร่งเครียด รุนแรง หรือว่าอื้อฉาวตามกระแสที่ออกมาจากรัฐบาลหรือสถานทูตของประเทศอิหร่าน (ทั้งการส่งจดหมายต่อต้านถึงสถานทูตฝรั่งเศส, การกดดันให้ถอนภาพยนตร์จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ และการเซ็นเซอร์สิบกว่าฉากในการเข้าฉายที่อิหร่านเอง) เพราะผู้กำกับทั้งสองอย่างมาร์ยัน สตราบีย์กับแวงซ็องต์ ปารงโนด์ไม่ได้เจาะแค่ประเด็นการเมือง แต่เน้นเรื่องอัตชีวประวัติของผู้กำกับหญิงเอง และเลือกเล่าเรื่องชีวิตรันทดของเธอด้วยท่าทีผ่อนคลายเจืออารมณ์ขันในหลายช่วงหลายตอนด้วยซ้ำไป

     แม้ตามเนื้อหนังของประวัติศาสตร์นั้นพระเจ้าชาห์องค์สุดท้ายอย่างมูฮัมมัด ริฏอ บาห์ละวี จะพัฒนาและปฏิรูปประเทศอิหร่านผ่านการปฏิวัติสีขาว (White Revolution) ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ก็ประสบปัญหาสามัญเช่นเดียวกับประเทศทุนนิยมทั่วไปก็คือความเจริญไปไม่ถึงชุมชนคนรากหญ้า พร้อมกับปัจจัยอื่นๆทั้งการลดความสำคัญของศาสนาอิสลาม การคอรัปชั่น และการปราบปรามฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอย่างโหดเหี้ยมรุนแรง ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาในราชวงศ์บาห์ละวี จนต้องล่มสลายลงไปพร้อมกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของอิหร่าน

     ในช่วงครึ่งแรกของ Persepolis แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการย่นย่อประวัติศาสตร์การเมืองของอิหร่านมานำเสนอให้ผู้ชมอย่างรวดเร็ว(ส่วนจะตามกันทันหรือไม่ทัน คงขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคน) แต่กระนั้นหนังก็เล่าภาพครอบครัวของมาร์ยัน(ให้เสียงโดย ชิอาร่า มาสโตรยานนี่) แม้จะเป็นชนชั้นกลางผู้ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แต่ก็มีทัศนคติต่อต้านระบอบกษัตริย์ เพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามของรัฐบาลดังเช่นอาของมาร์ยันที่ถูกตามล่าในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ เธอเองก็ได้รับการถ่ายทอดทัศนคติและความสนใจการเมืองมาจากครอบครัว ภายหลังการปฏิวัติล้มราชวงศ์โดยการนำของกลุ่มที่เคร่งครัด(บ้างก็คลั่ง)ในศาสนาอิสลาม (Islamic Fundamentalists) และต่อต้านตะวันตกอย่างสุดขั้ว ที่นำโดยอิหม่ามอญาตุลเลาะห์ โคมัยนี อิหร่านที่ยังไม่มั่นคงเพียงพอถูกอิรักถือโอกาสเข้าโจมตีจนเกิดเป็นสงครามครั้งใหญ่ และครอบครัวสตราบีย์ตัดสินใจส่งมาร์ยันจากบ้านไปเรียนที่ออสเตรียเพื่อให้พ้นภัยของสงครามและตำรวจศาสนาที่คอยเพ่งเล็ง (หนังแสดงภาพของการ "หลบๆซ่อนๆ" เหล่าตำรวจศาสนาได้อย่างสมจริงแต่ก็สนุกสนานในเวลาเดียวกัน)

     มาร์ยันจากบ้านเกิดประเทศอิหร่านมาสู่สังคมยุโรปที่เสรีและเปิดกว้าง(กว่าอิหร่าน) กลุ่มเพื่อนใหม่สนใจชีวิตของเธอในอิหร่านมากทั้งสงคราม การปฏิวัติ และความตายราวกับเห็นเป็นของแปลกใหม่(แน่นอน พวกเด็กยุโรปมีชีวิตที่แสนสุขสบาย) พวกเพื่อนของเธอใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ไม่นานเธอก็เห็นว่ามันก็ไม่ต่างอะไรกับการอยู่ไปวันๆแบบไร้ความหมายไม่มีอุดมการณ์  และด้วยนิสัยที่ไม่ค่อยชอบกฎเกณฑ์ที่บีบบังคับ เลยมีปัญหากับเจ้าของบ้านพักอยู่เสมอๆ (โดยเฉพาะบ้านพักที่มีพวกแม่ชีเคร่งๆคอยดูแล) แถมคนยุโรปก็มักมองเธอเป็น "คนอิหร่านป่าเถื่อนสกปรกไร้มารยาท" ด้วยสายตารังเกียจเหยียดหยามอยู่ตลอดเวลา (จนมีช่วงหนึ่ง เธออายที่จะบอกคนอื่นว่าเธอเป็นคนอิหร่าน และบอกว่าตัวเองเป็นคนฝรั่งเศส)

     นอกจากเธอจะต้องย้าย "บ้านพัก" ไปเรื่อยๆอย่างไม่มีหลักแหล่ง ช่างน่าเศร้าที่ออสเตรียก็ไม่ใช่ "บ้าน" ที่ให้เธอพักพิงได้อย่างแท้จริง

Marjane Strapi in her childhoodMarjane Strapi with her European friends

     หลังจากที่ผิดหวังกับความรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอตัดสินใจกลับอิหร่านซึ่งยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐธรรมนูญอิสลาม แม้จะเป็นยุคที่การเมืองและสังคมเริ่มผ่อนคลายลงบ้างหลังการเสียชีวิตของอิหม่ามโคมัยนี แต่กฎเกณฑ์และค่านิยมของศาสนาก็ยังตามติดตัวเธอกับคนอื่นอย่างไม่ลดละ มีกฎแบ่งแยกชายหญิงอย่างชัดเจนในโรงเรียนศิลปะที่เธอเข้าศึกษาต่อ การแต่งตัวที่ต้องมิดชิด พร้อมกับการบังคับให้เข้าฟังการบรรยายที่ว่าด้วย "พฤติกรรมอันพึงประสงค์และการธำรงไว้ซึ่งศาสนาอิสลาม" อยู่เป็นระยะพร้อมคำขู่ว่าหากไม่เข้าร่วมต้องถูกพักการเรียน

     หนังดูเคร่งเครียดขึ้นมาบ้าง เมื่อมีภาพของมาร์ยันที่ลุกขึ้นโต้เถียงแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างเผ็ดร้อน ทั้งการตอกหน้าครูสอนศาสนาว่าโกหกเรื่องสงครามอิรัก-อิหร่านว่าเป็นการรบที่ทรงเกียรติเพื่อพระเจ้า (ทั้งที่จริงๆแล้วเป็นสงครามที่แสนไร้สาระที่ทำให้ผู้คนลุกขึ้นมาประหัตประหารกันด้วยการเอาพระเจ้ามาแอบอ้าง เมื่อความจริงปรากฏว่าประเทศมหาอำนาจลอบขายอาวุธให้สองฝ่าย แล้วนั่งดูการเข่นฆ่ากันของอิรัก-อิหร่าน) หรือการลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิสตรีกับผู้บรรยายเรื่องพฤติกรรมอันพึงประสงค์ฯ

     หนังก็แสดงให้เห็นภาพของมาร์ยันที่เธอเริ่มไม่เดือดร้อนกับการใส่ผ้าคลุมผม (เธอพูดกับย่าของเธอในทำนองว่า "ลืมไปเลย หนูชินจนไม่รู้สึกว่าใส่อะไรอยู่" เมื่อย่าของบอกให้ถอดผ้าคลุมผมออกเมื่ออยู่ในบ้าน) เป็นภาพที่ดูธรรมดาเหมือนไม่มีอะไร แต่ช่างสะกิดใจเหลือเกินว่า ต่อให้เราถูกทำร้ายทางอ้อมหรือถูกละเมิดสิทธิด้วยกฎระเบียบข้อบังคับ ในช่วงแรกเราอาจรู้สึกขัดขืน พอเวลาผ่านไปเรากลับชินชาและรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติสามัญในชีวิต จนลืมไปว่านั่นคือการละเมิดสิทธิปกติที่มนุษย์คนหนึ่งควรได้รับ (ไม่จำเป็นต้องเป็นกฎระเบียบอันเคร่งครัดของศาสนา แต่ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ก็ชินชากับการเซ็นเซอร์บุหรี่-เหล้า-ปืน-นมทางโทรทัศน์กันมากเกินไปแล้ว อีกไม่นานพวกเขาคงชินชากับการเซ็นเซอร์ในดีวีดีและการบล็อกเว็บไซต์ในอินเตอร์เน็ต ทั้งที่ไม่ได้เป็นสิ่งที่อารยประเทศเขาทำกัน)

     สุดท้ายแล้วประเทศอิหร่านที่เคยเป็น "บ้าน" ของเธอก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นอกจากกฎเกณฑ์แบบอิสลาม การใช้ชีวิตที่แทบไม่มีอิสระ ประจวบเหมาะกับชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลวอีกครั้ง สภาพจิตใจที่ย่ำแย่ทำให้ได้เรียนรู้ว่าที่แห่งนี้ไม่เหมาะกับมาร์ยัน สตราบีย์ เธอจึงไปใช้ชีวิตที่ประเทศฝรั่งเศสตราบจนปัจจุบัน...

     "แม่ขอสั่งไม่ให้ลูกกลับมาที่นี่อีก" คือประโยคบอกลาอันแสนเศร้า

Markane Strapi with Komeini's soldier
Marjane's friend with ABBA's record

     ภาพของมาร์ยันที่นั่งเหม่อลอยอยู่ที่สนามบินเป็นเวลาเพียงน้อยนิดของหนังที่เป็นภาพสี เหตุการณ์ที่เหลือนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเหตุการณ์ชีวิตในอดีตของเธอที่นำเสนอเป็นภาพขาวดำ นัยหนึ่งแล้วนอกจากหนังจะพูดถึงชีวิตในวัยเด็ก/วัยรุ่นของเธอก่อนที่จะอาศัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นการถาวร (หนังจบถึงแค่เหตุการณ์ที่เธอเดินทางถึงฝรั่งเศส) หนังเรื่องนี้ยังสะท้อนความคิดของเธอต่อสภาพการณ์ในปัจจุบัน และแสดงตัวตนของเธอในวันนี้ออกมาอย่างแจ่มชัด โดยบอกใบ้ให้คนดูทราบผ่านการเล่าเรื่องแบบ flashback ของหนัง

     พระเจ้าที่มาร์ยันได้พานพบในวัยเด็กนั้นกลับมีลักษณะที่เหมือนกับพระเจ้าทางตะวันตกที่เราเห็นกันบ่อยๆ ทั้งที่เธอนับถือศาสนาอิสลาม  (และเราแน่ใจได้อย่างหนึ่งว่าเธอเป็นคน "เอียงซ้าย" เพราะตอนที่พระเจ้ากลับมาหาเธอตอนวัยรุ่นที่เธอเป็นโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง พระเจ้าอีกองค์ที่อยู่ด้วยกันคือ คาร์ล มาร์กซ์) น่าจะเป็นการส่งสารถึงกลุ่มคนที่ถูกปลุกระดมให้ประหัตประการกันโดยใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ เพราะเอาเข้าจริงแล้วพระเจ้าของทั้งศาสนาคริสต์และอิสลามก็เป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน เถียงกันแล้วได้อะไรขึ้นมา เพราะท้ายที่สุดแล้วคนได้ประโยชน์ก็คือคนที่ยืนดูเด็กน้อยทะเลาะตบตีห้ำหั่นกันอย่างสนุกสนาน พร้อมกับเม็ดเงินที่ไหลมาเทมาอย่างไม่ขาดสาย

     อีกจุดที่หนังจงใจมากๆ คือหน้าตาของผู้บรรยายเรื่องพฤติกรรมอันพึงประสงค์ของสตรีอิสลามที่ถูกนางเอกลุกขึ้นตอกหน้า หน้าตาเหมือนกับมาห์มุด อาห์มาดิเนจัด ประธานาธิบดีของอิหร่านคนปัจจุบันราวกับแกะ

     Persepolis หรือ ปาร์เซห์ คือชื่อเมืองหลวงเก่าของอิหร่านที่ปัจจุบันเป็นมรดกโลกในลักษณะคล้ายกับเมืองโบราณอยุธยา หรือปราสาทหินพนมรุ้งของประเทศไทย แม้ว่าจะมีผู้คนเข้าไปชื่นชมมรดกอารยธรรมอันเก่าแก่อย่างชื่นชมอยู่ไม่ขาดสายก็ตาม แต่คำถามสำคัญก็คือ ทำไมเราต้องรอให้เหลือแต่ซากปรักหักพัง แล้วค่อยมานั่งชื่นชม

     ถ้ายังมัวแต่สู้กันแบบไร้เหตุผลเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เราคงได้ "ซากอารยธรรม" ให้ชาวโลกได้ชื่นชมเพิ่มอีกหลายแห่งในเวลาไม่นานนัก

     นั่นแหละคือสิ่งที่มาร์ยัน สตราบีย์ พยายามจะบอกกับ "บ้าน" ของเธอในวันนี้

     บ้านที่เธออยากกลับ แต่กลับไม่ได้

Marjane Strapi with... God !! 

 สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่ http://vreview.yarisme.com

พร้อมลุ้นรับบัตร Major M Cash มูลค่า 500 บาท จำนวน 8 ใบ ทุกเดือน!!

edit @ 25 Mar 2008 07:10:20 by nanoguy

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ย่อหน้าที่เขียนถึง ผ้าคลุมหน้า - การละเมิดสิทธิปกติที่มนุษย์คนหนึ่งควรได้รับ สะทกในความรู้สึกจริงๆ

" บ้านที่เธออยากกลับ แต่กลับไม่ได้ " มีนักเขียนท่านหนึ่ง เขียนในเรื่องสั้นของเขาในทำนองว่า ใครบางคนไม่ได้ตายเพราะถูกเผา ไม่ได้ตายเพราะเขาประกาศความเชื่อที่สังคมไม่ยอมรับ แต่เขาตายเพราะเขาหวนกลับบ้าน
Hot!

#1 By on 2008-03-25 05:45

สวัสดี นาโนฯ

ทำงานพิเศษหรือ?

สู้ๆ นะ สมัยเรียนพี่ก็ทำงานพิเศษเหมือนกัน



เรื่องนี้ยังไม่ได้ดูเลย เพื่อนเชียร์เยอะเหมือนกัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะได้ดูเมื่อไหร่น่ะสิ

#2 By พี่สาวไกด์ฯ (202.28.12.84) on 2008-03-25 08:25

เฮ้ย แจกตั๋วหนังด้วยเหรอวะ

#3 By gallantfoal on 2008-03-25 12:00

ดูแล้วครับเรื่องนี้ ชอบมากเหมือนกัน แต่ก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า หนังสั่นคลอนความเชื่อและศรัทธาค่อนข้างรุนแรง สำหรับผู้ที่อ่อนวิจารณญาณ อาจต้องได้รับการอธิบายเพิ่มเติม ในมุมมองของโลกเสรี หนังเรื่องนี้ย่อมเป็นที่ชื่นชอบเพราะมันสอดคล้องกับอุดมการณ์ แต่ในอีกแง่มุมของชาวมุสลิม ความเคร่งครัดต่อศรัทธาก็เป็นอะไรที่งดงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ดูเรื่องนี้จบแล้วจึงต้องปรับความคิดให้เป็นกลาง มองข้อดีข้อเสียของแต่ละแนวคิดอย่างเป็นธรรม ชอบความคิดเรื่องดอกมะลิ ฉากจบรู้สึกได้เลยถึงกลิ่นหอมที่อบอวล

#4 By beerled (203.154.187.178) on 2008-03-25 12:52

ต้องไปดูให้ได้
แต่ก็ผลัดวันไปเรื่อย ข้ออ้างมีได้ตลอด สำหรับคนบ้านไกล
เมื่อไหร่จะได้ดูซักทีน้า

#5 By pretty_little_things on 2008-03-25 17:21

ตอบคุณ beerled

ค่อนข้างเห็นด้วยครับ แต่อย่างไรก็ดีผมก็ออกจะมีความเห็นไปในทางเดียวกันกับหนังเรื่องนี้อยู่ เพราะหนังไม่ได้บอกว่าการคลุมผ้านั้นไม่ดี (เพราะจริงๆแล้วเป็นเรื่องของความสมัครใจที่จะใส่หรือไม่ใส่) เพียงแต่ที่หนังเรื่องนี้บอกคือสภาพบังคับในประเทศอิหร่านหลังการปฏิวัติอิสลามที่เกิดขึ้นต่างหาก

#6 By nanoguy on 2008-03-25 19:27

โอ...เป็นล่ำเป็นสันเเล้นนะดีใจด้วย

ปล.พี่แวะมาแอบอ่าน นานๆ ครั้งนึกถึงบล็อกแก
(พูดเล่น)แกดูหนังเเนวเกินพี่ตามไม่ทัน !!! ว่ะ

#7 By พี่วิกเองจ่ะ (58.10.102.117) on 2008-03-25 20:21

เท่าที่อ่านมาน่าไปดูจริงๆ ครับ (เสียดายผมตอนนี้ไม่มีเวลาเลย) ส่วนที่ผมอยากรู้สุดๆ ก็คือเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่เธอโต้ตอบอาจารย์กลับใน class แล้ว...นึกถึงตัวเองขึ้นมาชอบกล 555+

ไว้ค่อยหาเป็น DVD มาดองไว้อีกละกัน ผมยังดอง Children of Men ไว้อยู่เลย ให้ดิ้นตายเหอะ

ด้วยความเคารพ

#8 By fallingangels (124.121.202.244) on 2008-03-25 21:13

เท่าที่อ่านๆดู น่าดูแฮะ หนังเรื่องนี้

#9 By SkyKiD on 2008-03-25 21:35

ตอบ fallingangels

หลังจากฉากนั้นไม่นานนัก พ่อกับแม่ก็คุยกับนางเอกประมาณว่า ชีวิตนางเอกไม่ค่อยจะปลอดภัยแล้วล่ะ เพราะถูกเพ่งเล็งตลอด (แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้ต่อต้านความ frank ของเธอ)

เธอเลยต้องหนีไปฝรั่งเศสในตอนท้าย ฮา...

#10 By nanoguy on 2008-03-25 21:53

หนังแปลกๆงี้ น่าดูมากๆเลยครับ

และขอบคุณด้วยนะครับ ที่แบ่งปันความคิดเห็นกัน

เห็นด้วยครับ confused smile

#11 By เอกน้อย on 2008-03-25 23:23

นาโน
เจ๊ปอย ปาดัปปา ณ พันทิปเองน้า จำกันได้รึเปล่า จุ๊บๆ
อยากจะบอกว่าวันนั้นคิดถึง เห็นหายไปนานมาก
มีกระทู้ยืนในโรงหนังละไม่เห็นนาโนพี่ล่ะคิดถึ้งงงคิดถึง
ฮี่ฮี่

นี่ถึงขั้นหลังไมค์ไปถามพี่นายเบียร์เชียวนะ
มิซยู
อิอิ


ปล. ลงหนังสือด้วย โคตรเจ๋งเลยวุ้ย
อิจฉาว่ะ -"-

#12 By พี่ปอยอ่ะ (220.181.54.36) on 2008-03-25 23:52

re: ท่านนาโนกาย

555+
จริงๆ แล้วก็เกือบจะคล้ายผมนะเนี่ย เพราะชีวิตจริงก็โดนสันติบาลเพ่งเล็ง 555+ แต่ของผมคงไม่หนักเท่าเธอมั้ง ดูจากภาวการณ์ในประเทศน่ะนะ

ด้วยความเคารพ

ปล. แต่ที่ผมโดนเพ่งเล็งเนี่ยไม่ได้มาจากที่ด่ากับอาจารย์หรอกนะ...ก็รู้ๆ กันอยู่ แต่เรื่องด่ากะอาจารย์ก็โดนอาจารย์เพ่งเล็งมิใช่น้อย จนตอนนี้กลายเป็นซี้กันไปหลายคนแล้ว 555+

#13 By fallingangels (124.121.202.244) on 2008-03-26 00:54

นึกไม่ออกละว่าตอนไหนที่มีภาพเหมือน มาห์มุด อาห์มาดิเนจ๊าด..สงสัยต้องไปดูอีกที

ขำตอนที่คนขายของข้างทางพูดถึงไมเคิล แจ็คสันว่า ไจเคิล แมคสัน...555

#14 By renton on 2008-03-26 08:36

+ ประเด็นต่างๆ ของหนังเรื่องนี้ พี่ก็ไปเขียนไว้แถวบล็อก vreview หมดแล้ว ... ก็เลยมาเก็บประเด็นอื่นๆ เพิ่มเติมและซึมซับอารมณ์หนังเรื่องนี้อีกครั้งครับ surprised smile
+ ตกลงตี้ได้เป็นนักเขียนถาวรใน สตาพิคส์ ไปแล้วเหรอคับเนี่ย? ถ้าใช่ ก็ดีใจด้วยเน้อ มีทุนดูหนังเพิ่มขึ้นอีก 1 แหล่งล่ะทีนี้ double wink

+ ประเด็นที่บล็อกพี่หน้าล่าสุด พี่ก็คิดๆ อยู่ว่าเนื้อหามัน 'ขวาง' ตี้แหงมๆ แล้วก็เป็นจริงซะด้วยจิ อุๆ ... แต่ถ้าอ่านดูดีๆ พี่ก็ไม่ได้เขียนสนับสนุนในเรื่อง ความงมงาย, การคลั่ง, หรือปาฏิหาริย์ อะไรเลยนะครับ แค่อยากจะเขียนถึงชีวิตส่วนนึงของตัวเอง ที่บังเอิญมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ 'ความศรัทธา' เท่านั้นเอง ก็เลยต้องยกมาทั้งกระบิ แล้วพยายามแจกแจงความคิดที่ต้องการสื่อออกมาให้มันตรงประเด็นที่สุด ไม่งั้นคนอ่านอาจไขว้เขวได้อ่ะครับ หุๆ sad smile

#15 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-03-26 17:30

กุเชย หนังเรื่องนี้กุไม่รุจัก
สเปนแมร่ง...
มีไรเข้าถึงบ้างเนี่ยยยยยย

#16 By BoW_ZaA (83.50.251.123) on 2008-03-27 05:58

เปรี้ยวเยี่ยวราดมาก ตี้
ตอนพี่อายุเท่าแก พี่ทำอะไรอยู่วะ

#17 By dewdogdag on 2008-03-27 15:23

ต่อไป พี่เรียกตี้ในบล็อกว่า ตี่ตี้ ดีฝ่าคับ เข้ากะมุกนู๋แปงแปงดีด้วย ... เผื่อจะหา 'โอ๋เล็ก' เจอเร็วๆ 555 question

#18 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-03-28 22:13

ว้าว! ได้ "ดูหนังในหนังสือ" แล้ว
เดี๋ยวผมอ่านในหนังสือละกัน ซื้อมาแล้ว

เกี่ยวกับเรื่องนี้ผมดูจบแล้วรู้สึกแปลกๆ แม้จะชอบก็ตาม
น่าจะเพราะผู้สร้างไม่ได้เล่าชีวิตของเธอโดยใช้อิหร่านเป็นฉากหลังที่มีผลกระทบ
แต่กลับเล่าถึงประวัติศาสตร์และขยายภาพลักษณ์ของอิหร่าน ผ่านเรื่องราวของเธอ
ซึ่งสองแบบนี้ต่างกันในเจตนา


ปล.ส่งแผ่นให้วันนี้นะครับ

#19 By aloneagain (124.120.26.29) on 2008-03-29 13:20

คาบข่าวมาคุย:

อภิชาติพงศ์ตัดสินใจ ฉาย ‘แสงศตวรรษ’ ฉบับ ‘ไทยเอดิชั่น’ ใช้ฟิล์มดำและความเงียบ แทน 6 ฉากที่ถูกตัด

อ่านได้จาก

http://www.prachatai.com/05web/th/home/11664

ด้วยความเคารพ

#20 By fallingangels (61.7.128.233) on 2008-03-30 21:01

"ผลจากการอุทธรณ์ยังคงมติเดิมที่ให้ตัดทั้ง 4 ฉากเดิม และมีมติให้ตัดเพิ่ม 2 ฉาก คือ ฉากที่ปรากฏให้เห็นถึง พระบรมรูปสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และฉากที่ปรากฏให้เห็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับคู่กับสมเด็จย่า"

ด้วยความเคารพ

ปล. เอาเข้าไป ประเทศนักไหว้เจ้านี่

#21 By fallingangels (61.7.128.233) on 2008-03-30 21:05

^
^
เห็นข่าวนี้สักพักแล้วครับ
แม้ส่วนตัวจะค่อนข้างเข้าใจเจตนาของเจ้ย (คือให้คนเห็นความชุ่ยของพวกคนที่กุมระบบเซ็นเซอร์ของบ้านเรา - ซึ่งก็สำเร็จ เพราะตัดฉากอนุสาวรีย์ทั้งสองอันออกไปจากแต่เดิมที่ไม่ได้ตัด) แต่ก็ไม่ค่อยเห็นด้วยที่เขายอมเอาหนังให้ตัดในที่สุด แต่ก็ยังดีที่เป็น Thailand's Edition เพราะอย่างน้อยเราก็ยังหาเวอร์ชั่น original มาดูได้อยู่ดี

ถ้าใครได้ดูแล้ว จะเห็นว่าไอ้ฉากที่ให้ตัดน่ะ แม่งไม่เห็นมีเหี้ยไรเลย พับผ่าสิ 555

#22 By nanoguy on 2008-03-31 02:54

ยังไม่ดูเลยเค่อะ ว่าเเต่อีน้ำเหนียงมันดูยัง
กะชวนมันไปดู ขอดูก่อนจะกลับมาอ่านนะ พ่อนาโนopen-mounthed smile

#23 By SHIKAK on 2008-03-31 04:47

จริงๆ ในบล็อกนักดูหนังนี้ได้มีการพูดคุยเรื่องพฤติกรรมเหี้ยๆ ด้านการเซ็นเซอร์หนังกันมาพอสมควรแล้ว ผมในฐานะบ้าหนังสือการ์ตูน เลยขอลองเอากรณีการเซ็นเซอร์ และบ่นการ์ตูน มาให้ดูกันบ้าง ที่นี่ครับ (มันยาว ขี้เกียจแปะ)

http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=6861

และ
http://www.sameskybooks.org/webboard/show....ks&No=27511

ตอนนี้ โดราเอมอนอานิเมะ (ภาคใหม่) กำลังโดนแบบเพราะฉากชิสุกะอาบน้ำ, ช้างน้อยชินจัง โดนเซ็นเซอร์ ฯลฯ

นี่แหละครับประเทศไทย

ด้วยความเคารพ

#24 By fallingangels (61.7.128.184) on 2008-04-01 19:16

ที่ webboard ฟ้าเดียวกัน คุณ Nitipon ได้เสนอไอเดียน่าสนใจมากครับ เกี่ยวกับกรณี "ใช้ฉากดำ ในช่วงที่ถูกเซ็นเซอร์ของแสงศตวรรษ" เค้าพูดไว้งี้ครับ

"เจ๋งดีครับ ดำๆเงียบๆ ... ขึ้นชื่อคณะกรรมการแบนหนังไปด้วยก็ดีครับ จะได้ด่าพ่อด่าแม่ถูกคน ..."

ด้วยความเคารพ

ปล. อ่านแล้วแบบว่า "เออ จริงเว้ย คิดได้ไง" 555+

#25 By fallingangels (61.7.128.184) on 2008-04-01 23:37

^
^
ประเทศไทยเป็นดินแดนที่ลักลั่นที่สุดแล้วมั้งครับในเรื่องมาตรการอะไรทำนองนี้

โทรทัศน์ กับ หนังสือการ์ตูน
มีการจัดเรต แต่ก็ยังเซ็นเซอร์เหมือนเดิม
ต่อไปหนังก็คงไม่ต่างกันหรอก สภาพ

แต่หลังจากนี้กรณีที่น่าสนใจมากๆคือหนังไทยเรื่อง "นาคปรก"
เพราะผู้กำกับเอาไปฉายให้พระพยอมดูแล้ว ท่านบอกว่า โอเค ไม่มีปัญหา

แต่ไม่รู้กองเซ็นเซอร์จะมีปัญหาหรือเปล่า ฮุๆ


ปล. ตอนนี้ได้ข่าวว่าจะแบ่งโรงหนังเด็กกับผู้ใหญ่ กูจะบ้าตาย

#26 By nanoguy on 2008-04-02 00:35

ถ้าแผ่นมีปัญหาบอกนะครับ
นานๆ จะโคลนซีดีสักที ยังไม่ได้ลองด้วย surprised smile

#27 By aloneagain (124.120.24.185) on 2008-04-02 01:20

มาอ่านล่ะน่ะ

การ์ตูนน่าดูดีน่ะ คงไม่เป็นการก่ออัตวินิบาตกรรมกลางโรงมหรสพ สำหรับเราหรอกน่ะ เพราะเรามีบ้านให้กลับเสมอsad smile

#28 By หนึ่ง (124.120.88.122) on 2008-04-02 20:57

จนป่านนี้ยังไม่ได้ดูเรย

#29 By อภัย:มณี on 2008-04-05 13:19

แก...
งานนี้เหมาะกับแกว่ะ
เอาความรู้ด้านการเมืองมาใช้ได้...
จำหน้านักการเมืองได้ด้วย

#30 By Noir666 (86.27.162.79) on 2008-04-06 06:01

เขียนได้ขึงขังน่าเชื่อถือดีครับ
ไม่แพ้บทวิจารณ์ของคนอื่นในเล่มเลย

แต่ใจจริงอยากอ่านบทวิจารณ์ของตี้ที่มันกวนๆ บวกเสียดสีมากกว่านี้หน่อย (แนะนำให้ไปหาเช่า รักไม่จำกัดนิยาม แล้วลองเอามาเขียนดู รับรองเขียนลื่นชัวร์)

#31 By นกไร้ขา (58.8.95.162) on 2008-04-07 03:14

หุๆ

ดีใจที่เจ้าชอบ Once เช่นกัน

หลายคนเค้าก็เฉยๆ นะ แต่พี่ชอบอ้ะ

ชอบที่มันจบแบบนี้ด้วยหละ big smile

#32 By พี่สาวไกด์ฯ (61.91.194.29) on 2008-04-07 22:24

เข้ามาดูของแปลก
​ถ้า​ยัง​มัวแต่สู้​กัน​แบบไร้​เหตุผลเช่นที่​เป็น​อยู่​ทุกวันนี้​ ​เราคง​ได้​ "ซากอารยธรรม" ​ให้​ชาวโลก​ได้​ชื่นชมเพิ่มอีกหลายแห่ง​ใน​เวลา​ไม่​นานนัก

หึๆๆ โดน Hot!
เป็นหนังที่น่าดูมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งค่ะ
ข้อคิดมากมายเลย
ต้องหามาดูให้ได้แล้ว

ปล.แอดไปนะคะbig smile
+ เรื่องที่โสด แล้วไปเที่ยวกับพวกเป็นคู่ อีกหน่อย (ถ้ายังหาโอ๋เล็กไม่เจอในเร็ววัน) ตี่ตี้ก็จะชินไปเองแหละครับ เอิ๊กๆ question

+ เมื่อวานฟลุคแฮะที่เจอกันหน้าโรง CTW ... ปรากฏน้องอีกคนที่รอกันอยู่ดันมาช่า แล้ว Vantage point ก็เป็นโรง 160 ด้วย เลยเปลี่ยนใจดู ดรีมทีม กันแทน ซึ่งก็นับว่าไม่ผิดหวังอ่ะครับ (ส่วนนึงอาศัยจากรีวิวของตี้ กับนัทที่บล็อกยาริสอ่ะแหละเป็นตัวช่วยตัดสินใจ)double wink

+ แล้วกลับบ้าน ตจว. เมื่อไหร่อ่ะครับเนี่ย? embarrassed ของพี่ไปพรุ่งนี้ค่ำแล้วอ่า กลับมาอีกทีก็หลังสงกรานต์เลย

#35 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-04-09 16:00

ดูทั้งหนัง อ่านทั้งหนังสือ
แต่เพราะดันมีแต่ฉบับฝรั่งเศส =_=
มาอ่านนี้เลยรู้เรื่องขึ้นอีกหน่อยแล้ว ว่าอะไรเป็นอะไร ฮะๆ
ขอบคุณค่ะ ^^
ภาพยนตร์ของเทอดีจังเลย
มาดูของเราก็ได้สนุกด้วยwww.dekyim.orgsurprised smile

#37 By dekyim_num (118.172.73.17) on 2008-04-25 10:23