Starpics 724 - Iron Man 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ดูหนังในหนังสือ"
นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 724 (ปักษ์แรก เมษายน 2551)

ถูกเกลาจาก บก. ไปนิดหน่อย อันนี้จะเป็น Writer's Cut เน่อ
(แต่ในหนังสือภาษาจะดูดีขึ้น)


In the Valley of Elah

(บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์)

     แฮงค์ เดียร์ฟิลด์ (ทอมมี่ ลี โจนส์) อดีตนายทหารปลดเกษียณได้รับโทรศัพท์จากหน่วยทหารว่าลูกชายของเขาไมเคิล เดียร์ฟิลด์ (โจนาธาน ทัคเกอร์) ขาดราชการมาแล้วสี่วัน ความสงสัยก็เริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจเขาจนต้องเร่งเก็บกระเป๋าออกตามหาลูกชายถึงที่ เพราะเขากับภรรยา (ซูซาน ซาแรนดอน) ก็เพิ่งจะรู้ตอนนั้นเองว่าลูกเดินทางกลับจากอิรักแล้ว

     เขาขับรถเดินทางข้ามประเทศเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงที่หน่วยประจำการของลูก และได้รับแจ้งจากทหารในวันถัดมาว่าลูกชายของเขาถูกฆ่าหั่นศพและเผาร่างอย่างโหดร้ายในทุ่งหญ้าข้างทาง ก่อนที่แฮงค์จะเริ่มพบความไม่ชอบมาพากลหลายอย่างในคดีนี้ เมื่อหลักฐานหลายอย่างถูกปกปิด ทำให้คดีถูกโยกย้ายจากความรับผิดชอบของสถานีตำรวจไปอยู่กับฝ่ายทหารแทน เขาจึงเริ่มร่วมมือกับตำรวจสาวเอมิลี่ แซนเดอร์ส (ชาร์ลิซ เธรอน) เพื่อลงมือค้นหาความจริงของคดี

     ต่อจากนั้นผู้ชมได้รับรู้ว่าครอบครัวเดียร์ฟิลด์ได้สูญเสียลูกชายคนโตไปก่อนหน้านี้จากการซ้อมรบ ในการคุยโทรศัพท์กันของสองสามีภรรยาครั้งแรกหลังทราบข่าวการตายของลูกชายคนเล็ก แม้ว่าแฮงค์จะไม่แสดงอาการเศร้าโศกมากเท่าภรรยา แต่จากฉากนี้หนังเริ่มเผยให้เห็นว่าปฏิบัติการ "ตามล่าหาความจริง" ครั้งนี้เปรียบเสมือนการไถ่ความผิดบาปในใจของแฮงค์ที่โทษตัวเองว่ามีส่วนในการตายของลูก ด้วยการชักนำลูกเข้าสู่สมรภูมิรบและวงจรของทหารแม้จะไม่ใช่การบังคับขู่เข็ญจากผู้เป็นพ่อก็ตาม

 

Flags of Our Fathers

     หนังแสดงให้เห็นภาพของนายทหารผู้รักชาติอเมริกันยิ่งชีพของแฮงค์ตั้งแต่ฉากที่เขาขับรถออกจากบ้านผ่านดงธงชาติอเมริกันในละแวกนั้น และลงไปติติงภารโรงชาวเอลซัลวาดอร์ที่ติดธงชาติกลับหัว (ซี่งเป็นสัญลักษณ์สากลว่า กำลังตกอยู่ในภาวะอันตรายอย่างยิ่ง) ก่อนจะกลับธงให้ถูกด้านและขับรถออกเดินทางต่อ

     นอกจากฉากที่ชัดเจนตำตาฉากนี้ ยังรวมถึงอากัปกิริยาเล็กๆน้อยๆอีกหลายประการ (เช่น การเก็บที่นอนในโมเต็ลเสียเรียบร้อยหลังตื่นนอนตอนเช้า) หากตัวเขาจะปลูกฝังค่านิยมรักชาติและเกียรติของชายชาติทหารให้กับลูกชายทั้งสองคนโดยไม่รู้ตัว จนลูกชายของเขาสมัครใจเข้ารับราชการทหารทั้งคู่ และลูกชายคนเล็กเข้าร่วมกองทัพไปอิรักจึงไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดเดา แต่เมื่อเขาได้พบกับท่าทีของฝ่ายกองทัพ รวมถึงภาพจากคลิปวิดีโอในมือถือของลูกชายที่ถ่ายจากอิรัก เรื่องของสงครามค่อยๆเผยให้เห็นแง่มุมที่โหดร้ายและอัปยศมากขึ้นเรื่อยๆ

     ในภาพยนตร์เรื่อง Lions for Lambs (2007, โรเบิร์ต เรดฟอร์ด) เราก็เห็นนักศึกษาเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน กับนึกศึกษาเชื้อสายเม็กซิกันสองคนที่เป็นเพื่อนสนิทกัน ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมกองทัพไปรบที่อิรักด้วยเหตุผลว่า ถ้าพวกเขาผ่านสมรภูมิกลับมาได้ เกียรติยศและศักดิ์ศรีจากการเป็นทหารรบเพื่อชาติจะเปิดโอกาสทางการศึกษาและการดำรงชีวิตอยู่ในดินแดนแห่งนี้มากขึ้น และลดอคติที่เกี่ยวกับสีผิวและเชื้อชาติของพวกเขาให้น้อยลงกว่าที่เป็นอยู่ เขาสองคนคิดว่าไม่เพียงแต่ตัวพวกเขาที่จะได้ประโยชน์จากการไปเสี่ยงภัยในแดนสงคราม แต่ยังมีครอบครัวและอนาคตของพวกเขาที่ยังรอคอยความหวัง หรือใน Flags of Our Fathers (2006, คลินต์ อีสต์วู้ด) ที่พูดถึงการไปรบเพื่อชาติของเหล่าวัยรุ่นอเมริกันที่ร่วมรบในสมรภูมิอิโวจิม่า จนกลายเป็นเรื่องราวของคำว่า "ฮีโร่" ที่รัฐบาลอุปโลกน์ให้กับทหาร 6 นายผู้ปักธงบนเกาะอิโวจิม่าในภาพถ่ายประวัติศาสตร์ที่เรารู้จักกันดี

     คำถามสำคัญก็คือพวกเขาได้รบเพื่อมาตุภูมิและบรรพบุรุษ หรือเพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีของชาติอย่างแท้จริงหรือเปล่า และนั่นคือสิ่งที่แฮงค์ เดียร์ฟิลด์ คงกำลังนั่งถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาหลังจากที่ได้ดูคลิปวิดีโอจากมือถือของลูกชาย พร้อมกับรูปถ่ายที่ลูกชายส่งมาให้ทางเมล์ที่เขายังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นรูปอะไร แฮงค์ผู้หยิ่งในเกียรติของทหารมาตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม ได้ถูกกะเทาะเปลือกแห่งความหยิ่งนั้นออกทีละน้อยๆด้วยการสูญเสียครั้งนี้

     การค้นหาความจริงจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ "ใครคือฆาตกร" แต่แฮงค์ได้นำพาผู้ชมเข้าไปค้นหาว่า "เกิดอะไรขึ้นในอิรัก" และประสบพบเจอกับผลกระทบของสงครามที่ส่งผลรุนแรงแต่กลับไม่เป็นที่สังเกตหรือรับรู้ของคนทั่วไป รวมไปถึงสาเหตุที่กองทัพพยายามดึงเอาคดีนี้เข้าไปสืบสวนเองอย่างกระตือรือร้นเพื่อรักษาภาพลักษณ์อย่างแข็งขันจนถึงกับต้องกลบเกลื่อนหลักฐานในที่เกิดเหตุ และเหตุผลที่เพื่อนทหารของไมค์ไม่ยอมพูดความจริงทั้งหมดตั้งแต่แรกที่แฮงค์เข้าไปขอความร่วมมือหรือตอนที่ตำรวจเริ่มสืบสวนคดี

     การเป็น "ทหาร" ในทุกวันนี้คือการเป็นทหารด้วยเกียรติอย่างที่แฮงค์เคยคิดไว้อย่างนั้นหรือ เพราะภาพที่เราเห็นนั้น สถาบันทหารกลับต้องดิ้นรนอย่างหนักหน่วงเพื่อรักษาภาพลักษณ์อันเกรียงไกรที่มีมาแต่เก่าก่อน ไม่เพียงแค่กลบเหลื่อนหลักฐาน แต่ยังรวมไปถึงการซูเอี๋ยกันหลังฉากเพื่อไม่ให้คดีฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับทหารเกิดกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาในสายตาของพลเมือง

     เมื่อเรื่องราวดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เราค่อยๆพบว่านอกจากคนที่เป็นทหารเพื่อต้องการโอกาสในชีวิตจากวีรกรรมสงครามอย่างใน Lions for Lambs ยังมีคนอีกจำนวนมากที่เป็นทหารเพราะไม่มีอะไรทำ ไร้ทางเลือก หรือบ้างก็หนีคดีเข้ากองทัพ ซึ่งก็เท่ากับการหนีออกนอกประเทศโดยถูกกฎหมาย

     เรื่องน่าตกตะลึงที่คนดูได้รู้พร้อมๆกับแฮงค์อีกเรื่องก็คือ การตรวจสารเสพติดในทหารที่จะไปอิรักนั้นได้ลดมาตรฐานลงจากเดิมอย่างมาก รวมถึงการตรวจสอบเรื่องการต้องโทษหรือหมายจับในคดีต่างๆ เพื่อให้ได้จำนวนทหารไปร่วมรบในสมรภูมิมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเพราะคนอเมริกันก็เห็นข่าวการตายรายวันของทหารอเมริกันออกทีวีอยู่ทุกค่ำเช้า (แทบทุกที่ที่แฮงค์ไป โทรทัศน์ก็รายงานข่าวสถานการณ์ในอิรักอยู่ตลอด) การที่กองทัพต้องการจำนวนคนมหาศาลไปทดแทนคนตาย ทำให้ต้องลดมาตรฐานและคุณภาพของคนที่จะมาเป็นทหารลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

     วินาทีที่แฮงค์รู้เรื่องนั้นเขาคงรู้สึกเหมือนถูก "กระชากเกียรติ" ของทหารออกมาและเหยียบย่ำลงไปต่อหน้าต่อตาอย่างอัปยศ หลังจากเรื่องราวทั้งหมดได้คลี่คลายลง แฮงค์กลับถึงบ้าน เขาให้ภารโรงคนเดิมชักธงชาติขึ้นเสาแบบกลับหัว พร้อมติดเทปกาวมัดเชือกกับเสาธงเอาไว้อย่างแน่นหนา

     สหรัฐอเมริกากำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ และคงอีกนานกว่าจะมีใครมาช่วยพาให้หลุดพ้นจากสภาวะนี้ไปได้ นี่คือความจริงอันโหดร้ายที่อดีตนายทหารชราผู้สูญเสียคนนี้มองเห็นอย่างแจ่มชัดด้วยสองตาของเขาเอง

           

Crash

     โรเบิร์ต ออร์ทีส (วิคเตอร์ วูล์ฟ) พลทหารเพื่อนของไมค์พูดกับแฮงค์ในช่วงท้ายเรื่องว่า "เราไม่ควรส่งวีรบุรุษของชาติไปอยู่ในสถานที่ที่เลวร้ายอย่างอิรักเลยจริงๆ"

     แต่ใครกันแน่ที่ทำให้อิรักกลายเป็นแดนมิคสัญญีอย่างทุกวันนี้ - ซัดดัม ฮุสเซนหรือ?

     ถ้าจะให้ความหมายของคำว่า "มิคสัญญี" แบบชุ่ยๆว่าหมายถึง "ความไม่เป็นประชาธิปไตย" ก็อาจตอบอย่างนั้นได้ แต่สิ่งที่ประธานาธิบดีบุชน้อยได้ประกาศตอนแรก เป็นเรื่องของอาวุธพลังทำลายล้างรุนแรง กับความสัมพันธ์ของซัดดัมและเครือข่ายก่อการร้ายอัล-กออิดะฮฺไม่ใช่หรือไร ไปๆมาๆไหงกลายเป็นเรื่องของชาติมหาอำนาจคริสเตียนผู้แสนใจบุญ หอบหิ้วเอาประชาธิปไตยไปมอบให้ประเทศอิสลามด้อยพัฒนาเสียฉิบ

     ทุกอย่างดูเหมือนจะเริ่มต้นจากการที่เครื่องบินสองลำพุ่งชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ อเมริกาจึงหันมาประจัญบานกับคนที่พวกเขามองว่าเป็นศัตรูอย่างเต็มตัว แต่เหล่าทหารที่เป็นเบี้ยหมากของสงคราม(ภายใต้คำสวยหรูว่า "วีรบุรุษผู้เสียสละของชาติ") อันยืดเยื้อไม่รู้จบล้วนแล้วแต่ถูกกระทบจากความไร้สาระและไร้จุดหมาย และผลกระทบนั้นร้ายแรงเกินกว่าที่ใครคาดคิดหรือเคยพบเจอ (ในระดับที่หนักหนายิ่งกว่าคราวสงครามเวียดนามด้วยซ้ำ เพราะสงครามเวียดนามยังเหลือคนที่หยิ่ง