In the Valley of Elah : "ปีศาจ" ที่มองไม่เห็น
posted on 22 Mar 2008 02:07 by nanoguy in Article
ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 724 (ปักษ์แรก เมษายน 2551)
ถูกเกลาจาก บก. ไปนิดหน่อย อันนี้จะเป็น Writer's Cut เน่อ
(แต่ในหนังสือภาษาจะดูดีขึ้น)
(บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์)
แฮงค์ เดียร์ฟิลด์ (ทอมมี่ ลี โจนส์) อดีตนายทหารปลดเกษียณได้รับโทรศัพท์จากหน่วยทหารว่าลูกชายของเขาไมเคิล เดียร์ฟิลด์ (โจนาธาน ทัคเกอร์) ขาดราชการมาแล้วสี่วัน ความสงสัยก็เริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจเขาจนต้องเร่งเก็บกระเป๋าออกตามหาลูกชายถึงที่ เพราะเขากับภรรยา (ซูซาน ซาแรนดอน) ก็เพิ่งจะรู้ตอนนั้นเองว่าลูกเดินทางกลับจากอิรักแล้ว
เขาขับรถเดินทางข้ามประเทศเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงที่หน่วยประจำการของลูก และได้รับแจ้งจากทหารในวันถัดมาว่าลูกชายของเขาถูกฆ่าหั่นศพและเผาร่างอย่างโหดร้ายในทุ่งหญ้าข้างทาง ก่อนที่แฮงค์จะเริ่มพบความไม่ชอบมาพากลหลายอย่างในคดีนี้ เมื่อหลักฐานหลายอย่างถูกปกปิด ทำให้คดีถูกโยกย้ายจากความรับผิดชอบของสถานีตำรวจไปอยู่กับฝ่ายทหารแทน เขาจึงเริ่มร่วมมือกับตำรวจสาวเอมิลี่ แซนเดอร์ส (ชาร์ลิซ เธรอน) เพื่อลงมือค้นหาความจริงของคดี
ต่อจากนั้นผู้ชมได้รับรู้ว่าครอบครัวเดียร์ฟิลด์ได้สูญเสียลูกชายคนโตไปก่อนหน้านี้จากการซ้อมรบ ในการคุยโทรศัพท์กันของสองสามีภรรยาครั้งแรกหลังทราบข่าวการตายของลูกชายคนเล็ก แม้ว่าแฮงค์จะไม่แสดงอาการเศร้าโศกมากเท่าภรรยา แต่จากฉากนี้หนังเริ่มเผยให้เห็นว่าปฏิบัติการ "ตามล่าหาความจริง" ครั้งนี้เปรียบเสมือนการไถ่ความผิดบาปในใจของแฮงค์ที่โทษตัวเองว่ามีส่วนในการตายของลูก ด้วยการชักนำลูกเข้าสู่สมรภูมิรบและวงจรของทหารแม้จะไม่ใช่การบังคับขู่เข็ญจากผู้เป็นพ่อก็ตาม
Flags of Our Fathers
หนังแสดงให้เห็นภาพของนายทหารผู้รักชาติอเมริกันยิ่งชีพของแฮงค์ตั้งแต่ฉากที่เขาขับรถออกจากบ้านผ่านดงธงชาติอเมริกันในละแวกนั้น และลงไปติติงภารโรงชาวเอลซัลวาดอร์ที่ติดธงชาติกลับหัว (ซี่งเป็นสัญลักษณ์สากลว่า กำลังตกอยู่ในภาวะอันตรายอย่างยิ่ง) ก่อนจะกลับธงให้ถูกด้านและขับรถออกเดินทางต่อ
นอกจากฉากที่ชัดเจนตำตาฉากนี้ ยังรวมถึงอากัปกิริยาเล็กๆน้อยๆอีกหลายประการ (เช่น การเก็บที่นอนในโมเต็ลเสียเรียบร้อยหลังตื่นนอนตอนเช้า) หากตัวเขาจะปลูกฝังค่านิยมรักชาติและเกียรติของชายชาติทหารให้กับลูกชายทั้งสองคนโดยไม่รู้ตัว จนลูกชายของเขาสมัครใจเข้ารับราชการทหารทั้งคู่ และลูกชายคนเล็กเข้าร่วมกองทัพไปอิรักจึงไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดเดา แต่เมื่อเขาได้พบกับท่าทีของฝ่ายกองทัพ รวมถึงภาพจากคลิปวิดีโอในมือถือของลูกชายที่ถ่ายจากอิรัก เรื่องของสงครามค่อยๆเผยให้เห็นแง่มุมที่โหดร้ายและอัปยศมากขึ้นเรื่อยๆ
ในภาพยนตร์เรื่อง Lions for Lambs (2007, โรเบิร์ต เรดฟอร์ด) เราก็เห็นนักศึกษาเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน กับนึกศึกษาเชื้อสายเม็กซิกันสองคนที่เป็นเพื่อนสนิทกัน ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมกองทัพไปรบที่อิรักด้วยเหตุผลว่า ถ้าพวกเขาผ่านสมรภูมิกลับมาได้ เกียรติยศและศักดิ์ศรีจากการเป็นทหารรบเพื่อชาติจะเปิดโอกาสทางการศึกษาและการดำรงชีวิตอยู่ในดินแดนแห่งนี้มากขึ้น และลดอคติที่เกี่ยวกับสีผิวและเชื้อชาติของพวกเขาให้น้อยลงกว่าที่เป็นอยู่ เขาสองคนคิดว่าไม่เพียงแต่ตัวพวกเขาที่จะได้ประโยชน์จากการไปเสี่ยงภัยในแดนสงคราม แต่ยังมีครอบครัวและอนาคตของพวกเขาที่ยังรอคอยความหวัง หรือใน Flags of Our Fathers (2006, คลินต์ อีสต์วู้ด) ที่พูดถึงการไปรบเพื่อชาติของเหล่าวัยรุ่นอเมริกันที่ร่วมรบในสมรภูมิอิโวจิม่า จนกลายเป็นเรื่องราวของคำว่า "ฮีโร่" ที่รัฐบาลอุปโลกน์ให้กับทหาร 6 นายผู้ปักธงบนเกาะอิโวจิม่าในภาพถ่ายประวัติศาสตร์ที่เรารู้จักกันดี
คำถามสำคัญก็คือพวกเขาได้รบเพื่อมาตุภูมิและบรรพบุรุษ หรือเพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีของชาติอย่างแท้จริงหรือเปล่า และนั่นคือสิ่งที่แฮงค์ เดียร์ฟิลด์ คงกำลังนั่งถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาหลังจากที่ได้ดูคลิปวิดีโอจากมือถือของลูกชาย พร้อมกับรูปถ่ายที่ลูกชายส่งมาให้ทางเมล์ที่เขายังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นรูปอะไร แฮงค์ผู้หยิ่งในเกียรติของทหารมาตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม ได้ถูกกะเทาะเปลือกแห่งความหยิ่งนั้นออกทีละน้อยๆด้วยการสูญเสียครั้งนี้
การค้นหาความจริงจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ "ใครคือฆาตกร" แต่แฮงค์ได้นำพาผู้ชมเข้าไปค้นหาว่า "เกิดอะไรขึ้นในอิรัก" และประสบพบเจอกับผลกระทบของสงครามที่ส่งผลรุนแรงแต่กลับไม่เป็นที่สังเกตหรือรับรู้ของคนทั่วไป รวมไปถึงสาเหตุที่กองทัพพยายามดึงเอาคดีนี้เข้าไปสืบสวนเองอย่างกระตือรือร้นเพื่อรักษาภาพลักษณ์อย่างแข็งขันจนถึงกับต้องกลบเกลื่อนหลักฐานในที่เกิดเหตุ และเหตุผลที่เพื่อนทหารของไมค์ไม่ยอมพูดความจริงทั้งหมดตั้งแต่แรกที่แฮงค์เข้าไปขอความร่วมมือหรือตอนที่ตำรวจเริ่มสืบสวนคดี
การเป็น "ทหาร" ในทุกวันนี้คือการเป็นทหารด้วยเกียรติอย่างที่แฮงค์เคยคิดไว้อย่างนั้นหรือ เพราะภาพที่เราเห็นนั้น สถาบันทหารกลับต้องดิ้นรนอย่างหนักหน่วงเพื่อรักษาภาพลักษณ์อันเกรียงไกรที่มีมาแต่เก่าก่อน ไม่เพียงแค่กลบเหลื่อนหลักฐาน แต่ยังรวมไปถึงการซูเอี๋ยกันหลังฉากเพื่อไม่ให้คดีฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับทหารเกิดกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาในสายตาของพลเมือง
เมื่อเรื่องราวดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เราค่อยๆพบว่านอกจากคนที่เป็นทหารเพื่อต้องการโอกาสในชีวิตจากวีรกรรมสงครามอย่างใน Lions for Lambs ยังมีคนอีกจำนวนมากที่เป็นทหารเพราะไม่มีอะไรทำ ไร้ทางเลือก หรือบ้างก็หนีคดีเข้ากองทัพ ซึ่งก็เท่ากับการหนีออกนอกประเทศโดยถูกกฎหมาย
เรื่องน่าตกตะลึงที่คนดูได้รู้พร้อมๆกับแฮงค์อีกเรื่องก็คือ การตรวจสารเสพติดในทหารที่จะไปอิรักนั้นได้ลดมาตรฐานลงจากเดิมอย่างมาก รวมถึงการตรวจสอบเรื่องการต้องโทษหรือหมายจับในคดีต่างๆ เพื่อให้ได้จำนวนทหารไปร่วมรบในสมรภูมิมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเพราะคนอเมริกันก็เห็นข่าวการตายรายวันของทหารอเมริกันออกทีวีอยู่ทุกค่ำเช้า (แทบทุกที่ที่แฮงค์ไป โทรทัศน์ก็รายงานข่าวสถานการณ์ในอิรักอยู่ตลอด) การที่กองทัพต้องการจำนวนคนมหาศาลไปทดแทนคนตาย ทำให้ต้องลดมาตรฐานและคุณภาพของคนที่จะมาเป็นทหารลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วินาทีที่แฮงค์รู้เรื่องนั้นเขาคงรู้สึกเหมือนถูก "กระชากเกียรติ" ของทหารออกมาและเหยียบย่ำลงไปต่อหน้าต่อตาอย่างอัปยศ หลังจากเรื่องราวทั้งหมดได้คลี่คลายลง แฮงค์กลับถึงบ้าน เขาให้ภารโรงคนเดิมชักธงชาติขึ้นเสาแบบกลับหัว พร้อมติดเทปกาวมัดเชือกกับเสาธงเอาไว้อย่างแน่นหนา
สหรัฐอเมริกากำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ และคงอีกนานกว่าจะมีใครมาช่วยพาให้หลุดพ้นจากสภาวะนี้ไปได้ นี่คือความจริงอันโหดร้ายที่อดีตนายทหารชราผู้สูญเสียคนนี้มองเห็นอย่างแจ่มชัดด้วยสองตาของเขาเอง
Crash
โรเบิร์ต ออร์ทีส (วิคเตอร์ วูล์ฟ) พลทหารเพื่อนของไมค์พูดกับแฮงค์ในช่วงท้ายเรื่องว่า "เราไม่ควรส่งวีรบุรุษของชาติไปอยู่ในสถานที่ที่เลวร้ายอย่างอิรักเลยจริงๆ"
แต่ใครกันแน่ที่ทำให้อิรักกลายเป็นแดนมิคสัญญีอย่างทุกวันนี้ - ซัดดัม ฮุสเซนหรือ?
ถ้าจะให้ความหมายของคำว่า "มิคสัญญี" แบบชุ่ยๆว่าหมายถึง "ความไม่เป็นประชาธิปไตย" ก็อาจตอบอย่างนั้นได้ แต่สิ่งที่ประธานาธิบดีบุชน้อยได้ประกาศตอนแรก เป็นเรื่องของอาวุธพลังทำลายล้างรุนแรง กับความสัมพันธ์ของซัดดัมและเครือข่ายก่อการร้ายอัล-กออิดะฮฺไม่ใช่หรือไร ไปๆมาๆไหงกลายเป็นเรื่องของชาติมหาอำนาจคริสเตียนผู้แสนใจบุญ หอบหิ้วเอาประชาธิปไตยไปมอบให้ประเทศอิสลามด้อยพัฒนาเสียฉิบ
ทุกอย่างดูเหมือนจะเริ่มต้นจากการที่เครื่องบินสองลำพุ่งชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ อเมริกาจึงหันมาประจัญบานกับคนที่พวกเขามองว่าเป็นศัตรูอย่างเต็มตัว แต่เหล่าทหารที่เป็นเบี้ยหมากของสงคราม(ภายใต้คำสวยหรูว่า "วีรบุรุษผู้เสียสละของชาติ") อันยืดเยื้อไม่รู้จบล้วนแล้วแต่ถูกกระทบจากความไร้สาระและไร้จุดหมาย และผลกระทบนั้นร้ายแรงเกินกว่าที่ใครคาดคิดหรือเคยพบเจอ (ในระดับที่หนักหนายิ่งกว่าคราวสงครามเวียดนามด้วยซ้ำ เพราะสงครามเวียดนามยังเหลือคนที่หยิ่งในเกียรติอย่างแฮงค์ให้เราเห็นในหนัง)
นอกจากปริศนาการตายของไมค์ เงื่อนงำที่แฮงค์ยังคาใจอย่างหนักคือสิ่งที่ลูกชายเขาเจอในอิรัก ทั้งจากภาพถ่ายศพเด็กกลางถนนที่ได้รับทางอีเมล์(ที่ตอนแรกไม่รู้ว่าเป็นรูปอะไร) คลิปวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือ พร้อมกับคำพูดของลูกที่เขาได้ยินเป็นครั้งสุดท้ายในคราวที่เขายังไม่ใส่ใจน้ำเสียงปนสะอื้นของลูกที่บอกเขาว่า "ผมทนอยู่ที่นี่ไม่ไหวแล้วพ่อ ผมอยากกลับบ้าน" และถ้ายังจำเรื่องมาตรฐานการตรวจสารเสพติดของทหารที่ประจำการในอิรักที่ลดลงอย่างน่าใจหายได้ ข้อมูลอีกประการที่เราได้รู้ก็คือไมค์ติดยา และยังมีคลิปวิดีโอที่ไมค์กำลังทรมานเชลยศึกชาวอิรัก พร้อมกับกลุ่มเพื่อนทหารที่หัวเราะกันอย่างสนุกสนานในขณะที่ชายคนนั้นกำลังร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทรมาน
ไมค์ที่ไม่อาจทนรับความอัปยศของกฎหลายๆอย่างในภาวะสงครามได้ เช่นการห้ามหยุดรถไม่ว่ากรณีใดๆเพื่อไม่ให้เป็นเป้านิ่งของกลุ่มที่ต่อต้านทหารอเมริกัน จนต้องสังเวยชีวิตของเด็กที่วิ่งออกมาเก็บลูกบอลกลางถนนโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไมค์เปิดประตูลงจากรถทันทีและเดินลงไปใช้มือถือถ่ายรูปนี้ส่งให้พ่อดู
ไม่มีระเบิดอาร์พีจีที่ไหนยิงมาทั้งที่รถจอดนิ่งอยู่นานเป็นนาที ไม่มีกลุ่มคนอิรักหรือกลุ่มก่อการร้ายที่ต่อต้านอเมริกันออกมาทำอะไรทหารอเมริกันกลุ่มนี้ พวกเขารอดชีวิตกลับถึงอเมริกาในท้ายที่สุด แต่เด็กชายชาวอิรักคนนั้นกลับต้องตายฟรีทั้งที่กำลังเล่นบอลอย่างสนุกสนานอยู่กับกลุ่มเพื่อน
การที่ทหารต้องหายาเสพติดมาปรนเปรอตัวเอง หรือการทรมานนักโทษและเชลยศึกในสมรภูมิเพื่อความสนุกสนานนั้น พวกเขาคือเหยื่อที่ได้รับผลร้ายจากสงครามโดยตรงกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะด้านสุขภาพจิตและอารมณ์ความรู้สึกที่บิดเบี้ยววิปริตไปด้วยสภาพแวดล้อมที่ผิดปกติและโหดร้ายรุนแรง การใช้ยาเสพติดและทรมานนักโทษจึงเหมือนเป็นเรื่อง "สามัญ" ที่เกิดขึ้นเพื่อเยียวยาจิตใจของทหารที่ต้องผจญกับความอัปยศของสงครามที่ไร้สาระและไร้มนุษยธรรมอยู่ทุกวี่ทุกวัน และยิ่งนานวันเข้ายิ่งทำให้สภาพของประเทศอิรักเปลี่ยนไปสู่ภาวะไร้ระเบียบ (Anarchy) มากขึ้นทุกทีๆ
เท่านี้คงพอที่จะตอบคำถามว่า "เพราะเหตุใดอิรักจึงกลายเป็นแดนมิคสัญญี"
เมื่อแฮงค์รู้ว่าลูกชายตัวเองติดยาเสพติด เขาและเอมิลี่ก็มีความเห็นตรงกันคือพุ่งเป้าไปหากลุ่มที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายา หลังจากงัดข้อกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่จนเข้าสืบสวนเหล่าพลทหารเพื่อนของไมค์ได้สำเร็จ พร้อมกับเก็บคำให้การจากฝั่งทหารกลับมาพิจารณาต่อ ทั้งสองคนก็พุ่งเป้าไปที่เพื่อนทหารเชื้อสายเม็กซิกัน(เชื้อชาติที่มีชื่อเสียด้านอาชญากรรมสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งในสายตาชาวอเมริกัน)แทบจะในทันที เอมิลี่เองก็ทำงานนี้อย่างกระตือรือร้นเพื่อการยอมรับจากเพื่อนร่วมอาชีพเพศชาย ที่มักดูถูกความสามารถของเธอด้วยการยัดคดีเล็กๆมาให้เธอทำอยู่ตลอดเวลา (กลิ่นอายเรื่องว่าด้วยเหยียดชาติพันธุ์และเหยียดเพศ ยังตกค้างมาจากงานเก่าของพอล แฮ็กกิสอย่าง Crash อยู่ให้เราพอสังเกตได้)
ตอนต้นเรื่องก่อนที่แฮงค์จะเข้าไปพบกับเอมิลี่ แซนเดอร์ส เธอกำลังวุ่นวายอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งที่มาแจ้งความจับสามีตัวเองที่ฆ่าหมาของครอบครัวด้วยการจับกดน้ำในอ่างอาบน้ำอย่างทารุณ เอมิลี่และตำรวจ(ชาย)คนอื่นๆต่างมองว่าเป็นคดีที่ไร้สาระและไม่รับคำร้องของเธอ แม้หญิงสาวคนนั้นจะพยายามอธิบายอย่างหนักและแสดงความกังวลถึงพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้ใจของสามีหลังจากที่เขากลับมาจากอิรัก (เธอบอกว่าก่อนหน้านี้สามีของเธอไม่เคยมีพฤติกรรมรุนแรงมาก่อนเลย) จนถึงตอนท้ายเรื่อง เธอคนนั้นก็ถูกนายทหารผู้เป็นสามีจับกดน้ำในอ่างอาบน้ำจนตายอย่างน่าเศร้าเหมือนหมาโดเบอร์แมนของเธอ
No Country for Old Men
เหตุที่ไมค์ถูกเพื่อนทหารของเขากระหน่ำแทงจนเสียชีวิต เกิดขึ้นเพียงเพราะผลพวงจากความไร้สติด้วยฤทธิ์เหล้าฤทธิ์ยา ผนวกกับการทะเลาะที่ไร้แก่นสารระหว่างที่พวกเขากลับออกมาจากบาร์เปลื้องผ้า ส่วนการหั่นศพและเผาอย่างเร่งรีบนั้นก็เป็นไปด้วยเจตนาอำพรางศพ หาได้เป็นความแค้นหรือการจัดการศพของแก๊งค้ายาเม็กซิกันไม่
แม้แต่ตัวคนแทงเองยังไม่สามารถตอบแฮงค์กับเอมิลี่ได้ว่าเพราะอะไรเขาถึงทำลงไปแบบนั้น พวกเขาตอบได้เพียงแค่ว่าที่ไม่ยอมบอกเรื่องยาเสพติดแต่แรกเพราะคิดว่าไมค์เองคงไม่อยากให้พ่อแม่รู้ด้านลบของตัวเอง และเหตุการณ์ในวันนั้นก็เกิดขึ้นเร็วมาก หลักตรรกะและเหตุผลที่ดูหนักแน่นของทั้งแฮงค์กับเอมิลี่ที่สร้างความเชื่อถืออย่างมากในสายตาคนดูพังทลายลงไปในพริบตา
เมื่อความจริงที่ปรากฏนั้นกลับเป็นเพียงแค่เรื่องธรรมดาๆ ที่แลดูไม่น่าเชื่อและไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย แต่ภายใต้ความไร้ตรรกะตรงนั้นกลับมีอะไรแอบแฝงซ่อนอยู่ และแฮงค์กับเอมิลี่เองก็เริ่มมองเห็นได้ชัดแจ้งเต็มตามากขึ้น เหมือนกับคดีนายทหารจับหมากดน้ำที่อาจดูเหมือนไม่มีอะไรน่ากังวลและไม่สลักสำคัญอะไร แต่ทั้งกรณีของไมค์กับนายทหารคนนี้มีเบื้องหลังที่ค่อยๆเผยออกมาให้เราเห็นมากขึ้น คือสภาพจิตใจที่พังทลายย่อยยับอันเป็นผลจากสมรภูมิสงครามที่ถูกรัฐอุปโลกน์ขึ้นและใช้ประชาชนเข้ามาเป็นเหยื่อของกระบวนการทำลายความเป็นมนุษย์อันน่าขยะแขยงนี้
ภายใต้สิ่งที่ดูเหมือนไร้ตรรกะและเหตุผลที่เราเห็นพร้อมกับแฮงค์และเอมิลี่ ที่จริงแล้วโลกที่เปลี่ยนไปอย่างมากกำลังสร้างตรรกะใหม่ให้เราได้ศึกษาอยู่ต่างหาก ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนรุ่นเก่าอย่างแฮงค์จะเร่งสปีดตามมันไม่ทันเพราะโลกเปลี่ยนไปด้วยความเร็วที่ไม่เหมือนเดิม จนบางครั้งต้องหลงวิ่งไปผิดทางอยู่เสียนาน
อย่างที่พูดไปแล้วว่าโทรทัศน์แทบทุกเครื่องในหนังเรื่องนี้ต้องรายงานข่าวสถานการณ์สงครามอิรัก แต่มีครั้งหนึ่งที่โทรทัศน์ฉายภาพการปราศรัยหาเสียงของจอห์น แคร์รี่ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครต เมื่อรวมกับข้อเท็จจริงที่ว่าเหตุฆาตกรรมริชาร์ด เดวิส ที่กลายเป็นบทความ Death and Dishonor (แรงบันดาลใจหลักของหนังเรื่องนี้) ก็เกิดขึ้นในปี 2003 จึงพอสรุปได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดในหนังเรื่องนี้อยู่ในช่วงระหว่างปี 2003-2004 ซึ่งความเห็นของประชาชนอเมริกันต่อสงครามอิรักนั้นยังค่อนข้างก้ำกึ่งและไม่แตกต่างกันมากนักเพราะยังอยู่ในช่วงเริ่มปฏิบัติการ (และทำให้จอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้เป็นประธานาธิบดีสมัยที่สองแบบค้านสายตาคนเกือบทั้งโลก)
แฮงค์ยังถือว่าโชคดีที่หันกลับมาสู่ทิศทางที่ถูกต้องได้ทันเวลา ในขณะที่คนอีกจำนวนมากอาจไม่ได้รับโอกาสนี้อีกเลยในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิต เพราะไม่อาจรู้เท่าทันความ "วิปริต" ของโลกใหม่ใบนี้ที่เกิดขึ้นจากระบบและวิธีคิดที่วิปริตยิ่งกว่า ธงที่แฮงค์ชักกลับหัวขึ้นสู่ยอดเสาในตอนท้ายเรื่องจึงเปรียบดั่งการ "ร้องขอความช่วยเหลือ" เสียแต่เนิ่นๆ
น่าเศร้า เพราะจนถึงปี 2007 (และอาจรวบยอดมาถึง 2008) ยังไม่มีใครสามารถช่วยอเมริกาให้รอดพ้นจากบ่วงแห่งอิรักได้เลย แต่กลับถลำลึกลงไปมากกว่าในช่วงเวลานั้นด้วยซ้ำ และด้วยสภาพการณ์แบบนี้คงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าเหตุการณ์ในเรื่องดำเนินต่อไปจนถึงปี 2007 แฮงค์ เดียร์ฟิลด์จะกลายสภาพเป็นชายแก่ผู้มองว่าโลกไม่มีที่เหลือให้เขายืนแล้วอย่างนายอำเภอเอ็ด ทอม เบลล์ แห่ง No Country for Old Men (2007, พี่น้องโคน) ผู้ถวิลหาความสงบที่หลงเหลือแค่ในความฝันก่อนจะตื่นขึ้นมาเผชิญความจริงอันแสนโหดร้าย
In the Valley of Elah
คืนที่แฮงค์ไปทานข้าวเย็นกับเอมิลี่ที่บ้าน เขาเล่าตำนานของเดวิดกับโกไลแอธที่หุบเขาอีล่าห์ให้ลูกของเอมิลี่ฟังเป็นนิทานก่อนนอน อันว่าด้วยเด็กน้อยเดวิดร่างจ้อยผู้กล้าหาญประจัญหน้ากับมหาอสูรโกไลแอธที่คอยยืนท้าตีท้าต่อยอยู่อีกฝั่งเป็นเนืองนิตย์ สร้างความเดือดร้อนรำคาญไปทุกหย่อมหญ้า และสามารถปราบอสูรร้ายนี้ลงได้ด้วยหนังสติ๊กเพียงอันเดียว ยังมาซึ่งความสงบสุข ณ ดินแดนแห่งนั้น
แฮงค์ปิดท้ายว่า "เดวิดไม่เพียงชนะโกไลแอธ แต่เขาสามารถเอาชนะความกลัวในใจตัวเองได้ด้วย"
ในสงครามเวียดนามและสงครามอิรัก ทั้งสองครั้งรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอุปโลกน์ตัวเองเป็นเดวิดผู้เสียสละอย่างยิ่งใหญ่ อาสาตนเข้ามาเป็นประจัญหน้ากับอสูรร้ายโกไลแอธ (ลัทธิคอมมิวนิสต์กับขบวนการก่อการร้าย) แต่ไม่ว่าครั้งไหน เดวิดอย่างอเมริกาก็ไม่เคยจัดการโกไลแอธได้ด้วยลูกหินลูกเดียวเหมือนกับในคัมภีร์ไบเบิลเลย ชีวิตชาวอเมริกันถูกส่งไปทิ้งทั้งในเวียดนามและอิรักอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับจับนายทหารโยนลงไปในหุบเหวลึกที่มีน้ำหลากอย่างไม่มีวันจบสิ้น
หรือเราควรจะบอกว่ารัฐบาลอเมริกันจัดการเป่าหูให้นายทหารเหล่านั้นคิดว่าตัวเองเป็นเดวิดผู้เกรียงไกรแกร่งกล้า แล้วสมัครใจวิ่งลงไปในหุบเหวลึกเพื่อจัดการกับโกไลแอธที่ไม่มีตัวตนกันแน่? เพราะไหนล่ะภัยจากคอมมิวนิสต์ที่น่ากลัวเหลือแสน ไหนล่ะความสัมพันธ์ระหว่างซัดดัมกับอัล-กออิดะฮฺ และไหนล่ะอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธชีวภาพ อาวุธเคมีในกรุงแบกแดดที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคงปลอดภัยของประชาคมโลก (ถ้าไปหาที่ เทลอาวีฟ หรือ เยรูซาเล็ม น่าจะเจอง่ายกว่ามั้ย?)
"แม่คิดว่าเขากลัวมั้ย" เดวิด ลูกชายของเอมิลี่ถามขึ้น เมื่อแม่เล่านิทานตำนานหุบเขาอีล่าห์มาถึงตอนที่เดวิดตัดสินใจเข้าไปต่อสู้กับโกไลแอธ
"ใช่ลูก แม่ว่าเขาต้องกลัวมากแน่ๆ"
ใครบ้างจะไม่กลัวหากถูกปล่อยให้ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศโดยที่ไม่รู้ว่าควรต่อสู้กับใครหรืออะไร ยิ่งเมื่อเห็น "เดวิด" คนก่อนหน้าตายกองอยู่ที่ก้นเหวและซากศพกองทับถมมากขึ้นทุกที
โกไลแอธที่แท้จริงจึงไม่ใช่ฝ่ายที่เราคิดว่ามันเป็น รัฐบาลอเมริกันต่างหากที่ประพฤติตนเยี่ยงปีศาจร้าย แอบอยู่หลังฉากพร้อมกับการหลอกลวงต่างๆนานาไม่รู้จบสิ้น
...เป็นซาตานที่แทงข้างหลังผู้คนอย่างเลือดเย็น
สำหรับมิตรรักแฟนบล็อกทุกท่าน หรือผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ และใครก็ตามที่แวะเข้ามา
นอกจากบทวิจารณ์ยาวๆ ที่นานๆ ผมจะได้เขียนที หรือว่าเกรดหนังแบบสั้นๆในหน้า Year 2008
สำหรับบทรีวิวแบบสั้นๆ ของผมและเพื่อนผู้บ้าหนังอีก 5 ท่าน
เชิญติดตามได้ที่ http://vreview.yarisme.com/
พร้อมลุ้นรับบัตร Major M Cash มูลค่า 500 บาท จำนวน 8 ใบ ทุกเดือน!!
edit @ 11 Apr 2008 21:01:09 by nanoguy
)
ส่วนรอบนี้ก็เชียร์โอบามา เพราะถ้าได้ขึ้นมาเป็น ปธน. โลกคงจะมีแววสงบมากกว่าให้ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน หรือ ฮิลลารี ขึ้นมาเป็น ปธน.อ่ะคับ
อ่านข้ามตั้งแต่คำว่าสปอยล์ แต่ชอบย่อหน้ารองสุดท้ายกับบรรทัดสุดท้ายที่สุด
ปล.ที่พิมพ์ไปหมายถึงส่วนReviewนะครับ ไม่ใช่บัตรMajor 555
#2 By SkyKiD on 2008-04-11 21:20